แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

ข่าวสาร

มหกรรมปลูกต้นรักการอ่านอำเภอเชียงดาว เพิ่มต้นทุนชีวิต พัฒนาหนูน้อยอย่างเต็มศักยภาพและสร้างสรรค์

            ปี 2542 ศาสตราจารย์ James J.Heckman นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้ประกาศผลการศึกษาที่พบว่า การลงทุนทุก 1 หน่วยในช่วงเด็กปฐมวัยจะให้ผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมถึง 7-12 เท่า นอกจากนี้ยังพบข้อสรุปที่ว่า ยิ่งลงทุนในเด็กที่อายุน้อยมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่กลับคืนมายิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

                ความสำคัญขององค์ความรู้ที่มีคุณอเนกอนันต์ต่อมนุษยชาตินี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น ข้อค้นพบนี้ยังทำให้หลายประเทศตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา สมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่ประกาศให้การศึกษาระดับปฐมวัยเป็นนโยบายแห่งชาติที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อเพิ่มทุนมนุษย์ เพิ่มประสิทธิภาพ และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ สังคม


                  ท่ามกลางวิกฤตของการพัฒนาเด็กไทย ที่ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต ปี 2559 พบว่า ค่าความฉลาดทางสติปัญญา (IQ)ยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ชั้น ป.1 จึงเป็นเรื่องยิ่งน่ายินดี ที่ในวันที่ 3 มีนาคม 2560  มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) จัดงาน “ มหกรรมปลูกต้นรักการอ่านอำเภอเชียงดาว ”ภายใต้โครงการอ่านยกกำลังสุขอำเภอเชียงดาว ณ มูลนิธิสื่อชาวบ้าน อำเภอเชียงดาว เพื่อสร้างพื้นที่ให้ครูและนักเรียนตัวน้อยได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสร้างเสริมการอ่านจากโรงเรียนและภาคีส่งเสริมการอ่าน 13 แห่ง ที่มาร่วมจัดแสดงกิจกรรมสร้างสรรค์ในแต่ละซุ้ม

  

  

 

                ประกายดาว คันธะวงศ์ หัวหน้าโครงการอ่านยกกำลังสุขฯ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การอ่านเป็นจุดเริ่มต้นของความเพลิดเพลิน ความสุข การแสวงหาความรู้ ช่วงปฐมวัยของเด็กเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของชีวิต เด็กสัมผัส รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากมีการสร้างเสริมพัฒนาการและสิ่งแวดล้อมที่ดี เมล็ดพันธุ์รักการอ่านได้ถูกปลูกฝังลงไปในหัวใจของเด็ก ๆ ก็จะสามารถสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและสังคมที่เป็นสุขได้ ”       

                งานในครั้งนี้เรียกเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้นจากเด็กๆ กว่า 300 คน ตั้งแต่ช่วงพิธีเปิด ด้วยการแสดงละครกายกรรมประกอบนิทานจาก คณะละครกายกรรมชาติพันธุ์ดาราอั้ง  หมู่บ้านปางแดงนอก และการเล่านิทานมหัศจรรย์ประกอบดนตรี เรื่อง  ชาวนากับนกกระจิบ ของ แม่จิ๋ว วีรวรรณ กังวานนวกุล และน้องภู และต่อด้วยความเพลิดเพลินในซุ้มกิจกรรมของแต่ละโรงเรียนที่นำมาให้เด็ก ๆ ได้เล่นจริง ทำจริงอย่างหลากหลาย เช่น กิจกรรมนิทานกาลงดอย เรียนรู้กลางป่า จาก โรงเรียนอนุบาลชนเผ่าผาลาย นิทานหรรษา จากโรงเรียนบ้านปางแดง กิจกรรมยอดนักอ่าน โรงเรียนบ้านทุ่งหลุก กิจกรรมสวนหนังสือ จากศพด.เทศบาลตำบลเชียงดาว และกิจกรรมหนังสือทำมือเพื่อน้องน้อย โดย ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 

  

 

           นอกจากนี้ภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน ‘โครงการเชียงใหม่อ่าน’ยังนำหนังสือที่น่าสนใจมากมายมาวางให้เลือกไปหยิบอ่านได้ฟรีๆ  และ คาราวานห้องสมุดรังไหม ที่นำหนังสือภาพ หนังสือนิทานสวยงามหลากหลายละลานตาทั้งคันรถมาให้เด็ก ๆ ได้ชื่นชม ได้นั่งอ่าน  และเมื่อเดินดูสมุดพกของทั้งครูและนักเรียนที่นำมาจัดแสดงอย่างละเอียด ทำให้รู้ว่าการเล่านิทานอ่านให้เด็กฟังได้ก้าวหน้าถึงขนาดทั้งครูมีบันทึกการอ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง ส่วนเด็ก ๆและครอบครัว ก็บันทึกการอ่านนิทานมาเล่าให้คุณครูฟังด้วยเช่นกัน 

  

 

             คุณครูแดง ปราณี ชื่นบาน โรงเรียนบ้านทุ่งหลุกกล่าวว่า การนำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเข้าไปผนวกกับการดูแลเด็ก มีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการหลายด้าน เด็ก ๆ กล้าคิด กล้าแสดงออก มีพัฒนาการในการสื่อสารกับคนรอบข้าง ทำงานร่วมกับเพื่อนได้ดี  เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน มีคุณธรรมจริยธรรม เกิดคุณลักษณะที่ดีมีเรียนรู้ผ่านการฟังนิทานจากครูและเพื่อน ไปจนถึงเล่านิทานให้เพื่อน ๆ ฟังได้ด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลไปถึงครอบครัว เพราะปัจจุบันมีครอบครัวชนเผ่าต้นแบบส่งเสริมการอ่านเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ การสนับสนุนให้มีหนังสือนิทานที่มีคุณภาพในทุก ๆ ศูนย์ฯ จึงเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดของการส่งเสริมการอ่าน เพราะจะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนให้แน่นแฟ้นขึ้น เกิดพื้นที่ให้พูดคุยและต่อยอดทำกิจกรรมร่วมกัน

                ด้านครูไก่ กนกพิชญ์ มณี ครูอนุบาลโรงเรียนบ้านปางแดง เล่าว่า “ วันนี้กิจกรรมหลักที่นำมาจัดให้เด็ก ๆ ได้สนุกคือ การเล่านิทานจากภาพ เพราะเขาจะได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็กลัวเด็กไม่ชอบ เลยจัดโต๊ะไว้ให้เด็กได้ระบายสีภาพสวยลายการ์ตูนจากทรายสี ซึ่งเด็ก ๆ ชอบมากกว่ากิจกรรมหลักเสียอีก ทำให้รู้ว่า ทรายสี ๆที่จัดสวนก็นำมาสร้างสรรค์กิจกรรมให้เด็ก ๆ เล่นได้ด้วย ” ทั้งเล่าเสริมว่า “เดินดูซุ้มกิจกรรมของโรงเรียนอื่น ๆ ก็ทำให้รู้ว่า เด็ก ๆ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อย่างเป่าแป้ง เห็นเลยว่าเขาชอบมาก และกิจกรรมสอนเด็กทำผ้ามัดย้อม ซึ่งเราสอนเขาได้แล้ว แต่ต้องระมัดระวังเท่านั้นเอง”

               

            วิว ใหม่ชินลักษณ์ อุทัย  และเพื่อน สารัตน์ ลุงวิ วัย 6 ขวบนักเรียนอนุบาลโรงเรียนบ้านทุ่งหลุก นั่งเปิดดูหนังสือนิทานป๊อบอัพเรื่อง ไดโนเสาร์ ของห้องสมุดรังไหมอย่างชอบใจและบอกว่า “ ผมชอบหนังสือแบบนี้มาก มันมีตัวไดโนเสาร์โผล่ออกมาด้วย อยากให้โรงเรียนมีหนังสืออย่างนี้เยอะๆ  เพราะผมชอบไดโนเสาร์มากด้วยครับ”

                คำน้อง ลุงอุ  วัย 5 ขวบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านม่วงฆ้อง เล่าว่า “หนูชอบเกมเป่าแป้งค่ะ พอเป่าไปเจอกระดาษแล้ว บางแผ่นหนูอ่านออก แล้วบางแผ่นหนูก็ตอบคำถามได้ค่ะ” ด้าน น้องขวัญ อนุภา พองเมือง เพื่อนของคำน้อง เล่าว่า “ หนูชอบ กิจกรรมหยิบนิทานแล้วออกมาเล่า สนุกดี หนูเล่าได้ เล่าแล้วเขามีดินสอกับยางลบให้เลือกด้วย หนูเล่า 2 ครั้ง ได้ทั้งดินสอ ทั้งยางลบเลยค่ะ”

               

             วีรวรรณ กังวานนวกุล หรือ แม่จิ๋วจิตอาสาของมูลนิธิสื่อชาวบ้าน ที่วันนี้ได้มาอาสาเล่านิทานสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง กล่าวว่า “หนังสือภาพและหนังสือนิทานเป็นความมหัศจรรย์ให้เด็ก ๆ มาก เพราะเป็นสื่อที่ทำให้เขาเชื่อมโยงกับครอบครัว สัมพันธ์กับสังคม ทำให้เขามีคลังคำที่จะบอกเล่า สื่อสาร อาการ ความรู้สึกของตัวเองออกมา ส่วนตัวมีลูกชาย แล้วเลี้ยงเขาด้วยหนังสืออย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ พอเขาเข้าเรียน ป. 1  ครูสอนเพียงเดือนเดียว น้องภูอ่านออกหมดเลย ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นไม่เป็นแบบนี้  เรื่องอ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟังเราจึงควรให้เวลาอย่างจริงจัง ให้เด็กกับหนังสือได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ แล้วเขาจะเปิดเผยความมหัศจรรย์ออกมาด้วยตัวเขาเอง”

            ดร.สราวุฒิ วรพงษ์ นายอำเภอเชียงดาว กล่าวว่า เมืองเชียงดาวมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้สร้างสรรค์ก้าวไกลได้อีกมาก เพราะเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว และผู้คนมีความหลากหลาย แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องเพิ่มต้นทุนให้พลเมืองด้วย เด็ก ๆ ไม่ได้ต้องการเพียงโภชนาการเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เขายังต้องการอาหารสมองที่จะทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ การที่หลายฝ่ายมาร่วมสนับสนุนให้เกิดงานวันนี้ขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ๆ 

                นอกจากเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็ก ๆ  และคุณครูแล้ว งานครั้งนี้ยังได้ขยายโลกการอ่านของจิตอาสา จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียวดาว กว่า 15 คนให้กว้างไกลออกไปกว่าเดิม

 

            น้องพิงค์ เดือนหลู่ ลุงนุ  วัย 17 ปี เล่าว่า “ ที่โรงเรียนมีน้องเล็ก ๆ แบบนี้ แล้วมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านด้วย แต่หนูไม่เคยไปร่วมเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเป็นพี่เลี้ยง รู้สึกดีใจและสนุก คือไม่คิดมาก่อนว่าหนังสือจะกระตุ้นให้เขากล้าแสดงออกได้มาก แล้วอย่างเกมเป่าแป้ง หนูเห็นว่าเขาชอบมาก แล้วเขาก็พยายามจะอ่านให้ออก เลยคิดว่า อาสาสมัครแบบหนูสำคัญนะ เพราะน้องยังอ่านไม่ออก เราเลยต้องมาชวนน้องอ่านด้วยกิจกรรมหลาย ๆ แบบ แบบนี้ค่ะ

            กลอฟ ธนุพล ยินดี เจ้าหน้าที่มูลนิธิสื่อชาวบ้านถอดบทเรียนจากการจัดกิจกรรมร่วมกับจิตอาสาว่า “ ชักชวนเด็ก ๆ มัธยมมาเป็นจิตอาสา ไม่ใช่เพียงเพื่ออยากให้มาช่วยครูตามซุ้มต่างๆ หรือยกของแต่บทบาทพี่เลี้ยงสำคัญอย่างไร ตรงนี้คือประเด็นเลย เพราะพอน้อง ๆ รู้แล้วว่า น้อง ๆ มีความสำคัญ เรื่องการอ่านสำคัญ จะอยู่ที่ไหน ก็ส่งเสริมการอ่านได้ “

 

            กิจกรรมในครั้งนี้จึงเชื่อว่า ไม่เพียงจะสามารถบ่มเพาะต้นกล้ารักการอ่าน เล็ก ๆ ได้กว่า 300 ต้น  แต่แม้ต้นไม้ใหญ่ ๆ ก็ยังได้รับปุ๋ยบำรุงชีวิตให้เบ่งบานสะพรั่งจาก “หนังสือและการอ่าน” ด้วยเช่นกัน 

  

แนะนำเมื่อ 09มี.ค. 60
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 3,876,388 ครั้ง