แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

นิทานอิงธรรมเรื่อง "ลิ้นจี่....ทำดีมากจ๊ะ"

บทที่ 1 ขอนอนก่อนนะ

ลิ้นจี่เป็นหนึ่งในกระต่ายพันธุ์หูตกที่มีจำนวนมากมายในป่าแถบนี้ ลิ้นจี่ชอบวาดรูปมาก รูปที่ลิ้นจี่วาดมักเป็นรูปสวนสวยๆเพราะคิดว่าการมีต้นไม้อยู่ใกล้ๆโพรงน่าจะช่วยให้ดูสบายตา รู้สึกสดชื่น  เพื่อนๆของลิ้นจี่ก็ชอบรูปวาดของลิ้นจี่เช่นกันและมักมาขอรูปวาดไปเป็นแบบสำหรับสร้างสวนไว้ข้างๆโพรงของพวกเขาเสมอ

วันนี้ลิ้นจี่วาดรูปสวนเสร็จอีกรูปแล้ว คราวนี้ลิ้นจี่ตั้งใจจะให้รูปนี้กับว่องไว กระต่ายต่างพันธุ์ที่เป็นเพื่อนสนิทของลิ้นจี่อีกตัวหนึ่ง หูของคุณว่องไวตั้งขึ้นอยู่เสมอ ลิ้นจี่เคยสงสัยว่าเป็นเพราะหูตั้งๆอย่างนี้หรือเปล่า คุณว่องไวจึงมักได้ยินเสียงผิดปกติก่อนเพื่อนๆทุกครั้ง

“เหนื่อยจัง”

ลิ้นจี่รำพึงกับตัวเอง

ขอนอนพักก่อนเถอะ เย็นๆค่อยเอารูปไปให้ว่องไว

ลิ้นจี่เพิ่งปิดตาลงได้เพียงพักเดียว ก็มีเสียงกระโดดตึกตัก ตึกตัก ใกล้เข้ามา

“ช่างเถอะ”

ลิ้นจี่คิด กระต่ายตัวไหนสักตัวคงกำลังกระโดดจะไปไหนละมัง

 

ไม่ใช่ไปไหนหรอก เพราะเสียงกระโดดมาหยุดที่ข้างๆตัวลิ้นจี่ แต่ลิ้นจี่ก็อยากนอนจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาดู

“ลิ้นจี่ ลิ้นจี่ ตื่นเถอะ”

กุ๊งกิ๊งนั่นเองที่ทำเสียงดังตึกตัก ตึกตักนั่น กุ๊งกิ๊งใช้ขาหน้าเขย่าตัวลิ้นจี่

 

“อือม์ ”

ลิ้นจี่เผยอเปลือกตาขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะถามด้วยเสียงยานคาง

“มีอะไรเหรอ”

“มีจ๊ะ”

กุ๊งกิ๊งทำเสียงเคร่งเครียด

“ลิ้นจี่จำคุณนายเตาะแตะได้ไหม”

คุณนายเตาะแตะ ลิ้นจี่นึก

“อ๋อ จำได้”

คุณนายเตาะแตะก็คือกระต่ายพันธุ์แคระที่มีจำนวนไม่มากในป่าแถบนี้นี่เอง ลิ้นจี่ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่เท่าไหร่ เพราะคุณนายตัวเล็ก เดินเตาะแตะสมชื่อ แล้วคุณนายก็ไม่ชอบกระโดดเล่น ลิ้นจี่ชอบมีเพื่อนเล่นมากกว่ามีเพื่อนเดิน

 

“จ๊ะ คุณนายกำลังเสียใจ เพราะน้องชายคุณนายย้ายโพรงไปอยู่อีกที่ที่ไกลออกไป คุณนายอยากให้น้องยังอยู่ใกล้ เลยทุกข์ใจ ไม่ยอมออกไปไหนมาไหนตั้งหลายวันแล้ว”

“อ้าว”

ลิ้นจี่สงสัย อยากรู้จนลืมความง่วง

“แล้วคุณนายไม่หิวตายเหรอ”

จนอดไม่ได้ตั้งลุกขึ้นนั่งถาม

 

“ไม่หรอก กุ๊งกิ๊งหาอาหารไปฝากคุณนายทุกวันเลยจ๊ะ กุ๊งกิ๊งกำลังคิดว่า ถ้าคุณนายมีสวนสวยๆอยู่ข้างๆโพรง คุณนายอาจจะสดชื่นขึ้น อีกอย่าง ถ้าคุณนายได้หันมาดูแลต้นไม้ ก็อาจจะยุ่งจนหายเลิกเศร้าก็ได้ เลยจะมา อะฮ้า”

กุ๊งกิ๊งเหลือบไปเห็นรูปที่ลิ้นจี่เพิ่งวาดเสร็จ

“สวยจัง ขอรูปนี้ได้ไหม กุ๊งกิ๊งจะเอาไปเป็นแบบจัดสวนให้คุณนายจ๊ะ”

ลิ้นจี่มองรูปอันเป็นผลจากความพยายามที่เพิ่งทำสำเร็จ ที่จริง ตั้งใจจะให้ว่องไวนะ แต่

“ก็ได้จ๊ะ”

ให้กุ๊งกิ๊งไปก็ได้ ลิ้นจี่วาดใหม่ได้อยู่แล้ว

“ดีจัง ขอบคุณจ๊ะ กุ๊งกิ๊งไปก่อนนะ อยากรีบไปสร้างสวนให้คุณนายเตาะแตะ”

 

“ฮ๊าว” ลิ้นจี่ปล่อยเสียงพร้อมลมหายใจยาว

“จ๊ะ สวัสดีจ๊ะ กุ๊งกิ๊ง”

และรีบกล่าวสวัสดี จะได้นอนต่อเสียที

ลิ้นจี่ล้มตัวลงนอนตามเดิม กุ๊งกิ๊งจึงกระโดดตึกตัก ตึกตัก ออกไป

“ขอบคุณอีกครั้งนะ”

เสียงตะโกนของกุ๊งกิ๊งลอยตามลมมาเข้าหู

“อือม์” ลิ้นจี่ครางตอบรับเบาๆ ทั้งๆที่รู้ว่ากุ๊งกิ๊งไม่ได้ยิน

 

“อือม์” คราวนี้ลิ้นจี่ส่งเสียงในลำคอให้กับตัวเอง การนอนเนี่ย เป็นการพักผ่อนที่ดีหลังการใช้สายตาวาดรูปจริงๆ

.....................................................................................................

อิงธรรมท้ายบท

ลิ้นจี่เคยได้ยินมาว่าความทุกข์ (ทุกข์) น่ะ เรากำจัดมันไม่ได้หรอกนะ เพราะเป็นตัวผลที่เกิดจากต้นเหตุ (สมุทัย) ซึ่งก็คือปัญหา หรือความต้องการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของเราเอง เราจะหมดทุกข์ (นิโรธ) ได้ก็ต่อเมื่อเรายอมรับความจริงว่าเรามีปัญหาต้องแก้ และดำเนินการแก้ปัญหาที่สาเหตุทีละจุด ทีละจุด (มรรค)

เมื่อหมดปัญหา ก็หมดทุกข์

อย่างคุณนายเตาะแตะ

เพราะน้องชายย้ายโพรงไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่คุณนายยังอยากให้น้องชายอยู่ใกล้ๆเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ถึงได้ทุกข์ไง

ลิ้นจี่ยังรู้อีกว่า ตัณหามี 3 ชนิด คือกามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่ารักใคร่) ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่) และวิภวตัณหา (ความอยากไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่ อยากในความดับสูญ) เพราะตัณหา เราทั้งหลายจึงได้พบความทุกข์

ส่วนผลของทุกข์ มี 2 อย่าง คือให้หลงใหล และใคร่หาทางออก

คุณนายเตาะแตะเธอกำลังรับผลของทุกข์อยู่ ผลแบบไหนลิ้นจี่ก็รู้ด้วย 

 

............................................................................................

 

บทที่ 2 โมโหแล้วนะ

 

 

ลิ้นจี่หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าว่องไวแวะมาหาเพื่อขอดูรูปสวนว่าวาดเสร็จหรือยัง พอตื่นขึ้นมาลิ้นจี่จึงรู้ว่าเป็นวันใหม่ หลังจากทานอาหารเช้าแล้วลิ้นจี่ก็วาดรูปให้ว่องไวต่อ

ตกเย็นว่องไวแวะมาหาอีกที คราวนี้มีหนังสือเล่มใหญ่มาให้ลิ้นจี่ด้วย ว่องไวบอกว่าดีจังที่เมื่อวานมาตอนที่ลิ้นจี่ยังหลับอยู่ เพราะเมื่อวานว่องไวลืมเอาหนังสือมา

“ขอบใจจ๊ะ”

ลิ้นจี่บอกขณะรับหนังสือ ว่องไวช่างมีน้ำใจ คงอยากให้อะไรลิ้นจี่บ้าง

“รูปของว่องไวก็เสร็จแล้วนะ”

ขณะที่ลิ้นจี่ส่งรูปให้ก็แอบเห็นแววตาว่องไวเป็นประกาย

“สวยจัง ขอบใจลิ้นจี่มากเลย”

 

 

 

“ลิ้นจี่รู้มั๊ย เมื่อวานกุ๊งกิ๊งวิ่งวุ่นทั้งวันเลย ท่าทางเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่างอยู่”

“อ๋อ”

ลิ้นจี่ไม่สงสัย คงกำลังหาพรรณไม้ชนิดต่างๆมาสร้างสวนให้คุณนายเตาะแตะแต่ยังไม่ทันได้พูดต่อ ว่องไวก็กลับพูดต่อเองอย่างว่องไว

“ว่องไวว่า เดี๋ยวว่องไวก็จะวิ่งวุ่นหาพรรณไม้เหมือนกันแล้วละ ไปก่อนนะจ๊ะลิ้นจี่”

“จ๊ะ แล้วลิ้นจี่จะไปดูสวนที่ว่องไวสร้างนะจ๊ะ”

ว่องไวกระโดดอย่างว่องไวไปสมชื่อ ลิ้นจี่ยืนดูว่องไวจนลับสายตา แต่พอละสายตาไปจากจุดที่ว่องไวลับหาย มากวาดตาดูรอบๆโพรง ก็รู้สึกว่าสวนของตัวเองช่างรกร้างเสียจริงๆ คงเป็นเพราะลิ้นจี่มัววาดรูปอยู่ เลยไม่ค่อยมีเวลาดูแลสวน เห็นทีจะต้องดูแลจริงๆสักที

“ตอนนี้ก็ว่างแล้วนี่”

ลิ้นจี่บอกกับตนเอง

 

เวลาที่เราไม่ว่าง รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปไวจัง ไม่ทันไร ต้นไม้ที่ลิ้นจี่ไปหามาปลูกในสวนรอบโพรงก็ออกดอกบานพรู พอเห็นดอกไม้บาน ลิ้นจี่ก็นึกถึงสวนของคุณนายเตาะแตะขึ้นมาได้ ป่านนี้ดอกไม้ในสวนคุณนายที่กุ๊งกิ๊งไปสร้างไว้ก็คงบานสวยแล้วเช่นกัน

“ไปเยี่ยมคุณนายเตาะแตะหน่อยดีกว่า”

พอคิดได้ปั๊บ ลิ้นจี่ก็กระโดดไปหาคุณนายปุ๊บ แต่พอใกล้ถึงโพรงคุณนาย ลิ้นจี่ก็ต้องเบิกตาโต ตกใจ ที่เห็นรูปร่างต้นไม้ไม่เหมือนกับที่วาดให้กุ๊งกิ๊งไปเลย

“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ”

ลิ้นจี่หยุดกระโดดพรืด พลางถามตัวเอง

“ที่ลิ้นจี่วาดไว้มันไม่ใช่อย่างนี้นี่”

และถามซ้ำ

 “สวยจังเลย สวยจัง”

 

 

มีเสียงดังมาจากข้างหน้า เสียงใครน่ะ พวกเขาคงหมายถึงสวนที่กุ๊งกิ๊งสร้าง ลิ้นจี่มองไปที่ต้นเสียง กระต่ายอ้วนผอมสองพี่น้องนั่นเอง ตัวอ้วนเป็นพี่ ตัวผอมเป็นน้อง สองตัวนี้ลิ้นจี่ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ลิ้นจี่อยากรู้ว่าเขาจะพูดถึงสวนอย่างไรต่อไป จึงค่อยๆย่องไปแอบฟังอยู่หลังพุ่มไม้

“กุ๊งกิ๊งนี่เก่งจังนะ สร้างสวนได้สวยขนาดนี้”

สวยที่ไหน

ลิ้นจี่แย้งในใจ

ลิ้นจี่วาดต้นฮอลลี่ฮ๊อคต่างหาก ไม่ใช่ทานตะวันอย่างนี้

 

 

เสียงตัวน้องสนับสนุนคำพูดตัวพี่

“นั่นซี เราสร้างสวนอย่างนี้บ้างก็น่าจะดีนะ”

ไม่ดีหรอก ที่ลิ้นจี่วาดไว้สวยกว่านี้นะ

ลิ้นจี่คิดต่อ

 “ใช่แล้ว โพรงเราอยู่ใกล้ๆกัน เราสร้างสวนเดียวอยู่ตรงกลางดีมั๊ย”

อือม์ ไม่เลวนะ ไว้ลิ้นจี่วาดแบบให้เอามั๊ย

เสียงตัวอ้วนถามน้อง

“ดีจ๊ะ ไปถามกุ๊งกิ๊งกันเถอะ ว่าเราควรทำยังไงดี”

อ้าว จะไปไหนล่ะ

ลิ้นจี่เบิกตาโตอีกตลบเมื่ออ้วนผอมกระโดดจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งลิ้นจี่ให้ยืนมองตามจนตาโตๆ โตค้าง

ทำไมไม่ถามลิ้นจี่ล่ะ ลิ้นจี่ต่างหากที่เป็นผู้คิดแบบสวนสวยๆอย่างนั้น

ดูสิ ลิ้นจี่อุตส่าห์เสียเวลาทำงานตั้งนาน สุดท้ายไม่มีใครพูดถึงลิ้นจี่เลย

“โมโหแล้วนะทั้งอ้วนผอม ทั้งกุ๊งกิ๊ง”

ลิ้นจี่ตะโกนตามหลัง

พอหันไปดูสวนตรงหน้า

ฮึ

 

 

ก็ต้องพ่นลมออกทางจมูกพร้อมกับเมินหน้าหนี

เสียทีที่ทำ กลับดีกว่า

เพราะความโกรธ พอกลับถึงโพรง ลิ้นจี่เลยทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ได้ ได้แต่หันรีหันขวางอยู่ในโพรงไม้ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือที่ว่องไวให้ไว้ อือม์ ตั้งแต่ได้มายังไม่เคยเปิดอ่านเลยนี่นา อ่านหนังสือแก้กลุ้มก็ได้

 

 

 

อือม์

ลิ้นจี่รำพึงขณะค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจไปตามเนื้อหา

หนังสือเล่มนี้ดีจริงๆ

ลิ้นจี่คิด ขณะที่อ่านพบเหตุผลที่ทำให้ลิ้นจี่โกรธ

แต่ .....

มันก็น่าโกรธอยู่นะก็ลิ้นจี่เป็นผู้คิดครั้งแรกนี่

ก็ยังอุตส่าห์แย้ง

แต่ .....

อือม์

........................................................................

อิงธรรมท้ายบท

ขอบคุณหนังสือของว่องไวจังที่ทำให้ลิ้นจี่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าทำไมลิ้นจี่จึงโกรธ

เพราะหลายๆเหตุผลรวมๆกัน (ปฏิจจสมุปบาท ในแง่สิ่งใดๆเกิดจากปัจจัยต่างๆอิงอาศัยซึ่งกันและกัน) นั่นเองที่ทำให้ลิ้นจี่โกรธ ซึ่งก็คือ เพราะเมื่อลิ้นจี่มองเห็นภาพสวน (รู้รูปทางตา) ที่ว่องไวสร้างแล้ว เห็นว่าผิดไปจากที่ลิ้นจี่ออกแบบ เพราะเห็นว่ามีผู้ชื่นชมว่องไว แทนที่จะชมลิ้นจี่ที่เป็นฝ่ายออกความคิด(อิสสา แต่เดี๋ยวนี้มักถูกเรียกว่า อิจฉา) ก็ “แบบ” สร้างสวนที่ให้กุ๊งกิ๊งไปนั้น ลิ้นจี่เป็น “ผู้คิด” และใช้เวลาคิดตั้งสองวันนี่นา (ยึดมั่นในผลงานว่าเป็นของตัว) แต่พอให้ผู้อื่นนำไปใช้นำไปใช้ประโยชน์  ความดีของลิ้นจี่ที่ให้ผลงานตนเองกับผู้อื่นด้วยตั้งใจดี (ยึดมั่นในความดี อันนำไปสู่การต้องการผลตอบแทนในแง่ต่างๆ ) กลับไม่มีใครรู้ ไม่มีใครชื่นชมเลย และเพราะคิดว่างานแบบนี้ลิ้นจี่ทำได้ดีกว่ากุ๊งกิ๊ง (มานะ – ถือตัวว่าดีกว่าเขา, เสมอเขา,ต่ำกว่าเขา)

 

 

พอเห็นสวนไม่เป็นไปอย่างที่คิดแล้ว ลิ้นจี่ก็ลงความเห็นไปเลยว่าสวนที่กุ๊งกิ๊งสร้างไม่สวย (รู้รูปทางตาแล้วรวบถือ หรือ เห็นดิ่งไปทางเดียว ด้วยอำนาจฉันทราคะ) และทุกข์ใจ (เพราะรวบถือ จึงเปิดโอกาสให้อกุศลธรรม คือ อภิชฌา หรือ ความคิดเพ่งเล็งจ้องจะเอาของคนอื่น และโทมนัส  หรือความเสียใจ ความเป็นทุกข์ใจ ครอบงำได้)

ต่อเมื่อได้อ่านหนังสือที่ว่องไวให้ ความคิดของลิ้นจี่จึงได้เปลี่ยนไปเป็น ครึ่งโกรธ ครึ่งไม่โกรธ เหตุก็เพราะ เมื่อลิ้นจี่คิดถึงสวนนั้น (รู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน หรือรู้เรื่องที่จิตคิดทางใจ) แล้วเกิดความคิดเป็นส่วนๆ (แยกถือ ) คือเมื่อคิดถึงสิ่งดีๆที่กุ๊งกิ๊งตั้งใจทำ ลิ้นจี่ก็เห็นดีด้วย แต่พอคิดถึงว่าลิ้นจี่อุตส่าห์คิด แต่ไม่มีใครชม แถมยังไปชมกุ๊งกิ๊ง (แยกถือด้วยอำนาจกิเลส) ก็ยังนึกโกรธอยู่บ้าง (เพราะแยกถือจึงเปิดโอกาสให้อกุศลธรรม คือ อภิชฌา และโทมนัส ครอบงำได้)

 

Ico64_linchy2-p2 Ico64_linchy2-p5 Ico64_linchy-1-p7

 

แต่ในที่สุด ลิ้นจี่ก็รู้ว่า ไม่ว่าจะแยกถือ หรือรวบถือ ก็เกิดเรื่องได้ทั้งนั้น และรู้ว่าการรวบถือ และ แยกถือ นี้ ถ้าเราไม่คอยระวัง ก็เกิดได้ตลอดเวลาทั้งไม่ว่าจะจากการเห็นรูปทางตา ได้ยินเสียงทางหู รู้รสทางลิ้น ได้กลิ่นทางจมูก ถูกต้องทางร่างกาย และรู้เรื่องราวทางใจ

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็เกิดเพราะตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ นี่แหละนะ

...........................................................................................

  

บทที่ 3 ทำดีมากจ๊ะ

 

 

บ่ายวันรุ่งขึ้น ลิ้นจี่ไปหาคุณนายเตาะแตะที่โพรง ตั้งใจจะไปแสดงความชื่นชมสวนสวยของคุณนายที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของกุ๊งกิ๊ง

ตอนที่ลิ้นจี่ไปถึง คุณนายเตาะแตะกำลังทำความสะอาดขนของตัวเองอยู่ พอเห็นลิ้นจี่เท่านั้น คุณนายก็รีบเร่งมาหา

“ขอบใจลิ้นจี่มากจ๊ะ ที่ออกแบบสวนสวยๆให้ อ้าว แล้วทำไมไม่มาพร้อมกุ๊งกิ๊งกับว่องไวล่ะ”

 

 

คุณนายทักทายและไต่ถาม เลยได้ความว่าวันนี้คุณนายจะทำอาหารเลี้ยงเราทั้งสาม คุณนายขอให้กุ๊งกิ๊งกับว่องไวช่วยไปตามลิ้นจี่ แต่พวกเราคงสวนทางกัน

“ไม่เป็นไรจ๊ะ เดี๋ยวถ้าไม่เจอลิ้นจี่ที่โพรง พวกเขาก็คงกลับมาที่นี่เอง”

ลิ้นจี่บอก

แล้วก็เป็นอย่างที่ลิ้นจี่พูดจริงๆ

สักพัก เพื่อนของลิ้นจี่ทั้งสองตัวก็มาสมทบ เมื่อมากันครบแล้ว เราจึงช่วยกันลำเลียงอาหารออกมาตั้งที่ท่อนไม้ใหญ่หน้าโพรงไม้

  

 

เราทานอาหารกันไป คุยกันไป จนแม้จะทานอาหารเสร็จแล้ว เราก็ยังคุยกันต่อ คุณนายมีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้เราหัวร่อกันงอหาย กุ๊งกิ๊งดูเหมือนจะถูกใจกว่าเพื่อน เพราะหัวเราะขำอยู่ตลอดเวลา

ลิ้นจี่จึงได้รู้ว่าน้องชายของคุณนายลิ้นจี่ชอบดอกทานตะวัน คุณนายจึงขอให้กุ๊งกิ๊งช่วยปลูกต้นทานตะวันแทนฮอลลี่ฮ็อคตามแบบที่ลิ้นจี่วาดไว้เดิม

“ธรรมชาติของทานตะวันก็ย่อมหันเข้าหาแสงตะวัน เราบังคับให้เค้าหันดอกไปทางอื่นไม่ได้ ก็เหมือนกับเรื่องราวอะไรๆ ที่เราบังคับให้เป็นไปตามใจเราไม่ได้ ต้องยอมรับมันตามที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน”

พอได้ยินอย่างนี้ ลิ้นจี่รู้เลยว่าคุณนายหายเศร้า หายทุกข์ใจเพราะการย้ายไปของน้องชายแล้ว 

 

 

แล้วคุณนายขอบใจเราทั้งสามใหญ่โตสำหรับสิ่งต่างๆที่ทำให้คุณนาย ลิ้นจี่เลยรู้ว่า ว่องไว นอกจากจะวิ่งวุ่นของพรรณไม้จัดสวนของตัวเองแล้ว ยังแวะเวียนมาเยี่ยม มาคุยกับคุณนายเตาะแตะ เพื่อให้คุณนายสบายใจขึ้นด้วย ลิ้นจี่จึงคิดได้ ลิ้นจี่มักคิดว่าตนเองสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นมากมาย จริงๆแล้ว ยังมีผู้ที่ทำสิ่งดีๆเพื่อผู้อื่นมากกว่าที่ลิ้นจี่ทำมากนัก เพราะฉะนั้น ลิ้นจี่ไม่ควรคุยโตเกินไป

แล้วลิ้นจี่ก็มีความสุข อบอุ่น ราวกับอยู่ในครอบครัวกับญาติผู้ใหญ่ จนอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ที่เอาใจใส่ผู้อยู่รอบข้างน้อยเกินไป รวมถึงการคิดไม่ดีกับกุ๊งกิ๊งด้วย จึงเงียบไปสักพัก

“มีอะไรเหรอลิ้นจี่”

ว่องไวว่องไวเสมอไม่ว่าจะเรื่องไหน จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ก่อนใคร

“คือ”

ลิ้นจี่อึกอัก

“ลิ้นจี่อยากขอโทษกุ๊งกิ๊งน่ะ เมื่อวานนี้ลิ้นจี่โกรธกุ๊งกิ๊งมาก ที่เปลี่ยนแปลงแบบที่ลิ้นจี่วาด แถมพี่น้องอ้วนผอมยังชมแต่กุ๊งกิ๊ง ไม่ชมลิ้นจี่อีก แต่ตอนนี้ลิ้นจี่รู้แล้วว่าลิ้นจี่ไม่มีเหตุผลเลย”

ลิ้นจี่บอกเพื่อนๆ

“ต่อไปลิ้นจี่จะไม่ตัดสินใจอะไร หรือโกรธใคร ง่ายๆอย่างนี้อีกแล้วจ๊ะ”

แต่ประโยคสุดท้าย ลิ้นจี่ตั้งใจบอกตัวเองมากกว่า 

 

 

“ไม่ต้องกังวลหรอกลิ้นจี่ กุ๊งกิ๊งไม่โกรธลิ้นจี่เลย”

กุ๊งกิ๊งบอก

“จริงนะ”

ลิ้นจี่ยังสงสัย

“สบายใจได้น่า”

กุ๊งกิ๊งให้คำมั่น

“ดีจัง”

ลิ้นจี่จึงยิ้มได้

 “รู้มั๊ยลิ้นจี่ ในหนังสือที่ว่องไวอ่านอยู่น่ะเค้าเขียนไว้ว่า การที่ผู้ที่ทำผิดไปแล้ว พอรู้ว่าผิด ก็สารภาพ แล้วตั้งใจว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไป เรียกว่าเป็นความเจริญในอริยวินัยนะ”

ว่องไวบอก

“ทำดีมากจ๊ะ ลิ้นจี่”

คุณนายเตาะแตะย้ำคำพูดของว่องไว 

ความเจริญในอริยวินัยเหรอ

 

 

 ลิ้นจี่ทวนคำนี้ในใจ

และแล้ว ... ดูเหมือนยิ้มลิ้นจี่จึงยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม

ความเจริญในอริยวินัย ลิ้นจี่ชอบคำนี้แล้วซี

คราวนี้ลิ้นจี่ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นแล้ว

ว่าจะคอยระวังไม่ให้มองใครอย่างหวาดระแวง จะได้ไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องโกรธกัน หรือถ้าเห็นว่าใครทำในสิ่งที่ดี ลิ้นจี่ก็จะชื่นชม และจะไม่อิจฉาเมื่อเขาได้รับคำชม จะได้ไม่เกิดเรื่องเหมือนเมื่อวานอีก

แล้ววงสนทนาก็เริ่มขึ้นใหม่ กุ๊งกิ๊งหัวเราะมากอย่างที่ลิ้นจี่ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ จนเมื่อเราทั้งสามลาคุณนายเตาะแตะแล้วพากันกระโดดกลับพร้อมกันนั่นแหละ กุ๊งกิ๊งจึงได้สารภาพ 

 

 

“ขำตัวเองจังเลยละ ตอนหาตอไม้มาวางหน้าโพรงคุณนายน่ะ กุ๊งกิ๊งเอาตัวเองวัด เลยคิดว่าขนาดคงกำลังพอดี แต่พอคุณนายเตาะแตะมาใช้งาน คุณนายตัวเตี้ย เลยต้องยืนคุยกับพวกเราตลอดรายการเลย”

ตอนนี้ทั้งลิ้นจี่และว่องไวคงนึกภาพคุณนายยืนคุยกับพวกเราตั้งแต่บ่ายจนใกล้ค่ำขึ้นมาทั้งคู่ เราจึงได้หัวเราะออกมาพร้อมๆกัน

 

 Ico64_linchy2-p2-1 Ico64_linchy3-p4

 

“ต่อไปกุ๊งกิ๊งจะไม่คิดว่าอะไรที่เหมาะกับเราก็ต้องเหมาะกับผู้อื่นด้วยอีกแล้ว จะคิดให้รอบคอบกว่านี้”

“เป็นความความเจริญในอริยวินัยจ๊ะ”

ลิ้นจี่เย้า

แล้วเราทั้งสามก็กระโดดไป หัวเราะไป อย่างมีความสุข

พรุ่งนี้ต้องไปดูสวนของว่องไวสักหน่อยแล้ว

ลิ้นจี่คิด หลังจากที่บอกลาเพื่อนๆ และกระโดดแยกทางไปยังโพรง

...............................................................................

อิงธรรมท้ายบท

การอยู่กับพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน หรือปัจจุบันธรรม นี้ ลิ้นจี่รู้มาว่ามักถูกเข้าใจผิด ว่าหมายถึงการคิดแต่เรื่องในปัจจุบัน ไม่คิดถึงอดีต หรืออนาคต แต่ที่จริงน่ะ ไม่ว่าจะอดีต หรืออนาคต เราก็คิดได้ เพียงไม่ใช่คิดถึงอดีตอย่างละห้อยหา หรือคิดถึงอนาคตอย่างฟุ้งซ่านไปตามความต้องการโดยที่ความคิดไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน

แต่เป็นการคิดถึงอดีตเพื่อสืบสาวเหตุปัจจัยให้ส่งมาถึงปัจจุบัน หรือคิดถึงเป้าหมายหรือแผนการในอนาคต แล้ววางแผนสร้างเหตุปัจจัยในปัจจุบันให้เอื้อไปในทางที่เราวางแผน

วันรุ่งขึ้น ลิ้นจี่หยิบหนังสือที่ว่องไวให้มาอ่านต่อ จึงรู้ว่า การที่ลิ้นจี่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ หรือตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะทำอะไรสักอย่างนั้น เรียก อธิษฐาน การตั้งจิตอธิษฐานมีผลดีคือเป็นการตั้งเป้าหมายอย่างมุ่งมั่น เมื่อเรามีเป้าหมายที่ไม่คลอนแคลนแล้ว เราก็จะมีความพยายามที่จะทำให้ได้ตามที่ตั้งใจ

อธิษฐาน ไม่ได้หมายถึงการคิดขออะไรจากใครๆอย่างที่ลิ้นจี่เคยเข้าใจสักหน่อย

เป็นเพราะว่องไว และกุ๊งกิ๊ง มิตรที่ดีของลิ้นจี่แท้ๆ เพราะลิ้นจี่เห็นสิ่งที่ทั้งสองทำให้ลิ้นจี่และทำให้ผู้อื่น  ลิ้นจี่ชื่นชม จึงอยากทำตาม จึงเกิดเรื่องดีๆสำหรับลิ้นจี่ตามมา

มิน่าล่ะ จึงได้มีคำพูดว่า การมีกัลยาณมิตร หรือ มิตรที่ดีน่ะ สำคัญมาก 

 

 

“ทำดีมากจ๊ะ ลิ้นจี่”

คิดถึงคำที่คุณนายเตาะแตะพูดแล้ว

อือม์ ........

ลิ้นจี่รำพึง

อยากเปลี่ยนเป็นพูดคำนี้มากว่า

ลิ้นจี่ยิ้มให้กับตัวเอง

ทำดีมากจ๊ะ

ก่อนจะพูดออกมาดังๆ

“ทั้งกุ๊งกิ๊ง ทั้งว่องไว”

 

 

 

สถานการแก้ไข
แก้ไขเมื่อ : 02/05/2012 09:18:37
แก้ไขเมื่อ : 02/05/2012 09:15:16

แนะนำเมื่อ 02พ.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

ข่าวสารที่เกียวข้อง


แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่