แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

กำเนิดมอลคอท ตอน ครอบครัวมอลคอท

 

 

                เรือที่มอลคอทนั่งกลับนั้นก็ลำเดียวกับที่เขานั่งออกจากนอร์ซนั่นล่ะ อามันรารู้สึกทึ่งมากเพราะว่า เรื่องลำนี้ใช้ระบบการชักรอกในการขับเคลื่อนมันใช้แรงคนก็จริง แต่ก็เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว อามันราแรก ๆ ต้องต่อสู้กับอาการเมาเรือแต่ก็ได้มอลคอทดูแลไปสักพัก ก่อนที่จะไปชักรอกต่อ อามันราแอบมองมอลคอททำไมนะผู้ชายคนนี้ถึงทำอะไรแล้วดูดีไปหมด แม้แต่ยามเหงื่อโชกแบบนี้ก็ด้วย

               

                “นั่นเรืออัลโก้นี่ มีอะไรน่าถึงได้วิ่งมาที่นี่”  ฟรังพูดพลางมองเรือลำหนึ่ง

 

                มอลคอทใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มเพราะ ถ้าเรืออัลโก้ก็คิดได้อย่างเดียวแล้ว เจสัน !มาแน่นอน เรืออัลโก้ส่งสัญญาณให้เรือของฟรังหยุด อามันรามองมอลคอทเพราะตอนนี้ดูเขาจะกลัว ๆ  อยู่เหมือนกัน เพราะคราวนี้ยังไม่เห็นฝั่ง ถ้าเรืออัลโก้โจมตีเรือลำนี้ได้ตายกันหมดลำแน่  ตัวเขาว่ายน้ำได้แน่  แต่อามันราล่ะแถมเขาก็ไม่รู้ด้วยว่า เจสันจะปล่อยคนแคระห์พวกนี้ไปด้วยหรือ แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ต้องหยุดเรือก่อนไม่งั้นอาจโดนจมเรือก็ได้

 

เจสัน วีรบุรุษรูปงามราวภาพวาด ผมสีทองหน้าตาอ่อนเยา มีรูปร่างสะโอดสะองค์แต่ก็มีมัดกล้ามให้เห็นผิวของเขาคล้ำเนื่องจากตากแดดด้วยความที่เป็นคนชอบเดินทางโดยทางเรืออยู่แล้ว และลูกเรือของเขาแต่ล่ะคนมีสภาพในตอนนี้คงไม่ต่างจากสลัดเท่าไรนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เจสันเป็นที่หวาดกลัวก็คือเสื้อกั๊กของเขามันคือเสื้อที่ทอจากขนแกะทองคำ ทำให้เวทมนต์ทำอะไรเขาไม่ได้

 

“มีอะไรเหรอครับท่านเจสันบอกให้เราหยุดเรือทำไม” ฟรังถาม

“พวกแกจะพาไอ้เจ้านั่นเข้าดินแดนเราหรือไง ส่งตัวมันมาให้ข้า” เจสันพูด

“ท่านว่าอะไรนะให้ส่งมอลคอทให้ท่านงั้นเหรอครับ” ฟรังถามและหันมามองมอลคอท

“ก็ใช่น่ะสิ หรือต้องให้ข้า พูดภาษาคนเถื่อนหรือไงเจ้าถึงจะเข้าใจ” เจสันพูดอีก

“คงไม่ได้หรอกครับท่าน มอลคอทเหมือนกับลูกของข้าเรื่องอะไรข้าจะส่งเขาไปให้พวกท่านทารุณเล่นล่ะครับ” ฟรังพูด

“งั้นพวกเจ้าก็ตายซะ”

 

พวกลูกน้องของเจสันวิ่งกำลังจะจัดการมอลคอท แต่แล้วพวกคนแคระจับอาวุธขึ้นสู้ทันทีพวกแคระนั้นใช้ค้อน เหล็กขุด และขวานเป็นอาวุธ แม้พวกเขาจะไม่ได้สูงใหญ่แต่ร่างกายของพวกเขาไม่ได้อ้วนกลมเลยสักนิด กลับล่ำสันจริง ๆ พวกคนแคระนั้นแข็งแรงพอ ๆ คนธรรมดา เผลอ ๆ อาจจะแข็งแรงกว่าซะด้วยซ้ำ

 

“ท่านฟรัง” มอลคอทตกใจมาก

“อย่าสงสัยมอลคอท เจ้าน่ะเหมือนลูกข้านั้นล่ะ เพราะโลกิกับข้าเหมือนกับพี่น้องกัน แล้วจะยืนดูอีกนานมั้ย” มอลคอทชักดาบออกมาเข้าต่อสู้ทันที เขากระโดดไปขึ้นเรืออัลโก้และยิงไฟแต่ไฟทำอะไรเจสันไม่ได้

“เวทมนต์ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกโวย ไอ้หน้าโง่” เจสันชักดาบออกมาเข้าต่อสู้

 

มอทคอลเปลี่ยนดาบหักเป็นดาบทันที เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น มอลคอทต้องหาทางทำลายไอ้เสื้อขนแกะทองคำซะไม่งั้นล่ะก็เขาทำอะไรไม่สะดวก แต่จะให้ทำอย่างไงดีล่ะ เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นไปทั่ว

 

                “เลิกเล่นได้แล้วดูนี้” เจสันเอาเขี้ยวสัตว์ออกมาเขาขว้างไปบนพื้นและเอาดินสาดตามทำให้เกิดทหารกระดูกขึ้นมา มอลคอทตะลึงพวกทหารกระดูกเข้าโจมที่ทันที แต่พวกมันต่อให้ตายก็กลับมารวมตัวกันได้อีก

                “หมดน้ำยาแล้วเหรอมอลคอท”

                “เปล่าแค่แปลกใจเท่านั้นล่ะ” มอลคอทเอากางเขนออกมา กางเขนเปล่งแสงออกมาและทำลายพวกทหารโครงกระดูกไปทั้งหมด  คราวนี้เจสันตกใจซะเอง

                “แต่ก็ใช้กับแกไม่ได้ผลก็ต้องเจอนี่ โหมดลงทัณฑ์” มอลคอทเปลี่ยนดาบให้ดาบแส้และเหวี่งไปทันที เจสันไม่รับเคยอาวุธพิดารแบบนี้มันมัดร่างของเขา

                “แกจะทำอะไรยิงเวทมนต์มาหรือไงบอกแล้วมันใช้กับข้าไม่ผลหรอก”

                “เปล่าเคยเล่นลูกข่างมั้ย” มอลคอทพูด

                “หา ลูกข่าง แกจะ อย่านะโวย”

 

                มอลคอทกระชากอย่างแรงทำให้ร่างของเจสันขาดเป็นชิ้น ๆ มอลคอทมองพวกลูกน้องของเจสันที่ขวัญแล้ว ขวัญเสียแล้วขืนอยู่บนเรือต่อตายแน่ มอลคอทโยนร่างของเจสันทิ้งทะเลไปและโยนขนแกะทองคำให้ฟรัง

               

“เอาให้ข้าทำไมกัน” ฟรังถาม

“ช่วยเอามันทำเสื้อให้ข้าสักตัวสิ” มอลคอทพูด

“อ๋อ ๆ ได้ ๆ จะเอาแบบไหนล่ะ”

“ข้าไม่ได้ใส่เองเอาให้นางใส่” มอลคอทพูด

“หาเจ้าว่าไงนะ” อามันราทำหน้าไม่ถูก

“จะเข้าแนวกรีซเจ้าจะใส่บาง ๆ แบบนั้นหรือไงกันล่ะ” มอลคอทพูด

 

อามันราทำหน้าไม่ถูกแล้ว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายคิดจะให้ของขวัญเธอมันช่างเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน  ฟรังตัดชุดให้กับอามันราเป็นชุดที่รัดกุมขึ้น เธอรับมาสวมก็รู้สึกว่ามันใส่สบายและพอดีเหมือนกับวัดตัวตัด

 

                เมื่อขึ้นฝั่งที่กรีซ ฟรังกับมอลคอทก็ได้แยกกันเดินทาง มอลคอทพาอามันราเดินทางต่อไปเลยเห็นว่าที่นี่ก็เปลี่ยนไปมาก มีคนนับถือศาสนาใหม่ แยอะเหลือเกินพวกเทพกรีกก็เตรียมตัวที่จะส่งวีรบุรุษมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ มอลคอทพาเธอเดินทางไปเรื่อยจนกระทั้งได้ยินเสียงเหมือนกับแผ่นดินไหว มอลคอทหันไปมองเขาต้องตะลึงเพราะมีเซ็นทอร์คนครึ่งม้ากำลังอาละวาดเจ้าพวกนี้มันเป็นถือตัวว่ายิ่งใหญ่ก็เลยไม่ยำเกรงใครเพราะว่า ต้นตระกูลมันคือ โครนัส บิดาของซุสและยังถือว่า คนในตระกูลเป็นอาจารย์ของวีรบุรุษกรีกอีก ทำให้พวกนี้ชอบทำอะไรตามใจ ไอ้พวกนี้ชอบฉุดผู้หญิงมากที่สุดเห็นใครถูกใจก็ต้องจับตัว อามันราเห็นภาพนี้ก็ทนไม่ไหว้แล้ว เธอชักดาบไปทันที และเธอฟันเซนทอร์ตัวหนึ่งเข้าที่หลัง มันหันมามองเธอและส่งสายตาหื่นกระหาย

 

                “สาวอียีปต์ไม่เคยลองเลยว่ะ ดีล่ะ” มันกำลังจะมาฉุดตัวเธอไปแต่ว่า ไฟพุ่งโดนร่างของมันพอดี

                “ใครบังอาจวะ อ๋อ ไอ้มารนั่นเอง อย่ามาซ่ากับพวกเราดีกว่านะ จะเจ็บตัวไม่รู้ตัว” เซ็นทอร์พูด

                “แกว่าไงนะ” มอลคอททำท่าเหมือนจะไม่ได้ยิน

                “ก็บอกว่าจะอ๊าก!” พลังสายฟ้าถูกยิงมาโดนตัวเซนทอร์พอดีมันล้มลงไป

                “แก”

 

พวกเซนทอร์กระหน่ำธนูมาเป็นชุดมอลคอทเอาดาบออกมาและเปลี่ยนเป็นโหมดต่อสู้ ปัดลูกธนูอย่างรวดเร็วและยิงไฟใส่ร่างของเซนทอร์อีก อามันราเห็นอย่างงี้และก็เกิดแรงฮึดขึ้นมาทันที เธอเข้าโจมตีแต่เหมือนกับจะไร้ผล มอลคอทเลยตะโกนขึ้นมา

 

                “ขามัน ตัดขาของมัน”

 

                อามันราฟันขาของพวกมันทันที พวกเซ็นทอร์พอขาถูกฟันก็ทำให้พวกมันล้มไม่เป็นท่า แถมโดนไฟของมอลคอทเผาอีก ทำให้พวกมันหนีเข้าป่าไป แต่ถ้ามีตัวไหนที่บาดเจ็บก็จะโดนชาวบ้านประชาทัณฑ์ทันที อามันราเหนื่อยมาก มอลคอทเข้ามาหาเธอ

 

                “ตอนนี้รู้สึกอย่างไงบ้างล่ะ” มอลคอทถาม

                “รู้สึกอะไรไม่ทราบ” อามันราถามทันที

                “นี่ไงล่ะ” มอลคอทชี้ให้ดู

 

                อามันราเห็นสีหน้าที่ยินดีของชาวบ้านทำไมน่าเธอไม่เคยได้เห็นสีหน้าแบบนี้เลยตอนที่งานให้พวกเทพอียีปต์ มันช่างเป็นความสุขที่เธอบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ ว่าทำไมมันถึงมีความสุขแบบนี้ หลังจากวันนั้น อามันรากับมอลคอทก็เดินทางไปไหนมาด้วยกันตลอด ความรู้สึกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง

               

                อามันรากับมอลคอทได้พักที่ป่าแห่งหนึ่งวันนั้นเป็นวันที่อากาศค่อนข้างจะหนาวเย็นทั้งสองก็นั่งห่างกันในทีแรก แต่เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง ทั้งสองก็เริ่มขยับมาเข้ามาใกล้ชิด เมื่อสองตาของทั้งสองสบกันบังเกิดความรู้สึกประหลาด มอลคอทจับหน้าของอามันรา และพูดว่า

 

                “ข้ารักเจ้านะ อามันรา ข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าหัวใจดิบ ๆ ของข้าดวงนี้มันรักใครเป็นได้อย่างไงแต่ข้าก็รักเจ้านะอามันรา รักมาก” มอลคอทพูดหน้าเขาเริ่มเคลื่อนมาใกล้หน้าของอามันรา จูบประทับลงไปอย่างอ่อนโยนและนิ่มนวลในแบบที่เขาไม่เคยทำกับใครมาก่อนจริง ๆ อามันราสะท้านไปทั้งร่างความเสียวซ่าน เข้าไปอยู่ในร่างกายของเธอ เธอรู้สึกว่าร่างกายร้อนรุ่นไม่นานเธอก็จูบตอบไป มอลคอทถอนหน้าออกมา

                “ข้าก็รักเจ้านะมอลคอท เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ข้าอยากอยู่กับผู้ชายสักคนที่ข้าจะรักก็คงมีแต่เจ้านั้นล่ะ” อามันราพูด ทั้งสองจึงได้ตัดสินเป็นสามีภรรยากันภายในคืนนั้นนั่นเอง

 

                หลังจากนั่นอีกไม่กี่เดือนอามันราก็ตั้งครรถ์ นับเป็นเรื่องที่น่ายินที่สุดสำหรับมอลคอทเขา จึงได้ไปสร้างบ้านอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเพื่อรอเวลาที่จะได้เป็นพ่อคน สำหรับมอลคอทแล้วมันเป็นความตื่นเต้นจนกระทั่งถึงวันลูกกำลังจะเกิด แต่ความซวยกับมอลคอทนั่นอาจเป็นของคู่กันไปแล้วก็ได้

 

                เพราะวันนี้ก็มีวีรบุรุษคนหนึ่งตามเจอเขาจนได้และ วีรบุรุษคนนั้นก็ดันเป็น เฮอร์คิวรีส เฮอร์คิวรีสชายร่างใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อปรากฏตัวขึ้น เขาห่มหนังสิงโต ตอนที่มอลคอทกำลังลุ้นว่าลูกจะเกิดมาหรือยัง เขาก็เหลือบไปเห็นเฮอร์คิวรีสเข้าพอดีเขาตกใจมาก

 

                “สวัสดีน้องชาย” เฮอร์คิวรีสพูดทันที

                “ซุสให้เจ้ามาจัดการข้างั้นเหรอ” มอลคอทพูด

                “แล้วจะมีใครอยากให้เจ้าตายมากกว่าพ่อล่ะมอลคอท” เฮอร์คิวรีสพูดพลางเอาตะบองออกมา

                มอลคอทรู้ดีว่าอย่างไงเขาสู้แรงของเฮอร์คิวรีสไม่ได้แน่ ๆ เพราะขืนฝืนสู้ไปก็เหมือนเอาไม้ซี่ไปงัดกับไม้ซุงเขาจะเอาอะไรไปสู้กับบุตรสุดที่รักของซุสได้เล่า เฮอร์คิวรีสฟาดกระบอกมาทันที มอลคอทหลบทันและเอาดาบออกมา เขารีบเปลี่ยนดาบให้เป็นดาบแส้เพราะ    เวลาเจอกับ        เฮอร์คิวรีสจะได้ไม่เสียเปรียบมาก และใช้การยิงไฟใส่แต่เฮอร์คิวรีสกลับใช้ตะบองรับพลังไฟและฟาดตะบองมาใส่ร่างของมอลคอทเขาจุและกระอักเลือดทันที

 

                “จะบอกให้นะ ตะบองเนี่ยมันดูดพลังธาตุของแกได้ อย่าเอามาเทียบกับอาวุธของคนอื่นที่ผ่านมาสิ”

 

มอลคอทตะลึงแต่ยังไม่ทันไรก็โดนฟาดซ้ำไปอีก ตอนนี้มอลคอทพึ่งได้แค่ดาบแส้เขาฟาดไปทันทีหมายจะกระชากเนื้อให้หลุด แต่ว่าเฮอร์คิวรีสจับร่างของมอลคอทเหวี่ยงไปมาที่เหนือหัวเหมือนกับตุ๊กตาของเล่นไม่มีผิด ร่างของมอลคอทลอยและกระเด็นไปทันที แต่ความเจ็บปวดยังไม่หมดเขาโดนตะบองฟาดซ้ำคราวนี้ถึงกับกระอักเลือด มอลคอทพยายามยืนขึ้นมาแต่ ยังไม่ทันที่จะสามารถตั้งตัวได้ ก็ถูกฟาดซ้ำเข้าที่หัวหมวกไวกิ้งที่สวมอยู่ถึงกับแตก แต่การทุบยังไม่จบร่างของมอลคอทจมดินไปทันทีเหลือเพื่อแต่หัวที่โผล่ออกมา ตอนนี้เขาหมดทางต่อสู้และป้องกันตัวไปแล้วกลายเป็นเหมือนกับเป้านิ่งให้เฮอร์คิวรีสโจมตีแล้ว แต่แล้วเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ขึ้นมา มอลคอทได้สติขึ้นมาเขาตายตอนนี้ไม่ได้เพราะถ้าตาย ลูกล่ะจะอยู่อย่างไงลูกของเขาต้องไม่กำพร้าพ่อสิ เขารู้ดีการไม่มีพ่อไม่มีแม่เป็นอย่างไง อย่างไงเขาก็ไม่ยอมให้ลูกไม่มีใครหรอก มอลคอทระเบิดพลังออกมาทันเกิดแรงระเบิดขึ้นเฮอร์คิวรีสหันมามอง มอลคอทลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

 

“ไม่เข็ดหรือไงหา”

“มาต่อกันพี่ชาย โหลดทำลาย” มอลคอทพูดทันที เขาเปลี่ยนดาบเป็นตะบอง

“ขำว่ะข้าน่ะเหรอจะแพ้เจ้าหาก็ได้เข้ามาเลย” เฮอร์คิวรีสฟาดตะบองมา มอลคอทเอาตะบองรับบ้างแต่มันเป็นเรื่องบ้าชัด ๆ เพราะตดะบองนี้มันสู้เฮอร์คิวรีสไม่ได้แถมยังทำเอามอลคอทแขนแทบหัก เขาเลยเปลี่ยนเป็นดาบเหมือนเดิม และฟันไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอำนาจที่มีในดาบทำให้กระบองถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ        เฮอร์คิวรีสยังไม่สิ้นฤทธิ์แน่นอนเขาชกมอลคอทกระเด็นดาบหลุดจากมือ มอลคอทตอนนี้หวังพึ่งได้แค่การต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท่านั้น หมัดของมอลคอทชกเข้าไปที่หน้าของเฮอร์คิวรีสแต่มันหมือนกับไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด เฮอร์คิวชกสวนกลับไป และเดินเข้ามา จู่ ๆ        เฮอร์คิวรีสก็หน้ามืดและหัวหมุนไปหมดเขาเข่าอ่อนไปซะดื้อ ๆ

 

“เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย”

 

เลือดไหลออกมาจากจมูก หู ตา ปาก ไม่หยุด มอลคอทมองดูถุงมือเหล็กของตัวเอง ตอนนี้มันเปล่งแสงสีเขียว

 

                “พิษไงล่ะ อย่างแกต้องใช้พิษถึงจะฆ่าได้” มอลคอทพูด

                “อย่าพูดบ้า ๆ น่า” เฮอร์คิวรีสพยามลุกขึ้นมาอีก ตอนนี้เขาล้มลงไปแล้ว มอลคอทเดินไปหยิบดาบมาทันที เฮอร์คิวรีสตอนนี้เรียกว่าหมดน้ำยาไปแล้ว มอลอคอทแทงดาบลงไปที่หัวใจทันที เฮอร์คิวรีสร้องเสียงดังลั่นก่อนที่จะขาดใจตายไป มอลคอทจัดการเผาร่างของเฮอร์คิวรีสซะก่อนจะลุกขึ้นมาอีก

 

                มอลคอลวิ่งเข้าไปดูอามันรา เขาได้ลูกชาย มีผิวขาวเหมือนกับเขาแต่มีใบหน้าเป็นแขกเหมือนกับ  อามันรา เขาจับมือลูกชายและน้ำตาก็เริ่มไหลออกมาทันที

               

“ร้องไห้ทำไมวันนี้ลูกเกิดนะ” อามันราดุมอลคอทเขาเช็ดน้ำตาทันที

“ช่วยไม่ได้นี่ ลูกของข้า ข้าเป็นพ่อคนแล้ว” มอลคอทอุ้มเด็กและชูขึ้น

“เบา ๆ เดี๋ยวลูกก็เจ็บหรอก” อามันราดุอีก

“ขอโทษนะ ฉันจะเรียกเธอว่า ริคาโด แล้วกันนะ” มอลคอทพูด

 

หลังจากนั้นอีกราว ยี่สิบปี มอลคอทก็ตายด้วยวัยห้าสิบเศษสาเหตุเพราะช่วยคนจากวิหารถล่มเลยโดนหินทับตาย ส่วนอามันราตายหลังจากนั้นไม่นาน ริคาโด้ได้ฝังศพทั้งคู่ไว้เคียงข้างกันและเขาก็เดินทาง สร้างชื่อเสียงไม่แพ้พ่อกับแม่ และได้พบรักกับลิเดียเจ้าหญิงแห่ง เมืองเล็ก ๆ ในแคว้นบลูสตาร์ แต่หลังจากที่แต่งงานไม่นาน เขาต้องพาเจ้าหญิงหนีออกจากแคว้นเพราะดินแดนนี้จมหายไปในทะเล เนื่องประชาชนที่ล้วนแต่เป็นคนบาป ทำผิดบาปมันทุกอย่าง ขนาดว่าสวรรด์เตือนแล้วก็ไม่ฟังเมืองจึงพบกับภัยธรรมชาติ อย่างไม่จบไม่สิ้น จนในที่สุดก็จมหายไป

 

ริคาโด้ตอนนี้เป็นหนุ่มแล้วเขามีรูปร่างสูงใหญ่ เหมือนคนนอร์ซ แต่มีผิวขาวสะอาดเหมือนชาวกรีก และมีใบหน้าเหมือนแขกซึ่งได้มาจากแม่ ริคาโด้ ได้เอาชื่อของพ่อมาตั้งเป็นชื่อ สกุลของตนตอนนี้เขาคือริคาโด้ มอลคอท        ลิเดียกำลังเศร้าอยู่บนเรือที่บ้านเกิดต้องสิ้นสุดกัน ริคาโด้กำลังปลอบใจเธออยู่

 

“ไม่เป็นไรนะอย่าได้กลัวเลย” ริคาโด้พูด

                “ตอนนี้ฉันไม่เหลือใครแล้วล่ะ” ลิเดียพูด

                “ไม่เหลือเหรอเธอยังมีฉันไง ฉันก็ยังอยู่นี่” ริคาโด้พูด

 

                แต่เหมือนคราวเคราะห์ แม้เทพกรีกจะสร้างมิติเสร็จและย้ายเข้าไปอยู่แล้วก็ตามที แต่ความแค้นต่อมอลคอทยังไม่จบ ขนาดว่ามอลคอทเสียชีวิตไปแล้ว ยังจะตามจองล้างจองผลาญลูกของเขาอีก โพเซดอนทำให้เกิดพายุใหญ่ทำให้เรือที่ริคาโด้ ลิเดียนั่งมาแตก แต่ยังไม่ทันไรก็มีปลาวาฬยักษ์โผล่งับร่างของทั้งสองคนไป

 

                ริคาโด้กับลิเดียไม่ได้ตาย แต่ยังอยู่ในท้องของมันในนี้ไม่มีอะไรนอกจากเมือกลื่น ๆ และซากเรือเต็มไปหมด ทีแรกริคาโด้จะจัดการผ่าท้องปลาแต่ลิเดียกลับพูดว่า

 

                “อยู่ในนี้ไปก่อนเถอะริคาโด้ เพราะไม่แน่ใจนะออกไปแล้วก็ตายอยู่ดีถ้าจะตายก็ตายด้วยกันมันในนี้ล้ะ” ลิเดียพูด

                “เอางั้นเหรอลิเดียก็ ได้นะ ไอ้ปลาบ้าเอ๊ย ตอนขอบคุณแกนะที่ไม่ให้เราจมน้ำตาย” ริคาโด้พูด

 

                แต่ว่าการอยู่ในท้องปลานี่ก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอกก็มีอาหารให้กิน บ้างทีจากเรือแตกไม่ก็จากอะไรที่ปลาวาฬกิน น่าแปลกที่ปลาวาฬย่อยร่างของทั้งสองไม่ได้ แต่จู่ ๆ วันหนึ่งปลาวาฬกลับร้องโหยหวนและเห็นแสงสว่าขึ้นมา

 

                “เอาเฮ้ไปทำบ้าอะไรในนั่นล่ะนั่น” มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นเป็นภาษานอร์ซ ริคาโด้กับลิเดียรีบปีนขึ้นเรือมา ชาวนอร์ซมองเขาอย่างสงสัย คนพวกนี้ไม่ใช่ไวกิ้งแต่เป็นนักล่าปลาวาฬ และสีหน้าดูเป็นมิตรดีเหมือนกัน

                “เรื่องมันยาวน่ะว่าแต่เรือนี่จะไปไหนกันเหรอ” ริคาโด้ถาม

                “ญี่ปุ่นน่ะ กำลังจะเอาน้ำมันวาฬไปขายแล้วว่างงานกันเหรอ ไปนั่งเล่นในท้องปลา”

                “ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องมันยาวน่ะ” ริคาโด้พูดอีก           

“งั้นก็อยู่ในเรือนี่ได้เลยก็ดีนะ มีผู้หญิงมาด้วยแม่ครัวกำลังต้องการคนช่วยอยู่พอดี แล้วเจ้าล่ะทำอะไรเป็นบ้างล่ะ”

“ก็แล่วาฬกับล่าวาฬเป็นน่ะ”

“เห็นแล้วล่ะนะ เข้าไปนั่งเล่นก็ทำมาแล้วนี่” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมา

 

อยู่บนเรือได้สามสี่วันเท่านั้น ริคาโด้กับลิเดียก็ได้ขึ้นฝั่งที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สวยงามอีกประเทศหนึ่งและคนที่นี่ก็แต่งตัวกันแปลก ๆ แต่ก็ดูแล้วเป็นเอกลักษ์ดี อาหารที่นี่ดูจะกินยากไปสักนิดเพราะคนที่นี่กินปลาดิบกัน แรก ๆ มอลคอทกับลิเดียก็ปรับตัวลำบากแต่ไปนานเข้าก็พอจะเข้ากับคนที่นี่ได้บ้าง ที่หมู่ที่มอลคอทกับลิเดียไปอยู่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ก็ดูเหมือนชาวบ้านเป็นมิตรมากเลยทีเดียวอาจเพราะอยู่ห่างจากเมืองใหญ่พอสมควรทำให้คนที่นี่ดูเป็นมิตรมาก

 

ที่ญี่ปุ่นเองก็มีปีศาจอาละวาดไม่น้อยเหมือนกัน โดยหน้าที่ปราบปีศาจก็มันจะเป็นของหมอผี หรือคนทรงแต่ก็มี คนอีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ปราบปีศาจเหมือนกัน โดยคนกลุ่มนั่นคือ นินจา !พวกนินจานั้นมักทำงานลึกลับโดยใช้หลักที่ว่า ฟ้าก็ไม่รู้ ดินก็ไม่รู้ คนก็ไม่รู้ โดยสำนักที่เก่งในการปราบปีศาจมากที่สุดคือสำนักโอนิ โดยสำนักนี้นั้น ผู้นำจะเป็นคนในตระกูล จิไรยะ ทำหน้าดูแลผู้คนและบ้านเมืองอาจมีการให้ค่าจ้างกันบ้าง แต่ก็ไม่มาก ประมุขสำนักโอนิ มีชื่อ จิไรยะ คาซาม่า โดยตอนนี้เขาเริ่มมีอายุแล้ว เขามีลูกชายคนหนึ่งคือ จิไรยะ มิชิม่า โดยลูกชายของคนเขาคนนี้ก็เป็นคนที่มีความสามารถอยู่เหมือนกัน แต่ติดที่ว่าออกจะขึ้เล่นและเสเพไปนิดเลยทำให้ ดูเหมือนคนที่พึ่งพาไม่ได้

 

วันนี้มิชิม่าออกมาล่าปีศาจตัวหนึ่งขณะที่ไล่ตามกลับมีลุ่มร่างในเสื้อคลุมมาจับตัวปีศาจตัวนี้ไว้

 

“เฮ้ !ปล่อยนะเรื่องอะไรมาจับเหยื่อของข้าเนี่ย” มิชิม่าพูดพลางชักดาบออกมา

 

แต่ไอ้พวกร่างในเสื้อคลุมกลับทำท่าเหมือนกับฟังไม่รู้เรื่องและเข้าโจมตีทันที แต่เหมือนเขาแทงเข้าไปพวกมันกลับไม่แสดงถึงความเจ็บปวดเสียสักนิดกลับโจมตีสวนกลับพวกใช้อาวุธเป็นเคียว ลูกตุ้มและก็ดาบ  มิชิม่าเลยร่ายมนต์ดาบมีไฟลุกขึ้นมาทันทีเขาฟาดฟันอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำลายวิญญาณของพวกมันทันที และมีตัวหนึ่งกำลังโจมตีเขาจากด้านหลัง แต่ถูกแสงรูปกางเขนยิงใส่ทันที

 

                “ไอ้เชดนี่มาอย่างไงกันเนี่ย” ริคาโด้พูดและยิงแสงรูปกางเขนต่อไป เขาใช้ดาบของเขาที่มันเปลี่ยนรูปร่างจากดาบหักเป็นดาบแล้วเข้าโจมตีและฟาดฟันทันที  ใช้เวลาไม่นานพวกเชดก็หายไปหมด แต่มันก็เอาพวกปีศาจไปได้เหมือนกัน

                “ท่านเป็นใครกัน” มิชิม่าถามทันทีน

                “ข้าชื่อ ริคาโด้ เป็นคนที่คอยตามล่าไอ้ตัวพวกนี้” ริคาโด้พูดตอบกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่นเพราะว่าเขาอยู่ที่นี่มาพักใหญ่เลยทำให้เข้าใจภาษาบ้าง

                “อะไรนะ เป็นนักล่าปีศาจงั้นเหรอ ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย” มิชิม่าถาม

                “พอดีข้าไม่ใช่คนแถวนี้” ริคาโด้พูดและพยายามพูดให้ชัดเจนทุกคำ

                “งั้นเหรอ แล้วไอ้ตัวพวกนี้มันอะไรกัน เกิดมาข้าพึ่งเคยเห็น” มิชิม่าถามอีก

                “เชคเป็นสมุนฮาเด็สของเทพแห่งนรกของกรีก” ริคาโด้พูด

                “ว่าอะไรนะ” มิชิม่าทำหน้าสงสัยแบบสุด ๆ

                “พวกชาวญี่ปุ่นพูดไปก็ไม่เข้าใจหรอกน่า”ริคาโด้พูดทันที เพราะญี่ปุ่นคงไม่รู้จักฮาเด็ส

                “งั้นเหรอแล้วมันมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ” มิชิม่าถามทันที

                “ก็คงจะหาทางเพิ่มอำนาจล่ะมั้ง” ริคาโด้พูด

 

                ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน เพราะว่ามิชิม่าเองก็รู้สึกถึงพลังบ้างอย่างในตัวริคาโด้ที่ไม่น่าไว้ใจแต่ถ้าใครลงมือก่อนอาจมีปัญหากับภายหลังเลยต่างคนต่างไป

 

                ริคาโด้กลับมาที่บ้านพักชั่วคราวของตนมันเป็นกระท่อมเล็ก ๆ อยู่ห่างไกลจากผู้คนซึ่ง        ริคาโด้เองก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น เพื่อที่จะได้อยู่กับลิเดียแค่สองคน แต่ดูเหมือนลิเดียไม่ค่อยพอใจชีวิตแบบนี้นัก

 

                “ทำไมเราต้องทนอยู่แบบนี้ด้วยริคาโด้ ทำไมกัน ทำไมเราไม่กลับไปที่ยุโรป ฉันไม่อยากอยู่แบบนี้นะ” ลิเดียพูด

                “เธอก็รู้นี่ว่าเราไปไม่ได้ เพราะอะไร” ริคาโด้พูดขึ้นมา

                “เมื่อไหร่เรื่องราวมันจะจบสักทีริคาโด้ฉันเหนื่อยนะเหนื่อยมากด้วย” ลิเดียพูดทั้งน้ำตา

                “ฉันขอโทษเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปหาที่อยู่ใหม่นะ”ริคาโด้พูดพลางเช็ดน้ำตาให้เธอ

                “เราไม่ทางอื่นเหรออย่างเจรจา” ลิเดียพูดทันที

                “เคยทำแล้วนะ แต่เทพซุสไม่เคยยอมบอกแต่ว่า พวกฉันไปเข้าข้างคนอื่น ไม่ยอมช่วยเหลือญาติและก็ยังโกรธที่พ่อฉันไปฆ่าลูกของซุสตายไปอีก”ริคาโด้พูดสีหน้าของเขาดูเศร้าไปถนัดตา

                “ขอโทษนะ ฉันเองก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้ ไม่เป็นไรหรอกขอแค่มีเธอก็พอ แต่จะทำอะไรก็ระวังตัวด้วยนะ” ลิเดียพูดเธอนึกขึ้นมาได้เมื่อเห็นสีหน้าของริคาโด้ เพราะริคาโด้เองก็ไม่ได้ความสุขนักหรอกเขากลับบ้านมาแทนที่จะเจอที่พักใจ ดันมาเจอมาแบบนี้อีก ลิเดียเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำตัวแย่มาก

                “ไม่เป็นไรหรอกฉันเองก็ต้องขอโทษนะที่ทำให้เธอเจอเรื่องแบบนี้” ริคาโด้พูด

ลิเดียลงไปนั่งตักของเขาและจูบริคาโด้เบา ๆ

                “ไม่เอาไม่พูดอย่างงี้อีกนะ ฉันเป็นเมียเธอฉันต้องอดทนสิ แต่ภูมิใจนะที่ได้เป็นเมียเธอเป็นผู้หญิงที่มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งคิดจะช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ๆ” ลิเดียพูด

               

ริคาโด้ยิ้มออกมาได้เขาอุ้มเธอทันที ลิเดียมองหน้าเขาก่อนที่ริคาโด้จะพาลิเดียไปที่ที่นอน

 

มิชิม่าได้ข่าวจากสายว่าเจอที่ซ่อนของพวกปีศาจแล้ว เขาจึงรีบเดินทางไปทันที และเจอกับริคาโด้พอดี

 

“เจอกันอีกแล้วนะ” เขาทักทาย

“แล้วแกมาทำอะไรที่ไม่ทราบเหรอ” มิชิม่าถาม                          

                “มาจัดการโจทษ์เก่าน่ะ”

                “โจทษ์เก่า” มิชิม่าทำหน้าประหลาดใจ

 

                ทั้งสองแอบลอบเข้าไป มิชิม่ากับริคาโด้ เข้าไปถึงริคาโด้ทำหน้าประหลาดใจ เพราะเจอคนที่เขาไม่คิดว่าจะเจอ มันเป็นชายร่างสูงใหญ่ผมยาวสีดำรุ่งรัง ผิวเข้ม หน้าตาดุร้าย มันคือ ทาทานอสเขาคือเทพแห่งความตายของกรีก เจ้านี้กำลังลำเลียงปีศาจไปโอลิมปุสโดยผ่านประตูมิติ

               

“มันขนปีศาจไปทำไมกัน” มิชิม่าพูด

“เอาไปเพิ่มพลังแล้วส่งกลับ เพื่อที่จะทำให้พวกมันมีอำนาจมากขึ้นไงล่ะ”ริคาโด้พูด

“งั้นเหรอจะมากไปแล้ว” มิชิม่าพูด

“อย่าพึ่งเข้าไปส่งเดชน่าเดี๋ยวก็ได้เป็นผีเฝ้าที่นี่หรอก” ริคาโด้รีบห้ามเพราะท่าทีตอนนี้ของ  มิชิม่ากำลังดูจะไม่พอใจแต่เขาก็ฟัง

“แล้วจะทำไงหา” มิชิม่าถามทันที

“ก็บุกเข้าไปพร้อมกันนั่นล่ะขอให้ไว้ใจข้าก็แล้วกัน” ริคาโด้พูด

                “ก็ได้”

 

                ริคาโด้ยิงลูกไฟออกไปทันเกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที ริคาโด้กับมิชิม่าเข้าไปจัดการแต่พวกมันมีมากกว่าริคาโด้อาจพลาดท่าได้ แต่มิชิม่ากลับใช้วิชาทันที

 

                “แยกร่าง”

 

เกิดมิชิม่าขึ้นมาอีกเป็นสิบคน ได้ช่วยกันต่อสู้อย่างดุเดือน ทาทานอสเห็นเข้าก็ยิงพลังเข้าใส่ แต่        ริคาโด้หลบทัน

 

                “คิดไว้แล้วว่าจะต้องมา แต่แกจะทำอะไรได้” ทาทาเรียกอาวุธออกมาเป็นตาขอติดโซ่มันเหวี่ยงใส่ริคาโด้ทันที ริคาโดหลบได้แต่มันกลับไล่ตามเขาไม่หยุด  ริคาโด้เองก็ตกที่นั่งลำบากเหมือนกันเขาต้อง หลบเลี่ยงแต่ในที่สุดเขาเอาดาบหักออกมาและเปลี่ยนให้เป็นดาบเหมือนเดิมและปัดอาวุธของทาทานอสได้

 

                “คิดว่าจะทำอะไรงั้นเหรอ” ทาทานอสเรียกวิญญาณเข้าโจมตี ริคาโด้เอาดาบฟันแต่ไม่สามารถทำอะไรอะไร มิชิม่าก็เช่นกัน ริคาโด้เอากางเขนออกมาปล่อยแสงใส่ทันที พวกวิญญาณพอโดนแสงจากกางเขนก็ร้องโหยหวน ทำให้ริคาโด้รู้เลยว่า ต้องทำอย่างไงเขาสวดทันที

 

“จากเหวลึก ข้าพเจ้าร้องหา พระองค์ พระสวามี โปรดฟังคำข้าพเจ้า

โปรดเอียงพระกรรณสดับฟัง คำอ้อนวอนของข้าพเจ้า

 หากทรงระลึกถึงความผิดแล้ว พระสวามีเจ้าข้า ใครหนอจะทนไหว

แต่พระองค์มีความกรุณายกบาป ก็เพื่อมนุษย์จะได้ปรนนิบัติพระองค์ด้วยความเคารพ

แต่พระองค์มีความกรุณายกบาป ก็เพื่อมนุษย์จะได้ได้ปรนนิบัติพระองค์ด้วยเคารพ

ข้าพเจ้าวางใจในพระสวามี วิญญาณข้าพเจ้าวางใจในวาจาของพระองค์

วิญญาณข้าพเจ้าเฝ้าคอยพระสวามี ยิ่งเสียกว่าคนคอยแสงอรุณ ขอให้อิลราแอลจงคอย

พระสวามี

เพราะว่า พระสวามีทรงเมตตากรุณาพระองค์จึงไถ่บาป อย่างอุดมสมบูรณ์

แล้วพระองค์จะไถ่อิลราแอล ให้สูญสิ้นบาปนั้นแล

ประทานกาพักผ่อนตลอดนิรันดร์ แก่พวกเขาเถิด พระสวามีเจ้า

ขอให้มีความสว่างตลอดนิรันดร์ แก่เขาเถิด พระสวามีเจ้า

ขอให้ความสว่างตลอดนิรันต์ ทอแสงมาสู่เขา

ขอให้เขาได้พักผ่อนในสันติภาพเทอญ

อาแมน”

 

                วิญญาณสลายไปหมดแล้ว ทาทานอสตะลึงงั้น มันเหวี่ยงตาขอมาอีก ริคาโด้ปัดแต่คร

แนะนำเมื่อ 10ม.ค. 54
1ความคิดเห็น
Share

ข่าวสารที่เกียวข้อง


ความคิดเห็นที่ 1

วิญญาณสลายไปหมดแล้ว ทาทานอสตะลึงงั้น มันเหวี่ยงตาขอมาอีก ริคาโด้ปัดแต่คราวนี้เขาพลาดโดนปักที่อกมันกระชากร่างของเขา วิญญาณกำลังจะถูกเกี่ยวออกมา มิชิม่าเห็นเข้าเขาเอาอาวุธลับออกมาซัดใส่ทันที อาวุธลับปักเข้าเต็มหน้าของทาทานอสมันร้องลั่นและปล่อยตาขอ ริคาโด้ปล่อยแสงจากกางเขนใส่มันที ทาทานอสกระเด็นและกระอักเลือด ริคาโด้ดึงตาขอออกทันที และโยนทิ้งแต่มันก็กลับไปหาทาทานอสมันเหวี่ยงโดนร่างของมิชิม่าและกำลังจะกระชากวิญญาณของ มิชิม่า แต่ริคาโด้ยิงแสงจากไม้เกางเขนทำให้โซ่ขาด และยังไม่ทันไรดาบแส้ก็ปักเข้าที่อกของทาทนอสทันทีเขากระชากอย่างแรงร่างของทาทานอสลอยข้ามหัวไป เนื้อถูกกระชากออกมา เลือดไหลออกมาทันที แต่ยังไม่หยุดแค่นั้นเพราะเจอดาบแส้ของริคาโด้ฟันรอบตัวอีก ริคาโด้กระชากอย่างแรงร่างของทาทานอสขาดเป็นชิ้น ๆ
“นี่ท่านช่วยชีวิตข้างั้นเหรอ” มิชิม่าพูด
“ไม่หรอกน่าฉันไม่ยอมเห็นคนตายหรอก” ริคาโด้พูด
มิชิม่าคุกเข่าลงทำเอา ริคาโด้ทำหน้าไม่ถูก
“แกทำอะไรเนี่ย” ริคาโด้พูด
“ข้าขอสาบานจะขอเป็นทาสรับใช้ท่านตลอดไป” มิชิม่าพูด
ริคาโด้ทำหน้าไม่ถูก เขาเลยหยิบหนังสืออกมาเล่มหนึ่งและส่ง มิชิม่ารับมาเขาทำหน้างง มันเขียนด้วยภาษาญี่ปุ่นเขาเคยเห็น พวกคาทอลิกที่ญี่ปุ่นอ่านกัน
“เอานี่ไปอ่านแล้วคิดดี ๆ ว่าจะมาเป็นพวกฉันหรือเปล่า ต้องขอโทษด้วยจะติดตามฉันต้องทำให้ตัวเองเชื่อในพระเจ้าก่อน” ริคาโด้พูด
“พระเจ้าเหรอครับ” มิชิม่าทำหน้าประหลาดใจ
“ใช่” ริคาโด้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของตระกูลให้ฟังตลอด

หลังจากนั้นมิชิม่าก็ตัดสินใจศึกษาศาสนาคริสต์อย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดความศรัทธาขึ้นมา ริคาโด้จึงพาไปรับศีลล้างบาปซึ่งเรื่องนี้ สำหรับโอนิแล้ว เป็นเรื่องร้ายแรงมาทำให้ ญาติของมิชิม่าจึงขับเขาออกจากสำนักและยึดตำแหน่งไป มิชิม่าจึงได้มาพบริคาโด้ ซึ่งกำลังเก็บข้าวของอยู่

“ท่านจะไปไหนริคาโด้” มิชิม่าถาม
“ยังไม่แน่อาจไปกรีก หรือไม่ก็นอร์ซ เพราะข้าเกรงว่าจะอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่ ๆ” ริคาโด้พูด
“งั้นข้าขอตามนายท่านไปด้วย”
“เอางั้นเหรอ” ริคาโด้ถามทันที
“ครับข้าไม่ที่ไปอีกแล้วล่ะครับ สำนักขับข้าออกมาแล้ว ก็ดีเหมือนกันข้าเองก็อยากไปเห็นโลกเหมือนกัน” มิชิม่าพูด
“ตามใจเจ้าก็แล้วกัน งั้นก็มารู้จักกับเมียของข้าก่อนก็แล้วกัน” ริคาโด้พามิชิม่าพบกับ ลิเดีย
มิชิม่าโค้งให้อย่างสุภาพที่สุด ทำให้ลิเดียนึกขำเจ้าหนุ่มคนนี่เหลือเกิน
“ข้าขอเป็นข้ารับใช้ท่านตลอดไป จนถึงลูกหลาน ต่อไปนี้ตระกูลจิไรยะ จะเป็นข้ารับใช้ตระกูลมอลคอทต่อไป” มิชิม่าพูด
“เอางั้นเหรอ แต่สำหรับข้าเจ้าคือสหายนะ เพราะฉะนั้นอย่าได้มากพิธีเลย” ริคาโด้พูด
“ได้ขอรับแต่ข้าใช้คำสุภาพพูดกับท่านเถอะ” มิชิม่าพูด
“ตามใจเอ็งก็แล้วกัน” ริคาโด้พูดเพราะคิดว่าอย่างไงคงเปลี่ยนใจไอ้หนุ่มคนนี้ไม่ได้แน่ ๆ

หลังจากนั้นริคาโด้ก็มีมิชิม่าติดตามไปด้วยเขาเป็นคนรับใช้ที่ดีและยังเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์สุด ๆ อีกต่างหาก พวกเขาเดินทางเข้าสู่นอร์ซอีกครั้ง จริง ๆ ก็ไม่มีเจตนาร้ายอะไรเลย แต่ทอร์เทพสายฟ้าเห็นเข้า ก็เลยระแวงและไม่ไว้ใจ แต่โอดินกลับบอกว่า
“อย่าได้กลัวเรามีเฮลอยู่มันไม่กล้าทำอะไรหรอก” โอดินพูด
“ไม่ได้หรอกท่านพ่อไว้ใจมันไม่ได้ อย่าลืมว่าพวกเราหลายคน ก็กลายเป็นคาทอลิกไปเกือบหมดแล้ว ให้ข้าไปจัดการมันดีกว่า” ทอร์พูด
“คิดว่าข้าไม่สนใจเหรอ” โอดินชักไม่พอใจ
“ไม่ใช่หรอกท่านพ่อข้าหมายความให้ท่านพ่อคิดดี ๆ นะ เฮลเราใช้ต่อรองมอลคอทได้ แต่เราใช้ต่อรองเจ้าริคาโด้ได้งั้นเหรอ” ทอร์พูด

โอดินตะลึงงั้งจริงอย่างว่า เฮลอาจใช้ต่อรองมอลคอทได้ แล้วเจ้าริคาโด้ล่ะจะต่อรองอย่างไงเพราะว่าริคาโด้นั้นไม่เคยเจอเฮลเลยสักครั้งแล้ว ก็ไม่มีความผูกพันเท่ากับมอลคอทกับเฮลด้วย จริงอยู่เฮลเลี้ยงมอลคอทมา แต่กับลูกของมอลคอทจะรู้สึกอย่างไงกับเฮล

“งั้นก็ต้องฆ่ามันแล้ว แต่อย่าลงมือเองเลยลูกใช้พวกทรอลล์ดีกว่า” โอดินพูด
“ต้องอย่างงี้สิท่านพ่อ พวกเราต้องกำจัดมอลคอทแล้ว”

เมื่อเดินทางมาถึงในตอนแรก มิชิม่ายังไม่ชินกับความหนาวสักเท่าไหร่ โชคดีที่ฝึกร่างกายมาไม่งั้นหนาวตายแน่ ๆ

“ทำไมถึงมาที่นอร์ซอีกล่ะหรือคิดจะช่วยเฮล” ลิเดียถามทันที
“เปล่าหรอก เพราะขืนช่วยเฮลความวุ่ยวายอาจมีมากกว่าเดิม เพราะนางเองก็จะโกธรพ่ออยู่เหมือนกันล่ะที่เปลี่ยนศาสนา” ริคาโด้พูด พลางย่างไก่
“จริงด้วยสินะ” จู่ ๆ ลิเดียก็เกิดคลื่นไส้และอ้วกออกมา
“เจ้าเป็นอะไรเนี่ย” ริคาโด้ประหลาดใจสุด ๆ
“ไม่รู้ทำไมมันเหม็นอย่างงี้ล่ะ” ลิเดียพูด
“เหม็น” ริคาโด้มองไก่ย่าง จู่ ๆ มิชิม่าก็หัวเราะขึ้นมา
“แกขำอะไรวะ มิชิม่า” ริคาโด้พูดอย่างไม่พอใจ
“นายหญิงท้องครับนายท่าน” มิชิม่าพูด
“ว่าอะไรนะ” ริคาโด้พูดด้วยความดีใจ
“ฉันท้องเหรอ” ลิเดียประหลาดใจมาก
“ครับอาการแบบนี้ท้องชัว ๆ ครับ” มิชิม่าพูด
“ข้าได้เป็นพ่อคนแล้วไชโย” ริคาโด้กระโดดโลดเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นเลย

หลังจากวันนั้นริคาโด้ได้ไปอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งที่นี่ถือ คาทอลิก ทำให้ริคาโด้รับการต้อนรับอย่างดี และที่นี่เองมิชิม่าก็ได้เจอกับสาวคนหนึ่งชื่อ เมอีฟ เขากับเธอก็นึกชอบกันแต่ เมอีฟดูจะไม่ค่อยชอบมิชิม่าเพราะ ตัวเตี้ยและบวกกับมิชิม่าพูดภาษานอร์ซไม่ค่อยได้ก็เลยทำสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง

วันหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมามีทรอลล์ บุกเข้ามา เจ้าพวกนี้มีร่างกายใหญ่โต หัวลิ้ม หูแหลม และจ่าฝูงของมันมีสองหัวพวกนี้จะบุกเข้าในหมู่นี้ตามคำสั่งของทอร์ ริคาโด้กับพวกชาวบ้านช่วยกันต่อสู้กับทรอลล์ทันที จ่าฝูงได้ทุบก้อนหินใส่ แต่ริคาโด้กระโดดหลบทันที มิชิม่าซัดอาวุธลับเข้าใส่ แต่มันไม่เป็นอะไรมาก ยังเหวี่ยงหินมาอีกอีกริคาโด้หลบทันและ มองที่ขาของมัน เขาเหวี่ยงดาบแส้มันพันขาของเจ้านั่นและกระชากอย่างแรกขาของทรอลล์ขาดทันที มิชิม่าก็โจมตีเข้าที่หัวซ้ำทำให้ทรอลล์ตาย และเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับเทพนอร์ซไปเลยด้วย

หลังจากนั้น มิชิม่าก็ได้แต่งงานกับเมอีฟ ส่วนริคาโด้กับลิเดียได้ลูกชาย ริคาโด้ตั้งชื่อลูกว่าเซคริส และหลังจากนั้นอีกปีเมอีฟให้กำเนิดบุตรชายมาคนหนึ่ง โดยได้ชื่อว่า เรียวมะ หลังจากที่พ่อแม่ของทั้งสองคนเลียชีวิต ก็ทำให้ ทั้งเซคริสและเรียวมะ ต้องออกจากนอร์ซโดยตามขบวนเรือของบาทหลวงไปและประเทศที่พวกเขาไปก็คือ อาณาจักรธนบุรี ซึ่งพวกเขาก็อยู่ที่นั้นและแต่งงานกับผู้หญิงที่นั่นและใช้ชีวิตอยู่จนกระทั่ง เปลี่ยนเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาเป็นรัตโกสินหรือในปัจจุบันคือ กรุงเทพ พวกมอลคอทตอนนี้อยู่ที่เมืองไทย จนถึงเดี๋ยวนี้แต่ว่า งานของเขาก็ยังไม่จบเขายังต้องทำต่อไปอีก

เรื่องทั้งหมดนี้ อาจฟังแล้วเหลือเชื่อและประหลาดไปนิดนะครับ แต่ผมเองก็คิดเหมือนกันตอนได้ยินครั้งแรก แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่พวกเราไม่ต้องการพิสูทธิ์อะไรทั้งนั้นเพราะพวกผมรู้ดีว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไง ปัจจุบันมอลคอท มีทายาทสองคนคือ ไม มอลคอทและมิกกี้ มอลคอทครับ แม้จะมาอยู่เมืองไทยมานานแต่พวกเทพกรีก นอร์ซ อียีปต์ก็ยังต้องถูกพวกเราตามล่าอยู่ อ๋อ ลืมไปได้ไงคนครอบครัวอีกคน ซามูเอล จิไรยะ ลูกหลานของมิชิม่าอีกคนหนึ่ง พวกเราตอนนี้ก็ต้องทำงานล่าต่อไป ผมคงต้องไปแล้วล่ะ งานมีให้ทำอีก
ไม มอลคอท
ผู้บันทึก
๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓

19:19:13 | 10 01 2011
บูรฉัตร

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่