แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

กำเนิดมอลคอท ตอนที่ 2 เดินทางชีวิต

 

                มอลคอทเดินมาที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง มีพวกชาวเลอยู่กันเต็มไปหมด

 

                “จะไปไหนล่ะพ่อหนุ่ม” เจ้าของเรือโดยสารคนหนึ่งถาม

                “กรีซ” เขาตอบ

                “โอ๊ย !พ่อหนุ่มตอนนี้เราไปกรีซไม่ได้หรอก แค่เข้าเขตเรือก็โดนไอ้พวกเวรนั้นโจมตีแล้ว ไอ้พวกขี่ม้าน่ะ”

                “งั้นเหรอ” มอลคอทเอาทองออกมาถุงหนึ่งโยนให้

                “ถึงค่าจ้างจะมากกว่านี้ก็ไม่ไปหรอก” เจ้าของเรือบอกเพราะกลัวเต็มแก่แล้ว

                “ขอซื้อเรือลำหนึ่งก็เท่านั้น” มอลคอทพูด

                “ซื้อเรือเหรอ แต่ไม่ลูกเรือก็คงจะ อ๋อ ๆ ได้ ๆ” เจ้าของเรือตกลงเมื่อมอลคอทโยนให้อีกถุงหนึ่ง

 

                มอลคอทได้เรือมาลำแต่ไอ้เรือลำนี้ มันเป็นเรือที่ต้องใช้ฝีพายถึงสิบคนซึ่งมอลคอทต่อให้แน่แค่ไหนก็ไม่ทางที่จะพายเรือลำนี้ให้เคลื่อนที่ได้แน่นอน แต่เขาก็เตรียมสเบียงและประกาศหาฝีพายแต่ไม่ใครกล้าไปไม่ใช่ว่าขึ้ขลาดเพราะปกติไวกิ้งก็เป็นผู้กล้า แต่ว่าถ้าเบเลฟีรอนยังอยู่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ มีไวกิ้งไปตายมาแล้วหลายคน

                “ว่าไงหลานชาย” เสียงของฟรังดังขึ้นมา เขามาพร้อมกับคนแคระอีกเจ็ดคน

                “สวัสดีท่านฟรัง” มอลคอททักทาย

                “คิดจะเดินทางไปกรีซเหรอ” ฟรังถาม

                “ใช่ !ครับแต่ไม่ใครกล้าไปสักคน” มอลคอทพูด

                “เอางี้ข้าจะให้พวกคนแคระเนี่ยจัดการสร้างเรือใหม่โดยใช้วัสดุจากเรือเดิมนี่ล่ะทำให้แม้แต่มีแค่เจ้ามันก็เคลื่อนที่ไปได้ แต่มีข้อแม้เจ้าต้องให้พวกเราโดยสารไปกรีกด้วย” ฟรังพูด

                “ก็ได้ขอรับ อย่างไงท่านก็เป็นเพื่อนเก่าของโลกิ ผู้ให้กำเนิดข้า แล้วท่านจะไปกรีซทำไมกันเหรอครับ” มอลคอทพูด

                “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากได้วัตถุดิบดี ๆ มาสร้างของใหม่ ๆ น่ะ”

 

สาเหตุที่มอลคอทเรียกโลกิว่าผู้ให้กำเนิดคงเป็นเพราะ เขาไม่รู้ว่าจะเรียกโลกิว่าอะไรต่างหาก แน่ล่ะจะให้เรียกแม่ก็ลำบากใจ จะให้เรียกพ่อโลกิก็ดันเป็นคนอุ้มท้องเขาอีก

 

                พวกแคระห็ใช้เวลเพียงสองวันก็ดัดแปลงเรือเสร็จมันเป็นรือที่แล่นได้โดยไม่ต้องใช้ใบแต่ใช้การพายแทน โดยมีเฟืองและกงล้อหมุนติดตั้งอยู่ที่ตัวเรือ และมีรอกอยู่ด้วยบนเรือด้วยเมื่อหมุนรอกนี้ก็จะทำใบพายทั้งหมดทำงาน แต่ต้องใช้กำลังคนหมุน

                “เป็นไงเจ้าหมุนมันไหวหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวให้พวกข้าช่วยกันหมุนก็แล้วกัน”

                “ไหวแต่ขอสลับเวรก็แล้วกัน”

 

มอลคอทจัดการไปหมุนรอกด้านบนทำให้เฟื่องทำงานและเรือก็เคลื่อนที่ไปทันที มันเป็นเรือที่สร้างความอัศจรรย์ให้กับทุกคนที่เห็นและก็หวังเพียงแต่ว่าเรือลำนี้จะรอดกลับมา

 

 เมื่อยังอยู่ในเขตของนอร์ซโชคดีที่โอดินได้สั่งไว้ห้ามทำอันตรายมอลคอทเด็ดขาดไม่งั้นล่ะ เขาโดนอีเจอร์จมเรือไปแล้ว ใช้เวลาเดินทางสามวันสามคืนโดยมีน้ำจืดและอาหารให้กินบ้าง มอลคอทสร้างความประหลาดใจให้กับคนเคระห์เพราะว่าเขาเป็นคนหมุนคนเดียวตลอดหลายวันมานี้ จนกระทั่งเข้าเขตของกรีก เสียงม้าบินร้องดังขึ้นมาเบเลฟีรอทและลูกน้องอีกกลุ่มหนึ่งนั่งม้าบินมา

 

                “เรือของนอร์ซดีล่ะกำลังเซ็งได้ที่เลย” เบเลฟีรอนพูดพร้อมกับบังคับม้าเพกาซันงานนี้ต้องมีตายเพราะว่าเขาแค้นชาวนอร์ซมาก พวกสมุนยิงธนูใส่เรือของมอลคอททันที มอลคอทเห็นเข้าก็โกธรมาก เขายิงพลังไฟออกไปจากถุงมือทันที มันเผาร่างของทหารเบเลฟีรอนทันที  มอลคอทให้พวกคนเคระห์มาช่วยถือรอกไว้ให้ก่อน

                “เจ้านี้ท่าจะเก่งนะ ดีล่ะต้องมาเจอกับข้า แกเป็นใครวะ ข้าคือ เบเลฟีรอท ขุนศึกโอลิปุส” เบเลฟีรอทประกาศ

                “ข้าคือ มอลคอท ทายาทแห่งโลกิ”มอลคอทแนะนำตัว

                “ดีล่ะแก ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา” เบเลฟีนรอทชัดกระหน่ำธนูไม่หยุด มอทคอลชักดาบ ออกมา

                “โหมดต่อสู้” ดาบหักกลายเป็นดาบเล่มใหม่ทันที เขาปัดธนูได้อย่างรวดเร็ว แต่เนี่ยจาก    เบเลฟีนรอทอยู่กลางอากาศ ทำให้มอลคอทได้แต่ป้องกันตัวแต่แล้ว เขาก็คิดบ้างอย่างออก

                “โหมดลงทัณฑ์”

 

ดาบกลายเป็นดาบแส้ มอลคอทเหวี่ยงไปทันที ดาบแส้พันเข้าที่คอของม้าเพกาซัน มอลคอทกระชากอย่างแรง ทำให้หัวของม้าขาด ทำร่างเบเลฟีรอน ร่วงลงมา กระแท็กกับพื้นเรือไปเต็ม ๆเขารู้สึกเหมือนกับกระดูกจะหักไปทั้งตัว และยังไม่ทันไรดาบแส้ก็เหวี่ยงมาฟาดร่างของเขามันให้เขาได้แผลยาวและเหมือนกับว่ามันกระหน่ำโจมตีไม่หยุด เบเลฟีรอนกระดูกหักเกือบทั้งตัว  เขาลุกไม่ขึ้นแล้ว แถมได้แผลเลือดอาบมาเต็มตัวอีก มอลคอทเดินเข้ามาหาด้วยสายตากระหายเลือด

 

                “อย่านะข้าแค่ทำตามคำสั่งของซุสเท่านั้นอย่า ๆ”

พูดได้แค่นี้เบเลฟีรอนก็ถูกแทงที่หัวใจเขาตายสนิท และยังโดนโยนศพทิ้งลงทะเลอีก

 

                “ฝากไปบอก พ่อข้าด้วยว่าลูกชายของเขาคนนี้จะโค่นบัลลังค์เขาแน่ ๆ”

 

                หลังจากนั้นเรือก็มาถึงท่าเรือแห่งหนึ่ง ต่างคนจึงต่างแยกย้ายกันไป โดยมอลคอทมองที่หมู่บ้านท่าเรือนี้ ร้านค้าและพ่อค้าในกรีซ สำหรับเขาแล้วที่นี่เป็นโลกใหม่ และเขาเห็นสายตาของชาวกรีกบ้างคนมองเขาอย่างเหยียดหยาม เพราะมอลคอทแต่งตัวแบบชาวเหนือ สำหรับพวกกรีกแล้วนั่นชาวเหนือเหมือนคนป่าเถื่อนไร้อารยธรรม มอลคอทเมื่อถูกมองสายตาแบบนี้ก็เริ่มหงุดหงิดเขาเอาดาบออกมาตอนนี้มันยังเป็นดาบหักอยู่ มีชายคนหนึ่งเดินมายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ก็โดนฟันเข้าที่แสกหน้าแล้ว ชายคนนั่นก็บาดเจ็บ

 

                “เกิดอะไรขึ้นเนี่ยตำรวจ ตำรวจ”เขาร้องตะโกนแต่ไม่ทันไรก็โดนฟันเข้าที่คออีก

               

                ทหารยามได้วิ่งมาดูเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าลงมือกลางวันแสก ๆ มันต้องบ้าแล้ว

 

                “แกทำอะไรวะ” นายทหารถามทันที

                “แค่ไม่ชอบสายตาที่มันมองก็เท่านั้น” มอลคอทพูด

                “แกเป็นใครวะมาฆ่าคนแบบนี้ได้ไง พวกเราจับตัวไปเข้าห้องขังเร็วเข้า” ทหารยามวิ่งเข้ามาพร้อมกับหอกแต่ยังไม่ทันไรหอกก็โดนทำลายทันที ทหารยามก็โดนฟันเลือดไหลทะลัก

 

                “ไม่ต้องไปกลัวมัน มันมีแค่ดาบหักเล่มเท่านั้นเอง”

 

                ทหารยามวิ่งเข้ามาแต่โดนฟันแถมบ้างคนก็โดนชกเข้าที่หน้าไปเต็ม ๆ มอลคอทใช้เวลาไม่นานก็ฆ่าทหารยามตายเกือบหมด มีคนหนึ่งวิ่งหนีไป แต่มอลคอทเปลี่ยนดาบเป็นดาบแส้และเหวี่ยงเข้าไปจิ้มหลังของมันและกระชากมันมาอย่างแรง ร่างของเขาเจ้านั้นล้มลงและถูกลากมามอลคอทจิกหัวของมันและพูดว่า

 

                “ข้าปล่อยแกรอดไปก็ได้ แต่ไปที่วิหารของเทพซุสบอกเขาว่า บุตรชายได้กลับมาแล้ว และกำลังจะไปพบ”

 

                คำประกาศของมอลคอทรู้ไปถึงหูของซุสยิ่งเพิ่มความโกธรให้กับซุสเป็นอย่างมากแต่ตอนนี้เหล่าเทพยังไม่สามารถออกจะโอลิมปุสได้เพราะถ้าขาดใครไปก็จะทำให้การสร้างมิติไม่สมบูรณ์ แต่ซุสก็ปล่อยมอลคอทไว้ไม่ได้เหมือนกัน

 

                “อาชิลลิส” เทพซุสเรียก

 

                ชายร่างสมาช มีหน้าตาที่งดงามไว้ผมยาวสีทอง  สวมเกราะสีดำเดินเข้ามาทันที

 

                “มีอะไรให้ข้ารับใช้เหรอครับมหาเทพ”

                “ให้แกเอากองทัพของแกไปจัดการกับไอ้มอลคอทนั้น อย่าให้มันรอดไปได้อีกเข้าใจใช่มั้ย” ซุสสั่ง

                “ขอรับ”

                “ดูท่านจะจงเกลียดจงชังลูกนี้เหลือเกินนะ” เฮร่าพูดขึ้นมา

                “ใช่ !ข้าเกลียดมัน มันเป็นตัวหายนะเกิดมาทำไมก็ไม่รู้” ซุสพูดด้วยอารมณ์โกธร

                “งั้นเหรอแล้วใครล่ะโง่ให้มันเกิดขึ้นมา”เฮร่าพูด

                “หุบปากเดี๋ยวนี้นะ” ซุสพูดอย่างอารมณ์เสียแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายเฮร่า

 

หลังจากวันนั้นซุสกับเฮร่าก็เหมือนคนแปลกหน้า ไม่ยอมพูดจากันดี ๆ เลยสักครั้ง เพราะเฮร่าเอาแต่กัดซุสทุกวัน ซุสเองก็โกธรอยากจะจัดการเฮร่าเหมือนกันแต่ติดที่หากเฮร่าโกธรนางอาจพามอลคอทมาที่นี่ก็ได้ นั่นทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก

 

                มอลคอทเดินทางเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเขาเริ่มโจมตีและเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมราวกับว่าเขาไม่มีจิตใจที่มีเมตตาเหลืออยู่ในหัวใจเลยสักนิด

 

                “หยุดนะโวยไอ้ฆาตกร” อาชิลลิสตะโกน
                “อ๋อ !พ่อส่งพวกแกมาสินะ” มอลคอทพูด

 

มอลคอทเปลี่ยนดาบหักให้กลายเป็นดาบ อาชิลลิสชักดาบออกมา ทั้งสองปะทะกันเสียงดังสนั่น อาซิลลิสไม่ใช้โล่หรือเกราะเลย พอได้จังหวะมอลคอทก็ฟันเข้าไปทีหนึ่งแต่ ดาบฟันไม่เข้า มอลคอทนึกขึ้นมาได้ จึงหาจังหวะแทงดาบไปที่เท้าแต่อาซิลลิสกลับไม่เป็นอะไรเลย กลับฟันสวนมาอีก

 

“แกคิดว่าจะโง่งั้นเหรอ หลังจากคืนชีพข้าก็แช่เท้าที่แม่น้ำสติ๊กมาแล้วโวย” อาซิลลิสพูด  “โทษทีว่ะคิดว่าแกโง่ คงดูถูกกันมากไปหน่อย โหมดทำลาย” มอลคอทเปลี่ยนดาบ มันกลายเป็นกระบองเหล็กเหมือนกับกระบองของพวกยักษ์

 

อาซิลลิสทำหน้าไม่ถูกเขาตกใจมากเพราะอาวุธที่เปลี่ยนรูปร่างได้แบบนี้เขาพึ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะไม่เคยเห็นกระบองหรือไง ฉันว่าหนังแกเหนียวนะแต่กระดูกคงไม่แข็งนักหรอก” มอลคอลพูดและเข้าโจมตีทันที

 

กระบองกระทบกับดาบของอาซิลลิสทันทีเสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น อาซิลลิสเริ่มแขนชาเพราะว่าพละกำลังที่ฟาดมาไม่ใช่น้อย ๆ อาซิลลิสหาช่องได้แล้วกะจะฟันให้หัวขาด แต่ว่า มอลคอทยกกระบองขึ้นรับและตีปัดไปทำให้อาซิลลิสเสียหลักและยังไม่ทันไรก็โดนฟาดด้วยกระบองเข้าไปเต็ม ๆ หน้าแรงกระแท็กแม้จะไม่สร้างบาดแผลให้กับมัน แต่ตอนนี้อะซิลลิสมึนไปทั้งหน้าแล้วราวกับว่ายักษ์ตบอย่างไงอย่างงั้น ยังไม่ทันหายมึนงง ก็โดนฟาดซ้ำเขาซี่โครงอย่างจังคราวนี้ซี่โครงของเขาหักแน่นอน ความเจ็บปวดยังไม่หมดเพียงเท่านี้ กระบองฟาดซ้ำมาอีกที่คราวนี้เป็นที่ขาของอะซิลลิสคราวนี้ กระดูกขาแตกแน่ ๆ  อะซิลลิสล้มลงไป คราวนี้เขาเริ่มหายมึนแต่ยังไม่ทันไรเขาก็ถูกทุบเข้าที่แขนทั้งสองข้างและขาอีกข้างหนึ่งตอนนี้อะซิลลิสกระดูกแหลกไปหมดทั้งตัวแล้ว ความเจ็บปวดที่มีมากจนไม่อาจที่กระดิกตัวได้อีก และยังไม่ทันไรหัวก็โดนทุบซ้ำอีกทีคราวนี้กระโหลกถึงกับแตก

 

“มีใครอยากจะตายอีกหรือเปล่า” มอลคอทมองไปที่เหล่าชาวบ้านที่กำลังหวาดกลัว แต่ความเมตตาที่เขาไม่เคยมี ทำให้เขาอาละวาดเหมือนคนบ้าไล่ฆ่าคนไปทั่ว จนกระทั่งไปเจอแม่คนหนึ่งกำลังกอดลูกชายอยู่

 

“ได้โปรดเถอะ จะฆ่าฉันก็ได้แต่ขออย่าฆ่าเด็กคนนี้เลย”

 

                มอลคอทซะงักไปทีแรกก็เกิดคิดถึงพี่สาวที่เลี้ยงมาแต่ กลับมีความโกธรเข้ามาแทนที่ด้วยความที่เขาไม่มีแม่ มอลคอทจึงมองครอบครัวนี้ด้วยสายตาอันโหดเหี้ยมและวิปริต

 

“เรื่องอะไรข้าต้องมาฟังคำสั่งของแกด้วยหา” มอลคอทยิงไฟมาเผาร่างแม่ลูกทิ้งทันที เขาเป็นมารที่โหดเหี้ยมไร้หัวใจ

ซุสมองดูคนถูกฆ่าก็พาลให้โกธรแค้นหนักเข้าไปอีก เจ้าลูกคนนี้มันเกิดมาเพื่ออะไรเพื่อให้เขาต้องอับอายเพื่อให้เขาแค้นเคืองใช่มั้ย

 

“ประกาศออกไปใครเอาหัวมันให้ข้า ข้าจะมอบตำแหน่งผู้สืบทอดตำแหน่งมหาเทพให้”

 

                มอลคอทอาละวาดอยู่หลายที่ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาข้ามดินแดนไปโผล่ที่ประเทศหนึ่งคือดินแดนอิลราเอล ขณะเขาได้ซื้อขนมปังมากินและมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งในบริเวณพระวิหารได้ลากผู้หญิงคนหนึ่งมา ให้คุกเข่าต่อหน้าชายคนหนึ่งที่กำลังเล่นกับเด็ก ๆ  ผู้หญิงคนนั้นกำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นไปหมด

 

                “เยซูชาวนาซาเร็ธ ผู้หญิงคนนี้ถูกจับขณะกำลังร่วมประเวณีอยู่ ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินทุ่มให้ตาย ท่านจะว่าอย่างไรเรื่องนี้” ฟาริสีคนหนึ่งถาม

                “เยซูชาวนาซาเร็ธเสร็จแน่” มีชาวบ้านคนหนึ่งแอบพูดขึ้นมา

                “ทำไมอย่างงั้นล่ะ” มอลคอทถาม

                “เจ้าเป็นคนต่างถิ่นสินะเจ้าหนุ่ม พวกเราน่ะอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน จะประหารคนไม่ได้ ถ้าเยซูชาวนาซาเร็ธสั่งประหารล่ะก็ งานนี้ก็สั่งจับได้เลย แต่ถ้าให้ปล่อยก็ผิดธรรมบัญญัติที่วางไว้ก็ต้องโดนจับ”

                “งานนี้น่าจะสนุกดีนะ อย่างงี้โดนทั้งขึ้นทั้งร่อง” มอลคอทพูด

 

                แต่เยซูชาวนาซาแร็ธกลับเอานิ้วเขียนวงกลมบนพื้นดิน

 

                “ท่านจะเอาอย่างไงกันเยซูชาวนาซาเร็ธ”

 

                เยซูชาวนาซาเร็ธลุกขึ้นและพูดว่า

 

“ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีบาป ก็ให้ขว้างนางก่อน”

 

                ประโยคนี้ทำเอาทุกคนได้แต่ค่อย ๆ ทยอยออกไป เพราะพวกเขาก็รู้ตัวดีอย่างไงคนเราก็ต้องมีบาปกันทั้งนั้น มอลคอทเองก็เดินไปด้วยและแอบมองดูเยซูชาวนาซาแร็ธว่าจะทำอะไรต่อไป

 

                “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” เยซูชาวนาซาเร็ธถาม

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นและมองไปโดยรอบ

 

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

“เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำอีก”

ผู้หญิงคนกล่าวขอบคุณแล้วก็จากไป

 

                มอลคอทรู้สึกแปลก ๆ เพราะว่าเขาพึ่งเคยเห็นคนที่ใจดีแบบนี้ นี่มันอะไรกันแต่ด้วยหัวใจที่หยาบช้าของเขาจึงพูดว่า

 

                “มีคนโง่เง่าแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ”

 

                มอลคอทกำลังจะเดินทางต่อไปแต่เหมือนมีอะไรบ้างอย่างบอกให้เขาอยู่ต่อหลังจากนั้นไม่นานมอลคอทก็เข้ามาในเมืองแต่คราวนี้เขาเห็นฝูงชนกำลังโห่ร้องสาปแช่งและเขาก็เห็น ชายคนนั้นเยซูชาวนาซาเร็ธ แต่สภาพที่เขาเห็น มันบอกไม่ถูกจริง ๆ ว่าร่างของเยซูชาวนาซาเร็ธมีเลือดอาบร่างและยังมีมงกุฎหนามอยู่ที่หัวยิ่งทำให้สภาพนั้นดูแล้วชวนสยองแม้มอลคอทจะฆ่าคนมากแต่ภาพที่เขาเห็นก็บอกได้เลยว่า มันชวนให้สยองสุด ๆ

               

“เอาเยซูไปตรึงกางเขน ปล่อยตัวบาลาบัส ”เสียงของฝูงชนทำให้ มอลคอทยิ่งสงสัยเลยต้องถามคนแถวนั้น

 

“มาจากที่อื่นสินะ พวกเราจะให้ปล่อยตัวบาลาบัส และเอาตัวเยซูไปตรึงกางเขน”

“ แล้วเค้าทำผิดอะไรกันเหรอ นี่มันโทษประหารนะ” มอลคอลถาม

“บังอาจอ้างตัวเป็นพระผู้ไถ่ นี้ก็สามศาลแล้วนะยังตัดสินประหารไม่ได้เลย แต่ที่นี่ล่ะจะเป็นสิทธิ์ขาด”

 

                เขาผู้พิพากษานามว่าปิราโต มีสีหน้ากลุ้มใจสุด ๆ การปล่อยตัว บาลาบัสเป็นเรื่องที่ ไร้ ความยุติธรรมที่สุด เพราะบาลาบัสเป็นฆาตกรโหด แต่เยซูไม่มีความผิดอะไรเลย แล้วจะให้ตัดสินได้ไงกัน

                “พวกท่านแน่ใจงั้นเหรอ บาลาบัส ฆาตกรโหด แต่ เยซูเราไม่พบความผิดอะไรในตัวของเค้าเลย” ผู้พิพากษาปิราโตพูด

                แต่ประชาชนกลับไม่ยอม ปิราโตจึงได้ล้างมือในอ่าง

                “ ถ้าอยากจะให้เค้าตายก็เชิญ ทำกันเองเถอะ ข้าไร้ความมลทินต่อความตายของชายคนนี้อย่างสิเชิง ”

                ในที่สุดก็ตัดสินจนได้ ในวันนั้น มีโจรสองคนถูกตัดสินตรึงในวันเดียวกัน มอลคอทพึ่ง  เห็นร่างของชายนั้นอย่างชัดเจน มันดูแล้วสยองกว่าที่เขาเห็นไกลอีก กลับรู้สึกสยองและสงสารมันไม่เคยเกิดขึ้นในใจเข้าเลยสักนิด

 

“พระบิดา ข้าพระองค์ เป็นข้ารับใช้ของพระองค์ ข้ารับใช้ของพระองค์ และเป็นผู้รับใช้ของ พระองค์ ” เยซูแห่งนาซาเร็ธพูด พลางกอดกางเขนที่ต้องแบกไปตลอดทาง

                “ทำไมไปสวมกอดกางเขนของเจ้าอย่างงั้นล่ะ เจ้าโง่” เสียงโจรคนหนึ่งพูดเสียงเย้ยยัน มอลคอทยิ่งงงเข้าไปอีก คนที่กำลังจะถูกตรึงกางเขนทั้งที่ไม่ความผิดปกติ ต้องร้องโวยวายสิแต่นี่ทำไมกัน

 

                เมื่อแบกกางเขนไปสักพักเยซูชาวนาซาเร็ธ ที่บอบช้ำและอ่อนเพลียทั้งจากการถูกทรมาณมาเกือบทั้งวัน ก็หกล้มเพราะหนักกางเขน แต่พวกทหารก็ด่าและโบยตีอย่างแสนสาหัส มอลคอทเกิดความรู้สึกว่าอยากจะไปช่วย เยซูชาวนาซาเร็ธเหลือเกิน แต่ว่าเหมือนมีอะไรมาบอกเขาว่าห้ามช่วยทำได้แค่ดูเท่านั้น

                ขณะที่กำลังเดินไปนั้นก็มีหญิงคนหนึ่งตามมาดูเขา นางร้องไห้และร่ำไห้เหมือนกับน้ำตาจะเป็นสายเลือด มอลคอทเข้าใจในทันทีว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นมารดาแน่ ๆ เขาเริ่มเห็นภาพตอนที่เขาฆ่าแม่และลูกพร้อมกัน เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนเผาร่างให้มอดไหม้ เมื่อเห็นเยซูชาวนาซาเร็ธเริ่มจะไม่ไหวทหารจึงมองหาคนที่จะช่วยแบกกางเขนและเจอชายคนหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ

 

                “เจ้าชื่ออะไร”

“ซีมอน ชาวซีเรน”

“มาช่วยเขาแบกกางเขนเร็วเข้า”

“ท่านว่าอะไรนะ” ซีมอนหน้าตื่น

“มาช่วยเขาแบกกางเขนนี่เป็นคำสั่ง”

 

ซีมอนเข้ามาช่วยอย่างไม่สู้จะเต็มใจนัก แต่เพราะกลัวพวกทหาร มอลคอทเดินตามไปดูและเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินแหวกทหารเข้ามาเช็ดหน้าให้กับเยซูชาวนาซาเร็ธ แม้ว่าในตอนนี้หน้าของเยซูซาวนาซาเร็ธจะเปื้อนหมองไปด้วยเลือดและน้ำลาย มอลคอทรู้สึกร้อนรุ่มในอกเพราะเขาคิดว่าไม่ใครยอมแหวกทหารมาเช็ดหน้าเขาแน่ ๆ ถ้าเขาเป็นคนที่ต้องโดนจับ แถมจะเอาหินมาปาใส่ซะอีก

 

เดินไปสักพัก เยซูชาวนาซาเร็ธก็หกล้มอีกครั้งหนึ่งพวกทหารโบยตีเยซูชาวนาซาเร็ธอย่างหนัก  จนกระทั่งซีโมนที่ถูกให้ช่วยแบกต้องออกปาก

 

“อย่าพึ่งโบยเขา ให้ได้พักก่อนไม่หรือไงกัน”

“ไม่ได้เราต้องรีบไป”         

 

มอลคอทที่มองดูรู้สึกเหมือนกับเขากำลังโดนโบยไปด้วย เขาเห็นเหล่าสตรีกลุ่มหนึ่งกำลังร่ำไห้ให้กับเยซูชาวนาซาเร็ธ เยซูชาวนาซาเร็ธมองดูเธอแล้วพูดว่า            

               

“ดูกรนางเอ๋ย อย่าได้ร้องไห้เป็นทุกข์เพราะเราเลยแต่จงร้องไห้เป็นทุกข์เพราะตัวนางเองเถิด”

 

มอลคอทได้ยินน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัวอะไร ขนาดที่ตัวเองต้องเจ็บปวดและทนทุกข์แบบนี้ทำไมยังมีกะจิตกะใจนึกถึงคนอื่นอีก นี่มันอะไร คนแบบนี้มีตัวตนในโลกด้วยงั้น

                เดินไปได้สักพักเยซูชาวนาซาเร็ธก็หกล้มอีกเป็นครั้งสาม พวกทหารโบยตี คราวนี้ซีโมนวางกางเขนและพูดว่า

                “หยุดสักที ถ้าท่านไม่หยุดข้าเลิกช่วยเขา แล้วพวกท่านก็จะไปไม่ถึง”

พวกทหารจึงได้หยุดแต่ยังด่าทอนอยู่ มอลคอทมองร่างเยซูชาวนาซาเร็ธที่เขาเองก็เป็นที่ทำลายคนมามากและไม่เคยรู้สึกเลยหรือสงสารอะไรเลยนัก แต่ทำเขาต้องรู้สึกกับคนนี้และตลอดทางเหมือนกับว่าเยซูชาวนาซาเร็ธจะพร่ำบอกว่าให้อภัยพวกเขา พวกเขาไม่รู้

 

                “ถึงแล้ว” ทหารพูด

 

ในที่สุดก็มาถึงลานประหารแล้ว พวกทหารจัดการให้ถอดเสื้อผ้าของเยซูชาวนาซาแร็ธ แต่ด้วยว่าตลอดทางนั้นโดนทุบตีมาตลอด เลือดของเยซูชาวนาซาเร็ธจึงได้ติดกับเสื้อและเมื่อถอดออกมาก็ทำให้แผลเก่าเปิดอีก ความเจ็บปวดก็กลับเข้ามาอีกเลือดไหลอาบร่างของเยซูชาวนาซาเร็ธ

 

มอลคอทมองดูและรู้สึกเหมือนกับตัวเองโดนด้วย ความเจ็บปวดมันส่งผ่านมา จนกระทั่ง อยากจะปล้นนักโทษ แต่ เหมือนกับว่ามีอะไรมาบอกว่าอย่าได้ขวางเด็ดขาด พวกทหารได้จับเยซู  ชาวนาชาเร็ธไปตรึงไว้กับกางเขน เสียงตอกตะปูดังสนั่น มอลคอทรู้สึกเจ็บปวด มันเหมือนกับไอ้ ตะปูนั่นตอกหัวใจของเขา ยิ่งตอนที่พวกทหารจับคว่ำหน้าลงเพื่อตอกให้ตะปูให้งอยิ่งทำให้หัวใจของมอทคอลเหมือนถูกตอกด้วย มอทคอลแทบไม่อยากมอง และน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว  มอลคอทจับหน้าตัวเอง เขาประหลาดใจมาก น้ำตามันมาได้อย่างไง แล้วเค้าร้องไห้ทำไม แล้วเขามีน้ำตาได้อย่างไงกัน กางเขนถูกดึงให้ตั้งขึ้น เลือดไหลลงมา น้ำตาของมอลคอทก็ยิ่งไหล

 

                “โอ้พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยให้พวกเค้า พระบิดา…..พระบิดา พระบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ พวกเขาไม่รู้…พวกเขาไม่รู้” เยซูชาวนาซาเร็ธภาวนาให้ คนที่กำลังจะจับเยซูชาวนาซาแร็ธตรึงกางเขน กางเขนถูกดึงให้ตั้งขึ้นมา

                “นี่มันอะไรกัน ! ทำไม ! เจ้าต้องให้พวกมันได้รับ การอภัยทำไม พวกมันฆ่าเจ้าทำไม”  มอลคอทน้ำตาไหลออกมา เข่าอ่อนเขาได้แต่คุกเข่า ทั้ง ๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยก้มหัวให้ใครเลย แต่ชายคนนี้ทำให้เค้าต้อง คุกเข่าด้วยความรู้สึกประหลาด

 

                “ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้าจริง ทำไมเจ้าไม่ช่วยตัวให้รอด พิสูจน์ให้เราเห็นสิ  ว่าเจ้าเป็น บุตรของพระเจ้าตามที่กล่าวมา” โจรคนหนึ่งผู้ ทั้งที่เค้าโดนตรึงอยู่ข้าง ๆ แต่ดูเหมือนเค้ากับโจรอีก คนจะแค่ถูกมัดติดกับกางเขนเท่านั้น ความทรมานคงไม่ถึงครึ่งที่เยซูชาวนาซาเร็ธเจอ

                “เจ้าพูดว่าเจ้าสามารถ…ทำลายวิหารของพระเจ้าและจะสร้างใหม่ในสามวัน แต่ก็ไม สามารถลงมาจากกางเขนได้ ถ้าเค้าเป็นพระผู้ไถ่บาป ข้าก็ว่าให้เขาลงมาจากกางเขนเถิด…เราจะได้

เห็นและเชื่อถือ” พวกธรรมมาจารย์  ฟาริสีและมหาปุโรหิตพูดเย้ย มอลคอทลุกพรวดขึ้นมา คิดว่าจะเล่นงานสักคน

“พระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยให้พวกเขา พวกเขาไม่รู้ว่าทำอะไร พวกเขาไม่รู้ว่าได้ทำอะไร” เยซูแห่งนาซาเร็ธยังคงภาวนาต่อเพื่อพวกเขาทุกคน มอลคอทชะงังเหมือนความรู้สึกเมื่อกี้มันหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มอลคอลตะลึงน้ำตายังคงไหลไม่หยุด

“นี่ท่าน อธิฐานให้พวกนี้งั้นเหรอเนี่ย !พวกที่ส่งท่านมาตายพวกที่คิดจะฆ่า ทำไมท่านถึงได้....” มอลคอลพูดความรู้สึกบ้างอย่างยิ่งมากขึ้นเข้าไปอีกและเขาเข่าอ่อนอีกครั้งหนึ่ง

                “ฟังสิ……เขาอธิฐานให้พวกท่าน เราสมควรได้รับโทษนี้เกสแมน แต่เขาไม่สมควรได้รับ”โจรอีกคนพูด เขาหันไปทางเยซูแห่งนาซาเร็ธ

“ข้ามีบาปและโทษของข้าก็สมควรแล้ว ท่านคงจะเที่ยงธรรม เมื่อต้องตัดสินลงโทษข้า ข้า ขอเพียงสิ่งเดียว ขอพระองค์จงระลึกถึงข้าบ้าง พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์จะเสด็จเข้าในพระอาณาจักร ของพระองค์” โจรคนหนึ่งพูด

                “เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองสวรรค์” เยซูชาวนาซาเร็ธพูด

(ว่ากันชายคนนี้แม้จะไม่มีการระบุชื่อเอาไว้แต่ เค้าก็เป็นแรกที่ได้ขึ้นสวรรค์ไปกับพระเยซู)

 

มอลคอทได้ยินก็ถึงกับตะลึง อะไรกันคนบาปที่กำลังจะตาย พอสำนึกก็ได้รับการให้อภัยงั้น เหรอ แล้วตอนนี้เค้าเป็นอะไรกันแน่  มอลคอทเกิดนึกภาพคนเค้าฆ่า ตายอย่างโหดเหี้ยม พวกนี้ทุกคนก็ขอชีวิตของตนเองและคนที่เขารัก แต่มอลคอทกลับฆ่าอย่างเลือดเย็นนี่เขาทำอะไรเนี่ย คำสอนของเฮลมันผิดหมดเลยอย่างงั้นเหรอ เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาที่กางเขน นางมีชายหนุ่มคนหนึ่งประคองนางเดินมา จูบเท้าของเยซูชาวนาซาเร็ธ มอลคอทจำได้ว่าเป็นหญิงที่เจอเมื่อสักครู่ตอนที่เยซูชาวนาซาเร็ธกำลังแบกกางเขนเดินมา

               

“เราหิวน้ำ” เยซูชาวนาซาเร็ธ พูด ทหารโรมันที่เคยดูถูกเคยทำร้ายและคนตอกตะปูเมื่อกี้ นำน้ำส้มชุบกับฟองน้ำและเสียบปลายหอกให้ดื่ม นางมองดูเยซูชาวนาซาเร็ธ ถูกตรึงกางเขนแล้วน้ำตาเริ่มไหลออกมา

 

“เนื้อจากเนื้อข้า ใจจากใจของข้า ลูกเอ๋ยแม่ขอตายพร้อมกับลูก” นางพูด

“หญิงเอ๋ย ! นี่คือลูกของท่าน ลูกเอ๋ยนี่แน่ะ....มารดาของท่าน” เยซูชาวนาซาเร็ธ พูดกับทั้งสองคน

                “นั่นใครกัน” มอลคอทถามคนแถวนั้น

                “มารดาของเจ้านั่น อีกคนเห็นจะเป็นผู้ติดตามนั่นล่ะเห็นว่าชื่อ ยอนต์นะ”

แม่ที่ต้องมาดูลูกทุกข์ทรมาณ มอลคอทเห็นมามากต่อมากแล้ว และเขาเป็นคนลงมือซะด้วยและไม่รู้สึกอะไรเลยมากกว่าคำว่าสนุก  แต่นี้มัน ทำเขาต้องรู้สึกด้วย อะไรกัน เขาเองก็ไม่เคยมีแม่ ไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่เลย มีแค่พี่สาวที่เลี้ยงดูมาเท่านั้น ถ้าเป็นแต่ก่อนเขาไปจะฆ่าผู้หญิงตรงหน้าทันทีแต่นี่มันอะไรกัน ทำเขายิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

“ไม่มีใครเหลือ อยู่แล้วไม่มีใครเลยเยซู ” เกสแมนพูดเสียงดัง

“พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” เยซูนิ่งไปสักพัก ก็พูดออกมา

ด้วยสีหน้ามีความสุข

                “สำเร็จบริบูรณ์แล้ว” เยซูชาวนาซาเร็ธ มองขึ้นไปบนฟ้าและพูดว่า

                “พระบิดาเจ้าข้า ในพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพระองค์ขอมอบจิตวิญญาณ”

และเยซูชาวนาซาเร็ธ ก็นิ่งไป ราวกับว่าเกิดอาเพศ เกิดพายุลมแรง พวกทหารตัดสินใจหักขานักโทษเพื่อให้ตายเร็วขึ้น แต่พอถึงเยซูก็ชะงัก

                “ทำอะไรอยู่ รีบเร็วสิ”

                “เขาตายแล้ว”

                “เอาให้แน่”

 

นายทหารส่งหอกให้ ทหารคนนั้นเอาหอกแทงที่สีข้างของเยซูเลือดไหลปลิวมาตามลมและไหลอาบหน้าของมอทคอล เลือดนั้นผสมกับน้ำตาของเขา น้ำตาของมอลคอทกลายเป็นสีเลือดไปแล้ว เขาร้องลั่น และวิ่งไปเหมือนคนเสียสติ  เขาเห็นภาพคนที่เขาฆ่าทุกคน และเรื่องเลวร้ายที่ตัวเองทำ เขามีชีวิตเพื่อการฆ่านี้งั้นเหรอ แต่เยซูชาวนาซาเร็ธ เอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่อผู้อื่น ภาวนาเพื่อคนที่ฆ่าตนเอง มอทคอลมองขึ้นไปบนฟ้า น้ำตาไหลไม่หยุด

 

“ ข้าเกิดมาเพื่ออะไร !เยซูชาวนาซาแร็ธ ท่านช่างยิ่งใหญ่จริง ๆ ข้าไม่อาจเทียบได้ ท่านช่างเป็นผู้ศักสิทธิ์ อย่างแท้จริง” มอลคอทพูดและวิ่งไปราวกับคนเสียสติ เขาลงไป

แนะนำเมื่อ 08ม.ค. 54
1ความคิดเห็น
Share

ข่าวสารที่เกียวข้อง


ความคิดเห็นที่ 1

เขาลงไปในเรือลำหนึ่งจ่ายค่าเรือ
เขาไปมันเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในกรีก เป็นหมู่บ้านของคนเลี้ยงแกะ มอลคอทนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่แถวนั้น ตอนนี้อารมณ์และความรู้สึกของเขามันมั่วไปแล้ว ทุกอย่างที่เฮลสอนกลายเป็นสิ่งผิดไปแล้ว มอลคอทแทบไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้นตอนนี้คิดได้อย่างเดียวคือเขาอยากตาย แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา มอลคอทไม่รู้ว่าเป็นเสียงใครแต่ฟังแล้วคล้าย ๆ กับเสียงเยซูชาวนาซาเร็ธที่เขาเคยได้ยิน

“สวรรค์จะดีใจเสมอเมื่อมีคนบาปกลับใจ”

มอลคอทเริ่มคิดตามสวรรณ์เหรอ เขากำลังจะชิงสวรรณ์จากซุส แต่สวรรณ์ของซุสไม่เมตตาขนาดนี้หรอก ไม่เคยมีใครจะคิดเสียสละตนเองเพื่อคนอื่นขนาดนี้หรอก หรือถ้ามีใครคิดจะทำก็ถูกซุสจัดการบ้างคนที่เจอซุสลงโทษหรือเทพกรีกลงโทษก็เพราะเรื่องช่วยเหลือคนอื่นมันไม่มีความยุติเลยนี่

“กินมั้ย” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

มอลคอทหันไปดูเป็นตายายคู่หนึ่งส่งขนมปังดำเก่า ๆ ให้แม้ว่ามันมีสภาพไม่ชวนกินเลยสักนิด แต่มอลคอทก็เอามากินได้โดยไม่รังเกลียด เขากินอย่างรวดเร็วเพราะอดยากมาหลายวัน

“ไปไงมาล่ะพอหนุ่มมานั่งเป็นผีตายซากอยู่แบบนี้” ตาถาม
มอลคอทมองหน้าของสองตายายสายที่มองเขา แบบนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา มอลคอทพูดไม่ออก
“แล้วมาทำอะไรแถวนี้ล่ะ” ยายถาม

มอลคอทก็ตอบไม่ได้อีกว่าตัวเองมาทำอะไรและมาคิด ๆ แล้วที่นี่ที่ไหนกันเขามาได้ไงยังไม่รู้เลย
“อ๋อ คงเป็นทหารสินะหนีทัพมาหรือไงกัน” ตาถามอีก
มอลคอทส่ายหน้าเขาไม่ได้เป็นทหารและไม่ได้หนีทัพมาแน่นอน
“หน้าตาไม่ใช่คนแถวนี้มาจากไหนล่ะ” ยายถาม
“นอร์ซ” มอลคอทตอบ
“มาไกลบ้านจังนะ แล้วมาทำอะไรถึงมีดาบหัก ๆ นั่นแล้วไอ้ถุงมือติดเพชรปลอมนั่นอีก”ตาถาม
“ไม่รู้เหมือนกันครับ ก็หลงทางมา” มอลคอทพูด แต่ทำไมตาคิดว่า ไอ้อัญมณีที่ติดอยู่เป็นของปลอมแต่มาคิดดี ๆ ใครจะบ้ามาถือของแบบนี้ มานั่งเป็นผีตายซากแบบนี้ล่ะ
“งั้นก็เอางี้มั้ยล่ะฉันให้เธอช่วยเฝ้าแกะให้ แต่ค่าจ้างคงจะเป็นแค่อาหารนะ แล้วชื่ออะไรพ่อหนุ่ม”
“มอลคอทครับ” มอลคอทตอบทันที

มอลคอทได้ใช้ชีวิตอีกแบบที่เขาไม่คิดว่าจะได้ใช้มันวัน ๆ หมดไปกับการต้อนแกะบ้างล่ะ ตัดขนแกะ ตายายที่มอลคอทไปอยู่ด้วยก็เป็นใจดีมาก มอลคอทมีอาหารกินสามมื้อ เท่านั้นค่าจ้างอื่นเขาไม่เอาส่วนที่พักมอลคอทก็เอาง่ายเข้าว่าเขานอนได้ทุกที่ในหมู่บ้าน จากฆาตกรนักรบ กลายเป็นคนเลี้ยงแกะไปแล้ว วัน ๆ หนึ่งถ้าไม่ไปต้อนแกะหรือตัดคนแกะเขาก็จะนั่งเหม่อลอยไปเรื่อย ๆ ตอนนี้สำหรับเขาแล้วชีวิตยังไม่รู้จะทำอะไรกันแน่เพราะที่ผ่านมาเฮลก็สอนเรื่องต่าง ๆ ใส่หัวของเขามาแยอะให้ยืนบัลลังค์เทพกรีกแล้วยังให้ ไปชิงดินแดนของเทพอียีปต์ ยึดนอร์ซ มอลคอทมองดาบของตน แล้วถอนใจมันเปื้อนเลือดคนมาเกินความจำเป็นแล้วทำไมดาบนี่ใช้อย่างอื่นได้ด้วยงั้นเหรอ เขาอยากจะโยนทิ้งแต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องควรเพราะเขาอย่างไงก็เป็นนักรบ ไอ้งานคนเลี้ยงแกะเนี่ยมันเหมือนกับงานทำไปวัน ๆ กันตายก็เท่านั้น แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเขาตอนอยู่ผิดที่ ผิดทางและทำอะไรก็ผิดไปซะหมด แม้จะรู้สึกว่าผิดที่แต่มอลคอทก็เป็นที่รักของคนที่นี่เพราะ เขามีน้ำใจช่วยเหลือใครให้ทำอะไรก็ทำหมด

“สวรรณ์ดีใจเสมอเมื่อมีคนบาปกลับใจ แล้วหลังจากกลับใจจะให้ใช้ชีวิตกันอย่างไงกันมาเลี้ยงแกะแบบนี้น่ะเหรอ”
“แย่จริง ๆ จะเข้าป่าไปหาของป่าแต่ละทีต้องมาเจอกับไอ้หมูบ้านั้น” พวกนายพรานบ่น
“หมูอะไรเหรอครับ” มอลคอทถามอย่างสนใจ
“หมูป่าคาลิโตเนี่ยของเทวีอเตมิต เธอปล่อยเข้ามาเพราะที่นี่ไม่นับถือเทพกรีก มันฆ่าทุกคนที่ขว้างมันเลยล่ะ พวกเราสิแย่หาของป่าก็ยากแล้วยังจะมาเจอไอ้หมูบ้านี่อีก” นายพรานบอก
“หา ! แล้วนับถืออะไรกันครับ” มอลคอทไม่เคยรู้เลย
“พวกนับถือพระบิดาตามที่พระเยซูสอนน่ะ



09:30:42 | 08 01 2011
บูรฉัตร

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่