แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

นักรบโค่น ภาค กำเนิดมอลคอท ตอนที่หนึ่ง ทายาทแห่งโลกิ

 

 

                ก่อนคริสตศักราช เป็นยุคของเทพเจ้า ในชนชาติต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเหนือ (นอร์ช) อียิปต์ กรีก เหล่าเทพเหล่านี้ มักแก่งแย่งชิงดีกันเสมอ แม้แต่ครอบครัวของตนเอง เช่น

 

                กรีก พ่อลูกแย่งชิงบัลลังค์กันเอง อียิปต์พี่น้องเข่นฆ่ากันเอง นอร์ชญาติพี่น้องฆ่ากันเอง ใน  ที่นี้จะขอพูดถึงตำนานนอร์ชก่อน  เทพสูงสุดของนอร์ช คือ โอดิน  โอดินมีบุตรคือ ทอร์ บาลดร์     ไทร์ แฮมแดล  โอดินเป็นเทพมีความหยั่งรู้และทรงอำนาจมาก แต่ โอดินทำเรื่องผิดพลาดอย่างใหญ่  หลวง คือ เขาได้สาบานเป็นพี่น้องกับโลกิ เทพแห่งความชั่วร้าย

 

          ตามจริงโลกิไม่ใช่เทพแต่เป็นเหมือนกับปีศาจซะมากกว่า ด้วยความที่เป็นคนฉลาดเคยช่วยเหลือเทพเอาไว้มากมาย เลยทำให้โลกินั่นรอดตัวมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเคยแปลงเป็นม้าตัวเมียไปหลอกล่อม้าวิเศษของพวกคนแคระทำให้เทพชนะพนันคนแคระ แต่เขาก็พลาดท่าโดยม้านั่นข่มขืน ทำเกิดเป็นม้าหกขา ซึ่งได้มอบให้กับโอดิน มหาเทพ และยังทำให้เหล่าเทพได้อาวุธมามากมายอีก แต่เรื่องทำผิดที่สุดชนิดที่ไม่อาจให้อภัยก็คือเขาฆ่าบาลดร์ เทพแห่งแสงไป ทำให้เทพเหนือได้ลงโทษเขาโดยทำให้ลูกของเขาสองคนฆ่ากันเอง และใช้ไส้ของลูกชายมาทำเป็นโซ่ล่ามตัวเขาไว้และให้งูพ่นพิษใส่หน้า แต่โลกิก็หลุดออกมาได้ และได้นำลูกของตนที่เกิดกับนางยักษ์อังโกล่าคือ หมาป่าเฟริส พญางูยอร์มุนกานค์ เฮลเทพีแห่งนรกเข้าร่วมสงครามและได้รับชัยชนะ แต่เขาหารู้ไม่ว่าเทพนอร์ชทุกองค์ได้แอบถอดจิตเอาไว้ ทำให้หลังจากที่โลกิครองทุกอย่างได้เพียงหนึ่งปี เทพทุกองค์ก็ กลับมา โลกิกำลังจะแพ้สงคราม เพราะเฟริส ยอร์มุนกานต์ ได้ตายไปแล้ว เขาปรึกษาเรื่องราวกับเฮลทันที โลกิเป็นเทพรูปงาม มีผมสีทอง แต่ดวงตากลับไร้ความเมตตา ส่วนเฮลเป็นหญิงสาว ที่ต้องปิดหน้าไปซีกหนึ่งเพราะหน้าซีกขวาของเธองเป็นเหมือนกันซากศพ แต่ซีกซ้ายกลับงดงาม

 

                “ท่านพ่อเราจะทำไงกันดีต่อล่ะ เพราะตอนนี้พวกเราก็สู้พวกของโอดินไม่ได้เลยสักคน ยังดีนะที่เทพบาลดร์ถูกเราจับขังเอาไว้”

                “พ่อกำลังคิดอยู่เราอาจต้องแพ้ศึกแต่ พ่อว่าเราต้องมีทายาทอีกคนแล้วล่ะ”

                “ท่านพ่อจะหาผู้หญิงที่ไหนได้อีกล่ะ ท่านแม่และเมียของท่านคนอื่นก็ตายไปหมดแล้ว”   

                “นั่นสินะเจ้าก็มีบุตรไม่ได้ แต่ก็ยังมีทางพ่อจะข้ามแดนไปกรีก”

                “ท่านจะไปหาเทพกรีกงั้นเหรอ อย่างท่านข้ามแดนไปมีหวังถูกฆ่าตายก่อนแน่ ๆ”

                “เจ้ารู้เรื่องม้าแปดขานั่นหรือเปล่า”

                “ท่านพ่อจะ….” เฮลตกใจกับแผนนี้ของโลกิมากมันเป็นแผนที่บ้าชัด ๆ

                “ถูกแล้ว” โลกิแปลงร่างทันที เป็นความสามารถของโลกิ เขาสามารถแปลงร่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

พอเขาแปลงเป็นผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงที่งดงามมาก ผมยาวสีทอง หน้าตาราวกับเทพธิดา แถมยังสามารถให้กำเนิดบุตรได้อีก เหมือนกับตอนที่โลกิแปลงเป็นม้าตัวเมียไปหลอกม้าตัวผู้ แต่ก็พลาดท่าเสียทีทำให้ท้องและเกิดลูกม้าขึ้น โดยถ้าโลกิแปลงเป็นเพศเมียเมื่อไหร่ แล้วเกิดตั้งครรถ์นั่นโลกิจะกลับร่างเดิมไม่ได้ โลกิได้แอบลักลอบเข้าไปในกรีก พร้อมกับคนแคระและเอลฟ์แต่ที่น่าแปลกก็คือ พวกที่ตามโลกิไปเป็นนักดนตรีทั้งนั้นไม่ใช่เป็นนักรบเลยสักคน

 

 โลกิได้พบกับงานเลี้ยงของเทพ ดิโอไดซุส เทพแห่งเมรัย เขาเป็นเทพร่างท้วม ผมหยิกและเมามาวเกือบตลอดการเลี้ยงฉลองในครั้งนี้ ยังมีเทพอพอลโล่  สุริยะเทพ และคณะมิวทั้งเก้านางซึ่งประกอบด้วย

 

ไคลโอ มิวส์แห่งการชำนาญด้านประวัติศาสตร์

ยูเรนิอา มิวส์แห่งด้านดาราศาสตร์

เมลโพมินี มิวส์แห่งด้านกวีโศกนาฏกรรม

ธาไลอา มิวส์แห่งด้านบทกวีสุขนาฏกรรม

                เทิร์ปซิโครี มิวส์แห่งด้านการฟ้อนรำ

                แคลลีโอพี มิวส์แห่งด้านกวีมหากาพย์

                เอราโต มิวส์แห่งด้านกวีแห่งรัก

                โพลิฮิมเนีย มิวส์แห่งด้านดนตรีเพลงสดุดีเหล่าปวงเทพ

                ยูเทอร์พี มิวส์แห่งด้านดนตรีทั่วไป

 

มาร่วมงานฉลอง อพอลโล่เป็นเทพหนุ่มรูปงาม ผมเป็นสีทองดังแสงตะวันและมีความสามารถในการเล่นดนตรีอีก  จึงได้เล่นดนตรีอย่างไพเราะ และสร้างความบันเทิงได้อย่างมากมาย มีเฮอร์มิสเทพแห่งการสื่อสารมาร่วมงานหนึ่งด้วย เฮอร์มิสเป็นเทพร่างเล็กผมยาวสีดำ สวมหมวกมีปีกติดอยู่และ สวมรองเท้าติดปีก และถือคทาติดปีกเขาเป็นคนหน้าตาดีแต่ดูเจ้าเล่ห์ไปสักนิด อีกคนคือ อาเรสเทพแห่งสงครามเขาเป็นเทพ ร่างกายดูแข็งแรงสมเป็นนักรบ สวมเกราะ อยู่ตลอดเวลา หน้าตาดูแล้วเข้มสมชายและมีผมสีแดงเพลิง กำลังนั่งกินอาหารอยู่ และเฮเฟตุส เทพแห่งงานช่าง เขาเป็นเทพหน้าตาขึ้เหร่ไว้หนวดเครา งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นมาเพื่อหาความสุขเพราะหลัง ๆ วีรบุรุษกรีซ หลายคนได้ขึ้นมาเป็นเทพ คือ โอดิซุส  เจสัน เฮอร์คิวลิส เบลเลฟีรอน อาซิลลีส เพอร์เซอุส เธเลอร์อุส ทำให้เทพเก่า ๆ บ้างองค์ไม่ใคร่จะพอใจ แต่จะให้ทำไงได้เพราะ บ้างคนเป็นลูกของเทพซุส

 

                “เอาน่าสนุกกันหน่อยเถอะ อาเรส”ดิโอไดซุสพูด

                “เห็นแล้วมันหงุดหงิดวะ ไอ้พวกนี้มันเข้ามาไม่ทันไรพวกเราจะตกกระป๋องกันหมดแล้ว ท่านแม่นี่อย่างไงนะ เจ้าเฮอร์คิวลิสแต่ก่อนเกลียดมันยังกะอะไรดี ตอนนี้กลับยกลูกให้มันซะอย่าง งั้นพูดแล้วแค้นโวย” อาเรสพูด เสียงดัง

                “ช่างท่านแม่เถอะ มันเป็นคนที่ประโยชน์กับเราก็ดีแล้ว อย่าลืมนะตอนนี้ที่อัสกาดเกิดสงครามนะ ถ้าฝ่ายโอดินแพ้ล่ะ พวกของโลกิจะบุกมาที่นี้แน่”เฮเฟตุสพูด

                “แล้วคิดว่าข้าจะจัดการมันไม่ได้หรือไง อพอลโล่เปลี่ยนเพลงโวยเอาแบบดีกว่านี้หน่อยสิ”อาเรสพูดอย่างหงุดหงิด

 

                มีเพลงหนึ่งดังขึ้นมาทั้ง ๆ ที่พวกมิวส์ อพอลโล่ยังไม่ได้เล่นสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนพวกที่มาเล่นกับเป็นคนแคระ และพวกเอลฟ์ มันเป็นเพลงที่มีจัวหวะเย้ายวน เมื่อโลกิในร่างของหญิงสาวปรากฏตัวขึ้นมา ทำเอาเหล่าเทพต้องตกตะลึง เพราะเธอมาในชุดยั่วยวน และเต้นรำด้วยกริยาท่าทางที่ยั่วยวน ยิ่งบวกกับหน้าตาที่งดงามของเธอแล้ว ยากที่เหล่าเทพจะอดใจเอาไว้ได้ เหล่าเทพถึงมองหน้ากันเหมือนกับจะบอกว่า กูจะเอาคนนี้พวกมึงห้ามยุ่ง พอเพลงจบลง                   ดิโอไดซุสได้รินไวท์ใส่จอก ที่สวยที่สุด และส่งให้กับโลกิทันที โลกิรับมาดื่มอย่างเขินอาย       อพอลโล่รีบถามทันที

 

                “เจ้าเป็นใครกันสาวน้อยทำไมเจ้าช่างงามจริง ๆ” อพอลโล่พูด

                “ข้าน้อยเป็นชาวนอร์ชเพค่ะ เทพอพอลโล่ เดินทางหนีภัยเข้าสงครามเข้ามาเพค่ะ ข้ามีนามว่าโลลิต้า เพค่ะ” โลกิพูดและทำท่าทางเอียงอาย เหล่าเทพเริ่มเกี๊ยวพาราศีแต่ว่า โลกิไม่ตัดสินใจ ทำให้เหล่าเทพเริ่ม ไม่พอใจกันและกัน

                “คืออย่างงี้เพค่ะหม่อนฉันเป็นชาวเหนือก็ต้องแต่งงานกับชายที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น อย่างไงซะขอให้ทุกท่านที่อยู่นะที่นี้ได้ประลองฝีมือกันเพื่อให้ข้าเห็นความแข็งแกร่งของท่านด้วยเถิดค่ะ”

 

                พอสิ้นคำพูดของโลกิเท่านั้น เหล่าเทพก็ต่อสู้กันทันที เกิดเสียงระเบิด และหายนะไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว

 

                “ได้โปรดเถิดมหาเทพช่วยพวกเราด้วย !”

 

ซุสได้ยินเสียงคำภาวนาเห็นลูก ๆ ของตนต่อสู้กันเองก็ ตกใจมาก จึงได้ขว้างสายฟ้าลงมา ทำให้พวกลูก ๆ ของตนต้องเลิกต้องสู้กันและรีบลงมาที่โลกทันที ซุสเป็นเทพผมขาวและมีหนวดเคราที่ขาวเหมือนกับผม แต่มีรูปร่างที่แข็งแรงและสง่างาม สมกับที่มีอำนาจมากที่สุดในโอลิปุส

 

                “เกิดอะไรขึ้น ทำมากัดกันแบบนี้หา”

                “อย่าโกธรเหล่าเทพเลยเพค่ะ” โลกิรีบพูดทันที

ซุสหันมองโลกิเมื่อสองตาของเขาสบตากับโลกิ ก็เหมือนมีมนต์สะกดให้หลงใหลและ หลงรักทันที

                “นี่พวกเจ้าสู้กันเพื่อแย่งนางงั้นเหรอ”

                “ขออภัยเพค่ะ ธรรมเนียของชาวนอร์ช ผู้แกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะหญิงสาวไป” โลกิพูด

                “งั้นดีเจ้าไปกับข้า พวกเจ้าก็อย่าพูดไป พวกเจ้าสาบานต่อแม่สติ๊กเดี๋ยวนี้ว่าจะไม่บอกใครเรื่องในวันนี้”

 

อพอลโล่ ดิโอไดซุส เฮเฟตุส อาเรส เฮอร์มิส ได้มองหน้ากัน และตกใจไม่น้อย เพราะไม่คิดว่า        ซูสจะมาไม้นี้ แต่ก็ไม่อาจเถียงได้ และก็สาบานกันทุกคนด้วยความจำใจ การสาบานต่อแม่น้ำสติ๊กนี้เหมือนกับหลักประกันว่าไม่มีใครกล้าโกหกเพราะว่าหากผิดคำพูดจะต้องเสียชีวิตทันที ซุสพานางเหาะไปซ่อน ไว้ที่หุบเขาแห่งหนึ่ง และหลงนางจนกระทั่ง ไม่กลับไปโอลิมปุสเป็นเวลานาน  ทำให้นางตั้งครรถ์ขึ้นมา

                การที่ซุสหายไป ทำให้เฮร่า ร้อนใจและเชื่อว่า ต้องมีเรื่อง จึงได้เรียกพวก อพอลโล่ อาเรส เฮอร์มิส เฮเฟซุส ดิโอไดซุส แต่ไม่มีใครกล้าบอก

 

                “นี่พวกเจ้ารู้ใช่มั้ยแต่ บอกข้าไม่ได้ซุสให้เจ้าสาบานสินะดีล่ะ ข้าจะออกไปตามหาซุสเอง”

เฮร่าออกไปตามซุสทันที และเธอก็เห็นซุสอยู่กระท่อมแห่งหนึ่ง โดยซุสกำลังจะไปตามอพลอโล่มาช่วยทำคลอดให้ลูกของตนพอดี

                “นี่เจ้าแอบมาเจ้าชู้อีกแล้วเหรอนางนั่นมันเป็นใครหา !”

                “ถอยไปก่อนเฮร่า เจ้าอย่าพึ่งมาขวางทางข้าตอนนี้ ลูกของกำลังจะเกิด อย่าขวาง”

                “นี่ท่านกล้าปกป้องนางงั้น ดีล่ะข้าจะจัดการนางเสียเดี๋ยวนี้”

 

ซุสเข้าขวางทันที ทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นมา เหล่าเทพองค์อื่นรีบมาขวางทันที โดย อพอลโล่             ดิโอไดซุส เฮเฟซุส อาเรสเข้าข้างซุสและบอกให้เด็กคลอดก่อนและยังมีเทพตามมาอีกสี่องค์ คือ      ฮาเดส เจ้านรก เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ผมยาว สวมหมวกเหล็กทำให้ไม่เห็นใบหน้าของเขา เห็นแต่เพียงดวงตา ที่เย็นชา และอีกคนเป็นเทพผิวสีฟ้า ผมยาวสีขาวและไว้หนวดเครา เขาคือ โพเซดอน  เจ้าสมุทรอีกองค์เป็นผู้หญิง รูปร่างแข็งแรง สวมเกราะ และใส่หมวกเหล็ก เธอคือ อเธน่า เทพีแห่งสงคราม อีกองค์เธอเป็นผู้หญิง แต่คลุมหน้าไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าเธอ คือ อาร์เทมิต เทพีแห่งดวงจันตร์

โดยอเธน่า กับอาร์เทมิตจับตัวเฮร่าเอาไว้ก่อน และ โพเซดอนจับตัวซุสเอาไว้

 

                “มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย พวกเจ้ามาสู้กันทำไมสะเทือนไปถึงนรกเลย” อาเด็สถาม

                “ซุสแอบไปมีลูกปล่อยข้านะ ข้าจะฆ่ามันทั้งแม่ทั้งลูกเลย”

                “ไม่ถูกนะเฮร่าให้เด็ก…เฮ้ไอปีศาจ ไม่ใช่นี่มันไอมาร อะไรกันมีไอมารได้ไงมันจะเกิดต่อเมื่อ…” ฮาเดสพูดขึ้นมา ทุกคนชะงั้ก

 

                โลกิเดินอุ้มเด็กทารกออกมา สร้างความตะลึงให้กับทุกคนมากเพราะว่า  ทารกมีตาสีแดงเหมือนเลือดและเผ่าที่มีตาแบบนี้มีแค่มารกับแวมไพร์เท่านั้น เด็กคนนี้มีไอมารแผ่ออกจากร่าง

 

                “เจ้าลุกขึ้นมาได้ไง ปกติคนพึ่งคลอดลูก จะไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้เร็วแบบนี้เว้นแต่เจ้าจะไม่ใช่คน”อพอลโล่พูด โลกิหัวเราะเสียงดัง มันเป็นเสียงของผู้ชาย !ร่างของโลกิก็กลับร่างเดิม กลายเป็นผู้ชายสร้างความตกตะลึงให้เทพเหล่าเทพ ทุกองค์เป็นอย่างมาก ที่ตกใจที่สุดเห็นจะเป็นซุส เพราะที่ผ่านคนที่เขาอยู่ด้วยเกือบ ปี นี่เป็นชายงั้นเหรอ

 

                “เจ้าเป็นใครบังอาจมาเล่นตลกกับข้า”

                “ข้าคือโลกิจ้าวแห่งความหายนะแห่งนอร์ช  ไงล่ะ โธ่ ๆ เทพซุสพูดยิ่งใหญ่ไหนโง่แบบนี้นอนกับผู้ชายมาตั้งนานยังไม่รู้ตัวอีก” โลกิพูดและหัวเราะ เฮร่าเองก็แอบขำเหมือนกัน

ความโกรธเข้าครอบงำ ซุสเอาสายฟ้าออกมาเตรียมขว้างใส่ทันที แต่ว่า

 

                “กล้าฆ่าลูกตัวเองงั้นเหรอ”

                “หุบปากมันไม่ใช่ลูกข้า” ซุสขว้างสายฟ้าออกไป แต่เฮร่ากลับยิงพลังมาทำลายสายฟ้าไปก่อน

                “เจ้าทำอะไรเฮร่า” ซุสหันมองอย่างไม่พอใจ

                “วิสัยพวกเราไม่ฆ่าเด็กนะซุสเจ้าลืมไปได้ไงกัน”

                ซุสทั้งโกรธทั้งอาย แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่สั่งให้เทพทุกคนจับโลกิ แต่โลกิหายไปต่อหน้าทุกคน

 

                “เทพนอร์ช ดีล่ะ อาเรสเตรียมกองทัพของเราไว้ ให้พร้อม ข้าจะบุกไปโจมตีนอร์ช” ซุสพูดด้วยความโกธร

                “อย่าท่านพ่อ ขืนไปตอนนี้พวกเราอาจต้องรับศึกอีกด้านก็ได้” อาเธน่ารีบห้ามทันที

                “หมายความว่าไงหา คิดว่าข้าจะสู้พวกนอร์ชไม่ได้หรือไง” อาเรสพูด

                “เปล่าเลย ลองคิดดูสิเพค่ะ ท่านพ่อ ถ้าพวกเราบุกตอนนี้ พวกของเทพอียีปต์ที่จ้องจะทำลายเราก็จะถือโอกาสโจมตี แล้วอีกอย่างนะเพค่ะพวกนอร์ชทำสงครามมากกว่าพวกเราแน่ ๆ เราควรเตรียมการให้พร้อมกว่านี้” อาเธน่ารีบแนะนำ

 

                ซุสคิดขึ้นมาได้ ที่ผ่านพวกเขา ไม่เคยแย่งอำนาจหรือคิดทำสงครามโดย อาเธน่าเห็นว่า รอให้สงครามของพวกนอร์ชจบและกองทัพพร้อมกว่านี้ดีกว่า ซุสจึงสั่งเตรียมกองทัพใหญ่และเตรียมทหารให้พร้อม ซุสจะขยี้กองทัพนอร์ชให้แหลกไปเลย แต่ว่า อพอลโล่เกิดเห็นนิมิตขึ้นมา

 

                “แย่แล้วท่านพ่อ อย่าได้ทำการศึกเด็ดขาด”

                “ทำไมกัน” ซุสถาม

                “มีผู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาพร้อมกับเจ้าเด็กนั้นในวันนี้ เขาจะกลายเป็นศาสดา ศาสนาใหม่ และจะมีการนับถือพระเจ้าองค์ใหม่ ยอมเสียสละบุตรของตนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ และหลังจากนั้นพวกเราจะถูกลืม”

                คราวนี้ทุกคนหน้าเสียเพราะคำทำนายของอพอลโล่ไม่เคยพลาด

 

                “มีทางแก้มั้ยหรือเราไปฆ่าเจ้านั่นก่อน”ฮาเด็สพูด

                “ไม่ได้หากเราฆ่าเขาพวกเราจะต้องตายทั้งโคตรทันทีเพราะอำนาจที่เขามีมากเกินกว่าเราจะคิดถึงได้ หลังจากเขาตายไปสามวันก็จะคืนชีพ” อพอลโล่พูดอีกครั้ง คราวนี้เหงื่อถึงกับไหลไม่หยุด

                “ให้พวกเราทำอย่างไง” อเธน่าถาม

                “ใช้พลังของพวกเราสร้างมิติใหม่และย้ายโอลิปุส แอตแลนติส เอมเบอร์รัสตามไปด้วย และนำคนที่นับถือเราตามเราไปด้วย เพราะถ้าไม่มีพวกเขาพลังของพวกเราจะลดลงทันที” อพอลโล่พูดอีก และเหงื่อยังไหลไม่หยุด

                “ระยำ !พวกเราทำตามที่อพอลโล่บอก ต้องใช้เวลานานขนาดไหนกันถึงจะสร้างมิติใหม่เสร็จ” ซุสถามทันที

                “ไม่ต่ำกว่าสามสิบปี รีบเข้าเถอะ พวกเราไม่มีเวลามาก อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้มีมิติอยู่เองเหมือนพวกอียีปต์และนอร์ช”

เหล่าเทพรีบทำตามทันที แต่ซุสยังแค้นใจไม่หาย จึงได้เรียก มอยเรทั้งสามมา เพราะทั้งสามเป็นเทพีทีกำหนดซะตาชีวิตมนุษย์ได้ และมีร่างเป็นหญิงชรา พวกเธอประกอบด้วย

 

                โคลาโธ เป็นคนปั่นด้ายสร้างชีวิตให้มนุษย์

                ลาเคซิส ฟั่นด้ายให้เป็นเชือกแข็งแรงทำให้ชีวิตมั่นคง

                อะโทรพอส ตัดเชือกเมื่อคนนั้นตาย

 

                “ตัดชีวิตไอ้เด็กนั่นซะ”

                “พวกเราทำไม่ได้เด็กนั่น เป็นทายาทของนอร์ชไม่ใช่ชาวกรีกโดยตรงและก็ไม่ได้เข้าพิธีในศาสนาของเราพวกข้าทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะลิขิตชีวิตของเขา” พวกนางตอบพร้อมกัน

ซุสยิ่งแค้นหนักเข้าไปอีก เลยเรียกวีรบุรุษมาคนหนึ่ง

 

                “เบลเลฟีรอน”ซุสเรียกหาทันที  ชายร่างใหญ่ เดินเข้ามา เขาสวมเกราะ สีทอง  หน้าตาสง่างาม เขาทำความเคารพซุสอ

                “ขอรับ”

                “เจ้าจงนำกองทัพของเจ้าส่วนหนึ่งล่วงหน้าไปตามหา เจ้าเด็กนั่นและฆ่าทิ้งซะ” ซุสสั่ง

               

                โลกิกำลังเดินทางกลับมานอร์ช พร้อมด้วยลูกน้อยของเขา เขาก็ต้องตกใจ เพราะมีกองทัพย่อย ๆ ตามมาที่น่ากลัวก็คือ กองทัพนี้ขี่ม้าบินกันทุกคน มันคือกองทัพของเบลเลฟีรอน โลกิตอนนี้ต้องอุ้มบุตรและเดินทางทำให้ยากลำบากมากขึ้น ยิ่งหนีลูกของโลกิก็ร้องหนักขึ้นทำให้ซ่อนตัวไม่ได้ แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นเขาไม่สามารถต่อสู้ได้เลย  แต่แล้วด้วยความเจ้าเล่ห์ที่ติดตัว โลกิแปลงเป็นหญิงและวิ่งเข้าไปทางประตูเมืองและแหกปากเสียดังลั่น

 

                “ช่วยด้วยเจ้าข้าเอ๋ย !พวกกรีกตามข้ามา”

 

เสียงนี้ดังไปถึงหูของ แฮมเดล แฮมเดลเทพองค์นี้ตัวสูงใหญ่มาก ไว้ผมยาว หน้าตาดุร้าย และสวมหมวกเหล็ก ที่สำคัญฟันทุกซี่ของแฮมเดลเป็นทอง !ในมือมีดาบเล่มใหญ่และสะพายแตรเขาสัตว์ไว้ที่เอว เขาเป็นเทพแห่งทหารยาม  และมีหูทิพย์อีก เมื่อโลกิแหกปากซะขนาดนั้นมีเหรอจะไม่ได้ยิน แถมมีเสียงทารกร้องอีก เมื่อแฮมเดลมองไปเห็นเหตุการณ์ เขาเป่าเขาเรียกรวมพลทหารของนอร์ชทันที ส่วนตัวเขารีบไปพบโอดิน โอดินเป็นชายที่ดูแก่แต่ไม่มาก ร่างกายแข็งแรง ไว้หนวดเครายาวและตาซ้ายของโอดินมีที่ปิดตาอยู่ เพราะมันถูกควักออกไปก่อนหน้านี้

 

“เกิดอะไรขึ้น” โอดินถามทันที

“มีพวกนักรบกรีกไล่ตามผู้หญิงมาครับ คิดว่าหล่อนน่าจะหนีพวกนี้ ให้ข้าไปสกัดก่อนมั้ยครับ”แฮมเดลพูด

“เอาเลยรีบจัดการซะ หนอย ไอ้พวกนี้ เห็นเรามีสงครามเลยถือโอกาศมาปล้นอย่างงั้นเหรอเจ้าเอาอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่ไหวข้าจะให้ทอร์ตามไปจัดการ”โอดินสั่งและถามทันที

“ไหวขอรับ” แฮมเดลเป่าแตรเขาสัตว์อีกครั้ง

 

นักรบส่วนหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงได้เดินทางมาพร้อมกับอาวุธครอบมือ

 

“ไปเอาบัลลิต้ามา และให้พลประจำหอทหารยามเตรียมตัว สอยพวกมันลงมา” แฮมเดลสั่งทันที  บัลลิต้าคือเครื่องยิงหน้าไม้ขนาดยักษ์ ถูกลากมาจำนวนมาก พวกชาวเหนือมีความแข็งแรงอยู่แล้วอาวุธแบบนี้จึงน่ากลัวมาก หน้าไม้ยักษ์ถูกยิงออกมา มันเสียบเข้าร่างของเฟกาซันเข้าไปตัวหนึ่งและนับเป็นคราวเคราะห์เพราะเฟกาซันตัวนั่นเบลเลฟีรอนขี่อยู่ มันขาดใจตายทันทีร่างของเขาพร้อมทั้งม้า       เฟกาซันร่วงลงมาอย่างไม่เป็นท่า และยังไม่พอถึงพื้นก็ถูกทหารชาวนอร์ชคุ้มตัว ไอ้ครั้งจะตอบโต้ตอนนี้สภาพร่างกายก็ไม่อำนวย ส่วนกองพันของเขาก็แตกกระเจิงไม่เป็นท่า

“พาตัวไปให้โอดินให้พิพากษาซะ”

 

เบลเลฟีรอนถูกมัดอย่างแน่หนาและพามาเข้าเฝ้าโอดิน ในกระท่อม โดยตอนนี้มีแค่โอดินและแฮมเดลเท่านั้น

 

“เจ้าเป็นใคร” โอดินถาม

“ข้าคือ เบลเลฟีรอน หัวหน้ากองทัพม้าบินของซุสปล่อยข้าซะ”เบลเลฟีรอนพูดอย่างหยิ่งผยอง

“บังอาจมึงรู้มั้ยว่าพูดอยู่กับใครหา” แฮมเดลพูดอย่างโกธรสุด ๆ

เบลเลฟีรอนมองโอดินชัด ๆ ก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาด้วยว่าโอดินนั่น องอาจพอ ๆ กับเทพซุสแต่ถ้าเทียบกับดี ๆ โอดินดูเป็นนักรบมากกว่าซุส

“ข้าไม่สนนะว่าซุสจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนที่โอลิปุส แต่ที่นี่ข้าโอดิน เป็นผู้นำ แล้วเจ้ามานี่ทำไมกันหา” โอดินพูดเสียงแข็ง

“คือว่า ซุสสั่งให้ข้ามาฆ่าโลกิพร้อมด้วยบุตรชายของมัน”        

“ว่าอะไรนะ” โอดินตกใจมาก

“อย่าโกหกดีกว่า ข้าเห็นว่าแกกำลังตามล่าผู้หญิงที่อุ้มลูกอยู่ชัด ๆ” แฮมเดลพูด

“เจ้าโลกิมันแปลงร่างและก็แกล้งแหกปากไงล่ะ”เบลเลฟีรอนพูดทันที

“อาจเป็นไปได้เจ้าอย่าลืมสิโลกิมันเจ้าเล่ห์จะตาย ทำไมมันมีลูกชายอีกได้ไง และซุสทำไมต้องฆ่ามันด้วย” โอดินพูด

“ขออภัยเรื่องนี้เป็นความลับของเทพซุส ข้าพูดไม่ได้” เบลเลฟีรอนพูด

“งั้นเหรอ คราเวน” โอดินเรียกนกกาของตนเขามาเขา เขียนสารเป็นภาษากรีก

“เอาไปให้เทพซุส”             

 

สารไปถึงมือเทพซุส ก็โกรธเหลือกำลัง เพราะในสารระบุไว้อย่างชัดเจน ว่า หากต้องการเบลเลฟีรอนคืนเทพซุสต้องเดินทางมาเอง ไม่งั้นหากส่งใครมาเจรจาแทน จะได้เพียงหัวของ       เบลเลฟีรอนกลับไปเท่านั้น จากคำทำนายของอพอลโล่ตอนนี้ซุสไม่อาจเสียใครไปได้ทั้งนั้น

 

“เฮอร์มิสไปกับข้าถ้าเห็นท่าไม่ดีก็หนีกันไปเลย”ซุสพูด

เฮร่าที่เห็นสภาพของซุสตอนนี้ทำให้นึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะตอนนี้ ซุสกำลังทุกข์ใจเพราะลูกของตนเอง                                                                                     

 

 ด้านของโลกิ ได้มาถึงกองทัพของตนแล้วและในตอนนี้เฮลได้นำกองทัพต้านไว้อยู่ แต่คงจะต้องแตกหักในไม่กี่วัน เมื่อโลกิกลับมา เหล่าปีศาจ ยักษ์ทั้งหลายต่างยินดีที่โลกิกลับมาเพราะเมื่อโลกิกลับมาการต่อสู้จะได้เปรียบขึ้นมานิดหน่อย โลกิให้เฮลมาพบในวัง

 

                “ท่านพ่อดีล่ะ ข้าจะร่วมรบกับท่าน” เฮลพูดแต่ว่า โลกิมองหน้าของเธอแล้วตอบว่า

                “ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าห้ามออกรบในครั้งนี้ด้วยเด็ดขาด”

เฮลทำหน้าประหลาดใจสุด ๆ

                “ทำไมล่ะท่านพ่อ ข้าอยากช่วยท่าน หรือท่านเห็นว่าข้าขึ้ขลาดกัน” เฮลพูด

                “เปล่าเลยลูกอย่าได้เข้าใจพ่อผิดไป เพราะเจ้าต้องเลี้ยงดูน้องชายของเจ้าคนนี้” โลกิพูดพลางส่งเด็กที่ตนอุ้มอยู่ให้กับเฮล เฮลเธอรับมา และมองหน้าของเด็กน้อย เด็กน้อยที่กำลังหลับตาพริบ อยู่ในอ้อมกอด เฮลรู้สึกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยมีลูก เธอเป็นลูกคนเล็กเลยไม่เคยได้อุ้มทารกมาก่อนเลย เธอกลับรักเด็กคนนี้จับใจ

                “เจ้าทำตาเหมือนกับเฟริสกับจอร์มุนกานต์ตอนเห็นเจ้าเลยนะรู้หรือเปล่า” โลกิพูด

                “ท่านพ่อแต่ว่า ข้าห่วงท่านนะ” เฮลพูดเสียงอ่อย ๆ

                “พ่อรู้ดีลูก พ่อรู้ แต่เจ้าจะออกไปรบได้อย่างไง เกิดพ่อพลาดแพ้ขึ้นมา แล้วใครจะดูแลเด็กนี่ล่ะเขาเป็นความหวังของเรานะ” โลกิพูด

                เมื่อเด็กน้อยลืมตาขึ้นมา เฮลรู้สึกได้ถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในตัวเด็กคนนี้ เขาจ้องหน้าเฮลเหมือนกับ มองเห็น น่าแปลกที่เด็กน้อยไม่ร้องไห้เลยสักนิด กลับทำหัวเราะด้วยความไร้เดียงสาต่อไป โลกิจับหัวของเด็กน้อยและพูดขึ้นว่า

 

                “ลูกเอ๋ย !นามของเจ้าต่อแต่นี้คือ มอลคอท”โลกิพูดเขาหยิบดาบและนำกองทัพทันที 

 

โลกิออกไปนำกองทัพ ทัพของโลกิประกอบด้วย ยักษ์สามเผ่าคือ ยักษ์ภูเขา ยักษ์เพลิง ยักษ์ น้ำแข็ง เหล่า โทรล  พวกมาร แวมไพร์ ก็อปปิน และปีศาจอีกหลายชนิด ทัพของอัสกาด ก็มาถึงโดยคราวนี้โอดินนำทัพมามาเอง ในมือของเขาถือหอกกังเนอร์ของเขาอยู่ และร่างก็สวมเกราะใส่หมวกปีกกว้างและขี่หลังม้าหกขาอยู่ ท่าทางขององอาจและยังมีลูกชายอยู่สองด้านซ้ายขวา ด้านขวาคือ ทอร์เป็นเทพร่างกายสูงใหญ่ ไว้หนวคเคราผมและหนวดเป็นสีแดง  สวมหมวกมีปีกติดอยู่ และในมือมีค้อนศึกถืออยู่ เขานั่งอยู่บนรถที่เทียมด้วยแพะ  และไทร์เทพแห่งสงคราม ไทร์เป็นเทพร่างกายสูงใหญ่แต่ไม่เท่าทอร์ ดูเหมือนเขาจะดูตัวเล็กกว่าทอร์หน่อย และมือขวาของเขาพิการ และสวมเกราะนักรบ มีดาบอยู่ในมือขวา ไว้หนวดเคราเหมือนกับทอร์ แต่เป็นสีขาว และแฮมเดลอยู่ด้านหน้า

 

 “ยอมแพ้ซะโลกิเจ้าไม่ทางจะชนะได้หรอกเจ้าก็รู้ เจ้าจะตายซะเปล่า ๆ” โอดินตะโกนบอก

“ฝันหวานไปหรือเปล่าโอดิน”

“งั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว”

 

แฮมเดล เป่าแตรทันที กองทัพทั้งสองเข้าต่อสู้กันทันที เสียงอาวุธกระทบกัน เสียงไชโยโห่ร้องทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

                แฮมเดลเข้าปะทะกับโลกิทันที โลกิรับมืออย่าง ดุเดือด ทันที โดยกองทัพของโลกิเริ่มได้เปรียบแต่ใครจะไปคิดว่า บนท้องฟ้ามีกองทัพกำลังบินลงมา มันเป็นกองทัพเรือ และโลกิเหลือบไปเห็นคนที่มาด้วยก็ต้องตกตะลึง เพราะร่างที่อยู่บนเรือนั้นคือ บาลคร์  เทพรูปงาม ผมสีทอง เจ้าแห่งความดีและพระอาทิตย์

 

                “บ้าน่า ข้าให้เฮลขังแกไว้แล้วทำไมแกออกมาได้” โลกิพูด

                “เฮลไม่ได้รายงานเจ้าเหรอว่า ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ มีคนชิงตัวข้าไปแล้ว” บาลล์พูด เขาเปล่งแสงออกมา อาบร่างของนักรบฝ่ายอัสกาด ทุกคนแข็งแรงดังเดิม โลกิตะลึง เพราะเฮลไม่ได้รายงานเขาเรื่องนี้อาจเพราะเขามัวแต่ให้เฮลดูแลมอลคอท ก็เลยไม่ได้ถามเรื่องนี้ คราวนี้โลกิพลาดท่าโดนแฮมเดลฟันไปแผลหนึ่ง และยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกฟันอีกแผล แต่คนฟันกลับเป็น ไทร์

                “พวกเจ้าจะรุมข้างั้นเหรอ”

                “จัดการไอ้ชั่วอย่างแก ไม่จำเป็นต้องใช้เกียรติหรอกโวย และนี่เป็นสงคราม” เสียงทอร์ดังขึ้นมาโลกิหันไปมองเขาถูกฟาดด้วยค้อนไปเต็มหน้า ๆ  หัวกะโหลกของโลกิแตกละเอียด โลกิเสียชีวิตทันที เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจดังขึ้น กองทัพของโลกิยอมจำนน

 

เฮลพอทราบข่าวการเสียชีวิตของโลกิก็ตกใจมาก ในตอนแรกเฮลคิดจะฆ่าตัวตายตามแต่ว่าเกรงว่าอาจไม่มีคนดูแล มอลคอทเธอ จึงได้ตัดสินใจยอมแพ้และยอมจำนน ต่อหน้าโอดิน  พวกเหล่าเทพมองเธอก็ประหลาดใจ เนื่องจากไม่มีมีปรากฏว่าเธอมีสามี และดูจากเด็กที่เธออุ้มมีเค้าหน้าคล้ายโลกิ แต่สีผิวกลับไปเหมือนกรีซ แถมยังมีดวงตาสีแดงที่ชวนให้สยอง โอดินเห็นเด็กก็จับได้ถึงจิตมาร

“นี่มันลูกของโลกิ แต่กับใครกัน” โอดินถามเพราะ ไม่อาจหยั่งรู้เรื่องราวได้

“คือ เด็กนี่เป็นลูกของโลกิกับเทพโอลิปุส” เฮลพูด

 

คราวนี้พวกเทพ สะดุ้งสุดตัว เพราะถ้างั้นเด็กนี่ก็เป็นมาร!เผ่าที่อันตรายมาก ที่โลกิสามารถยืดเวลาการรบได้ขนาดนี้เพราะมีพวกมารนั่นล่ะมาร่วมกองทัพ  ทอร์จับค้อนมาหมายจะฟาดแต่ โอดินร้องห้ามไว้สถานการแก้ไข
แก้ไขเมื่อ : 07/01/2011 10:10:09

แนะนำเมื่อ 07ม.ค. 54
2ความคิดเห็น
Share

ข่าวสารที่เกียวข้อง


ความคิดเห็นที่ 1

“นี่พวกเราขึ้ขลาดขนาดจะฆ่าเด็กเหรอ” โอดินพูดเสียงดัง
“แต่ปล่อยมันไว้เกรงว่าจะเป็นภัยกับเราภายหลังนะท่านพ่อ” ทอร์พูด
“ไปตามฟอร์เซติมาสิ”

ฟอร์เชติเป็นเทพหนุ่มไว้หนวด เขาเป็นบุตรของบาลดร์ เป็นเทพแห่งความยุติธรรม เขามองไปที่เฮล ที่กำลังตัวสั่นเพราะในยามนี้เธอต้องปกป้องน้องชายเอาไว้

“ขังนางไว้ที่นรกดีกว่าครับท่าน อย่างไงเราเห็นแก่ความชอบของโลกิที่เคยมี ให้นางเลี้ยงเจ้าเด็กนี่ที่นั้น ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรกับเรานะครับ”

เฮลถูกจองจำในนรก ที่หนาวเย็นที่นี้ จะเป็นที่อยู่ของคนทำชั่ว แต่เธออยู่เหมือนนักโทษมากกว่าเธอก็นึกแค้นใจที่ พวกเทพแอบช่วยบาลดร์ออกไปได้ เพราะถ้าไม่มีบาลดร์ก็ไม่แน่ว่าพวกเธอจะแพ้ และเธอก็ถูกจับขังทันที
โอดินสั่งให้เทพทุกองค์ออกไป จากห้องโถงก่อน และมีนกอินทรีย์ตัวหนึ่งบินเข้ามา มันกลายเป็นซุส

“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยหาทางปล่อยตัว บาลดร์ให้เรา” โอดินพูด
“ก็ดีแล้วแต่ทำไม่ปล่อยให้ข้าฆ่าเด็กนั่น” ซุสพูดอย่างไม่พอใจ
“เราไม่ได้ตกลงอะไรกันแบบนั้นเลยนะซุส เจ้าให้วีรบุรุษของเจ้าข้ามแดนมา และเจอทหารของเราสกัด เจ้าแค่ขอชีวิตวีรบุรุษของเจ้าเท่านั้น ข้าเลยทำข้อตกลงให้เจ้าไปปล่อยบาลดร์ออกมาเท่านั้น อย่าได้มาขอเรื่องอื่น และพวกเราก็มีอารยธรรมไม่ฆ่าเด็กหรอกอย่ามาเข้าใจว่าเราเป็นคนเถื่อนซุส” โอดินพูด

ซุสนึกโกธรโอดินแต่เขาทำอะไรโอดินไม่ได้ เพราะพลังของโอดินมีมากกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า ในดินแดนนี้ ซุสจึงต้องจากไป เพราะมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากและนึกไม่พอใจที่เบลเลฟีรอนทำงานพลาดยังไม่พอยังมาถูกจับตัวได้ ตนจึงรีบมาที่อัสกาดนี้เพราะตอนนี้ ซุสเสียใครไปไม่ได้ทั้งนั้น และข้อตกลงก็คือ หากช่วยพวกอัสกาดปล่อยตัวเทพบาลดร์ออกมาได้ล่ะก็เบลเลฟีรอนจะได้รับการปล่อยตัว

“เบลเลฟีรอนเจ้าต้องทำงานนี้อีกครั้ง มันออกจากอัสกาดเมื่อไหร่ฆ่ามันเลย หากทำไม่สำเร็จอย่าได้กลับไปที่โอลิปุสอีก” ซุสสั่ง

กลายเป็นว่า เบลเลฟีรอนต้องมาอาศัยอยู่แนวชายแดนแทน นั้นทำให้เบลเลฟิรอนแค้นเคืองมากถึงขนาดว่า เห็นเรือของพวกนอร์ชแล่นผ่านน่านน้ำกรีกเมื่อไหร่ก็จะโจมตีเมื่อนั้น ซึ่งพวกอัสกาดก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะ มันเป็นเขตของกรีก ทำให้การค้าที่เคยมี เป็นอันต้องขาดสะบันลง ก็เลยมีแต่การค้ากับอียีปต์เท่านั้น ที่ยังมีอยู่

เฮลเลี้ยงดูน้องชายอย่างเข้มงวด เจ้าเด็กตัวน้อยต้องหัดจับอาวุธและศาสตร์เวทมนต์ต่าง ๆ จากเฮล มากมาย เป็นเวลานาน เฮลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กคนนี้ล่ะจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุด โดยเธอเรียกเด็กคนนี้ว่า มอลคอทเมื่อ มอลคอทเป็นหนุ่ม เขากลายเป็นชายร่างใหญ่ หน้าตาดุร้าย มีฝีมือในการใช้อาวุธเป็นเลิศ และยังมีความสามารถในการใช้พลังเวทมนต์จากอัญมณี อีก ศาสตร์การใช้อัญมณีนี่เป็นของพวกคนแคระ โดยแบ่งเป็นพลังธาตุคือ ไฟ น้ำ พิษ สายฟ้า มอลคอทใช้พลังเวทมนต์จากอัญมณี นี่โดยผ่านทางถุงมือเหล็ก และสิ่งนี้ที่เฮลสอนเขาบ่อย ๆ ก็คือ

“มีโอกาสเมื่อไหร่ให้ไปจากที่นี้และไปชิงกองทัพของโอลิปุส อียีปต์มาบุกที่นี่ให้ได้ ใครขวางให้ฆ่าทิ้งซะ” มันเป็นสิ่งที่เขาฟังจนจำขึ้นใจ

ที่อัลกาดวันหนึ่งมีงานเลี้ยง และเฮลกับมอลคอทก็ได้ รับเชิญมาที่งานด้วยเพราะเนื่องจากเป็นการให้เกียรติโลกิที่เคยทำประโยชน์มากมายแก่อัลกาดและเป็นการแสดงน้ำใจว่า เทพนอร์ชเลิกเกลียดชังโลกิแล้ว เฮลจึงได้มางานพร้อมกับมอลคอท โดยพวกเทพนอร์ชเห็นมอลคอทเข้าก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเพราะมอลคอท นั้นจัดว่ารูปงาม แต่ไว้ผมยาวและหนวดเครารุงรัง มีตาสีแดงกร่ำเหมือนเลือด และแววตานั่นมันช่างดูไร้ความเมตตาเหมือนกับโลกิไม่มีผิด เขาสวมเกราะสีทองแต่สวมถุงมือเหล็กสีดำที่มือซ้าย มีอัญมณี สีแดง เหลือง เขียว และฟ้าติดอยู่ สวมหมวกไวกิ้งมีเขา
โอดินได้เรียกทุกคนมาชุมนุมและมีการกินอาหารเชื่อเหลือเกินว่าอีกไม่นานต้องมีการเล่นเกมส์แปลก ๆ แน่นอน เพราะทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงต้องมีเกมมาเล่นตลอดเวลา จนกระทั่งมีคนแคระคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเป็นคนแคระผิวสีเข้ม มีหนวดเคราและผมยาวยุ่งสีขาว แต่มีตาสีแดงกล่ำ มีเขี้ยวเต็มในปาก และมีหูที่แหลม จมูกชี้ ได้นำพวกคนแคระอีกหลายคนลากเอาดาบหักเล่มหนึ่ง

“ข้าแต่เทพโอดิน ดาบเล่มนี้ ข้าฟรังซ์ ได้ตีมาถึงสิบปี มันดาบที่มีพลังอำนาจมากเปลี่ยนรูปร่างได้ด้วย คือ สงบ มันจะมีรูปร่างเป็นดาบหัก แต่ก็มีความคมมาก ต่อสู้ มันกลายเป็นดาบ ลง ทัณฑ์มันจะกลายเป็นดาบแส้ และ ทำลายมันจะกลายเป็นกระบอง แต่มันเลือกนายของมันให้เทพทุกองค์ได้ลองดูเถิด” เสียงของเขาแหลม ๆ

“น่าสนุกดี ดีล่ะใครทำให้มันเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างที่เจ้านี่มันพูดข้าให้ขออะไรก็ได้อย่างหนึ่งยกเว้นดินแดนของข้า” โอดินพูด

ด้วยความที่ฟรังนั้นเป็นคนแคระ เรื่องงานช่างจึงเก่งเรื่องสร้างของอยู่แล้ว แถมฟรังเคยไปเรียนกับ เฮเฟตุสมาก่อน และยังได้เรียนกับพทาห์ เทพเจ้าแห่งการสร้างของอียีปต์อีก จึงทำให้ฝีมือของฟรังดีมาก และเป็นยอมรับของเทพที่นี่ เวลาอาวุธเสียหรือมีปัญหาฟรังก็ซ่อมให้ได้ เทพหลายองค์เลยอยากได้อาวุธนี้กันทั้งนั้น แต่ฟรังนั้นไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของคนแคระเนื่องจากเขาเป็นเกลอกับโลกิและมีพ่อเป็นก็อปปินทำให้หน้าของเขาประหลาด และที่สำคัญเขาเป็นเกลอกับโลกิ แม้พวกเทพจะรู้เรื่องนี้แต่ก็ปล่อยให้ฟรังอยู่ต่อไปเพราะเขามี ฝีมือในการสร้างอาวุธนั้นล่ะ
ไทร์เป็นเทพองค์แรกที่ลองจับดู แม้จะยกขึ้นแต่ดาบก็ยังเป็นดาบหักอยู่อย่างงั้น มีเสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นมา
แฮมเดลเป็นอีกองค์ที่ลองยกแต่ไม่เป็นอะไรเลย ทอร์ก็เช่นกัน ต่อมาก็เป็นบาลดร์ และ
เอ็นจอร์ เทพแห่งท้องทะเล และบรากิจ้าวแห่งบทกลอน ฟอร์เซติก็ลองยกดูแต่มันก็ไม่เปลี่ยนรูปร่าง

“นี่แกหลอกพวกเราหรือเปล่าหา” เอ็นจอร์ถามเขาเป็นเทพที่หนวดเคราดกดำ และมีมือข้างหนึ่งเป็นกรงเล็บ เป็นเทพที่เจ้าอารมณ์พอสมควร
“เปล่านะครับ ทำไม่ได้อย่าพาลสิ จริง ๆ ไอ้ดาบเล่มนี้โลกิสั่งเอาไว้ แต่เขาตายแล้วก็เลยเอามาให้เล่นกันนี่ล่ะ” ฟรังพูดทันที
“งั้นให้ข้าลองดูหน่อยได้หรือเปล่า” มอลคอทพูด

ทุกคนมองมอลคอทเป็นตาเดียว โอดินได้อนุญาต มอลคอทจับดาบเท่านั้นมัน มันกลายเป็นดาบทรงยุโรปทันที มอลคอทฟาดฟันดาบอย่างงดงาม และพอลองเปลี่ยนโหมด ดาบก็แยกออกมาเป็นชิ้น แต่มันมีเอ็นมายึดมันเอาเขาเหวี่ยงไป อย่างรวดเร็วถ้าโดนอะไรเข้า รับรองว่าแหลก และเจ็บปวดแน่ และพอเปลี่ยนเป็นกระบอง มันก็ทุบได้อย่างรุนแรง โอดินตบมือให้กับมอลคอท แต่เทพองค์อื่นกลัวเรื่องที่มอลคอทจะขอมาก

“ข้าขอไปจากที่นี่”
“ได้พรุ่งนี้เจ้าไปได้เลย” โอดินพูด

เทพทุกองค์ประหลาดใจกับคำขอแต่ก็โล่งอกที่คำขอนี้ดู ง่าย ๆ แต่ทอร์ยังไม่วายระแวง เลยแอบคุยกับโอดิน
“ทำไมท่านถึงได้ปล่อยมันไปล่ะท่านพ่อ”
“ก็ไม่อะไรมากหรอก ข้าเห็นอนาคตว่าต่อไปมันจะกลายเป็นตัวอันตรายสำหรับเราถ้าฆ่ามัน เกรงว่าเฮลอาจก่อสงครามขึ้นมาอีกก็ได้ ก็เลยให้ไป ๆ ซะอย่างไงเทพกรีกก็ฆ่ามันอยู่แล้ว ทีนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเรา เฮลก็จะได้ไม่กล้าทำอะไรอีกไง และอีกอย่างถ้าเกิดมันกลับมาก่อกบฎเราก็แค่เอาตัวประกันคือเฮลมาต่อรองได้” โอดินพูด ทอร์พยักหน้ารับรู้

มอลคอท ทายาทแห่งโลกิกำลังจะเข้าสู่โลกที่ผิดกับที่เขาเติบโตมา การเดินทางกำลังจะเริ่มต้นขึ้นมา เขาได้เดินทางไปลาเฮลที่เลี้ยงดูมา

“จำไว้เจ้าต้องฆ่าคนเก็บพลังวิญญาณมาไว้แยอะ ๆ และหาทางยึดโอลิมปุสให้ได้ และยึดที่นี่ซะ จงจำไว้”

มอลคอทรับคำเขาเดินออกไป โดยที่ไม่ได้มอง เฮล ว่าเธอแอบเช็ดน้ำตาอยู่ สำหรับเธอแล้วน้องชายคนนี้เหมือนกับลูกชายไม่มีผิด การที่ลูกจากอกแม่ไป ไม่มีแม่ที่ไหนจะไม่เศร้าหรอก

10:10:30 | 07 01 2011
บูรฉัตร
ความคิดเห็นที่ 2

แฟนตาซีซะด้วย

15:19:50 | 07 01 2011
แฮปปี้

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่