แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

กว่าจะได้มา

มีเด็กชายคนหนึ่ง ก็คือ ตัวผมเอง บูรฉัตร ที่วัน ๆ อยู่แต่กับกองหนังสือ แต่ไม่ใช่หนังสือเรียนเป็นหนังสืออ่านเล่น การ์ตูน และนิยายต่าง ๆ พออ่านแล้ว ก็เกิดอยากเขียนการ์ตูนขึ้นมาแต่ว่า
ฝีมือห่วยแตก ลายมือแย่ทำให้ ความฝันที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนเป็นอันต้องพับ ก็แหม จะพยามแค่
ไหนฝีมือการวาดรูปก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้รู้จักกับคอมพิวเตอร์ นั่นทำให้ผมได้รู้จักการ
ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นเป็นการจุดประกายว่า

 “ ถึงเราวาดรูปไม่ได้ ก็ยังแต่งนิยายได้นี่น่า เรามีเนื้อเรื่องอยู่กับมือ ”
และได้เริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกวันที่ 7 มกราคม 2546 คือ เรื่อง วิญญาณล่าชีพ เป็นเรื่องราว
ของสองพี่น้องแวมไพร์ ไมกับแมท แดเนียล  ตอนแรกก็แค่แต่งลงคอมไว้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้
รู้จักกับอินเตอร์เน็ต แต่ตอนนั้น ยังไม่รู้นะครับว่าอินเตอร์เน็ตลงนิยายได้ จนกระทั่งได้ซื้อหนังสือของ ดร.บ็อบ มาอ่าน เขาได้แนะนำเว็ป เด็กดีดดอทคอม ไว้ในหนังสือของเขา นั่นทำให้วิญญาณล่า
ชีพได้ลง ในเน็ต และจบสมบูรณ์ใน วันที่ 19 พฤษาคม 2547 เกือบปี จำนวน ๗๓ ตอน ก็ยังมีผลงาน
มาให้เห็น เรื่อย ๆ 
 ด้วยความที่ตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่ พอมีผลงานลงเน็ตก็เลยโม้ใหญ่ เพราะคิดว่ามันอาจเท่
อาจะทำให้สาว ๆ กรี๊ดแค่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม ผมกลายเป็นเหมือนคนโรคจิตไปซะงั้น มันไม่เท่
เท่าพวกนักบอล หรือพวกเด็กเรียนที่สอบได้อับดับต้น ๆ  พวกที่ชมมักเป็นพวกผู้ใหญ่นะ แต่วัย
เดียวกันไม่เคยมี อาจมีก็เป็นพวกแฟนคลับในนิยาย ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นหน้ากัน
 จนกระทั่งวันหนึ่งมีเว็ปหนึ่ง ไม่ขอเอ่ยนามนะครับได้บอกว่า สามารถตีพิมพ์เป็นเล่มขายได้
จึงได้เอาวิญญาณล่าชีพไปเสนอกับเว็ปนั่นแต่ แล้ว ผลออกมาคือ เว็ปปิดตัว นิยายขายได้แค่เล่มเดียว
แต่เป็นผมชื้อ และเมื่อเอาไปให้ใคร ก็จะได้เสียงวิจารณ์มาว่า
 “ห่วย”
 “ยังไม่ดีนะ มันดูขัด ๆ”
 “เลียนแบบ………..”
และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่พี่ชายผมได้บอกว่า
 “สำนวนมึงไปเหมือนกับ นักเขียนหลายคนน่ะ ลองแต่งเองดูสิ ถ้ารักมันจริงก็พยายามเข้า
เถอะ”
 ผมได้แต่นั่งคิดว่า
“ อะไรกัน สิ่งเราเคยมั่นใจที่สุด รักที่สุดทำไมมันยากแบบนี้ เลิกดีกว่ามั้ยเนี่ย ”
และอีกข้อเขียนหนังสือลงเน็ต มันไม่ใครมองว่าเท่ สักเท่าไหร่ กลายเป็นตัวตลกไปซะงั้น เลิกดีมั้ย
เนี่ย แต่ก็มีคำถามนะ แล้วถ้าทำได้ขึ้นมาล่ะจะเป็นอย่างไง 
 
วันที่ ๑๔ เดือนกันยายน ๒๕๔๙ ผมเลยลองเอาวิญญาณล่าชีพ มาดัดแปลงและกลายเป็น
เรื่อง ดับเดนนรกแทน ซึ่งหลังจากลงเน็ตไปก็ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี ทำให้ผมใจชื่น
ขึ้นมาบ้าง โดยกระแสที่ได้รับคือ
 “ขออนุญาตแสดงความเห็นนะคะ ไม่รู้เจ้าของเรื่องจะยังอ่านอยู่หรือเปล่า พอดีไปเห็นเรื่องนี้ในเว็บของสนพ. แน็ตตี้เลยตามมาหาดูในเด็กดี
เจ้าของเรื่องหาข้อมูลมาใช้ได้เลยค่ะ นับถือในเรื่องความสมจริง และความตั้งใจ สำนวนก็ดี เสียอย่างเดียวคือเจอคำสะกดผิดเยอะมาก ทำให้อ่านแล้วสะดุด อารมณ์ไม่ต่อเนื่อง เช่น

ย่อมย่าน - ย่อมหญ้า
คริส - คริสต์
ตากตำ - ตรากตรำ
เกียร - เกียรติ
หรั่งน้ำตา - หลั่งน้ำตา
ทรมาณ - ทรมาน
เดือนรามาดอน - เดือนรอมฎอน (หรือจะใช้ตัว ด ก็ได้ค่ะ)
แล้วก็บางครั้งโครงสร้างประโยคไม่สมบูรณ์ บางประโยคขาดกริยา แล้วก็เรื่องของการเว้นวรรค สำคัญมาก เพราะเป็นการแยกประโยคคนละประโยคออกจากกันและเป็นการทิ้งจังหวะให้คนอ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามด้วย
มีอีกเรื่องคือระดับภาษาในสรรพนามที่ใช้ มีประโยคหนึ่งที่ตัวละครใช้ว่า " กู" ซึ่งถ้าเป็นนิยายแนวย้อนยุคของต่างประเทศเขาจะไม่นิยมใช้กัน หยาบสุดคงเป็น "เจ้า" น่ะค่ะ คำว่า "ข้า" เหมาะจะใช้ในนิยายไทยมากกว่า (สังเกตว่านิยายแปลจะไม่แทนว่า "กู" "มึง" เท่าไร และถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่นิยายแปล แต่ถ้าอยากให้ได้กลิ่นอายของต่างประเทศ น่าจะใช้คำอื่นมากกว่านะคะ)

ไม่รู้ว่าแสดงความเห็นแบบนี้ได้หรือเปล่า เพราะเห็นคนเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว และน่าจะเป็นคนที่มีวุฒิภาวะมากกว่า (เพราะเข้าใจหาข้อมูล) แต่เห็นเรื่องย่อน่าสนใจ และคิดว่าถ้าปรับอีกนิด เรื่องนี้น่าจะได้ตีพิมพ์นะคะ (หรือตีพิมพ์ไปแล้ว แต่เราตกข่าว -*-)
อนุญาตให้ลบความเห็นนี้ได้ ไม่มีปัญหาค่ะ ^^  ”
“จบเสียแล้วหรือนี่ อืมๆ  หรือว่า หนูนา กับ เอมิล  ใช่หรือเปล่าหว่า เดานะเดา  ”
“ฮุฮุ  ไทกับเรเน่ ไมคากับคิวตี้ แล้วเอาหนูนาไปไว้ไหน สงสัยไมคาคิดกับหนูนาแค่น้องสาวแน่เลย”
“ จริงๆนะว่า อ่านแล้วนึกถึงหนังฮอลลีวูด ประเภทแฟนแทสทิคโฟร์ทุกที ”
“ โอ้ย สงสารไท ”
“เขาเรียกว่า โกเลมนะ เกิดจากธาตุอย่างนี้ จำได้ว่าอ่านฟิกฝรั่ง โอ้ ไมคามารยาทดีจริงๆ กรงดันยังทันสมัยเสียนิ โฮ่ ”
“ มาจาม่องแล้ว ต่อไปใครนะ ศัพท์ประจำวันนี้ พรูน = พรุน ”
“ อย่างที่บอก ไมคา นายแน่มาก ”
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง และผมก็นึกสนุกนะ ให้มีการออกแบบตัวละครซึ่งไม่น่าเชื่อนะ ครับ มีคนออกแบบมาให้
ชีโร่ออกแบบ ไท วูลฟ์แฟรง และเหล่ามนุษย์หมาป่า และเรเน่  ซึ่งทำให้มีพระรองในเรื่องนี้
และออกแบบปีศาจชื่อ มาจาให้
11 พฤษภาคม 2550นิยายเรื่องดับเดนนรกก็จบ ทั้งหมด ๔๒ ตอน แต่เนื่องจากมีการผูกเรื่อง
เป็นปนไว้และมีตัวละครหลายตัวที่ออกแบบมาแล้วยังไม่ได้ออก ผมเลยตัดสินใจ ทำภาคต่อ
โดย ใช้ชื่อว่า ดับเดนนรก ภาคล้างพันธุ์นรก เปลี่ยนตัวเอกเป็นเอมิล ออล็อก  และมีตัวละครที
ออกแบบ โดย โรตี คือ ครูเอล บาบารัส เป็นนางเอกของเรื่อง  เรื่องนี้ได้ดำเนินเรื่องยาวมาก ถึง
๑๐๘ ตอนซึ่งทำให้อ่านติดตามกันมาเกือบปีมันจบในปี 9 พฤษภาคม 2551 เกือบเรียกได้ว่า เอมิลและเพื่อน ๆ ไปอาวะวาดมาหลายที่
 มีหลายคนถามว่า ทำไมแต่งได้มากขนาดนี้ล่ะ คือช่วงที่ผมแต่งเรื่องนี้ ผมเป็นนักศึกษา
ภาคค่ำของมหาวิทยาลัยราชฎัชวไลยอลงกรณ์ครับ เลยทำให้ช่วงเช้าว่าง ถ้าไม่มีรายงานหรืออะไร
ผมก็จะเอาเวลาไปทำนิยายซะหมด และหลังจากนั้นอีกเกือบปี  ก็มีคนเอาข่าวมาบอกว่า ช่องสามได้จัดการประกวด
 “ ที่ว่างสำหรับคนเรื่องแยอะ ”
มีเพื่อนนักเขียนในเน็ตสองคนที่ไม่เคยเห็นหน้านะ คือ ดอฟิน และศรัทธา  ให้ผมส่งเรื่อง
ไปเว็ปช่องสาม ทีแรกผมก็กล้า ๆ กลัว ๆ นะเพราะว่า แฟนตาซีจะเอาอะไรไปสู้ กับนิยายรักล่ะฟะ
แต่ก็คิดว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ ก็เลยส่งไปและ ผลคือ มันได้อยู่สองมานานพอสมควร ก่อนที่จะ
ตกอันดับไป ผมก็นึกดีใจนะ และคิดว่ามันคงไม่ได้รางวัลอะไรหรอก
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมกำลังไปเช่าหนังสืออ่านโทรศัพท์ผมก็ดัง แต่ไม่ขึ้นเบอร์ ใครโทรมา
หาเราฟะ
 “ สวัสดีครับ ”
 “ สวัสดีค่ะ คุณบูรฉัตรใช่หรือเปล่าค่ะ ”
 “ ครับ ผมเอง ”
 “ โทรจากช่องสามนะค่ะ ดับเดนนรก นิยายของคุณเข้ารอบนะค่ะ ส่งเรื่องย่อมาให้ทางเว็ป
ด้วยค่ะ ”
 ผมก็งง ๆ นะว่านิยายจบแล้วเอาเรื่องย่อทำไม แต่มันเข้ารอบเชียวนะ เอา ล่ะก็เลยส่งเรื่องย่อ
ไปให้ทางอีเมลย์ และคิดว่า
“ ก็แค่เข้ารอบล่ะว้า ”
 ผมไม่ได้บอกใครเรื่องนี้นะ เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่ยอมโต และไร้สาระ เพราะบวก
กับผมตกงานอยู่ และหลังจากนั้นอีกสองวันก็มีโทรศัพท์มาอีก
 “ สวัสดีค่ะ คุณบูรฉัตร โทรจากเว็ปช่องสามนะค่ะ ”
 “ ครับ ” ตอนนั้นในใจคิด จะเอาอะไรกับตูอีก
 “ คือ เรื่องดับเดนนรก มี ภาคล้างพันธุ์นรก ภาคไหนมาก่อนค่ะ ”
 “ ดับเดนนรกครับ ภาคพันธุ์นรกเป็นภาคต่อครับ ”
 “ ขอเรื่องย่อ ด้วยค่ะ ”
 
 ผมส่งเรื่องย่อไป ให้จนกระทั่งวันหนึ่ง ช่องสามโทรมาบอกว่า ผมได้รับรางวัลชมเชยให้มา
รับรางวัลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
 “ โอ แม่เจ้า ”
ผมตื่นเต้นมากครับ นอนไม่หลับเลย เมื่อถึงวัน ผมออกจากปากช่องแต่เช้า และเดินทางมาถึงช่อง
สาม ได้พบนักเขียนหลายคน และได้รับความยินดี คำชมแบบซึ่งหน้า ซึ่งไม่ได้รับมานานแล้ว ทำให้
มีกำลังใจมากขึ้น
 มีคนเคยถามว่า ทำงานเขียนนี่ได้อะไร ผมคงตอบได้ว่า ได้รับความสุขจากสิ่งที่รักและส่ง
ต่อสิ่งที่รักไปให้คนอื่นต่อไป นั่นล่ะครับความ สุขของนักเขียน
แนะนำเมื่อ 07ม.ค. 54
1ความคิดเห็น
Share

ข่าวสารที่เกียวข้อง


ความคิดเห็นที่ 1

เพิ่งรับรางวัลไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง โอ้ว

15:20:47 | 07 01 2011
แฮปปี้

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่