แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

จดหมายถึงพ่อ

มุมหนึ่งของเมืองใหญ่

 

20 พ.ค. 2553

พ่อครับ

               ฝนตกบ้างหรือยังครับบ้านเรา ที่ๆผมอยู่ตอนนี้นับจากวันผมกลับจากบ้านมาหลังสุดจำได้ว่าสายฝนเดินทางมาเยือนครั้ง สองครั้งเอง ตกในระดับที่ท้องฟ้าลืมจ่ายค่าน้ำแบบนี้ เดาไม่ยากเลยว่า ชาวนาอย่างเราๆลำบากแน่  อาชีพที่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศอย่างเรา คงต้องก้มหน้ายอมรับในความเป็นไปนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ใช่ไหมครับพ่อ

             จดหมายฉบับนี้ ผมวางแผนจะเขียนในวันครบรอบวันเกิด หากแต่ คอมพ์กลับพังต้อนรับวันเกิดพอดี จากนั้น ตามนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งของลูกชายคนนี้ จดหมายฉบับนี้จึงถูกเลื่อนมาวันแล้ววันเล่า  คิดเล่นๆนะครับพ่อ ถ้าในพื้นพิภพนี้ มีการจัดประกวดคนขี้เกียจขึ้น ผมว่าจะลองส่งตัวเองเข้าประกวดสักครั้ง คิดว่าคงได้รางวัลติดไม้ติดมือกลับมาแน่นอน    วันเกิดปีนี้ไม่ต่างจากทุกปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีของขวัญ  ที่น่าจะพออวดพ่อได้คือคำอวยพร จากเพื่อน คนรู้จัก สองสามคน แค่นี้ก็เกินพอแล้ว  อันที่จริงผมออกจะเฉยๆด้วยซ้ำไปกับวันเกิด ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเฉลิมฉลอง เลี้ยงดื่มอะไรกันเลย   จะว่าไปแล้ว ในสถานะของชนชั้นล่างอย่างเราๆ ไม่มีใครใส่ใจนักหรอก เรื่องวันเกิด ไม่มีความหมายพิเศษต่างจากวันอื่นๆเลย คนระดับเราไม่คุ้นชินนักหรอกกับการรื่นเริงในวันเกิด  วันเกิดของทุกปีผมจึงพอใจจะอยู่เงียบๆ ระลึกถึงพ่อกับแม่ ขอบคุณในการดูแลและเอาใจใส่จนเติบโตมาถึงวันนี้ แม้จะไม่ได้โทร ไม่ได้ส่งเสียงไปหา หากแต่ว่า วันนั้นเป็นวันที่ผมใช้เวลาน้อมระลึกถึงพ่อกับแม่เป็นพิเศษ  ปีนี้ก็เช่นกัน แวบหนึ่ง ผมนึกสงสัยว่า จวบจนถึงวันนี้ วันที่ยืนหยัดบนโลกมาเกือบถึงครึ่งชีวิต มีกี่ครั้งที่ผู้ให้กำเนิดทั้งสองท่านภาคภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้บ้าง ข้อสงสัยนี้ คงต้องเป็นพ่อกับแม่เป็นผู้เฉลย พ่อครับ ในความรู้สึกของลูกชายคนนี้ ดูเหมือนว่า ยังไม่มีอะไรที่ตัวเองกล่าวได้อย่างเต็มปากเลยว่า ทำให้พ่อกับแม่ภาคภูมิใจ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน (กระทั่ง หนุ่มสาวที่เยาว์วัยกว่าก็ตามเถอะ)    พ่อครับ ในความคิดของพ่อลูกชายคนนี้เป็นยังงัยบ้างครับ เห็นความเป็นไปของลูกชายคนนี้ พ่อเคยคิดบ้างไหมครับว่า รู้แบบนี้ เอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่แบเบาะไปแล้ว แต่คิดว่าคงไม่เคยมีในความคิดของพ่อแน่นอน   ในความเป็นพ่อแม่ ก้อนเนื้อบนอกข้างซ้ายไม่คับแคบขนาดนั้น  หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ยิ่งใหญ่เสมอ ใช่ครับ พ่อกับแม่พร้อมจะโอบอุ้ม ปลอบโยน และแผ่ปีกปกป้องลูกเสมอ โดนไม่สนใจว่าลูกคนนั้นจะเป็น ผู้ร้าย ไอ้มหาโจร ลูกแหง่ ในสายตาของคนเป็นพ่อแม่ ลูกคือคนดีเสมอ ผมเข้าใจไม่ผิดใช่ไหมครับพ่อ

            สารภาพตรงๆนะครับพ่อ ในวัยเยาว์ เมื่อคราวยังโง่เขลา ผมเคยน้อยเนื้อต่ำใจ พ่อกับแม่ ในหลายๆเรื่อง บางเรื่อง เคยกระทั่ง โกรธ เกลียด โดยลืมมองเหตุผล    ความเป็นลูกคนโต พ่อมักย้ำเสมอว่าต้องยอมน้อง และเสียสละ วันนั้นผมไม่เข้าใจในถ้อยคำของพ่อนัก หลายต่อหลายครั้งที่การทะเลาะของพี่ชายกับน้องชายมักลงเอยด้วยรอยไม้เรียวประทับบนขาของพี่ชายคนโต น้ำตาที่ไหลของลูกชายคนนั้นไม่ใช่เพียงน้ำตาของความเจ็บปวด ส่วนหนึ่งมันไหลมาจากความเจ็บใจ น้อยใจ ปะปนกัน น่าละอายมากนะครับพ่อ ที่ผมเคยคิดแบบนั้น ในสำนึกตอนนี้ผมคิดว่าพอจะแจ่มกระจ่างในถ้อยคำของพ่อกับแม่แล้วครับ  พ่อจะเห็นว่า ทุกวันนี้สิ่งไหนที่พ่อเอ่ยปาก ลูกชายคนนี้ไม่รอช้าที่จะตอบสนอง แน่นอนครับว่า มันไม่สามารถไถ่ถอนความผิดที่ลูกชายคนนี้เคยก่อขึ้นในความคิดได้เลยสักนิด แต่สิ่งที่ลูกชายคนนี้กำลังทำมันคือ ความสำนึกในพระคุณที่ไม่มีวันทดแทนได้หมด 

            พ่อครับ ผมกล้าพูดเต็มปากว่า ภูมิใจและดีใจที่ได้เป็นลูกชายของครอบครัวนี้ แม้จะลำบาก ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก แต่นับวันสิ่งที่พ่อกับแม่กำลังสอน ทำให้ผมเห็นว่าชีวิตที่สมบูรณ์และมีความสุข ความร่ำรวยหาใช่เกณฑ์ชี้วัดเสมอ พ่อจำได้ไหมครับว่า ลูกชายคนนี้เคยบังอาจแนะให้พ่อลองนำผลผลิตในไร่นาไปแปลงเป็นทรัพย์สินบ้าง พ่อไม่ถึงกับแย้งโดยตรง หากแต่สอนกลับให้เห็นอีกมุมว่า การแบ่งปัน การมีน้ำใจ ชนะ ทรัพย์สินทุกอย่าง เพราะในน้ำใจที่ให้ไป มันมีค่าเกินจะตีเป็นเงินตราได้ พ่อกับแม่ ยินดีที่จะให้โดยไม่คิดมูลค่า   สิ่งที่ประจักษ์แจ้งแก่ลูกชายคนนี้คือ เมื่อใดที่ให้น้ำใจ สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมา ก็คือน้ำใจเหมือนกัน ครอบครัวเราจึงไม่ถึงกับลำบากมากนักในบางช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมบางอย่าง เรามักถูกโอบอุ้มจากบ้านใกล้เรือนเคียงเสมอ มากบ้าง น้อยบ้าง หากแต่นั่นคือหลักฐานชั้นดีว่า  การเผื่อแผ่น้ำใจประเมินค่าไม่ได้

            บุญบั้งไฟ บ้านเราหลายปีที่ผ่านมา ผมแทบไม่ได้กลับไปร่วมงานเลย แม้จะกล่าวได้ว่าเป็นงานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านเรา แต่ผมมองไม่เห็นสารัตถะสำคัญของมันเลย นั่นคือเหตุผลหลักที่ผมมักอ้างที่จะไม่กลับไป เหตุผลรองคงเป็นภาระงานที่ต้องรับผิดชอบคอยเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ปีนี้ผมยังตัดสินใจว่าไม่ได้ว่า ถึงวันงานจะนำพาตัวเองกลับไปหรือเปล่า ปีนี้วันว่างผมตรงกับงานพอดี อยากกลับไปดูหมอลำ กลับไป เผื่อจะได้พบเจอใบหน้าที่คุ้ยเคยของใครหลายๆคน  ไม่แน่นัก สิ่งเหล่านี้อาจช่วยเยี่ยวยาบาดแผลบางอย่างในใจผมได้ 

              อีกเรื่องหนึ่งที่เกือบลืมบอกพ่อ ตอนนี้ลูกชายพ่อหาที่เรียนใหม่ได้แล้วนะครับ คิดว่าคงเป็นโอกาสสุดท้ายที่ขีดไว้ให้กับตัวเอง สิ่งที่เป็นห่วงและกังวลมากที่สุดคือความรู้สึกของพ่อและแม่ ลึกๆแล้วแรงใจ ไฟฝันที่จะเรียนของผมแทบจะมอดไหม้หมดแล้ว ยิ่งปล่อยเวลาผ่าน ยิ่งเหนื่อยหน่าย ขาดแรงกระตือรือล้นที่จะเรียน แต่เอาเถอะครับพ่อ ในเมื่อเป็นแรงปรารถนา ของทั้งพ่อและแม่ ลูกชายคนนี้จะลองใหม่อีกครั้ง  

              วันที่ลูกชายพ่อกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ อากาศยังร้อน หากแต่สิ่งที่ร้อน ปะทุ ยิ่งกว่า คงไม่พ้นเหตุบ้านการณ์เมืองของเรา ขออนุญาตใช้จดหมายฉบับนี้เป็นบันทึกช่วยจำหน้าประวัติศาสตร์บ้านเมืองเรานะครับพ่อ จนถึงวินาทีนี้ผมยังทำความเข้าใจในสิ่งที่พ่อ แม่ พี่น้อง ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทย ก่อและทำขึ้น ไม่ได้    เราทุกคนที่ได้ชื่อว่า  เกิดภายใต้แผ่นดินที่เรียกว่าประเทศไทยเหมือนกัน เราที่เคยยิ้มหัวเราะร่าให้กันโดยไม่มีคำว่า “พวกเขา พวกเรา”   จวบจนมาถึงวันนี้ การแบ่งฝักฝ่ายที่ชัดเจน ก่อร่างสร้างเค้าความแตกแยกให้บ้านเมืองในระดับที่น่าเป็นห่วง  “ฝักฝ่าย จับคนแยกจากกันอย่างปรากฎชัด”  “ฝักฝ่าย บีบให้เราต้องเลือก” “ ฝักฝ่าย กำลังสอน กระทั่งชี้นำว่า คนที่คิดตรงกันข้ามกับตัวเองคือ คนชั่ว คนเลว คนโง่ และสิ่งที่ตามแนวคิดมาคือ คนเลว คนชั่ว พวกนี้คือศัตรูที่ต้องกำจัด” หลายครั้งเราจึงเห็นเรื่องที่น่าเศร้า สลด โศกนาฎกรรม ที่เกิดจากอารมณ์นำเหตุผล ใช่ครับ เราแทบจะไม่สามารถเอาเหตุผลมาคุยกันได้เลย  และสิ่งสำคัญคือ สังคมส่วนใหญ่ในบ้านเมืองเราถูกสอนให้มองเห็นและชวนเชื่อเพียงด้านเดียว   เศร้าใจมากนะครับพ่อ ที่เราไม่เคยเรียนรู้และจดจำประวัติศาสตร์ กระทั่งเอามาเป็นบทเรียนเลยสักครั้ง เหตุการณ์ทำนองนี้ คงเวียนมาครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ บางทีสิ่งเดียวที่จะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ แบบกระจ่าง คงอยู่ที่คำว่า “อัตตาของคน” การยึดถือตัวกู ของกู ของใครหลายๆคน คือจุดเริ่มต้น เพียงเราพร้อมจะดับ เอาคำว่า “ชาติ” เป็นที่ตั้ง หลายๆเรื่องคงคลี่คลายในทางที่ดี     

              เหตุการณ์วันนี้และหลายๆวันที่ผ่านมา คงถูกจดจำในตำราประวัติศาตร์ของอนาคตว่า คนไทยเผาบ้านเผาเมืองของตัวเอง ศาลากลาง ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ ถูกคนบนผืนแผ่นนี้จุดไฟเผา    ถึงวันนั้นเราจะอธิบายกับลูกหลานว่ายังงัยดีครับพ่อ     ยอมรับครับเรื่องนี้มันเป็นเรื่องซับซ้อนมองตาเปล่าแล้วบอกไม่ได้ ผมจึงพยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงสิ่งที่พี่น้องในบ้านเรากำลังทะเลาะกันนี้ ไม่แน่ใจ ไม่รู้จริง อย่าพูดดีกว่า  แต่ยอมรับตรงๆครับพ่อว่า การเมืองในสายตาผมเป็นวังวนที่สกปรกน่าสะอิดสะเอียน มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่มีแต่ผู้หิวโหยจ้องจะครอบครองมัน   ประชาชนตาดำๆอย่างเราเอาเข้าจริงๆเป็นได้เพียงเบี้ย เพียงหมาก ในกระดานเกมส์การเมืองของคนไม่กี่คนเท่านั้นเอง  

            พ่อครับ   ถ้าเราถอดแว่นตาการเมืองออก เหลือเพียงเรื่องของประเทศชาติ ที่มีครอบครัว เพื่อนบ้าน พี่น้อง ญาติมิตร น้ำใจ มิตรภาพ การเอื้อเฟื้อ ความสุขที่เราเคยร่วมดื่มด่ำด้วยกันคงกลับมา  ไม่แน่ใจ กับสถานการณ์ตอนนี้ วันนั้นจะเดินทางมาถึงตอนไหน  สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดตอนนี้คือ  เราจะตอบคำถาม กระทั่งสอนเด็กๆของเราในเรื่องนี้ยังงัยครับพ่อ

เราจะสอนเขาในเรื่อง “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ได้ยังงัยครับ

เราจะสอนให้เขาเคารพสิทธิ์ของคนอื่น ยังงัยกัน

เราจะ…… ฯลฯ กับเด็กๆของเรายังงัยกัน  เพราะสิ่งที่เราจะพูดจะบอกสอนเขา กับ สิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายๆคนทำอยู่นั้น แย้งกันโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้คงทำได้อย่างเดียวคือภาวนาให้บ้านเมืองเรากลับมาสงบ ผู้คนกลับมายิ้มร่าให้กันเหมือนเดิม

ผมไม่ได้หวังมากไปใช่ไหมครับพ่อ

 

เป็นห่วงทุกคนเหมือนเดิมครับ

ลูกชายคนโตของพ่อที่เดินไปยังไม่ถึงฝัน

แนะนำเมื่อ 14ก.ย. 53
0ความคิดเห็น
Share

ข่าวสารที่เกียวข้อง


แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่