แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลืมรหัสผ่าน

ชุมชนคนรักการอ่าน

เรื่องสั้น ปริศนาห้องประตูเเดง ปฐมบทเเห่งฆาตกร

                                                            ปริศนาห้องประตูแดง.....ปฐมบทเเห่งฆาตกร

                                                                                            บทนำ
 
ก๊อก...ก๊อก....ก๊อก.....ก๊อก….ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องค่อนข้างถี่ดังขึ้นในบรรยากาศยามเช้า  ทำให้ราทิตย์หนุ่มวัย 25 ปี หน้าตาสไตล์หนุ่มเกาหลี แต่มีเคราเล็กน้อย ผมยาวประบ่า ต้องลุกขึ้นมาเปิดประตูห้องในลักษณะงัวเงีย ทันทีที่ประตูเปิดออกสิ่งแรกที่เขาเห็นคือ สายตากลมโตของหญิงอ้วนวัยกลางคน สวมชุดนอนลายดอกสีฟ้า กำลังจ้องมองไปยังอีกร่างหนึ่งที่บัดนี้กำลังนอนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว บนเตียงนอนแสนนุ่มภายในห้องของเขา
“ เอา..นี่ อ่านซะ แล้วจัดการให้เรียบร้อยภายในหนึ่งชั่วโมง ”
หญิงอ้วนคนนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วน  พลางยัดกระดาษใบหนึ่งใส่มือของราทิตย์ก่อนที่จะเดินย่ำเท้าจากไปชนิดที่ใครก็ตามที่พบเห็นในเวลานี้ คงเดาได้เลยว่าหล่อนไม่ได้อารมณ์ดีเหมือนอากาศยามเช้าแน่  ราทิตย์ค่อยๆ อ่านข้อความบนกระดาษนั้นจนได้ใจความ อาการงัวเงียของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง พร้อมกับเรียกใครคนหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียง
“ ราทิน ตื่น...ตื่น”
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของชื่อ ยังไม่ค่อยเต็มใจที่จะลุกขึ้นนัก ด้วยความหงุดหงิดราทิตย์จึงต้องกระชากขาชายหนุ่มผู้นั้นอย่างแรง ทำให้เจ้าตัวถึงกับโวยลั่น แต่พอเห็นสีหน้าของราทิตย์ยามนี้ ถึงกับเป็นอันต้องเงียบลง
“มีอะไรหรือ พี่ราทิตย์” เสียงนั้นถามขึ้นมา หลังจากที่สงบอารมณ์ลงไปแล้ว
“แก ไปทำอะไรเค้าอีก ไอ้ราทิน” ราทิตย์พูดขึ้นด้วยเสียงกร้าว “พี่เคยเตือนแกแล้วใช่มั้ย”
“ หึ พี่คิดจะทำกับผมขนาดนั้น พี่จะให้ผม..” เสียงคำพูดนั้นชะงักลงกลางคัน เมื่อราทิตย์ยกมือห้าม ก่อนที่เขาจะบอกน้องชายของตนเองว่า “เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูด เรามีเวลาหนึ่งชั่วโมง จัดการเก็บข้าวของให้เสร็จ ไป”
 หนึ่งชั่วโมงผ่านไปราทิตย์ กับชายหนุ่มอายุราวๆ 18 ปี ผู้ซึ่งหน้าตาคล้ายกับเขา แต่ผมสั้นกว่า หูทั้งสองข้างเจาะเป็นรูค่อนข้างใหญ่ กำลังเดินสะพายกระเป๋าออกจากหอพัก ในมือของทั้งคู่มีกระเป๋าใส่สัมภาระเล็กน้อย
ท่ามกลางความสนใจของบรรดาผู้ที่พบเห็น ดูเหมือนว่าราทิตย์จะไม่สนใจกับสายตาเหล่านั้น คงมีแต่น้องชายที่แอบชำเลืองไปดูบ้าง พร้อมกัดฟันแน่น
 
                                                                                บทที่ 1 สู่รังใหม่

“ ไหน บอกพี่มาซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น ป้าแนนถึงไล่เราออก” ราทิตย์เอ่ยถามขึ้นขณะกำลังเดิน
“ ก็ตอนผมกลับมาถึงหอเมื่อคืนบังเอิญเจอไอ้บ้าแซม ลูกยัยป้านั่นนะสิ  เดินเข้ามาไถเงินผม มันขู่ว่าถ้าไม่ให้อีกคราวนี้มันจะเอายาบ้ามายัดใส่ตรงประตูห้องเราแล้วแจ้งตำรวจ” ราทิน อธิบาย
“ แกก็เลยชกเขา ใช่มั้ย” ราทิตย์ถาม “เปล่าพี่ หนนี้ผมเดือดมาก เลยจัดการถีบยอดหน้ามันซะเลย ดีนะที่มีคนเห็นซะก่อน ไม่งั้นมันได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่” ราทิน พูดอย่างคับแค้นใจ
ราทิตย์ถอนหายใจ พลางส่ายหัว “เมื่อไรแกจะเลิกนิสัยแบบนี้ รู้มั้ยชั้นลำบากแค่ไหนที่ต้องหาที่อยู่ใหม่ และต้องดูแลแกไปด้วย  คืนนี้เราจะหาที่นอนใหม่ได้รึป่าวยังไม่รู้เลย” 
สิ้นคำพูดเขาโบกแท็กซี่สีฟ้าคันหนึ่งให้จอด แล้วขนของใส่ท้ายหลังรถ ทั้งสองพี่น้องเปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะหลัง
“ ลุง ไปสุทธิสารครับ” ราทิตย์รีบบอกโชว์เฟอร์ แล้วรถก็ออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไปทำไมหรือพี่ราทิตย์”  น้องชายถามอย่างงงๆ
“ เออ พี่จะไปหาเพื่อนแถวนั้น ให้มันช่วยพาไปหาหอใหม่” ราทิตย์ตอบ
เสียงเพลง It’s my life ดังกระหึ่มขึ้นภายในรถ มันช่างเหมาะกับบรรยากาศยามเช้าของใครหลายๆ คน แต่คงจะไม่สบอารมณ์ของราทิตย์แน่ๆ ซึ่งเจอเรื่องปวดกบาลมาตั้งแต่ตื่นนอน ตรงกับข้ามกับน้องชายของเขาที่กำลังฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข
“นี่ ถ้าเราย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนท์ใหม่ แกรับปากกับพี่ได้มั้ย ว่าจะไม่มีเรื่องกับใครเค้าอีก” ราทิตย์วอนน้องชาย
ราทินเลิกฮัมเพลงชั่วคราว “ครับ ผมจะพยายาม” แล้วร้องเพลงต่อ พลางโยกหัวตามจังหวะ
ทันใดนั้นจังหวะรถติดไฟแดงคนขับแท็กซี่วัยกลางคนใส่แว่นดำ หรี่เสียงเพลงลง
“ พวกน้องกำลังหาหอใหม่อยู่เหรอ” เขาถาม
“ครับ” ราทิตย์ตอบ โชว์เฟอร์คนนั้นยิ้มแย้มอย่างคนอารมณ์ดี
“อืม ผมรู้จักบ้านเช่าหลังหนึ่ง ราคาถูก อยู่แถวหลักสี่นี่เอง หากน้องๆ สนใจบอกได้นะ”
“เราต้องการอยู่หอ มากกว่า” ราทินพูดขึ้น “ เราอยู่กันแค่สองคน มันคงไม่เหมาะกับเราหรอก”
ราทิตย์ยกมือห้ามให้ราทินหยุดพูด “ ราทิน พี่ว่าเราอยู่บ้านเช่าดีกว่านะ จะได้ไม่ต้องไปกัดกับใครอีก  อีกอย่างก็อยู่ใกล้กับมหาลัยแกด้วย จะได้ไม่ต้องเดินทางไกลไง” แล้วเขาหันไปมองกระจกคนขับ
“ เอ่อ ไม่ทราบว่าราคาบ้านหลังนั้นอยู่ที่เท่าไรครับ”
“ไม่แพงหรอกหนุ่ม ได้ยินเค้าพูดกันว่าเดือนละสามพันเอง” โชว์เฟอร์ตอบ
“เป็นไปได้เหรอ บ้านอะไรถูกยังกะหอ” ราทินพูดแทรก คนขับรถได้ยินแล้วหัวเราะเบาๆ
“งั้นช่วยพาไปดูหน่อยละกันครับ” ราทิตย์เริ่มสนใจ แล้วหันมาบอกหนุ่มเลือดร้อนอย่างราทินว่า
“เอาเหอะน่า เราลองไปดูก่อน ไม่เสียหายอะไรนี่ ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยนใจได้”
“งั้นก็ตามใจพี่” ราทินยอมแต่โดยดี  แล้วคนขับรถแท็กซี่ก็บึ่งหน้าไปยังจุดหมายอย่างรวดเร็ว
 
 
 
 
                                                                                          บทที่ 2 เวลคัม

            รถแท็กซี่ค่อยๆ เลี้ยวขวาเข้าซอยเล็กๆ ซึ่งเป็นถนนคอนกรีต เห็นจากสภาพแล้วเด็กอายุสี่ขวบคงบอกได้ว่ามันถูกใช้งานมาหลายปี สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าละเมาะอันเขียวครึ้ม นานๆทีจะปรากฏให้เห็นบ้านคนบ้าง แต่ก็ไม่มากสักเท่าไร จนรถแล่นมาถึงท้ายซอยซึ่งเป็นซอยตัน มองไปด้านซ้ายของประตูรถ สองพี่น้องเห็นบ้านเดี่ยวสองชั้นสีขาวขนาดเล็ก ได้อย่างถนัดตา  ทันใดนั้นรถก็จอด
“ถึงแล้วพ่อหนุ่ม” คนขับแท็กซี่บอกผู้โดยสาร
“นี่เงินครับ” ราทิตย์พูดขึ้น พลางยื่นเงินให้คนขับ แล้วต่างก็ช่วยกันขนสัมภาระลงจากรถ
“ขอบคุณมากครับ” เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แท็กซี่วิ่งจากไปด้วยความเร็ว
“จะรีบขับไปหาหอกอะไรวะ” ราทินสบถ
“ช่างเขาเหอะน่า  จะรีบไปไหนก็เรื่องของเค้า” ราทิตย์ติงน้องชาย แล้วทั้งคู่ก็เดินไปที่หน้าประตูบ้านหลังนั้น กก่อนที่จะพบแผ่นกระดาษติดอยู่ซึ่งปรากฏข้อความว่าเป็นบ้านเช่า พร้อมให้เบอร์ติดต่อ ไม่นานนักราทิตย์ก็โทรไปหาหมายเลขนั้น
“ ฮัลโหล สวัดดีครับ” เสียงพูดนั้นลอยออกมาจากโทรศัพท์มือถือ
“ เอ่อ พอดีผมต้องการเช่าบ้านอ่ะครับ ตอนนี้รออยู่หน้าบ้าน” เขาพูด
“ อืม งั้นคุณรอแถวนั้นสักครึ่งชั่วโมงแล้วกัน เดี๋ยวผมขับรถไปหา โอเคมั้ย”
“ได้ครับ งั้นผมจะรอที่นี่ สวัสดีครับ” แล้วสายสนทนาก็ถูกตัดออกไป
“สงสัยคืนนี้เราได้ที่นอนใหม่แล้ว ราทิน” เขาพูดอย่างมีความหวัง หันไปมองราทินซึ่งขณะนี้กำลังมองหาอะไรอยู่
“ นั่นร้านข้าว พี่ราทิตย์ ผมว่าเราไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ” ราทินออกความเห็น “อืมดีเหมือนกัน” ราทิตย์เห็นด้วย แล้วทั้งสองพี่น้องก็มุ่งหน้าไปยังร้านข้าวฝั่งตรงข้าม
 รถเก๋งคันสีดำขับมาจอดยังหน้าบ้านที่ราทิตย์และน้องชายรออยู่  ชายรูปร่างผอมวัยกลางคน เคราเขียวขึ้นเต็มคาง สวมแว่นสายตา หน้าตายิ้มแย้ม ก้าวลงมาจากรถพลางรับไหว้จากสองพี่น้อง ก่อนเดินไปเปิดประตูบ้าน
“เอาของเข้ามานี่ หลานชาย” เขารีบกวักมือให้ทั้งคู่ขนสัมภาระเข้ามาบ้าน  ทันทีที่ราทิตย์และราทินก้าวผ่านประตูบ้าน พวกเขาพบว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้ดูสง่าแต่เพียงภายนอก ภายในบ้านชั้นล่างเป็นห้องรับแขกตกแต่ทาสีสวยงามพร้อมยังมีเฟอร์นิเจอร์ แอร์ ตู้เย็น และโทรทัศน์อีกต่างหาก
“ตามสบายหลานชาย ถือว่าที่นี่เป็นบ้านของพวกธอแล้วกัน อ่อ ลืมบอกไป ลุงชื่ออ๊อด” แล้วราทิตย์ก็แนะนำตนเองและน้องชายให้ชายคนนั้นรู้จัก “ตามลุงมาข้างบนสิ” ลุงอ๊อดเชื้อเชิญ ก่อนที่จะเดินนำหน้าขึ้นบันได
 ลักษณะข้างบนบ้านมีห้องสามห้อง เป็นห้องนอนทั้งหมด สุดทางเดินเป็นหน้าต่างสำหรับชมวิว แต่ที่เห็นสะดุดตาคือห้องๆหนึ่งประตูถูกทาด้วยสีแดง ลุงอ๊อดเล่าว่าห้องนั้นเป็นห้องเก็บของส่วนตัว ส่วนอีกสองห้องที่เหลือแล้วแต่ตามอัธยาศัย  ภายหลังจากทั้งคู่จัดการเก็บของยังห้องตนเองเสร็จก็ลงมาคุยกับชายคนนั้นข้างล่าง “บ้านหลังนี้สวยดีนะครับ ว่าแต่ลุงเก็บค่าเช่าเดือนละเท่าไร” ราทิตย์ถาม ลุงอ๊อดหัวเราะ
“ไม่ต้องซีเรียสหรอก ลุงเก็บแค่เดือนละสามพันก็พอ ถือว่าลุงเอ็นดูพวกเธอก้แล้วกัน
“ทำไมมันถูกจัง” ราทินถามขึ้นด้วยน้ำสียงจริงจัง ลุงอ๊อดเข้ามาตบไหล่อย่างรักใคร่
“เมื่อก่อนลูกๆของลุง เรียนมหาวิทยาลัย ลุงเลยสร้างบ้านนี้ให้พวกมันอยู่ พอลูกๆเรียนจบก็ไปต่อเมืองนอกกันหมด  ลุงก็เลยมาอยู่บ้าง แต่พักหลังต้องทำธุรกิจเดินทางไปมาบ่อยๆ ลุงเลยไม่ค่อยมีโอกาสกลับมามากนัก กลัวว่าถ้าปล่อยไว้นานๆมันอาจจะรกร้าง เลยตัดสินใจให้คนเช่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบรื่น
“เอ่อ ลุงต้องไปทำธุระแล้ว ฝากดูแลบ้านด้วยละกัน ว่างๆเดี๋ยวลุงจะแวะเข้ามาดูความเรียบร้อย” และแล้วเขาก็เดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ แต่ต้องหยุดชะงักลง หันกลับมาสั่งพวกเด็กๆต่อ
“อ่อ ลืมไป ห้ามใครไปเปิดห้องประตูสีแดงละ ลุงหวงห้องนั้นมากนะ” ลุงอ๊อดพูดปนหัวเราะตามสไตล์ของแก
“ครับลุง” ราทิตย์รับปาก แล้วชายวัยกลางคนก็ค่อยๆ ขับรถออกจากบ้านอย่างแช่มช้า
บทที่ 3 ปริศนาห้องประตูแดง
 ภายหลังจากพี่น้องช่วยเก็บของ ทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้ว ราทินก็ผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย
ส่วนราทินก็นั่งพักผ่อนสงบอยู่หลังบ้าน ไม่นานเขารีบโทรศัพท์ไปหาคนคนหนึ่ง
“ ฮัลโหล นีน่า ทิตย์ย้ายที่อยู่ใหม่แล้วนะ อยู่แถวหลักสี่อ่ะ” ราทิตย์พูดขึ้น
“อ้าว ย้ายทำไมล่ะ หรือว่าน้องชายตัวดีไปมีเรื่องกับใครเข้า” เสียงในโทรศัพท์นั้นดังขึ้น
“อืม ใช่ไอ้ราทินดันไปมีเรื่องกับลูกชายเจ้าของหอ เลยโดนไล่ออกเมื่อเช้า โชคดีที่คนขับแท็กซี่แนะนำบ้านเช่าให้ รู้ป่าวบ้านสวยมากเลย” ราทิตย์ในยามนี้ดูอารมณ์แตกต่างจากเมื่อเช้าเหมือนคนละคน
“ระวังนะ อาจเป็นบ้านผีสิงก็ได้ ฮ่า ฮ่า นีน่าล้อเล่นนะ เออแล้วเรื่องนิยายอ่ะ เขียนไปถึงไหนแล้ว อย่าเผลอหลับคาโต๊ะอีกล่ะ รีบเขียนนิยายต่อให้จบ แค่นี้ก่อนนะนีน่ามีงานต้องทำเดี๋ยวค่อยคุยกัน บาย”
สิ้นสุดการสนทนา ราทิตย์นั่งมองสวนหลังบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  แต่นัยตาของเขายามนี้ดูค่อนข้างเศร้าๆไปบ้าง
ยากที่จะเดาว่าในใจของเขากำลังคิดอะไรกันแน่
 หนึ่งทุ่มราทิตย์และราทินก็นั่งประจำโต๊ะรับประทานอาหารพร้อมกัน  พร้อมกับเปิดทีวีดูละครไปด้วย
“พี่ราทิตย์ พี่คิดว่าบ้านหลังนี้มีอะไรแปลกๆ มั้ย” ราทินถามขึ้นขณะที่ปากของเขากำลังเคี้ยวข้าว อย่างอร่อย
“ไม่รู้สิ พี่ว่ามันก็ปกติดีนะ หรือแกไปเห็นอะไรเข้าล่ะ” พี่ชายถามกลับ พลางกับเอื้อมมือไปตักไข่เจียว
“ ป่าว ผมก็ถามพี่ไปอย่างนั้นแหละ เออว่าแต่พี่ไม่สงสัยบ้างเหรอ ทำไมตาลุงคนนั้นถึงทาประตูสีห้องเก็บของด้วยสีแดง” ราทินหันมาถามด้วยแววตาจริงจัง ซึ่งเป็นคำถามที่ดูมีสาระขึ้นมาหน่อย  ราทิตย์วางช้อนลงกับจาน
“ สังสัยลุงเค้าชอบสีแดงล่ะมั้ง เลยทาสีแดงให้ประตูห้องพิเศษของแก” เขาเอ่ยขึ้นโดยสายตาจ้องมองที่จอทีวี “ทางที่ดี ชั้นว่าไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับห้องนั้น ดีไม่ดีลุงแกจะจับพวกเราเข้าคุก”
“ ผมว่าลุงคนนั้นท่าทางจะเพี้ยนเสียมากกว่า อืม งั้นผมขึ้นห้องไปทำการบ้านก่อนแล้วกัน” ราทินผละจากโต๊ะอาหาร รีบวิ่งขึ้นบันไดอย่างลุกลี้ลุกลน ปล่อยให้พี่ชายนั่งดูรายการทีวีเพียงลำพัง
 ราทิตย์กำลังนั่งเขียนนิยายของเขาในห้องอย่างใจจดใจจ่อ ท่ามกลางเสียงเพลง Smell like teen spirit ของวงเนอร์วาน่า ที่บรรเลงอย่างหนักแน่นชวนให้ลุกขึ้นมากระโดดโลดแข้ง คล้ายๆ จะเป็นแรงบันดาลใจในการขียนของเขา เวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่ทราบเขาก็ต้องตื่นจากตะเขียนหนังสือ เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงสาวคราง อือ..อือ..เป็นเสียงลากยาว ชวนขนหัวลุก ราทิตย์สะบัดหัวแรงๆ แล้วปลอบใจตัวเองว่าเราเพิ่งตื่นหูคงฝาดไปเองล่ะมั้ง เขาเหลือบไปมองหน้าปัดนาฬิกา ตายแล้วนี่มันเที่ยงคืนแล้วหรือ เขายังไม่ได้อาบน้ำเลย เอาล่ะเขียนอีกสักสองสามหน้าค่อยไปอาบแล้วกัน ระหว่างที่จิ้มปากกาลงบนกระดาษ เขาก็ต้องสะดุ้งโหยงขึ้นอีกเมื่อเสียงปริศนานั้นดังขึ้นอีกครั้งในโสตประสาทของเขา หนนี้มันค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านนี้ไม่มีผู้หญิงนี่นา สมองเขาเริ่มคิด และแล้วราทิตย์ก็รวบรวมความกล้าทั้งมวล เดินไปเปิดประตูห้องเพื่อควานหาเจ้าของเสียง เขามองซ้ายมองขวาก็พบแต่ความว่างเปล่า เอ๊ะ ไม่มีใครนี่หว่าแล้วเสียงมันมาจากไหน เขาคิดในใจ แล้วก็เดินเข้าห้องกลับไปเขียนนิยายที่ยังค้างอยู่
 ดึกคืนนั้นระหว่างที่ราทิตย์นอนอยู่ก็ต้องตกใจตื่นขึ้นอีกระลอก เมื่อได้ยินเสียง คนทุบประตูห้องของเขาอย่างแรง “ พี่ราทิตย์ พี่ราทิตย์ เปิดประดู เปิดประตู” ราทิตย์ลุกขึ้นอย่างรีบร้อนปิดลูกปิดประตู แล้วร่างของน้องชายก็ผลุนผลันเข้ามายังห้องเขาทันที
“พี่ราทิตย์ ปิดประตู เร็ว เร็ว” ราทินพุดอย่างรวดเร็วจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์  จนราทิตย์ต้องเอื้อมมือไปปิดประตู
“ เป็นอะไร ราทิน แกไปเจออะไร ห๊ะ” เขาพูดพลางเขย่าตัวราทิน ผู้ซึ่งในขณะนี้กำลังหายใจถี่ คล้ายคนเป็นโรคหอบ “พี่ เมื่อกี้ตอนผมกำลังจะเดินลงข้างล่างไปเข้าห้องน้ำ  เฮ้อ.. เฮ้อ... พอเดินผ่านประตูสีแดง ..เฮ้อ..เฮ้อ..ผมได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้อยู่ข้างในห้องนั้น ผมสาบาน ” 
     จากสิ่งที่ได้ยินน้องชายเล่าให้ฟัง ทำให้เขาเองก็นึกถึงเสียงผู้หญิงครางเมื่อตอนเที่ยงคืน แต่ด้วยความที่ไม่ต้องการให้น้องชายกลัวจนสติแตก จึงพูดปลอบขวัญไปว่า
“ ไม่หรอกมั้ง สงสัยแกหูฝาดไปเอง ห้องชั้นอยู่ใกล้ห้องนั้นกว่าแก ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรสักแอะ เลย”
“ แต่ผมได้ยินจริงๆ นะ” ราทินยืนยัน “แกนี่ช่างเพ้อเจ้อจริงๆ ไปเดี๋ยวชั้นไปส่งแกเข้าห้องน้ำเอง” ราทิตย์พูดตัดบท แต่แท้จริงแล้วตัวเขายอมรับว่าจิตใจของเขาตกลงไปอยู่ตรงตาตุ่มแล้วเหมือนกัน
 หลังจากพาน้องชายจอมกร้าว แต่กลัวผีขึ้นสมองไปเข้าห้องน้ำแล้ว ทั้งสองพี่น้องก็ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องนอน ซึ่งตอนนี้แน่นอนว่าทั้งคู่คงไม่คิดถึงเรื่องอะไร นอกเหนือไปจากปริศนาที่แฝงอยู่ในห้องประตูสีแดงห้องนั้น
  

                                                                                   บทที่ 4 ความฝัน

 เวลาประมาณสิบโมงเช้าเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องของราทิตย์ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วกดรับสาย
“ ฮัลโหล ราทิตย์ ตื่นแล้วยัง ตอนนี้นีน่าอยู่หน้าปากซอยแล้วนะ ซื้อของกินมาเยอะแยะเลย รีบมารับด้วยล่ะ”
“ครับ เดี๋ยวจะรีบไป” ราทิตย์ตอบ ก่อนลุกขึ้นเข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัว แล้วเดินตรงปรี่ออกไปหน้าปากซอย
 “เป็นไงคะ ของที่นีน่าซื้อมาอร่อยรึป่าว” หญิงสาวร่างเล็กผมยาว ร่างงาม หน้าตาน่ารัก เอ่ยถามราทิตย์ขึ้นระหว่างทานอาหารในห้องครัว “ อืม ก็อร่อยดี” ราทิตย์ตอบสั้นๆ นีน่าสังเกตดูหน้าตาแฟนหนุ่มดูคล้ำๆ ผิดปกติ “ ทิตย์ เมื่อคืนเป็นอะไรรึป่าว ดูไม่ค่อยสดชื่นเลย หรือคงเบื่อที่นีน่ามาหา” ราทิตย์ผละจากที่นั่งเดินเข้ามาโผกอดนีน่าในท่านั่ง “ แหม ใครจะเบื่อล่ะ แฟนมาหาทั้งที” พร้อมกับหอมแก้มแฟนสาวสุดรัก นีน่าเขินอายเอาข้อศอกกระทุ้งหน้าอกเขาเล็กน้อย
“ จะบ้า ทิตย์ เดี๋ยวเจ้าราทินก็มาเห็นพอดีหรอก นีน่าอายนะ” นีน่าพูดจาเขินอาย สังเกตได้จากแก้มที่แดงขึ้นมา
“ ราทินไปเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว ไปช่วยทิตย์ขียนนิยายบนห้องดีกว่า” พูดจบเขาก็อุ้มร่างน้อยๆ ร่างนั้นขึ้นไปบนห้อง
 หญิงสาวนอนบนเตียงลายการ์ตูนโดราเอม่อน จ้องมองดูราทิตย์ผู้กำลังนั่งแต่งนิยายอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ “ ทิตย์ นีน่าถามตรงๆ เมื่อคืนเป็นอะไรรึป่าว” นีน่าเอ่ยคำถามนี้ขึ้นอีกครั้ง “สงสัยนอนดึกไปมั้ง เลยรู้สึกอ่อนล้าไปหน่อย” เขาตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันใดนั้นแฟนสาวคนสวยก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง      “นีน่า จะไปไหนล่ะ” ราทิตย์ถาม
“ จะไปเข้าห้องน้ำค่ะ ไปด้วยกันมั้ยค่ะ” หล่อนตอบปนสรรพยอก
“ เหอะ ไม่ดีกว่าเดี๋ยวเสียสมาธิ ” แล้วเขาก้ก้มหน้าก้มตาบรรเลงตัวอักษรต่อไป
 ระหว่างที่นีน่าเดินขึ้นบันได และกำลังจะเดินเข้าห้องหล่อนก็ต้องหยุดนิ่ง เมื่อได้ยินเสียงคนใช้เล็บกรีดประตูห้อง    “ แกร๊กกกก....แกร๊ก.....แกร๊กกกกก.....”   เสียงนั้นช่างบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ  มันไม่เหมือนเสียงใช้เล็บกรีดประตูธรรมดา หากแต่เจ้าของเล็บนั้นจิกเล็บลงกับเนื้อไม้จนแน่น แล้วค่อยๆ ลากไปมาอย่างช้าๆ หล่อนนึกภาพไม่ออกว่าป่านนี้เจ้าของเล็บจะบาดเจ็บแค่ไหน นีน่าฟังอยู่สักพักจนเสียงเงียบไป เธอจึงรีบเข้าห้องราทิตย์
“ ทิตย์ เกิดอะไรขึ้น ใครขังคนไว้ในห้องประตูสีแดง” นีน่าถามด้วยความตกใจ  ราทิตย์ได้ยินถึงกับทิ้งปากกาหันหน้ามาจ้องแฟนสาว
“ นีน่าได้ยินเสียงอะไร เหรอ” เขาถามเสียงสูง  นีน่าทำหน้าเหมือนจะร้องให้ “ นี่น่าได้ยินเสียงคนใช้เล็บกรีดประตูในห้องนั้น บอกมานะทิตย์ ใครอยู่ในห้องนั้น” ราทิตย์วิ่งเข้ามากอดนีน่า เอามือลูบไรผมอันสลวย
แล้วเขาก็เล่าทุกสิ่งที่เขากับราทินได้ยินมาเมื่อคืน ให้นีน่าฟังอย่างละเอียด 
“ ถามจริงๆ ทิตย์ไม่เคยคิดที่จะลองเปิดประตูห้องนั้นไปดุเลยเหรอ” นี่น่าถาม
“ ทำไงได้ ก็ลุงเจ้าของบ้านเค้าสั่งไว้ว่าห้ามเปิด ทิตย์ไม่ใช่เจ้าของบ้านนี่นา” เขาตอบ
“ เอางี้ดีมั้ย เราไปแจ้งตำรวจดีกว่า” นีน่าออกความเห็น  ราทิตย์รีบส่ายหัว
“ ไม่ได้นะ เรายังไม่รู้อะไรเลย ขืนลุงอ๊อดรู้คงแจ้งความกลับแน่ รอให้เราเห็นอะไรที่ชัดกว่านี้อีกเถอะ”
แฟนสาวพยักหน้า “ อืม”
 ราทินกลับถึงบ้านตอนประมาณเกือบๆ สามทุ่ม ด้วยความเพลียและหิวจึงรีบกินข้าวเย็นที่ถูกเตรียมไว้แล้ว เขาหยิบรีโมทเปิดดูละครเรื่องหนึ่งดูพลางกินข้าวไปด้วย เขาคิดแปลกใจทำไมคืนนี้กับข้าวมีแต่อาหารหรูๆ ทั้งนั้น ผิดไปกว่าทุกวัน หรือวันนี้พี่เราจะถูกล็อตเตอรี่ แต่ก็ช่างมันเถอะดีกว่ากินอาหารแบบเดิมๆ
“ เอ๊ะ ทำไมพี่ราทิตย์ยังไม่กลับมาบ้านเลย แล้วใครกันจัดอาหารไว้” เขานึกขึ้นได้ว่าพี่ชายบอกไว้ว่าคืนนี้กลับดึก
ตอนนี้เจ้าตัวรู้สึกว่าขนทั่วร่างของเขาต่างพร้อมกันลุกชันขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
 ราทินเก็บจานไปไว้ในอ่างล้างจาน เดินไปเปิดตู้เย็นคว้าขวดน้ำอัดลมยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย ยามนี้เขาแปลกใจอย่างยิ่ง เมื่อถลกแขนเสื้อขึ้นมองดูแขนตนเองแล้วพบว่าเหงื่อได้ผุดขึ้นบนผิวหนัง ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ยังไงทั้งๆที่เขาเปิดแอร์ไว้ที่ยี่สิบห้าองศาแล้วไม่ใช่หรือ
“ อะไรกัน นี่มันบ้าไปแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเอง “ อืม เข้าห้องน้ำล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อยก็ดีวะ” แล้วราทินก็ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ แล้วเปิดประตู
“ เฮ้ย” เขาร้องตะโกนเสียงหลง ขาทั้งสองข้างบัดนี้ไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวให้ยืน ราทินนั่งก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นห้องอันเย็นเฉียบ ตาของเขาลุกถลน หน้าตาแตกตื่นสุดขีด เมื่อเห็นภาพบางอย่างในห้องน้ำ
 ในห้องน้ำกระเบื้องสีขาว ได้ปรากฏร่างผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนอนลายดอก  เนื้อตัวซีดจนเป็นสีขาวหมดทั้งร่าง  ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการถูกทารุณ นัยน์ตาอันแดงก่ำคู่นั้นได้เพ่งมาที่ร่างของราทินที่นิ่งแข็งเสียยิ่งกว่ารูปปั้น พร้อมกับเผยอริมฝีปากซีดๆ ก่อนเอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็นว่า “แหวนวงนั้น แหวนวงนั้น หามันให้เจอ” ราทินร้องตะโกนด้วยความกลัว “ ไม่ ไม่ ไม่....”
“ราทิน ราทิน เป็นอะไร” ราทิตย์เขย่าตัวน้องชายที่กำลังนอนดิ้นอย่างสุดแรง และแล้วดวงตาของราทินก็ค่อยๆ เปิดขึ้น “พี่ราทิตย์ ผมฝันร้าย ผมฝันร้าย ช่วยด้วย” ราทินโผกอดพี่ชายอย่างแน่น ราทิตย์เห็นเขากำลังเสียขวัญ จึงค่อยๆ สอบถาม “ บอกพี่มา แกฝันยังไง” แล้วราทินก็ลำดับความฝันเมื่อชั่วครู่ให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
“ ผมว่าเราอยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้แล้วนะ” ราทินพูดน้ำเสียงสั่น
“ เอาล่ะ คืนนี้มานอนกับพี่แล้วกัน” 
สิ้นคำพูดนั้นราทินรีบหอบที่นอนของตนมายังห้องราทิตย์ ทันที จากคนที่ไม่เคยกลัวอะไรมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พอเจอเรื่องแบบนี้ถึงกับถอดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ราทิตย์เห็นน้องชายของเขาสวดมนต์อย่างตั้งใจจริง จนเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
                              
                                               
                                                                                   บทที่ 5 คืนหลอน

 หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่งเศษๆ บนเตียงนั้นสองพี่น้องต่างนอนหันหลังให้แก่กัน ราทินยังไม่หลับเพราะมัวแต่ครุ่นคิดถึงความฝันที่เกิดขึ้นกับตัวเขา  เป็นเวลาเดียวกับที่พี่ชายก็อดนึกถึงปริศนาที่ค่อยๆ ชวนให้พวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง  “ พี่ราทิตย์ นอนแล้วยัง” ราทินถามขึ้นทำลายความเงียบ
“ใกล้จะนอนแล้ว ป่านนี้แล้วทำไมแกยังไม่นอนอีก พรุ่งนี้เรียนเช้าไม่ใช่หรือ”  เขาแสดงความห่วงใยน้องชาย
“ ก็แค่ความฝันน่ะ อย่าคิดมาก รีบนอนได้แล้ว” ราทินพยายามปลอบใจน้อง
“ พี่ครับ ถามจริงๆ พี่ไม่กลัวบ้างเหรอ”  ราทินอดใจไม่ได้ที่จะถาม
“ แล้วแกเคยเห็นชั้นกลัวมั้ยล่ะ” แล้วทั้งคู่ก็นอนนิ่งไม่พูดจาอะไรกันอีกเลย
“แอ็ดดดด...” คุณพระช่วยนั่นเสียงคนเปิดประตูห้องข้างนอก ราทิตย์และราทินได้ยินแล้วถึงกับลุกขึ้นในท่านั่ง
ใจของพวกเขาทั้งคู่ขณะนี้มันช่างเต้นแรงเหมือนใครมาตีกลองอยู่ข้างใน ราทิตย์ทำตัวเงียบๆ โดยที่มือของเขาข้างหนึ่งนั้นกำลังปิดปากราทินอยู่ เขาตั้งสมาธิพยายามฟังเสียงนั้น
“ แตะ แตะ แตะ....” นรกเป็นพยาน เขาได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งกำลังเดินอยู่บนทางเดินชั้นเดียวกับเขา
“ใครกัน มาเดินอยู่หน้าห้องเรา” ราทิตย์กระซิบ ถามน้องชายด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเวลาเดียวกับที่ราทินสะบัดมือของพี่ชายที่กำลังปิดปากเขาออกไป
“ พี่นีน่ามาหารึป่าว” น้องชายกระซิบตอบด้วยความสงสัย “ จะบ้าเรอะ นีน่าเพิ่งคุยโทรศัพท์กับชั้นเมื่อครึ่งชั่วโมงนี่เอง” เสียงย่ำเท้าอันสยองขนผองเกล้ายังคงได้ยินอยู่เรื่อยๆ และค่อยๆดังขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งมันมาหยุดตรงหน้าห้องของพวกเขา
“ ปัง ปัง ปัง..” เสียงทุบประตูห้องดังขึ้น เล่นเอาพี่น้องทั้งคู่ถึงกับกอดกันกลม  ตอนนี้ราทิตย์เชื่อแล้วว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีแต่เพียงเขาและราทินเท่านั้น แล้วใครกันที่บุกรุกบ้านในยามวิกาลเช่นนี้
“ พี่ราทิตย์ ลุกไปเปิดประตูสิพี่ ไปดูให้ชัดๆว่าใครมาหา” ราทินเปล่งเสียงผ่านริมฝีปาก น้ำตาไหลพราก
ราทิตย์หลับตานิ่ง ระลึกถึงพระคุณเจ้าขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคุ้มครองด้วยเถิด เขารวบรวมความกล้าที่มีอยู่แล้วตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตูห้องอย่างรวดเร็วปานฟ้าผ่า
“ ใคร” เขาตะโกนอย่างเดือดดาล พลางกวาดสายตามองหาแขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้นั้น  แต่ก็ไม่พบเห็นอะไรแม้แต่รอยเท้า  ราทินวิ่งมาหาเขา “ไม่ไหวแล้วพี่ พรุ่งนี้เราย้ายออกเถอะ”
“ พรุ่งนี้พี่จะโทรถามลุงอ๊อดเอง”  คราวนี้ราทิตย์ชักไม่ไว้ใจชายเจ้าของบ้านอีกต่อไปแล้ว
ตลอดคืนนั้นสองพี่น้องเปิดไฟทุกดวงภายในบ้าน แล้วลงมานั่งดูทีวีกะให้ถึงรุ่งเช้า โดยภาวนาว่าขออย่าให้พบเจออะไรที่มันไม่ชอบมาพากลแบบนี้อีกเลย
 
 
                                                                         บทที่ 6 สิ่งของปริศนา

 เช้าวันนั้นราทินไม่ได้ไปเรียน เนื่องจากยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์สยองที่เขาและพี่ชายประสบมาเมื่อคืน ขณะนี้เขานอนอยู่ในห้องข้างบน ราทิตย์รีบโทรหาลุงอ๊อดเจ้าของบ้านอย่างอดใจไม่ไหว แต่ปรากฏว่าไม่มีใครรับสายซะที  วันนี้นีน่ารีบมาหาราทิตย์แต่เช้าตรู่ หลังอาหารมื้อเช้าทั้งนั่งคู่สนทนากันภายในห้องรับแขก โดยราทิตย์ได้เล่าความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เธอฟัง
“ ตายจริง นีน่าก็ฝันว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดนอนลายดอก เดินมาหาแล้วบอกว่าช่วยหาของสิ่งหนึ่งในห้องน้ำบ้านหลังนี้ให้เธอหน่อย แล้วร่างนั้นก็หายไป” ราทิตย์ฟังด้วยความสนใจ เขาเริ่มคิดเชื่อมฝันของราทินและนีน่าเข้าด้วยกัน “ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแสดงว่าคนที่มาเคาะประตูห้องนอนเมื่อคืน คงเป็นผู้หญิงคนนั้น” ราทิตยืเริ่มมั่นใจ
“ แล้วเค้าให้เราหาของสิ่งนั้นเพื่ออะไรกันล่ะ” นี่น่าสงสัย  “ไม่รู้สิ บางทีเค้าอาจรอคอยความช่วยเหลือจากเราอยู่ก็ได้” แล้วเขาก็กุมมือแฟนสาวไว้แน่น “งั้นเราเริ่มหาของที่ว่านั่นดีกว่า” ทั้งคู่รีบไปยังห้องน้ำ
 เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ราทิตย์และนีน่าต่างพากันค้นหาของปริศนาตามความฝัน จนทั่วทั้งห้องน้ำ แต่ก็ไร้วี่แววว่าจะเจอของสิ่งนั้น “ สงสัยเราคงหาไม่เจอแล้วล่ะ ทิตย์” นีน่าเริ่มแสดงให้เห็นถึงอาการหมดความหวัง “เดี๋ยวก่อน” ราทิตย์ฉงนใจ “ยังมีอยู่ที่ๆ หนึ่งที่เรายังไม่ได้เปิดดู” ทันใดนั้นเขารีบเปิดฝาถังน้ำที่กดชักโครกออก แล้วสายตาไปกระทบเข้ากับสิ่งๆหนึ่ง “ แหวน นี่นะรึคือสิ่งที่หญิงคนนั้นให้เราหา” เขาพูดพลางหยิบแหวนนั้นขึ้นมาพินิจ มันเป็นแหวนทองเหลืองของสตรี ขนาดเท่าๆกับสวมนิ้วนางได้ แต่ที่แปลกไปคือรอบๆแหวนวงนั้น ถูกสลักด้วยอักขระภาษาๆ หนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ไม่อาจทราบว่าเป็นภาษาอะไรกันแน่  นีน่าชิงแหวนมาจากอุ้งมืออันเปียกชุ่มของเขา “ นี่มันเป็นอักษรเขมรโบราณนี่” นี่น่าอุทานขึ้นมา “เท่าที่นีน่าเคยได้ยินมา มันมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้สะกดวิญญาณอะไรสักอย่าง” ราทิตย์พยักหน้า “เราพอเริ่มจะรู้คร่าวๆแล้ว  ลองเดินสำรวจทั่วบ้านดีกว่า เผื่อเราอาจเจอหลักฐานนอกเหนือกว่านี้อีกก็ได้”
 คู่รักต่างแยกย้ายเดินสำรวจทั่วๆ บ้าน จนแน่ใจแล้วว่าคงไม่เจออะไร นอกจากปริศนาที่อยู่ในห้องประตูสีแดง จนกระทั่งเดินออกมาสำรวจนอกบ้าน ราทิตย์เห็นขวดแก้วขวดหนึ่ง ตกอยู่หลังพงหญ้าริมหน้าต่างบ้าน เขาไม่ติดใจอะไรกับมัน แล้วก็ต้องฉงนใจเมื่อพบว่ากระดาษใบหนึ่งถูกม้วนใส่ในขวดนั้น เขาหยิบขวดขึ้นมาแล้วซัดลงกับพื้นจนเศษแก้วแตกละเอียด ก่อนที่ราทิตย์จะใช้นิ้วคีบกระดาษม้วนนั้นออกมาคลี่อ่านดู
“ ช่วยด้วย ฉันอยู่ในบ้านหลังนี้ ใครก็ได้แจ้งตำรวจที” นั่นเป็นข้อความที่เขียนบนกระดาษแผ่นนั้
แนะนำเมื่อ 01ก.ย. 53
1ความคิดเห็น
Share

ความคิดเห็นที่ 1

โห ความพยายามสูงมากครับ สุดยอด
รออ่านผลงานชิ้นต่อไป

10:12:59 | 02 09 2010
แฮปปี้

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่