แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

จากวรรณกรรมสู่วิจิตรศิลป์และหนังทดลองของ"สิงห์สนามหลวง"

 

 

พลันเมื่อ "จุดประกายวรรณกรรม" ได้หมายข่าวงานแสดง "เดี่ยว" ศิลปกรรมครั้งที่ 4 ของ "บรรณาธิการเครางาม" เราก็ไม่รีรอที่จะติดต่อขอสัมภาษณ์เขา

 

เป็นงานแสดงศิลปะภาค 4 ที่ขนมาทั้งรูปเขียน, นวนิยายแนวทัศนศิลป์, จิตรกรรมวิดีโอ และที่สำคัญก็คือ "หนังทดลอง"

 

พลันเมื่อต่อตรงถึงตัวบรรณาธิการเครางาม เรากลับได้ยินน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายจากสายโทรศัพท์ปลายทาง...

 

"รอให้น้ำแห้งหน่อยคุณค่อยมาก็แล้วกัน" สิงห์สนามหลวง นัดหมายกับเราคร่าวๆ

 

0 สุชาติโทเปีย-สุชาติมาเนีย และ "สุชาติเฟลเลีย"

 

ดวงตะวันคล้อยต่ำลงมากแล้วเมื่อเราไปถึง "บ้านสวนรังสิต" ของเขา

 

"บรรณาธิการเครางาม" กำลังทยอยขนย้ายภาพเขียนและกองหนังสือกลับเข้าที่ตั้งของมันภายหลังน้ำลด สังเกตเห็นแนวคราบน้ำที่บ่งบอกระดับการท่วมตรงแนวฝาบ้านของเขาแล้ว ต้องบอกว่าหนักหนาสาหัสไม่น้อย เพราะระดับน้ำนั้นสูงเลยหัวเข่า

 

"ดีที่ผมขนหนังสือและรูปเขียนหนีได้ทันเวลา ปีนี้น้ำท่วมระดับน้องๆ พ.ศ.2538 คุณดูแนวคราบน้ำเก่าสิ..." บรรณาธิการเครางามชวนชี้ให้เราเปรียบเทียบแนวเข้มกับแนวจางของคราบน้ำท่วมเมื่อเกือบสิบปีก่อน...

 

แม้ว่าบรรณาธิการเครางามจะเคยเป็นนายแบบบนหน้าปก "จุดประกายวรรณกรรม" มาหลายครั้งหลายครา แต่ในวาระนี้เราคิดว่าน่าตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เห็นบทบาทใหม่ของอีกหนึ่ง "เสาหลักวงวรรณกรรมไทย" นาม "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" ที่หันไปจับกล้องถ่ายหนัง-สร้างเรื่องราวให้โลดแล่นในโลกเซลลูลอยด์!

 

ย้อนกลับไปในปี 2546 ชุมชนคนวรรณกรรมต่างรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เมื่อรับรู้ว่า "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" จะมีงานแสดงภาพเขียน...

 

เขาตั้งชื่องานแสดงในครั้งนั้นว่า Suchart Topia อันเป็นการเปิดให้ชมรูปวาดในลักษณะการแสดง "เดี่ยว" ครั้งแรกในชีวิตของสุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ภายใต้การจัดการของ "อธิคม คุณาวุฒิ" ซึ่งรั้งตำแหน่งบรรณาธิการเซคชั่น "เสาร์สวัสดี" ในขณะนั้น

 

ปีรุ่งขึ้น สุชาติก็ได้มีโอกาสจัดแสดงศิลปกรรมครั้งที่ 2 ของเขา จากความร่วมมือของนักเขียนรุ่นน้อง นั่นก็คือกลุ่ม Alternative Writer ของหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ที่ชื่อ "นิวัต พุทธประสาท" ครั้งนั้น นอกจากภาพเขียนแล้ว สุชาติยังมีงานในลักษณะติดตั้ง-จัดวาง หรือ Installation รวมถึงการหยิบฉวยเอาสื่อ Digital มารับใช้ศิลปะในรูปแบบของ "นวนิยายทัศนศิลป์" ภายใต้แนวคิด Suchart Mania ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

ถัดมาใน พ.ศ.2548 นิทรรศการ Suchart Failure ก็ถูกจัดแสดงที่หอศิลป์จามจุรี แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวาระ "6 ทศวรรษ : สุชาติ สวัสดิ์ศรี" พอดิบพอดี

 

โดยได้รับน้ำมิตรจิตใจจากศิลปินรุ่นน้อง คือ "ทิพย์ แซ่ตั้ง" และ "กวี แซ่ตั้ง" สองทายาทของศิลปินใหญ่นาม "จ่าง แซ่ตั้ง" มาช่วยดำเนินการ...

 

ครานั้น...พร้อมกับการนำภาพเขียนตีพิมพ์รวมไว้ใน "จินตนาการสามบรรทัด" ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 (ปรับปรุงใหม่!) แล้ว สุชาติยังมี "รูปใหม่" มาอวดโฉมมากมายหลายสิบรูปเลยทีเดียว!

 

0 "เนตรวิถี" ตัวตนที่ 4 ของ "สิงห์สนามหลวง"

 

นอกจากฉายา "ตู้วรรณกรรมเคลื่อนที่" อันอัดแน่นไปด้วยองค์ความรู้ด้านวรรณกรรมทั้งไทยและสากล ซึ่งเป็นผลพวงมาจากคอลัมน์ตอบจดหมายภายใต้นามปากกา "สิงห์สนามหลวง" ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง "30 ปี" (ปัจจุบัน "สิงห์สนามหลวง" ตอบปัญหาวรรณกรรมอยู่ที่นิตยสาร "เนชั่นสุดสัปดาห์") แล้ว

 

บทบาทในวงการหนังสือของเขาที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือสถานะของการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร "ช่อการะเกด" ที่มีส่วนสร้างสรรค์บรรยากาศของวงการ "เรื่องสั้นไทย" ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่นับภาระหน้าที่การเป็นบรรณาธิการเฉพาะกิจในรูปลักษณ์ "หนังสือเล่ม" หรือ Pocket Book อีกมากมาย

 

ทว่าในความคิดเห็นของเหล่า "แฟนพันธุ์แท้วรรณกรรมไทย" ทั่วไปแล้ว ต้องยอมรับว่าตัวตนที่แท้จริงของ "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" คือนิตยสาร "โลกหนังสือ"

 

"โลกหนังสือ คือประวัติการณ์ครั้งสำคัญของภูมิปัญญาไทย เพราะนิตยสารเล่มนี้แม้จะมีช่วงอายุค่อนข้างสั้น คือเพียง 6 ปี แต่ก็ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อวงวิชาการด้านวรรณกรรมและแวดวงปัญญาชนไทยร่วมสมัย อาจกล่าวได้ว่าวรรณกรรมและวรรณกรรมวิจารณ์ในปัจจุบันส่วนหนึ่งล้วนคือมรดกที่สืบทอดมาจากนิตยสารเล่มนี้...

 

"โลกหนังสือ ถือเป็นนิตยสารวรรณกรรมที่มีเนื้อหาเข้มข้น อัดแน่นด้วยข้อเขียนด้านวรรณกรรมและวรรณกรรมวิจารณ์อันลุ่มลึกและเฉียบคม ชนิดที่หากเราหยิบนิตยสารโลกหนังสือมาอ่านใหม่ในวันนี้ก็จะประหลาดใจว่านิตยสารเล่มนี้อุดมไปด้วยเนื้อหาที่คงความน่าสนใจและทันสมัยมากกว่านิตยสารที่วางขายกันอยู่ในปัจจุบัน...

 

"โลกหนังสือเป็นนิตยสารซึ่งคนที่เรียกตัวเองว่า "ปัญญาชน" ต้องอ่าน! เหตุผลที่ทำให้ปัญญาชนอ่านโลกหนังสือนั้น ส่วนหนึ่งเพราะนิตยสารเล่มนี้เป็นตัวแทนของการท้าทายอำนาจเผด็จการในยุคนั้น การอ่านโลกหนังสือจึงมิใช่เพื่อติดตามเรื่องราวทางวรรณกรรม แต่คือการบ่งบอกจุดยืนของผู้อ่าน ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับรัฐบาลเผด็จการขณะนั้น...

 

"โลกหนังสือ จึงเป็นประวัติการณ์ของความเคลื่อนไหวทางปัญญาในสังคมไทยที่จะไม่มีวันบังเกิดขึ้นอีกแล้ว! เหมือนกับคำว่า "ปัญญาชน" ที่เริ่มจะเลือนหายไปจากสังคมไทยในปัจจุบัน!" (ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, นิตยสารคนรักหนังสือ, ปีที่ 1 ฉบับที่ 4, ตุลาคม 2548)

 

นอกเหนือไปจากบทบาทด้าน "วรรณกรรม" ที่ปักหลักอย่างมั่นคงของสุชาติ สวัสดิ์ศรีแล้ว บทบาทด้านอื่นของเขาเคยกินแดนไปถึงวงการละครเวที, หนังสั้น, แวดวงวิชาการ ไม่เว้นแม้กระทั่งการบ้านการเมือง (รูปธรรมล่าสุดก็คือบทบาท "หัวหอก" ในการล่ารายชื่อ "นักเขียนไทย" ขับไล่ "คนหน้าเหลี่ยม") อีกด้วย

 

นอกจากนี้บทบาทเรื่องงานทัศนศิลป์ของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย...

 

"เรื่องวาดรูปก็คิดว่าเป็นจุดที่ทำได้คนเดียว เรื่องหนังเรื่องละครนั้นมันต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น เพราะโปรดักชั่นนั้นกว่าจะเสร็จออกมา ต้องพบคนร้อยพ่อพันแม่ เพราะมันไม่สามารถเสร็จได้ด้วยตัวเรา การทำหนังสือก็เช่นกัน เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ "สุรชัย จันทิมาธร" เล่าถึง "ช่วง มูลพินิจ" ที่เคยพูดว่า "เทพผ่านมาแล้วไม่อยู่กับเรานานหรอกนะ ถ้าไม่ทุ่มเทกับมัน เทพก็จะออกไป" สำหรับผมตอนนี้ เทพนวนิยาย ยังไม่เข้ามา เคยมีแต่เทพเรื่องสั้นและเทพบรรณาธิการ ส่วนเทพวาดรูปนั้นมาแล้ว เทพหนังทดลองก็กำลังจะมา แต่ก็ไม่รู้ว่าเทพต่างๆ จะอยู่กับเรานานแค่ไหน ทว่าถึงแม้จะมา-จะไปอย่างไร เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น หมายถึงจบเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ได้แค่ไหนก็แค่นั้น..." (นิตยสาร LUSh, ปีที่ 2 ฉบับที่ 5, ตุลาคม 2549)

 

0 ประวัติศาสตร์ส่วนตัว : จิตรกรรมและหนังทดลอง

 

"หนังทดลองที่ผมจะนำไปฉายครั้งนี้ ส่วนใหญ่สร้างจาก "วรรณกรรม" ทั้งวรรณกรรมของผมเอง คือ "ความเงียบ" และ"จินตนาการสามบรรทัด" และวรรณกรรมของคนอื่น" สุชาติ เปิดฉากใส่เทปสัมภาษณ์ของ "จุดประกายวรรณกรรม" ด้วยเรื่องราวของหนังทดลอง สังเกตจากสีหน้า-แววตาแล้ว เราพบว่าเขาตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว

 

"ก็อย่างที่ผมฉายตัวอย่างให้คุณดูเมื่อสักครู่นั่นแหละ" เขาหมายถึงชั่วโมงก่อนหน้าในห้องคอมพิวเตอร์กลางสวนรังสิตของเขา "เช่นเรื่อง ความเงียบ, รถไฟเด็กเล่น, การเดินทางไปยังท้องทุ่ง, อัตชีวประวัติ, ปากกระบอก พูดง่ายๆ ว่าหนังทดลองของผม ได้รับแรงบันดาลใจจากงานวรรณกรรมเป็นส่วนใหญ่"

 

สุชาติเรียกชิ้นงานแสดงศิลปะชิ้นดังกล่าวว่า Art Film หรือหนังทดลอง เราจึงเกิดข้อสงสัยต่อคำว่า "หนังทดลอง" กับ "หนังสั้น" หรือ "หนังใต้ดิน" และ "หนังอินดี้" กระทั่ง "หนังอาร์ต" ว่าอะไรคืออะไร เพราะเห็นว่าบรรดา "เด็กแนว" ต่างใช้กันสับสนอลหม่านไปหมด...

 

"หนังทดลอง ไม่ใช่หนังสั้นอย่างแน่นอน โอเคว่าหนังทดลองบางเรื่องอาจจะสั้น หรืออาจจะยาว ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้กำกับ ส่วนหนังใต้ดินหรือหนังอินดี้และหนังอาร์ตนั้น ผมมองว่าบางครั้งก็อาจเป็นหนังทดลองหรือบางครั้งก็อาจไม่ใช่ เพราะหนังอินดี้หรือหนังอาร์ตบางเรื่องก็เดินในแนวทางหนังกระแสหลักหรือหนังฮอลลีวู้ด เรียกว่าไปฉายบนดินได้อย่างสบายๆ"

 

สุชาติ คาดว่าจะฉายหนังทดลองในนิทรรศการศิลปะครั้งนี้เพียง 9 เรื่อง สาเหตุจากการจำกัดเรื่องเวลาและจะฉายให้ชมเฉพาะวันเปิดงานคือวันที่ 3 ธันวาคม ศกนี้ เท่านั้น! อีกเหตุผลหนึ่งก็คือสุชาติยังมีผลงานอีกชุดที่ต้องอาศัยเวลานำเสนอพอสมควร

 

"นอกจากนี้ก็จะมีการนำเอาสารคดีเหตุการณ์ "6 ตุลา 2519" มาใส่สี บวกกับภาพกราฟฟิกอีกนิดหน่อย...อาจจะใส่เสียงความรู้สึกส่วนตัวหรือลง Subtitle ทัศนะของผมที่มีต่อ "30 ปี 6 ตุลา" ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วง Post-production" สุชาติ หมายถึงอีกหนึ่งในชิ้นงานแสดงเดี่ยวศิลปะครั้งที่ 4 ของเขาที่ตั้งชื่อไว้ว่า "จิตกรรมวิดีทัศน์" หรือ "Video Painting"

 

"ชิ้นงานสำคัญที่ผมภูมิใจนำเสนอก็คือจิตรกรรมวีดิทัศน์ชุด "มนัส เศียรสิงห์" อดีตแกนนำของแนวร่วมศิลปินฯ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งปีนี้ก็ครบรอบ 30 ปี ของ "แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย" ด้วย"

 

"อันที่จริงผมสนใจงาน Video Painting หรือ Art Film มานานแล้ว แต่ที่นำออกแสดงครั้งนี้เป็นครั้งแรกก็เนื่องมาจากเหตุผลด้านสถานที่ เพราะว่างานแสดงเดี่ยว 3 ครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควรที่จะขนย้ายอุปกรณ์สำหรับฉายภาพยนตร์ต่างๆ"

 

"แต่ครั้งที่ 4 นี้ผมจะจัดที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ (ห้องสมุดใต้ดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา) ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งภายในนั้นเขาจะมีห้องฉายหนัง "เรวัติ พุทธินันท์" ทำให้ไม่ต้องขนย้ายอุปกรณ์ฉายหนังใดๆ ไปให้ยุ่งยาก"

 

"นอกจากนี้ตามทางเดินลงไปสู่ห้องฉายหนัง ผมจะแขวนรูปเขียนไว้ตามรายทาง เสมือนว่าใช้หอสมุดทั้งหมดเป็นพื้นที่จัดงาน ที่สำคัญก็คือผมจะนำ "นวนิยายทัศนศิลป์" หรือ "Visual Art Novel ภาค 2" ไปจัดแสดงและฉายให้ชมด้วย" สุชาติ ร่ายยาว...

 

0 ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ : บุ๊คไวรัส

 

"ถ้อยคำ, รูปเขียน กับภาพเคลื่อนไหว มีบทบาทสัมพันธ์กันอย่างไรต่อนิมิตส่วนตัวของศิลปิน ประโยคพรรณนาความ กำหนดบรรยากาศ ตัวละคร และโครงสร้างเรื่องของนักเขียนนั้น แตกต่างกันอย่างไรจากวิถีแห่งจักษุศิลป์ของศิลปินแขนงอื่น...

 

"นักเขียน จิตรกร และคนทำหนัง มีจุดร่วมกันบ้างไหม นอกเหนือจากวิถีแห่งการดู การเห็น การอ่าน จริงไหมว่าจักษุศิลป์ทุกแขนงเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอด-ดัดแปลงภาพแห่งนิมิต จินตนาการ ความทรงจำ และหลืบมุมแห่งความหลงลืม ออกมาเป็น "คำ" หรือ "รูป" ที่สามารถชี้นัยแห่งความเป็นรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นปฏิสัมพันธ์พร้อมเพรียงระหว่าง "กายไ และ"จิต"

 

"ขณะที่ศิลปะสาขาหนึ่ง เขียนรหัสคำบนเส้นบรรทัดของกระดาษขาว เพื่อบอกเล่าเรื่องราว ตำนาน หรือปรัชญาของแต่ละชาติ แต่ละภาษา ศิลปะอีกสาขาหนึ่งก็สามารถตวัดไขว้เส้นสีสองมิติเพื่อชี้นำสายตาไปสู่ระยะชัดลึกเบื้องในของภาพประทับ ส่วนศิลปะน้องเล็กสุดก็อวดพรสวรรค์ทางการโต้คลื่นอากาศ ขับขานดนตรี เล่นล้อกับพื้นที่ทางเวลา ขยับไหวตัวไปมาดั่งภาพวาดที่อาบแสงกับเงา

 

"บางครั้งพวกเขาบอกเล่าความคิดและเรื่องราวตามกรอบประเพณีของขนบนวนิยายหรือละครเวที แต่บ่อยครั้งก็พึงใจเพียงการก่อตัวเป็นเนตรนิมิต ร้อยเรียงกลอนกาพย์เป็นภาพอันสละสลวย ซึ่งอยู่พ้นเงื่อนไขทางตรรกะ..." (สูจิบัตร, เนตรวิถี : เทศกาลหนังสำหรับคนศิลปะ, 3 ธันวาคม 2549, ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์)

 

นอกจากถ้อยความในสูจิบัตรข้างต้นแล้ว เรายังพบรายชื่อหนังน่าสนใจหลายเรื่อง ที่นำมาฉายร่วมในงานแสดงศิลปะของสุชาติ สวัสดิ์ศรีครั้งนี้...

 

ตายก่อนดับ : การกลับไปของมณเฑียร บุญมา (สารคดีและบทสัมภาษณ์), Gao Xingjian (หนังศิลปะของ "เกา สิงเจี้ยน" นักเขียนรางวัลโนเบล), Van Gogh (ภาพยนตร์ที่จับห้วงเวลาเมื่อ "แวน โก๊ะ" ใกล้ตาย), Film (หนังสั้นของ Samuel Beckett นักเขียนรางวัลโนเบล), Kiss (หนังสั้นของ Andy Warhol เจ้าพ่อ Pop Art), Anemic Cinema (หนังสั้นของ Marcel Duchamp ศิลปินโพสต์โมเดิร์น), หนังสั้นหลายเรื่องของ Jean-Luc Godard ฯลฯ

 

"แว่วเสียงบ่นจากเพื่อนฝูงหลายคนที่อาจยังไม่เคยเห็นรูปเขียนของผม ก็คิดว่าน่าจะได้มีโอกาสมาพบกันบ้าง การแสดงที่ธรรมศาสตร์ครั้งนี้เหมือนกับได้กลับมาสู่รากเหง้า กลับมาสู่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ที่ผมนับเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของชีวิต ที่แห่งนี้มีส่วนร่วมสร้างตัวตนของ "สิงห์สนามหลวง" ไม่แพ้แผงหนังสือเก่าสนามหลวง แม้ว่าการกลับมาครั้งนี้จะเป็นไปในเชิงศิลปกรรมมากกว่าวรรณกรรมที่ถือเป็นรากเหง้าของผมก็ตาม"

 

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทิ้งท้ายกับ "จุดประกายวรรณกรรม" ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินเข้าสู่ประตูบ้าน.

 

นกป่า อุษาคเนย์

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20061104/news.php?news=column_22141010.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 3,876,446 ครั้ง