แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

เรื่องสั้นและบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า 2549

 

"วรรณกรรมการเมืองได้ตายไปแล้ว ตายไปพร้อมๆ กับการไม่ใส่ใจการเมืองของประชาชน เพราะคนไทยทุกวันนี้ต่างก็อยู่ดีกินดี มีสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นปกติ จนไม่รู้สึกว่าถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพกันตรงไหน"

 

นี่คือความรู้สึกของคนไทยหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540

 

ในห้วงเวลาแห่งการมีสิทธิเสรีภาพข้างต้นนั้น รัฐสภา โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่าแม้สิทธิเสรีภาพซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยจะเป็นปกติไม่ถูกลิดรอน แต่วรรณกรรมการเมืองก็สามารถดำรงอยู่ได้ สนับสนุนประชาธิปไตยได้โดยการสะท้อนภาพปัญหาบ้านเมืองหรือข้อควรปรับปรุงแก้ไข ตลอดจนปลุกจิตสำนึกสาธารณะหรือจิตสำนึกประชาธิปไตยได้ วรรณกรรมการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า จึงได้ก่อและถือกำเนิดขึ้นมาในห้วงเวลาแห่งวรรณกรรมการเมืองซบเซาไม่มีใครสนใจ

 

นับถึงปีนี้เป็นปีที่ห้าแล้ว ซึ่งได้มีพิธีมอบรางวัลให้กับนักเขียนนักวรรณกรรมการเมืองไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมรัฐสภา โดย พจนีย์ ธนวรานิช รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธานในพิธี ซึ่งในวันนั้นก่อนจะมีพิธีมอบรางวัล คณะกรรมการจัดงานได้จัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ 'วรรณกรรมการเมืองภาคประชาชน' ขึ้นโดยมีผู้ร่วมเสวนาที่มีบทบาทสำคัญในวงวรรณกรรมการเมือง

 

ไม่ว่าจะเป็น สุรชัย จันทิมาธร นักเขียนเรื่องสั้นแนวการเมืองคนสำคัญ วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้มีประสบการณ์และคลุกคลีกับวรรณกรรมการเมืองมาโดยตลอด และฐนธัช กองทอง นักวิชาการด้านวรรณกรรมจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมี รักษ์มนัญญา สมเทพ เป็นผู้ดำเนินการเสวนาท่ามกลางนักเขียน นักวรรณกรรมการเมืองจำนวนมากภายในห้องประชุมรัฐสภาอันทรงเกียรติ ซึ่งจะได้นำประเด็นสาระบางตอนมาถ่ายทอดให้ได้ทราบกัน

 

เริ่มต้นรายการด้วยการกล่าวนำเกี่ยวกับวรรณกรรมเรื่องสั้นและบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า โดย ไมตรี ลิมปิชาติ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์และกวีซีไรต์

 

ไมตรี ลิมปิชาติ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของรางวัลพานแว่นฟ้าว่า "รัฐสภาและสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้เห็นความสำคัญของวรรณกรรมการเมืองว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ส่งเสริมให้ประชาชนให้ใช้เสรีภาพแสดงออกทางการเมืองโดยใช้ศิลปะในการเขียนถ่ายทอดความรู้สึกสะท้อนภาพการเมือง หรือจินตนาการถึงการเมืองที่ต้องการในรูปแบบของเรื่องสั้นและบทกวี

 

ตลอดทั้งเพื่อให้วรรณกรรมการเมืองมีส่วนในการปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตย ในยุคที่ตนอยู่ในวัยหนุ่มสาวมีนักเขียนที่เขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับการเมืองเป็นจำนวนมากในสมัยนั้นแล้วค่อยๆ อ่อนตัวลงเรื่อยๆ

 

จนกระทั่งรัฐสภาได้มีการกระตุ้นโดยการจัดให้มีการประกวดเรื่องสั้นขึ้นมา ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 5 ปีมีผู้ส่งเรื่องสั้นเข้าประกวดจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับ ระยะแรกยังไม่เข้ากรอบเรื่องสั้นและยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่มาระยะหลังคุณภาพของเรื่องที่ส่งเข้าประกวดนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ และในโอกาสต่อไปคณะกรรมการจะไม่ให้เฉพาะผู้ส่งเรื่องเข้าประกวดเท่านั้น

 

แต่จะพิจารณาจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์เผยแพร่โดยจะเพิ่มเป็นรางวัลเกียรติยศด้วย เพราะบางท่านอาจจะไม่อยากส่งเข้าประกวด แต่ส่งไปพิมพ์เผยแพร่ เราก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาให้รางวัลกับผลงานเหล่านั้น ตนเชื่อว่าเรื่องสั้นแนวการเมือง ผู้อ่านอ่านแล้วจะได้ประโยชน์ ถ้าเป็นผู้อ่านที่ไม่เคยไปเลือกตั้ง เมื่ออ่านแล้วก็อยากจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือรัฐมนตรีที่ไม่ดี เมื่ออ่านเรื่องสั้นที่ดีๆ แล้วก็อาจจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีก็ได้ นี่คือสิ่งสะท้อนของวรรณกรรมที่ดี ในอนาคตปีต่อไปเชื่อว่าจะมีเรื่องสั้นที่ดีๆ เข้ามาอีกจำนวนมาก"

 

ด้าน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า บทกวีการเมืองนั้นสำคัญไม่น้อย สะท้อนความรู้สึกได้ตรง มีบทบาทควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงสังคมตลอดเวลา

 

"ถึงแม้การประกวดจะมิได้หมายความว่าเป็นการประเมินคุณค่าของงานเสียทีเดียว แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้คนในสังคมเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ขึ้นทุกครั้ง สังคมมีความรู้สึก คนทำงานศิลปะก็มีความรู้สึกด้วยแล้วสะท้อนความรู้สึกนั้นออกมา จริงอยู่การประกวดอาจจะมีวัตถุประสงค์อื่น เช่น มุ่งหวังที่จะได้รางวัล หรือมุ่งหวังที่จะปรากฏแสดงออกถึงความรู้สึก

 

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เป็นเรื่องร่วมรับรู้ถึงปรากฏการณ์และความรู้สึกร่วมกัน ปลอบปลุกผู้คนให้เข้าใจให้มีกำลังใจ ดังนี้ที่เราเรียกว่าเป็นงานสร้างสรรค์ ผู้รู้เคยกล่าวว่าบทกกวีเป็นมงกุฎของวรรณกรรมเพราะมีคำอันจำกัด แต่สื่อความรู้สึกไม่จำกัดให้ได้อย่างมีชีวิตชีวา รางวัลพานแว่นฟ้ามุ่งที่จะปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตย นั่นก็คือจิตสำนึกทางการเมืองนั่นเอง คือจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมคือจิตสำนึกประชาธิปไตยและจิตสำนึกเพื่อการเมือง

 

จิตสำนึกมี 3 ระดับ คือ 1.จิตสำนึกเพื่อส่วนตัว 2.จิตสำนึกเพื่ออุดมการณ์หรืออุดมคติ 3.จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นจิตสำนึกที่มีค่ามากที่สุด ดังนั้นการจัดเพื่อมุ่งสำนึกเพื่อส่วนรวมจึงเป็นงานที่มีคุณค่า เป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่า รางวัลพานแว่นฟ้าจึงมิใช่เป็นการส่งเสริมเฉพาะการประดิดประดอยถ้อยคำหรือสุนทรียรสเท่านั้น แต่เป็นการมุ่งหวังส่งเสริมยกระดับจิตสำนึกของคนด้วย เพราะฉะนั้นโดยเป้าหมายแล้วสูงส่งไม่แพ้กับประชาธิปไตยที่เราต่อสู้กันมา"

 

ส่วนการเสวนาวรรณกรรมการเมืองภาคประชาชนนั้น ฐนธัช กองทอง กล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ววรรณกรรมการเมืองอาจจะเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ถ้ามีการอ่านอย่างมีจิตสำนึก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เป็นสิ่งที่สังคมยังขาดอยู่ ในความคิดของตน วรรณกรรมทุกเรื่องเป็นวรรณกรรมการเมืองหมด เพราะนักเขียนในทุกสังคมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ เท่านั้น คือ

 

1.กลุ่มที่เห็นว่าสังคมมีปัญหา เมื่อนักเขียนเห็นว่าสังคมมันมีความอัปลักษณ์เกิดขึ้น มันมีปัญหา มีแง่มุมอะไรต้องเปลี่ยนแปลง นักเขียนที่เชื่อแบบนี้ก็จะต้องเขียนวรรณกรรมเพื่อสื่อให้เห็นความอัปลักษณ์ของสังคม และก็ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการที่จะแก้ไขความอัปลักษณ์นั้น

 

2.อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อมั่นว่าสังคมดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นว่าสังคมดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เพราะฉะนั้นก็จะเขียนวรรณกรรมเพื่อจรรโลงสภาพสังคมที่เป็นอยู่ให้ดำรงต่อไป คือถ้าหากมองว่าสังคมที่เป็นอยู่ไม่มีปัญหาอะไร พึงพอใจอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้อ่านเกิดสำนึกในการเปลี่ยนแปลงสังคมขึ้นมา

 

ในแง่นี้วรรณกรรมทุกเรื่องก็จะสะท้อนจิตสำนึกของนักเขียนอยู่ในตัวของมันเอง ขณะเดียวกันถ้ามองว่าวรรณกรรมการเมืองมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม ถ้าสำรวจไปในแผงหนังสือไม่มีวรรณกรรมการเมืองมันก็จะสะท้อนถึงสภาพการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเช่นกันว่าทำไมวรรณกรรมการเมืองจึงไม่มีอยู่ในแผงหนังสือ มันมีปัจจัยการเมืองอะไรบ้าง ที่จะตอบตรงนี้ได้ เหมือนกับที่มีคนบอกว่า "อยากรู้จักสังคมใดก็ให้ไปดูแผงหนังสือของสังคมนั้น เราก็จะทราบว่าสังคมนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร"

 

"ถ้าถามว่าวรรณกรรมการเมืองคืออะไร ก็อยากจะตอบว่ามันน่าจะหมายถึงว่าวรรณกรรมที่ก่อให้ผู้อ่านเกิดสำนึกทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้เขียนต้องการ เพราะฉะนั้นเพลงปลุกใจของนักการเมืองแนวชาตินิยมก็จัดว่าเป็นวรรณกรรมการเมืองอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันวรรณกรรมที่ปลุกเร้าประชาชนให้ลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าก็เป็นวรรณกรรมการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันที่สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองโดยไม่ได้มุ่งหวังที่จะพูดถึงการเมืองโดยตรงก็กลายเป็นว่าวรรณกรรมเหล่านั้นกลับจับหัวใจของสังคมได้" ฐนธัช กล่าว

 

จากนั้น วัฒน์ วรรลยางกูร แสดงทรรศนะบ้างว่า "วรรณกรรมการเมืองเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ซึ่งครอบคลุมวรรณกรรมเกือบทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็น บ้านทรายทอง, ผู้ชนะสิบทิศ, ปีศาจ, ไผ่แดง เพราะว่าสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคก็คือจิตวิญญาณหลักของประชาธิปไตยทั่วโลก ตนเองเติบโตในช่วงวรรณกรรมการเมืองเบ่งบาน ได้อ่านเรื่อง 'เขียดขาคำ' ของ ลาว คำหอม เรื่อง 'บัวนาค' ของ เจน เจตนธรรม

 

เรื่อง 'หัวเราะและน้ำตา' ของ อิศรา อมันตกุล ที่บอกว่า 'เวลาผาสุกคนเราก็หัวเราะ เวลาเจ็บปวดโอดโอยด้วยเสียงเดียวกัน รู้จักดมดอกกุหลาบได้กลิ่นเดียวกัน ได้ยินนกร้องเพลงด้วยความไพเราะเหมือนกัน รูจักรัก โลภ โกรธ และหลงได้เท่าๆ กัน เลือดของเขาเวลาทะลักออกมาก็สีเดียวกัน หาแผลเป็นสีเหลือง หรือสีน้ำเงินได้ไม่' นี่ก็คือเนื้อหาการเมืองที่เรียกว่าความเสมอภาค เนื้อหานี้นอกจากอยู่ในวรรณกรรมที่เป็นหนังสือแล้วยังอยู่ในเพลงด้วย แทรกอยู่ในทุกที่"

 

ส่วน สุรชัย จันทิมาธร นักเขียน นักวรรณกรรมการเมือง และอาจารย์ใหญ่ดนตรีเพื่อชีวิตคนสำคัญได้กล่าวเสริมว่า

 

"วรรณกรรมการเมืองภาคประชาชนได้มีมานานแล้ว มีมาก่อนวรรณกรรมในรูปแบบตัวหนังสือจะเกิดขึ้น เพราะลมหายใจภาคประชาชนมีมาตลอดเวลา มีอยู่ในครอบครัวเล็กๆ ในชนบทกันดาร ในสลัมที่ยากจน ในบ้านที่มีอันจะกิน ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยลมหายใจของการเมืองทั้งนั้น การเมืองครอบคลุมไปทุกที่ ตนมีความเชื่ออยู่ว่าในสังคมยังมีความขัดแย้งอยู่ ความขัดแย้งก่อให้เกิดการพัฒนา เปรียบเสมือนเอาไม้มาสีกัน เอาหินมาตีกัน ทำให้เกิดประกายไฟ นำไปหุงหาอาหารได้

 

เชื่อว่าความขัดแย้งก่อให้เกิดการพัฒนา เพราะฉะนั้นความขัดแย้งใหญ่ๆ ของสังคมก่อให้เกิดการพัฒนา จะเห็นได้จากความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนเก่ากับคนใหม่ สมัยเมื่อเดือนตุลา ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะเมืองไทยเท่านั้น มันเป็นกระแสของคนหนุ่มสาวทั่วโลกในสมัยนั้น ตนได้เคยศึกษางานของ จิตร ภูมิศักดิ์, นายผี-อัสนี พลจันทร์, เปลื้อง วรรณศรี, อิศรา อมันตกุล, ศรีบูรพา, เสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในภาคประชาชนทั้งนั้น

 

ช่วงท้ายของการเสวนาสุรชัยยังฝากเพลงด้วยเสียงที่ซึ้งจับใจซึ่งได้แต่งเกี่ยวกับสถานการณ์ทางภาคใต้ที่ถือว่าเป็นวรรณกรรมการเมืองได้ว่า...

 

ก็อยากมาหาอยากจะมาเยี่ยมยาม

 

ถามข่าวว่าใจที่เธอปวดร้าวมันเป็นอย่างไร

 

ไม่มีรอยยิ้มดวงตาดวงโตสดใส

 

มีแต่เคลือบแคลงใจว่าใครเป็นมิตรศัตรู

 

เธอเคยสดใสไม่รู้อะไรสิงอยู่

 

โรงเรียนก็ไร้คุณครูมีแต่ตอตะโกโด่เด่เดียวดาย

 

ที่ร้านน้ำชาชุมชนบ้านเรา

 

ตื่นเช้ามีรูกระสุนที่ยิงพรั่งพรูถล่มทลาย

 

ระเบิดลูกแล้วลูกเล่านำความฉิบหาย

 

บาดเจ็บและตายไม่เว้นไทยพุทธมุสลิม

 

เลือดคนข้นไหล โอ้ไทยฆ่าไทยแทงทิ่ม

 

ใจเอยน้ำตามันปริ่ม จะหล่นจะไหลแสนทรมาน

 

เป็นข่าวเป็นคราวทุกวี่ทุกวันไม่ขาด

 

ที่ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ยะหริ่ง สุไหงปาดี

 

บันนังสะตา สะบ้าย้อย ยะหา ตากใบสุไหงโกลก

 

ขอให้จางหาย ควันปืนความตายของนกสันติภาพ

 

ร่วงตก วิหคบินหลา ถลาลมสิ้นแรง

 

ขอสวดภาวนาท้องฟ้าเอยจงรุ่งแจ้ง

 

เมฆร้าย มลายเมื่อแสงสว่างมาเยือนเพื่อนพี่น้องชาวใต้

 

.....................................................

 

ปิดท้ายด้วยพิธีมอบรางวัลพานแว่นฟ้า ซึ่งปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทเรื่องสั้น คือ วิน วนาดร จากเรื่อง การจากไปของนกเค้า ส่วนประเภทบทกวีชนะเลิศคือ พัฒนะ ปฐมพงศ์ จากเรื่อง บทอาขยานกล่อมลูก : ภาคประชาธิปไตยในมือเรา

 

รางวัลพานแว่นฟ้าปีที่ 5 ก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย สมเกียรติวรรณกรรมการเมืองภาคประชาชน ขอจงเฝ้ารอการประกวดในปีหน้า อาจจะมีผลงานที่ท้าทายคณะกรรมการว่าจะกล้าตัดสินหรือไม่ เพราะอยู่ในช่วงรัฐประหาร หรือว่าวรรณกรรมการเมืองจะต้องกลับไปเป็นวรรณกรรมใต้ดินเหมือนเดิมอีก

 

โปรดติดตามตอนต่อไปในปีหน้า... 0

 

---------------------------------------------------------------

 

0 เรื่องสั้นการเมือง

 

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่เรื่อง การจากไปของนกเค้า ของ วิน วนาดร, รางวัลรองชนะเลิศ เรื่อง ความหวังจากถังขยะ ของ ชิด ชยากร และรางวัลชมเชยอีก 10 รางวัล ได้แก่ 1.จัดฉาก ของ ถนอม ขุนเพ็ชร์ 2.ชนชั้นแห่งดอกไม้ ของ เจษฎา ศรีวัฒาเมธากุล 3.เท่าไหร่? ของ กร ศิริวัฒโณ 4.ผู้พิทักษ์ ของ ประกาศิต คนไว 5.ผู้รับผิดชอบ ของ วุฒิ วัชระ 6.แพ้คัดเข้า ของ กรกช บุตรสิม 7.มื้อสุดท้าย ของ ธาร ยุทธชัยบดินทร์ 8.อนุสาวรีย์ ของ ผา นางคอย 9.อาหารมื้อค่ำ ของ อุเทน พรมแดง 10.ไอ้เกล็ดทอง ของ หญ้าดอกขาว

 

-----------------------------------------------

 

0 บทกวีการเมือง

 

รางวัลชนะเลิศได้แก่เรื่อง บทอาขยานกล่อมลูก : ภาคประชาธิปไตยในมือเรา ของ พัฒนะ ปฐมพงศ์, รางวัลรองชนะเลิศ เรื่อง คำร้องขอซอบารียะห์ ของ ที่จันทร์ ทอฉาย และรางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่ 1.แก้ไขที่คน ของ พรปวีณา นางาม 2.คุยกับแม่ ของ ปณิธิ ภูศรีเทศ 3.ตุลาคม ของ จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี 4.บนหลังม้าศึก ของ อภิชาติ จันทร์แดง 5.ประชาธิปไตยในแผ่นดิน ของ กอนกูย 6.มหกรรมการเมืองไทย ของ สำราญ เพ็ชรชัย 7.เรือนหลังใหญ่ ของ ชิด ชยากร 8.สนั่นฟ้าดาดาว ของ อสิรวิษ 9.สู่ทางเลือกที่สมดุล ของ ชัยพร ศรีโบราณ 10.เสียงเพรียกถึงดอกขจร ของ สุระ พิริยะพงศ์

 

 

โดย "ดอกกระเจียว"

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20061204/news.php?news=column_22388702.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 3,876,443 ครั้ง