แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ภาพสีหม่นของชุมชนวรรณกรรมและหนังสือปี 2549

 

ฉบับส่งท้ายปี 2549 นี้ 'จุดประกายวรรณกรรม' ขอนำเสนอเรื่องราวในแวดวงหนังสือและวรรณกรรมไทยที่ไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไรนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ส่งผลกระเทือนต่อวงการหนังสือและวรรณกรรมบ้านเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิหนำซ้ำบางประเด็นยังกลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางอีกด้วย

 

ภาพสีหม่นของวงการหนังสือและวรรณกรรมไทยบางเรื่อง 'จุดประกายวรรณกรรม' ไม่สามารถไปตัดสินกรณีพิพาทต่างๆ ได้ เพียงแต่ต้องการบอกกล่าวข้อเท็จจริงแก่คนอ่าน เพื่อสร้างความเข้าใจและหวังยกระดับมาตรฐานวงการหนังสือและวรรณกรรมไทยเป็นเป้าหมายสำคัญ

 

สถานการณ์ปี 2549 คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อวงการธุรกิจหนังสือและวรรณกรรมไทยอยู่มาก รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างประเทศ ที่กระแสหนังสือและวรรณกรรมของโลกเข้ามามีบทบาทต่อคนอ่านในเมืองไทยอย่างสูงและเชี่ยวกราก

 

แต่ถึงอย่างไรวรรณกรรมไทยก็ยังคงหยัดยืนท้าทายกระแสโลกาภิวัตน์เหล่านี้ด้วยความหวังอันเจิดจรัส แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วยังอยู่ห่างไกลจากฝั่งฝันนัก

 

ต่อไปนี้ลองมาไล่เรียงบางเรื่องราวบางเหตุการณ์ที่กลายเป็นภาพสีหม่นของแวดวงหนังสือและวรรณกรรมไทยดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

 

1.เหยื่อนักโจรกรรมงานเขียน

 

กรณีแรกเกิดขึ้นคาบเกี่ยวช่วงปลายปี 2548 และต้นปี 2549 กรณีนักเขียนนามปากกา ทอฝัน ได้เขียนหนังสือชื่อ 'หรือเราไม่ได้รักกัน' จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ใยไหม และพิมพ์ซ้ำไปแล้วหลายครั้ง แต่ภายหลังถูกเจ้าของผลงานตัวจริงจับได้ว่างานเขียนเล่มดังกล่าวได้นำเอาเนื้อหาจากความเรียง 3 เล่ม ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อักขระบันเทิงของนักเขียนนาม แสง สีรุ้ง หรืออีกนามปากหนึ่ง จักร กัปปวัตนะ อันได้แก่ เธอร้องไห้...ทำไมฉันเจ็บ, ความรักทำให้ผมร้องไห้ และเธอจะรักฉันถึงวันพรุ่งนี้ไหม มาลอกเลียนและดัดแปลงนั่นเอง

 

หลังจากนั้นเจ้าของผลงานตัวจริงได้โทรไปถามความจริงจากนักเขียนคนนั้น เบื้องต้นก็ยอมรับว่าลอกเลียนจริง ดังนั้นเขาจึงอยากให้ทางสำนักพิมพ์และนักเขียนคนดังกล่าวออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการและมีการนัดเคลียร์กันขึ้น แต่เมื่อได้ไปเจอและเจรจากันกลับตกลงกันไม่ได้ โดยทางสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ถูกกล่าวหาได้ปฏิเสธข้อเสนอของผู้เสียหาย

 

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้เป็นกรณีตัวอย่าง เพราะไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่โดนดัดแปลงงานเขียน ยังมีนักเขียนร่วมค่ายเดียวกันอีกคนชื่อ พึงเนตร อติแพทย์ ก็เจอกรณีดัดแปลงผลงานจากนักเขียนคนเดียวกันนี้ด้วย

 

ภายหลังทั้งสองสำนักพิมพ์ได้หันหน้าเข้าเจรจากันอีกครั้ง เพื่อหาข้อยุติปัญหาโดยสำนักพิมพ์ใยไหมได้แสดงความยินดีรับผิดชอบและทำข้อตกลงร่วมกันต่อกรณีดังกล่าว และในฐานะคนทำหนังสือด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าเป็นการจบกันด้วยดี และจับมือกันสร้างสรรค์งานดีๆ ให้กับแวดวงวรรณกรรมต่อไป

 

เรื่องการคัดลอกหรือดัดแปลงงานนั้น นักเขียนขายดีอย่าง กิ่งฉัตร ก็ยังโดนไปด้วย แต่ก็สามารถเจรจายอมความกันได้ เพราะนักเขียนคนนั้นยังเด็กและให้เหตุผลว่าเป็นแฟนนวนิยายตัวจริงของเธอด้วย

 

ลูกศิษย์เยี่ยงนี้...คุณครูคงไม่ปลื้มแน่ๆ!

 

2.วายร้ายหัวขโมยบนหน้าเวบบอร์ด

 

หลายครั้งที่เข้าไปอ่านเจอข้อความ งานเขียน หรือบทกวีตามเวบบอร์ดต่างๆ ทั้งที่ระบุคนเขียนหรือไม่ปรากฏชื่อคนเขียน บางเรื่องเป็นข้อความคุ้นๆ โดยเฉพาะถ้าคนที่เป็นเจ้าของงานเขียนถึงกับต้องสะดุดเข้าอย่างจัง ถ้าไปเจอผลงานของตัวเองปรากฏอยู่บนหน้าเวบบอร์ด แต่กลับระบุผู้เขียนเป็นชื่อของคนอื่นไปซะยังงั้น

 

ล่าสุดนักเขียนที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนซึ่งเป็นข่าวครึกโครมอยู่บนหน้าเวบบอร์ดคือ มนตรี ศรียงค์ นักกวีจากแดนใต้ เจ้าของรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดปี 2549 ที่โดนมือดีลอกบทกวีไปทั้งดุ้น และเอาไปโมเมว่าเป็นบทกวีของตัวเอง

 

ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นยังสวมรอยพร่ำพรรณนาให้มิตรสหายในโลกไซเบอร์ฟังด้วยว่า ห้วงอารมณ์ยามที่แต่งกวีบทนั้น ตนเองรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใดอีกแน่ะ (ดูซิ...มันทำได้) ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของบทกวีบอกว่าตอนแต่งนั้นเขานั่งกระดิกตีนผิวปากแต่งอย่างสบายอารมณ์ (อ้างอิงจาก www.thaiwriternetwork.com)

 

ความคืบหน้าล่าสุดนั้น มนตรี ศรียงค์ ตัดสินใจมอบหมายให้ทนายดำเนินการแจ้งความและยื่นเรื่องส่งฟ้องในชั้นศาลแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องติดตามตอนต่อไป แต่หากว่ามาตรการทางกฎหมายใช้ไม่ได้ผลหรือไม่ทันการณ์ ก็อาจจะใช้มาตรการทางสังคมแทน โดยเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยจะเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ (แต่ถ้าพึ่งใครไม่ได้...ก็ล่อมันไม้หน้าสามนั่นแหละ)

 

นี่ก็ถือเป็นกรณีศึกษาอีกกรณีหนึ่งที่คนทำงานสร้างสรรค์ถูกกระทำย่ำยี และบรรดาวายร้ายหัวขโมยทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยว่าผลงานเหล่านี้มีเจ้าของอยู่เป็นตัวเป็นตน ไม่ควรไปละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาของใครเขา เพราะอาจโดนฟ้องร้องเป็นคดีความได้โดยง่าย

 

หรือว่าการดัดแปลงและคัดลอกงานเขียนผู้อื่นจะเป็นแฟชั่นมาจากต่างประเทศที่นักเขียนชื่อดังต่างขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันไปหลายคู่

 

หวังว่านักเขียนไทยคงไม่ไปลอกเลียนดอกนะครับ!

 

3.นักเขียนไทยแต่หัวใจเกาหลี

 

คงต้องยอมรับว่าเทรนด์นิยายรักเกาหลีช่วงปีที่ผ่านมาก็ยังคงขายได้ขายดีเหมือนช่วงสองสามปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน เช่นเดียวกันกับกระแสความนิยมภาพยนตร์และละครซีรีส์เกาหลีทางโทรทัศน์ก็ยังคงมีอยู่มาก ส่งผลให้นิยายรักสไตล์เกาหลีได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

 

แต่ช่วงหลังๆ เริ่มชักไม่แน่ใจว่าหนังสือเล่มที่หยิบมาอ่านนั้นเป็นนิยายแปลจากเกาหลีหรือเป็นของนักเขียนคนไทยเขียนเองกันแน่ เพราะดูจากชื่อนามปากกาคนเขียนก็เป็นชื่อเกาหลี (ซะงั้น) แค่นั้นยังไม่พอ ชื่อเรื่อง พล็อตเรื่อง การดำเนินเรื่อง หรือกระทั่งสำนวน และลีลาการเขียนยังเป็นสไตล์เกาหลีอีกด้วย

 

อย่างว่าบางคนอาจจะเป็นเรื่องของการซึมซับมาโดยไม่ได้ตั้งใจ (หรือตั้งใจ)

 

แต่ที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้นคือมีการคัดลอกพล็อตเรื่องจากนิยายเหล่านี้เหมือนกันเดะๆ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรื่องและตัวละครให้ต่างออกไปเท่านั้น (อ้าว...ลอกเรื่องคนอื่นอีกแล้วรึนี่!)

 

เรื่องแบบนี้คงต้องขึ้นอยู่กับทางสำนักพิมพ์และบรรณาธิการแล้วล่ะว่าควรจะมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้อย่างไร จะปล่อยเลยตามเลย เพราะหนังสือขายได้ (ขายดี) หรือว่าต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

 

ไม่อย่างนั้นคงจะมีหนังสือแนวนี้ออกมาอีกเต็มบ้านเต็มเมือง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าปลื้มคงเป็นเรื่องของการอ่านที่เด็กและเยาวชนหันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้น และหลายคนมีความฝันอยากเป็นนักเขียน ทำให้เกิดนักเขียนกลุ่มรุ่นใหม่กลุ่มนี้ขึ้นมาจำนวนมาก

 

และอีกหลายๆ เรื่องก็เขียนได้ดีไม่แพ้นักเขียนมืออาชีพเสียอีกแหนะ!

 

4.อีโรติกระบาดบนแผงหนังสือ

 

แม้ว่าปีนี้หนังสือประเภทดาราคนดังหรือออกแนวแฉๆ จะซบเซาไปบ้าง แต่กลับเห็นหนังสือเรื่องเซ็กซ์เบียดเข้ามาแทนเป็นจำนวนมาก หลายเล่มเรียกว่าอยู่ในขั้นเรทอาร์-เรทเอ็กซ์เลยทีเดียว

 

เมื่อก่อนการบรรยายฉากรักอันโจ๋งครึ่มจะปรากฏอยู่ในเฉพาะหนังสือโป๊หรือประเภทปลุกใจเสือป่าเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ปรากฏว่าบนแผงมีหนังสือแนวอีโรติกที่ว่าด้วยประสบการณ์เรื่องเพศเป็นจำนวนมาก (หยิบจับสะดวกสบาย)

 

บางสำนักพิมพ์ผลิตออกมาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะขายได้

 

แม้ว่าหนังสือเหล่านี้จะไม่ได้จัดอยู่ในประเภทหนังสือโป๊เพราะไม่ได้มีภาพลามกอนาจารประกอบ แต่เมื่อดูหน้าปกหนังสือก็พอจะบอกได้ว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร หลายเล่มเขียนเล่าจากประสบการณ์อาชีพการทำงานที่ทำให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพรรค์บนเตียง

 

ลักษณะการเขียนบางครั้งก็ดูเหมือนเขียนจากเรื่องจริง แต่บางครั้งก็มีพล็อตเหมือนเป็นนิยายเรื่องหนึ่งที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ

 

การปล่อยให้หนังสือแนวอีโรติกออกมาวางขายและหาซื้ออ่านได้โดยง่ายขนาดนี้ คงไม่เป็นเรื่องดีกับเยาวชนแน่นอน ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องคงต้องลงมาดูแลและจัดเรทหนังสือแนวนี้บ้างก็ดี และถ้าจะให้ดีสำนักพิมพ์ก็ควรจะตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของหนังสือที่คนอ่านโดยเฉพาะเยาวชนควรจะได้รับบ้าง

 

ไม่ใช่มุ่งแต่ขาย (เซ็กซ์) เพียงอย่างเดียว!

 

5.การจากไปของ 'กนกพงศ์ สงสมพันธุ์'

 

การจากไปอย่างกะทันหันของนักเขียนหนุ่มตลอดกาล กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนซีไรต์ 2539 จากรวมเรื่องสั้น 'แผ่นดินอื่น' เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549 ด้วยโรคไข้หวัดใหญ่และอาการติดเชื้อในปอด ทำเอาคนในแวดวงวรรณกรรมถึงกับเกิดอาการช็อกไปตามๆ กัน และนับเป็นข่าวที่น่าเศร้าอย่างยิ่งสำหรับต้นปี 2549 เพราะเหนือความคาดคิดใดๆ ของเพื่อนฝูงมาก่อน

 

ก่อนหน้านี้กนกพงศ์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บมากมายถึงขนาดนี้ ทั้งยังดูแข็งแรงด้วยซ้ำไป...แต่เมื่อต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร จึงทำให้ผองเพื่อนรู้สึกเสียดายและอาลัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพลังความคิดการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมดีๆ ถ้ากนกพงศ์ยังมีชีวิตอยู่เชื่อแน่ว่าเขาจะสามารถสร้างผลงานที่ดีๆ ออกมาประดับวงการวรรณกรรมไทยอีกมากมาย

 

แต่การจากไปของนักเขียนซีไรต์หนุ่มวัย 40 คนนี้ถือว่าไม่เสียเปล่า เพราะได้ถือกำเนิด กองทุน กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสานต่อภารกิจที่เขายังดำเนินการไม่ลุล่วง เป้าหมายหลักเพื่อจัดพิมพ์นิตยสารเรื่องสั้นราย 4 เดือนชื่อ ราหูอมจันทร์ รวมถึงการจัดตั้งรางวัลเรื่องสั้น กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ โดยมีพี่ชาย เจน สงสมพันธุ์ เป็นผู้สานต่อโครงการนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม ผลงานทางวรรณกรรมของเขาที่ได้ฝากไว้ให้กับแผ่นดินก็ยังจะเป็นอมตะตลอดกาล!

 

6.รางวัลซีไรต์ 2549

 

รางวัลที่คนในวงการวรรณกรรมให้ความสนใจและจับตามองเป็นพิเศษคงต้องยกให้กับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) เหมือนเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา

 

ปีนี้มีการประกวดประเภทนวนิยาย และด้วยความโศกอันเกษมของ ความสุขของกะทิ จึงส่งผลให้งานเขียนเล่มแรกของนักแปลชื่อดัง งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้รับการประทับตรารางวัลซีไรต์อันทรงเกียรตินี้ไปครอง ซึ่งค้านสายตาและความคิดของ พินิจ นิลรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกรอบแรกและสื่อมวลชนสายวรรณกรรมอย่างมากๆ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

 

เพราะก่อนหน้านั้นจากนวนิยาย 10 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบมามี กลางทะเลลึก และเขียนฝันด้วยชีวิต นวนิยายทั้งสองเรื่องของ ประชาคม ลุนาชัย ได้รับการคาดหมายว่าน่าจะซิวรางวัลไปไม่เล่มใดก็เล่มหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้นก็ กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ ที่นำเอาประเด็นเรื่องปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงภาคใต้มาเขียน

 

แต่สุดท้ายนวนิยายฟอร์มเล็กๆ แต่สะเทือนอารมณ์อย่าง ความสุขของกะทิ ที่โดนค่อนขอดว่าเป็นแค่ 'หางกะทิ' นั้นก็ชนะใจกรรมการเสียงส่วนมากไป กระทั่งหนังสือพิมพ์บางฉบับถึงกับพาดหัวข่าวว่ามีการเมืองเข้าแทรก และลึกไปยิ่งกว่านั้นมีข่าวว่ามีกรรมการตัดสินรอบสุดท้ายบางท่านสนิทชิดเชื้อกับนักเขียนเป็นพิเศษอีกด้วย

 

แต่ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบจะเป็นอย่างไร นวนิยายฟอร์มเล็กแต่งดงามเรื่องนี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองบนเวทีวรรณกรรมอย่างสมศักดิ์ศรีและขึ้นทำเนียบวรรณกรรมขายดีไปเรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนภาคต่อ 'ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์' จะทำให้ 'งามพรรณ เวชชาชีวะ' เป็นนักเขียนซีไรต์อีกสมัยหรือไม่นั้น ต้องรอดูอีก 3 ปีโน่นครับ

 

แต่ระวังเจอนวนิยายคู่แข่งเรื่อง 'ความทุกข์ของเครื่องขูดมะพร้าว' นะ!

 

7.นิทานอีสป...ล้าสมัยไปแย้ววว!

 

ถ้าย้อนไปดูตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2545 กำหนดให้ ดอกสร้อยสุภาษิต, เพลงกล่อมเด็ก, ประถม ก. กา รวมถึง นิทานอีสป เป็นวรรณคดีที่ครูจะต้องนำมาใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนให้นักเรียนอ่านในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 โดยให้เลือกเรื่องที่มีความเหมาะสมกับนักเรียนมานำเสนอ เพื่อให้นักเรียนซึมซับเกี่ยวกับวรรณกรรมและคุณธรรมที่มีการสอดแทรกอยู่ในนิทานแต่ละเรื่อง

 

แต่หลังจากที่มีข่าวออกมาว่านาย พินิจ จารุสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของรัฐบาลชุดถูกปฏิวัติรัฐประหาร กล่าวว่า "ผมว่าเลิกใช้ได้แล้วนิทานอีสป ให้ใช้นิทานใหม่ที่ทันสมัยเหมาะสมกับยุคนี้" จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า นิทานอีสป เก่าคร่ำครึจริงหรือ!

 

แม้ภายหลังอดีตรัฐมนตรีจะออกมากล่าวปฏิเสธ แต่นักวิชาการสายวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนคงนิ่งดูดายไม่ได้ เพราะนิทานอีสปถือเป็นนิทานอมตะที่ไม่มีวันเสื่อมสูญไปจากความทรงจำของผู้อ่านมาหลายร้อยปี เปรียบเทียบความดี-ความชั่วชัดเจน มีปรัชญาและคติสอนใจไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยอาศัยตัวละครสัตว์ต่างๆ เป็นตัวเดินเรื่องให้ความสนุกสนานและเพลิดเพลิน

 

ลองนึกดูง่ายๆ ว่านิทานเรื่อง ราชสีห์กับหนู, กระต่ายกับเต่า หรืออีกหลายๆ เรื่องนั้นได้ปลูกฝังแง่คิดกับเด็กอย่างไรได้บ้าง!

 

ชะช้า...ดูถูกขิงเก่าขิงแก่ยังงี้ได้ไง....เดี๋ยวไปฟ้องป๋านะ!

 

8.มิตรภาพของผู้ชายในสังคมร่วมสมัย

 

กลายเป็นเรื่องบาดหมางกันระหว่าง สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ นักเขียน และพิธีกรรายการทีวีชื่อดัง 'ฅนค้นคน' กับ สุวิชานนท์ รัตนภิมล นักเขียนจากแดนใต้ที่ขึ้นไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคเหนือ

 

อันเนื่องมาจากคำพูดบางคำพูดที่ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ได้ไปกล่าวไว้ในงานเสวนาของนิตยสารจีเอ็ม ภายใต้หัวข้อ "มิตรภาพของผู้ชายในสังคมร่วมสมัย" และเคยเล่าไว้ในหนังสือ 'เช็คหัวใจ' ซึ่งมีการเอ่ยพาดพิงถึง สุวิชานนท์ รัตนภิมล ที่หลายๆ เรื่องไม่ได้เป็นความจริงตามที่พูด

 

ทำให้สุวิชานนท์ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่าด้วยความน้อยอกน้อยใจ "ผมนึกว่ามันจะจบที่หนังสือ "เช็คหัวใจ" แล้วนะ ยังไงๆ ก็ช่างมันเถอะ พี่เช็คคงพูดไม่ตั้งใจอะไร แต่เห็นพี่เช็คยังออกมาพูดอีก มีเวทีอื่นก็คงพูดถึงผมอยู่เรื่อยๆ พี่เช็คพูดถึงผมเหมือนผมแย่ๆ ยังไงไม่รู้ ผมไม่ได้ประกาศตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคนบนดอย และผมไม่รับในคำประกาศที่ใครจะมอบให้ผมด้วย ที่จริงผมไม่ได้เริ่มต้นรู้จักพี่เช็คด้วยการเป็นเพื่อน จะตีความคำว่าเพื่อนในมุมไหนก็ตาม แต่ผมไม่ใช่เพื่อนในแบบของพี่เช็คอย่างแน่นอน...

 

พี่ต้องพูดอีกกี่ครั้ง พี่ต้องพูดความจริงให้หมด ความจริงแบบเผื่อแผ่คนอื่นนั้น พี่ไม่พูดผ่านเครื่องขยายเสียงเสียบ้างก็น่าจะดี แต่ถ้าพี่อยากพูดก็ต้องพูดให้หมด ให้มีรายละเอียด"

 

หลังจากนั้นสุทธิพงษ์ก็ออกมาเปิดเผยความในใจอย่างหมดเปลือก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พูดถึงสุวิชานนท์ไม่เลิก หรือเรื่องเสียดสี เยาะหยัน ดูถูกและหมิ่นแคลน รวมถึงกรณีจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างภาพและเพื่อผลประโยชน์บางสิ่งบางอย่างของตัวเอง

 

หวังว่าคงพลิกฟื้นความสัมพันธ์กลับมาได้เหมือนเดิม เพราะอย่างไรก็อยู่วงการเดียวกัน ควรรักกันเข้าไว้จะดีกว่านะ

 

เรื่องนี้น่าทำไปออกรายการ 'กบนอกกะลา' จัง....หรือจะเป็นรายการ 'หลุมดำ' ก็ได้นะ!

 

9.กรณีพิพาทสำนักพิมพ์-บรรณาธิการ

 

ความบาดหมางส่งท้ายปี 2549 เป็นคู่กรณีระหว่างเจ้าของสำนักพิมพ์เนรมิตร กุลชัย สายทุ้ม กับอดีตบรรณาธิการบริหาร ชนัฏฐ์ ทับทอง (ศิลา-ธารา) ที่ออกมากล่าวหาสำนักพิมพ์ว่าไม่มีความเป็นธรรมกับนักเขียนในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์และยอดพิมพ์ รวมถึงการที่สำนักพิมพ์เบี้ยวค่าผลิตหนังสืออีก 5 เล่ม โดยอ้างว่าอยากให้เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่างสำหรับวงการธุรกิจหนังสือที่ไม่ควรมุ่งแต่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว และสำนักพิมพ์ควรมีคุณธรรมและจริยธรรมต่อนักเขียนด้วย

 

ภายหลังเจ้าของสำนักพิมพ์ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงอย่างที่บรรณาธิการได้กล่าวอ้าง และยังบอกว่า "โดยปกติแล้วบทบาทของบรรณาธิการบริหารคือ 'ตัวแทน' ของสำนักพิมพ์ที่มีหน้าที่ติดต่อกับนักเขียนเพื่อนำต้นฉบับมาพิจารณาพิมพ์ ประนีประนอมข้อตกลงต่างๆ และรักษาสัมพันธภาพระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ ดังนั้นบรรณาธิการบริหารต้องมีจรรยาบรรณ ความซื่อสัตย์ และความจริงใจในการสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน

 

อีกบทบาทหนึ่งของบรรณาธิการบริหารคือ 'ผู้ดูแล' และจัดการงานภายในของสำนักพิมพ์ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ตั้งแต่การคัดสรรต้นฉบับที่ดี การบริหารต้นทุน การดูแลการผลิต การทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ การนำผลจากยอดขายเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีในการพิจารณาต้นฉบับต่อๆ ไป จนถึงการดูแลความเป็นอยู่และพัฒนาความสามารถของลูกน้องในแผนก

 

ดังนั้น บรรณาธิการบริหารไม่ใช่ 'นายหน้าค้าต้นฉบับ' ที่นำต้นฉบับมาเสนอสำนักพิมพ์ เมื่อพิมพ์งานเสร็จ รับเงินแล้วกลับไปดูแลนักเขียนซึ่งเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของนายหน้า"

 

ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์-นักเขียน-บรรณาธิการล้วนอยู่วงการเดียวกัน ทุกฝ่ายควรจะเอาความจริงมาพูดกันและประนีประนอมกันเข้าไว้เป็นดีที่สุด!

 

10.สัญญาลิขสิทธิ์นักเขียน

 

เรื่องร้อนถึงคณะกรรมการเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ ที่กำลังผลักดันเรื่อง 'สัญญาลิขสิทธิ์นักเขียน' ซึ่งเขามองว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสำนักพิมพ์กับนักเขียนไม่ค่อยมีการเซ็นสัญญากันเท่าไร

 

ประเด็นคืออยากให้มีการเซ็นสัญญาที่เป็นธรรมต่อนักเขียน โดยเฉพาะนักเขียนหน้าใหม่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และต้องการเห็นการทำงานเป็นมืออาชีพอย่างที่เมืองนอกเขาทำกัน เพราะถ้าเป็นสัญญาที่ดีจะเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

 

นักเขียนเอาเปรียบสำนักพิมพ์ไม่ได้ และทางกลับกันสำนักพิมพ์ก็เอาเปรียบนักเขียนไม่ได้ ซึ่งเขาเห็นว่าถ้าทุกสำนักพิมพ์ในประเทศไทยทำสัญญากับนักเขียน ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น

 

ต่อไปคงหายห่วงเรื่องนักเขียนโดนข่มเหงรังแกและถูกสำนักพิมพ์เอารัดเอาเปรียบอย่างเมื่อก่อน

 

แต่ถึงอย่างไรเรื่อง 'สัญญาใจ' ระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ก็ไม่ควรจะทิ้งไปเชียวนา.....จริงมั้ยเถ้าแก่!

 

------------------------------

 

เหล่านี้คือภาพสีหม่นของชุมชนคนวรรณกรรมและหนังสือที่ทีมงาน 'จุดประกายวรรณกรรม' ได้รวบรวมเอาไว้ ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยน่าจดจำนัก แต่ถึงอย่างไร...ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่งก็ถือเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาประดับวงการหนังสือและวรรณกรรมต่อไปก็แล้วกัน

 

ทีมงานจุดประกายวรรณกรรม : รายงาน

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20061205/news.php?news=column_22385757.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 4,463,711 ครั้ง