แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

นักเขียนกับจิตสำนึกด้านลิขสิทธิ์

 

เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในแวดวงวรรณกรรมยังคงเป็นประเด็นร้อนที่มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง หลายแนวทางถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อป้องกันด้วยหวังว่าจะลดปัญหานี้ให้น้อยลง หนึ่งในนั้นจัดเป็นเวทีเสวนา นักเขียนกับจิตสำนึกด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา โดยมี พงษ์ลดา อิทธิเมฆินทร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

งานนี้เปิดกว้างให้กับนักเขียน-นักแปลทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า รวมถึงผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมการเสวนาด้วยอย่างมากมาย ขณะเดียวกันก็มีหลายๆ ประเด็นที่คนในแวดวงหนังสือและนักเขียนควรรับรู้อย่างยิ่ง

 

บรรยากาศในเบื้องต้น อ.สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ อธิบายและให้ความรู้เรื่อง ลิขสิทธิ์กับงานวรรณกรรม ไว้กว้างๆ ว่า

 

"กฎหมายทางลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายที่ค่อนข้างกว้าง จัดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกันมากขึ้น ซึ่งเราจะได้สิทธิตามกฎหมายก็ต่อเมื่อมีการสร้างสรรค์ผลงาน ตามกฎหมายระบุว่า การสร้างสรรค์คือเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นลิขสิทธิ์ทางกฎหมาย เป็นผู้ทำให้เกิดงานสร้างสรรค์ด้วยความคิดริเริ่มของตนเอง ทั้งนี้กฎหมายลิขสิทธิ์จะให้การคุ้มครองสิทธิตลอดอายุขัยของเจ้าของลิขสิทธิ์และอีก 50 ปี นับจากเจ้าของลิขสิทธิ์ถึงแก่ความตาย"

 

จากนั้น นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ นักเขียนชื่อดังผู้มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการถูกฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง กล่าวถึงภาระหน้าที่การเป็นนักเขียนว่า

 

"นักเขียนต้องการได้รับการยอมรับและปัจจัยที่ได้รับการยอมรับก็มีหลายๆ อย่าง แต่อย่างที่สำคัญคือความสง่างาม เขียนด้วยสติปัญญาของตนเอง แม้ว่าเรื่องนั้นจะต้องตกตะกร้าหรือว่าส่งประกวดแล้วไม่ได้รับรางวัล แต่หากว่าเขียนขึ้นมาจากสติปัญญาของตัวเอง ทุกเรื่องก็เป็นเรื่องที่สง่างาม น่าภูมิใจ ผมมั่นใจว่านักเขียนทุกคนมีจิตสำนึกลึกๆ ไม่ต่างกัน

 

ตัวผมเองมีประสบการณ์อยู่ทั้งสองด้าน ทั้งด้านที่เป็นการถูกละเมิดลิขสิทธิ์และถูกกล่าวหาว่าไปละเมิดลิขสิทธิ์ของคนอื่นซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดจะทำ ผมตกใจมาก เพราะว่าทุกเรื่องที่ผมเขียนนั้น เขียนด้วยสติปัญญาของผมเอง และแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของเพื่อนผมตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักดนตรี แต่เมื่อถูกฟ้องร้อง ผมตกเป็นจำเลย จึงมีหน้าที่พิสูจน์ตัวเองเท่านั้น ซึ่งผมใช้เวลาทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปีกับอีก 2 เดือน ศาลตัดสินให้ผมชนะ คดีจึงถือเป็นอันสิ้นสุดลง

 

ส่วนคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกานั้นเป็นสิ่งที่เผยแพร่ได้ ถ้าผมจำไม่ผิดศาลระบุว่าสิ่งที่โจทก์อ้างว่าจำเลยคัดลอก ดัดแปลง แล้วเหมือนกับโจทก์นั้นเป็นสิ่งที่โจทก์คิดเอาเองทั้งสิ้น เพราะนักวิชาการที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือให้การตรงกันว่า การจะคัดลอกเรื่องนั้นจะอ่านเอาตรงจุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องอ่านเอาทั้งเรื่อง สำหรับเรื่องนี้สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักเขียนนั้น หากคุณได้เขียนเรื่องอะไรไว้ โปรดเก็บโครงเรื่องและข้อมูลที่ใช้เอาไว้ทั้งหมด เพื่อเป็นหลักฐานเมื่อถูกฟ้องว่าไปละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น คุณจะได้มีหลักฐานไปยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณแต่งขึ้นเอง"

 

ด้าน คมสัน นันทจิต นักเขียนและคอลัมนิสต์ กล่าวถึงการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเองว่า

 

"สมัยเรียนที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ จะมีวิชาหนึ่งชื่อวิชาว่า 'ประวัติศาสตร์ศิลปะ' ชั่วโมงแรกที่เรียน อาจารย์ให้ดูสไลด์ภาพงานศิลปะ แล้วจะมีอยู่รูปหนึ่งของ 'ลีโอนาร์โด ดาร์วินชี' งานนี้เขาใช้ชื่อว่า 'หัววัว' (Bull Head) อาจารย์ให้ข้อคิดว่า 'งานศิลปะ' มันต้องมีความเป็นออริจินัลริตี้ คือ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ถ้ามันขาดอันใดอันหนึ่งไป มันจะไม่ใช่งานศิลปะ เหมือนกับการสานกระบุง สานตะกร้า ที่ไม่ได้จัดว่าเป็นงานศิลปะเพราะว่ามันใช้แค่ทักษะในการสาน....

 

อย่างการลอกเลียนงานของคนอื่น ผมถือว่าเป็นการทำลายออริจินัลของตัวเอง แล้วคุณจะมีความภูมิใจในตัวเองได้ยังไง หากว่าคุณภูมิใจผลงานของคนอื่นมากจนต้องลอกเลียนแบบ ผมว่ามันเป็นเรื่องแปลก แล้วถ้าวันหนึ่งคุณย้อนกลับมามองผลงานของตัวเอง คุณเจอแต่สิ่งที่ไปลอกของคนอื่นมา คุณจะบอกตัวเองได้ไหมว่าความเป็นตัวของคุณเองมันอยู่ตรงไหน หรือความภูมิใจมันอยู่ที่ไหน"

 

แม้แต่ ปาริฉัตร ศาลิคุปต นักเขียนนวนิยายเจ้าของนามปากกา กิ่งฉัตร ก็เป็นอีกคนที่เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะมีนักเขียนรุ่นใหม่คนหนึ่งแอบลอกเรื่องของเธอไปทำเป็นหนัง โดยเธอได้เล่าถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า..

 

"ตอนนั้นมีคนโทรมาถามว่าขายลิขสิทธิ์เรื่อง 'บ่วงหงส์' ให้กับใครไปทำภาพยนตร์หรือเปล่า เพราะกำลังลงโรงฉายอยู่ที่สกาล่า เราก็ชวนเพื่อนเข้าไปดู แล้วก็จดรายละเอียดว่ามีส่วนไหนบ้างที่เหมือนกัน พอจดๆ ไปสักพัก เพื่อนก็บอกว่าเลิกจดเถอะ มันเหมือนกันแทบจะทุกฉาก ทุกคำพูดแล้วนะ คือ คนก๊อบปี้ ค่อนข้างจะทำเป็นเรื่องของละครซ้อนละคร แล้วทุกอย่างก็เหมือนกันหมด ทั้งในเรื่องของบทสนทนาและชื่อตัวละคร เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตัวพระนางเท่านั้นเอง

 

ยอมรับว่าการโดนละเมิด ทำให้เครียด นอนไม่หลับ เป็นกังวล วิตกไปหมดว่าจะทำอย่างไรดี

 

จริงๆ สำนักพิมพ์มีส่วนช่วยในการฟ้องได้ โชคดีว่าทางสำนักพิมพ์เป็นฝ่ายเข้ามาช่วยในการดูแลและแจ้งความ เจรจา เพราะตอนแรกคนละเมิดเขาก็ไม่สนใจ แต่พอเห็นว่าเราเอาแน่ เขาจึงส่งทนายมาเจรจา ทางตำรวจทำจดหมายเชิญคู่กรณี แต่เขาก็ไม่ไปตามหมาย เรื่องจึงยังคงคาราคาซังอยู่ หลังจากนั้นได้คุยกับเขา เขาบอกเราว่าเขาเคารพเรามาก ชื่นชมผลงานของเรามาก แต่การทำแบบนี้เหรอคือการเคารพของคุณ ลอกเลียนงานของเราไป เราเองก็ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากมีปัญหา เรื่องก็เลยยังค้างคากันอยู่...

 

ส่วนการแจ้งความในการดำเนินคดีนั้น ขอแนะนำว่าต้องทำภายใน 3 เดือน (หลังจากวันที่พบเห็น) เพราะถ้าเกิน 3 เดือน อายุความคดีอาญาก็จะหมดลง ทางเราก็จะทำอะไรต่อไม่ได้ ในกรณีที่แจ้งความไปแล้ว เรายังเจรจากันได้ ถ้าคุยแล้วตกลงได้ ค่อยถอนฟ้องออก"

 

เธอกล่าวเสริมถึงเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมว่า "เรื่องนี้ง่ายนิดเดียวคือเอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้คิดว่าถ้าเราเป็นฝ่ายที่โดนละเมิดบ้างจะรู้สึกยังไง อยากให้พูดตรงๆ จากหัวใจว่าเราจะพอใจไหม มีความสุขไหม ถ้ามีคนเอางานคุณไปใช้ประโยชน์โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตคุณก่อน บางเรื่องยอมให้หมด เพราะค่อนข้างจะเปิดกว้างมากๆ

 

สำหรับคนที่เป็นนักเขียน(หนังสือ)ใหม่ๆ คุณสามารถได้รับแรงบันดาลใจ ได้รับอิทธิพล และมีกลิ่นอายของนักเขียนที่เราชื่นชอบได้ แต่ทุกอย่างย่อมมีลิมิต เรามีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีขอบเขต อย่าให้หนังสือเหมือนขนาดว่าเป็นลูกต่างพ่อที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แล้วมาเจอกันบนแผงหนังสือ การเป็นนักเขียนถ้าคุณเริ่มต้นจากการลอก ต่อให้อนาคตไปได้สวยแค่ไหน สักวันมันต้องตกวูบ เพราะยังไงต้องมีคนขุดคุ้ยขึ้นมาอยู่ดี จะสลัดภาพหนียังไงก็ไม่พ้น

 

ยอมรับว่าในปัจจุบันมีนักเขียนมากขึ้น งานเขียนมากขึ้น แล้วงานเขียนมันก็เหมือนๆ กันไปหมด ทำให้เกิดคดีต่างๆ มากขึ้น ว่าทำไมเล่มนั้นถึงเหมือนเล่มนี้ จริงๆ บางส่วนเหมือนได้ เพราะพล็อตเรื่องมันมีอยู่ 20-30 พล็อตเอง อย่างพล็อตแม่ผัวกับลูกสะใภ้ พบรักต่างแดน เจอหน้ากันทะเลาะกัน อะไรอย่างนี้ จะเป็นแพทเทิร์นกันอยู่แล้ว แต่ว่าในความเหมือนมันต้องมีความต่าง มันต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าดูถูกคนอ่าน อย่าคิดว่าคนอ่านไม่รู้ว่าเราไปเอาเรื่องของคนอื่นมา ถามว่าเล่มแรกเหมือน เล่มที่สองเหมือน แล้วคนอ่านเขาจะมาอ่านงานของคุณทำไม ไปอ่านของคนที่เป็นออริจินัลไม่ดีกว่าเหรอ

 

จากประสบการณ์ของตัวเองอย่างหนึ่ง ยอมรับว่าความเหมือนเป็นไปได้ ความบังเอิญเป็นไปได้ เหมือนกับว่าการดูสารคดีเรื่องเดียวกันแล้วเอามาเขียน มันเป็นไปได้ แต่เรื่องสำนวน การนำเสนอ และเรื่องลีลาในการเขียน มันจะแตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นให้นึกอย่างหนึ่งว่างานของคุณเอง มันต้องมีจุดยืนของตัวเอง มีสำนวนของตัวเอง มีแนวทางเป็นของตัวเอง แล้วแตะของคนอื่นให้น้อยที่สุด ถ้าคุณทำตามนี้ได้ คุณจะยืนอยู่บนถนนสายนี้ได้ยาวไกลที่สุด"

 

ส่วน งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์และนักแปลชื่อดัง มองประเด็นเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์งานแปลว่า "ตัวเองอยู่ในวงการลิขสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งจะเรียกว่าอยู่มาตั้งแต่ยุคมืดหรือยุคหินเลยก็ได้ทีเดียว และในฐานะที่เป็นนักแปลก็ไม่อยากที่จะทำให้ผิดกฎหมาย แต่วิธีการดำเนินในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีผู้รู้หรือว่ามีประสบการณ์ จึงตั้งสำนักงานขึ้นมาบริการในสมัยนั้น แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับผู้ที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพราะไปพบทีหลังว่ามีสำนักพิมพ์ที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ได้จัดพิมพ์เรื่องเดียวกันไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

ในสมัยก่อนมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าทางสำนักพิมพ์คิดว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขอลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะมีและผู้แปลมีสิทธิเต็มเม็ดเต็มหน่วยประดุจหนึ่งเป็นผู้เขียน เรื่องลิขสิทธิ์จึงเป็นเสมือนมารยาทพื้นฐานที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของเราตั้งแต่ต้น สาระอันแท้จริงของลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่ไหน จึงไม่มีใครนึกคิดหรือเข้าใจ

 

แต่เดิมเราชอบไปเอาของเขามา ตัวเราเองก็ยังไม่รู้จักคุ้มครองหรือรักษาสิทธิของตัวเองด้วย เพราะได้มองข้ามไปหมด ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทรัพย์สินทางปัญญาคือทรัพย์สินที่เกิดจากปัญญา ของใครก็เป็นของคนนั้น ใครเป็นเจ้าของก็ย่อมมีสิทธิหวง ของพวกนี้จึงมีค่า มีความหมาย"

 

พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า "ถ้าเด็กรุ่นใหม่เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย ไม่เข้าใจว่าความภูมิใจหรือการเคารพในมันสมองของคนอื่นอยู่ที่ตรงไหน มันคงเป็นเรื่องลำบาก รูปแบบของการลอกเลียนหรือดัดแปลงงานคงมีวิธีการที่จะต้องกลบเกลื่อนหลักฐานได้แนบเนียนมากขึ้น ขอเรียนว่าปัญหาลิขสิทธิ์คงจะอยู่กับเราอีกนาน กลายเป็นเรื่องซับซ้อนและคงจะมีวิธีการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อีกมาก

 

คงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะค่อยๆ เริ่ม อย่างน้อยเริ่มจากตัวเราเองก่อนว่าเราเข้าใจคำว่า 'ทรัพย์สินทางปัญญา' ว่าเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมันสมองของแต่ละคน รู้เห็นค่า เคารพสิทธิของคนอื่น ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าการเคารพสิทธิและป้องกันสิทธิของตัวเองมันอยู่ที่ตรงไหนด้วย"

 

ขณะที่ เกศณี สมปรีดา เจ้าของนามปากกา รอมแพง นักเขียนนวนิยายซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเวบไซต์ เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเองถูกละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยว่า

 

"ตนเองนั้นเคยมีประสบการณ์ที่ถูกลอกเลียนผลงานเช่นเดียวกัน วันคืนไม่ดี ลองเช็คดูในกูเกิลก็จะพบ อย่างบางคนเขาก็จะก๊อบงานของเราไปเพสท์วางลงในบล็อกของเขา แล้วเปลี่ยนชื่อ ถ้าเราตามไปเจอ ขั้นแรกเราก็จะติดต่อไปคุยกันก่อนว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง เขาก็จะกล่าวขอโทษ ก็จะจบเรื่องกันไป มีตัวอย่างของน้องคนหนึ่ง เขาลอกเลียนผลงานของคนอื่นไปทั่ว พอถูกจับได้ ก็จะกล่าวขอโทษแล้วบอกว่าจะไม่ทำอีก

 

แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เขาก็กลับมาเป็นแบบเดิมคือยังคงลอกงานของคนอื่นอยู่ หลังๆ จึงไม่ค่อยจะมีใครยอมความให้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องคนนี้เขาไปลอกเรื่องสั้นจากนักเขียนคนหนึ่งในเวบไซต์ แล้วอ้างเหตุผลในการแก้ตัวว่าทางสถาบันไม่ได้สอนเรื่องสิขสิทธิ์ นักเขียนเรื่องสั้นคนนั้นจึงใช้วิธีเล่นงานทางสังคมโดยการไปฟ้องยังสถานศึกษา หลังจากที่สถานศึกษาได้มีการสอบสวนแล้ว น้องคนนั้นจึงถูกสั่งพักการเรียนอย่างไม่มีกำหนด แล้วทางมหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็จัดให้มีการเปิดสอนรายวิชาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิชาพื้นฐาน"

 

เธอกล่าวถึงการป้องกันการลอกเลียนงานทางอินเทอร์เน็ตว่า "อย่างแรกคือการเซฟงานที่ตัวเองได้เขียนไว้ ถ้าเราอัพลงบล็อกมันจะมีวัน-เวลาบอกไว้ให้ว่าเมื่อไร ตรงนี้สามารถเป็นหลักฐานได้ โดยส่วนตัวเวลาอัพลงบล็อกแล้วก็จะเขียนไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่ลงตอนจบ จากนั้นก็เอาเรื่องทั้งหมดของเราไปจดลิขสิทธิ์ก่อน เมื่อได้มาแล้วถึงจะลงตอนจบของเรื่อง ส่วนในหน้าเวบเราก็จะใส่รูปใบสัญญาลิขสิทธิ์ที่เราได้ไปจดทะเบียนมาใส่ไว้เป็นยันต์กันผี ถือเป็นการเตือนคนที่จะคิดลอกเลียนไปในตัวด้วย การลอกเลียนงานคงอยู่ที่ตัวเขาว่าจะมีจิตสำนึกมากแค่ไหน ถ้าอยากเป็นนักเขียนก็ต้องหัดที่จะเขียนด้วยตนเอง"

 

นอกจากนี้ นิเวศน์ ยังกล่าวเสริมว่า "ผมชอบใจที่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนั้น ระบุให้มีวิชาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิชาพื้นฐาน เพราะผมคิดว่าน่าจะเป็นวิชาพื้นฐานของนักเขียนทุกคน สมาคมนักเขียนก็ต้องทุ่มเทใส่ใจ เราต้องปลูกฝังตรงนี้ มันไม่มีประโยชน์ถ้าลูกหลานของเราเขียนหนังสือเก่ง แต่ไม่สง่างาม ถ้าเรื่องที่เขาเขียนเป็นเรื่องที่ไปลอกงานของคนอื่นมา ดังนั้นจึงต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึก เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่ว่าคุณไปชอบเรื่องของใครแล้วจะไปหยิบยกเรื่องของเขามาส่วนหนึ่ง แล้วบอกว่าเอามานิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้เหรอ ผมว่ามันไม่ดี มันต้องปรับคุณภาพของงานเขียน

 

ผมเป็นคนหนึ่งที่จะเสริมส่งในการรณรงค์ให้เคารพสิทธิและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วย จะเป็นไปได้ไหม หากว่าจะมีการระบุวิชาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิชาพื้นฐานในระดับอุดมศึกษาหรือมัธยมศึกษา จะได้เป็นการปลูกฝังให้กับเยาวชนไปในตัว ไม่ว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักเขียนหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็ปลูกฝังให้เข้าไปอยู่ในจิตสำนึกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องรุนแรงและน่าอาย"

 

กรณีงานเขียนที่เป็นการเสียดสี เขมะสิริ นิชชากร ซึ่งเป็นตัวแทนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้กล่าวว่า "งานเดิมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจะต้องมีรายละเอียดแห่งการสร้างสรรค์ที่ได้รับความคุ้มครอง มีระดับของการสร้างสรรค์ผลงาน หากหยิบยกขึ้นมากล่าวในลักษณะของการวิจารณ์ อย่างนี้กฎหมายอนุญาตให้หยิบมาได้ ทั้งนี้ในการติชม วิจารณ์งาน มันต้องมาดูด้วยจะว่าทำได้ขนาดไหน แต่ถ้าหากลอกมาทั้งบทก็จะเข้าข่ายว่าเป็นการทำซ้ำ ถ้าถามว่าอยากจะนำมาเขียนถึง จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของเรื่องนั้นๆ ไหม อันนี้ก็น่าจะเขียนอ้างอิงถึงเจ้าของเรื่องไว้หน่อย เพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้เขียน"

 

เธอกล่าวต่อไปถึงลักษณะการลอกเลียนงานว่า "ระดับของการลอกเลียนจะมีขอบเขตอยู่ว่าได้ถึงระดับไหน จริงๆ แล้วการลอกเลียนคือการดัดแปลงงาน อันนี้ต้องมาดูอีกทีว่าเป็นการลอกเลียนดัดแปลงมาจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากส่วนเดียวกัน ในส่วนของแรงบันดาลใจ คิดว่าทุกคนสามารถมีได้ แต่สำนวนในการเขียนมันจะต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน

 

การรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกด้านการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์เราต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน คุณอาจจะได้รับแรงบันดาลใจ แต่คุณต้องสร้างสรรค์ต่อด้วยตนเอง เมื่อเราทำได้ก็บอกต่อให้คนอื่นทำได้ แต่ถ้าเราทำไม่ได้แล้วเราจะไปบอกต่อให้คนอื่นทำได้อย่างไร เหมือนกับว่าถ้าเราเป็นขโมย แล้วไปบอกห้ามไม่ให้คนอื่นเป็น ใครเขาก็คงไม่เชื่อ ฉะนั้นทุกอย่างจึงเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง"

 

งามพรรณ กล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ว่า "คำว่าแรงบันดาลใจมันตัดสินได้ยากเหมือนกัน อย่างเราไปดูหนังเรื่องหนึ่ง แล้วเกิดความคิดขึ้นมา ซึ่งบังเอิญมันมาพ้องกันโดยที่ไม่ตั้งใจ อันนี้สามารถเป็นไปได้ อย่างที่คุณกิ่งฉัตรบอกว่าพล็อตเรื่องมันมีอยู่ไม่มาก ความคล้ายคลึงจึงสามารถเป็นไปได้ แต่แรงบันดาลใจไม่ใช่ทั้งหมดของการเขียนหนังสือ เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น"

 

ด้าน กิ่งฉัตร มองว่า "แม้ว่ามันไม่มีอะไรใหม่ก็จริง แต่ความแปลกใหม่จะอยู่ที่การสร้างสรรค์ที่ทำการต่อยอดขึ้นไป และอยู่ที่สำนวนการเขียน ในสมัยนี้พูดได้เลยว่าร้อยเรื่องมันเป็นทำนองเดียวกันหมด แต่ความเด่นความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมันจะอยู่ที่สำนวนและการนำเสนอ มุมมองของผู้เขียนที่จะเสนอให้กับผู้อ่าน ตรงส่วนนี้นี่แหละที่เป็นความต่าง"

 

จากบทเสวนาทั้งหมดนั้น น่าจะสรุปได้ว่า เรื่องจิตสำนึก และจรรยาบรรณ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักเขียนควรเคารพและยึดถือ เพราะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้อย่างถาวรนั่นเอง

 

แต่ที่เหนืออื่นใดก็คือความคิดและจิตใจนั่นต่างหาก....อย่ามีความคิดและจิตใจชั่วร้ายแอบลอกเรื่องของคนอื่นก็แล้วกัน!

 

 

ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ : รายงาน

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070405/news.php?news=column_23490023.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 4,057,516 ครั้ง