แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

The Deluge at Norderney

 

 

มี "การเมือง" อยู่ในน้ำท่วม เพราะน้ำไม่ได้ไหลเอ่อไปตามความลาดชันของผิวโลก หากถูกแนวของกระสอบทรายและเครื่องสูบน้ำผลักให้ไปท่วมอยู่ในบริเวณของคนที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองลาดชันต่ำต่างหาก[1]

 

 

                The Deluge at Norderney ชวนให้ผมนึกถึงข้อความนี้ของดร. มนตรี เจนวิทย์การ   มี "การเมือง" อยู่ในน้ำท่วม   นอร์ดแดเนย์ เมืองพักตากอากาศชายฝั่งตอนเหนือของประเทศเยอรมัน ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 1835   พายุพัดน้ำทะเลหนุนท่วมสูงจนมิดเมือง   พระราชาคณะฮามิลคาร์ บาทหลวงผู้มาพักอาศัยในเมืองนี้โดยบังเอิญ นำทีมช่วยเหลือ ลงเรือกู้ภัย แล่นเข้าไปในเมืองที่จมอยู่ใต้ผืนน้ำ   ระหว่างทางกลับ เรือบรรทุกผู้โดยสารจนเต็มแน่นปะเหมาะกับครอบครัวชาวนาติดอยู่บนยุ้งฉางที่ถูกน้ำซัดจนจะพังมิพังแหล่   เพื่อช่วยชีวิตครอบครัวนั้น พระราชาคณะและผู้โดยสารอีกสามชีวิตตัดสินใจสละที่นั่งของตัวเอง   เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาเย็นโพล้เพล้ กว่าเรือกู้ชีพเที่ยวถัดไปจะมารับพวกเขาได้ ก็ต้องรอไปอีกข้ามคืน   การตัดสินใจของทั้งสี่จึงเป็นการแหย่เท้าข้างหนึ่งเข้าไปในหลุมฝังศพ

 

 

                ค่ำคืนที่ทั้งสี่ใช้ห้วงเวลาซึ่งอาจเป็นโมงยามสุดท้ายของชีวิตแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน ท่ามกลางกระแสน้ำที่ค่อยๆ ไหลเข้ามาท่วมทับยุ้งฉาง ณ จุดที่น้ำไหลมารวมกันนี้เอง "การเมือง" ก็เกิดขึ้น

 

                การเมืองของดีนเซน อาจไม่ใช่การเมืองแบบเดียวกับของดร. มนตรี  แต่ที่ไหนที่มีความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจ ที่ไหนที่เกิดการไกล่เกลี่ยและแย่งชิงอำนาจ ที่นั้นมีการเมือง   การเมืองในยุ้งฉางคือการเมืองเรื่องเพศ ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย[2]

 

 

 

                นอกจากพระราชาคณะ อีกคนที่ติดอยู่บนยุ้งฉางด้วยกันคือขุนนางหญิงชรา   มิสมาลินเป็นม่าย เนื่องจากคู่หมั้นของหล่อนที่หมั้นกันอย่างลับๆ เสียชีวิตในสงคราม หล่อนจึงเป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่เคยมีสัมพันธ์กับชายใด   ตั้งแต่เด็ก มิสมาลินถูกสั่งสอนให้ยึดมั่นในศีลธรรมและแบบแผนความประพฤติของสตรีในยุคนั้น (เช่น "ให้ใครๆ ต่างร่ำลือถึงหล่อนว่าทำให้ชายหลายคนเป็นทุกข์ ดีกว่าทำให้ชายหลายคนเป็นสุข" หมายถึงการรักนวลสงวนตัวนั่นเอง)   แต่เมื่อหล่อนแก่ตัวลง มิสมาลินเริ่มมีอาการสติฟั่นเฟือน   หล่อนหลงเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้หญิงศีลธรรมคลอนแคลน มากรัก เคยผ่านชายมาแล้วหลายคน

 

 

                ไม่ว่าความฟั่นเฟือนนี้จะเป็นผลิตผลของการตอบสนองความปรารถนาที่ไม่อาจเติมเต็ม (มิสมาลินตระหนักว่า "ชีวิตสนุกกว่า เมื่อเราสติไม่สบประกอบนิดๆ ") หรือเป็นแฟชั่นของยุคสมัย[3] มิสมาลินคือสัญลักษณ์ของสิ่งซึ่งตรงข้ามกับพระราชาคณะ   เมื่อเรือกู้ภัยพ้นขอบฟ้าไปแล้ว สิ่งแรกที่พระราชาคณะทำคือพูดปลุกปลอบใจเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามชีวิต โดยบอกว่าน้ำท่วมครั้งนี้คือของขวัญที่พระเจ้าส่งมาชะล้างเครื่องประทินโฉมที่มนุษย์ใช้ปะพรมใบหน้าตัวเอง[4] (ฮามิลคาร์ยกตัวอย่างคำพูดของศิลปินนักวาดภาพเหมือนที่มักกล่าวแก่ลูกค้าสตรี "ล้างหน้าเถิดแม่หญิง เอาแป้ง ผงปะแก้ม และเส้นขอบตาออกเสีย เพราะถ้าพวกท่านจะระบายสีหน้าของตัวเอง ผมก็คงระบายสีให้ท่านไม่ได้")   แม้พวกเขาจะไม่อาจเอาชีวิตรอดไปได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็พร้อมแล้วกับการเผชิญหน้าพระผู้เป็นเจ้าโดยไร้เครื่องประทินโฉม 

 

                มิสมาลินกลับเห็นต่างโดยสิ้นเชิง   หล่อนเชื่อว่า "พระเจ้าชอบการปลอมแปลง"   ถ้าตัวหล่อนได้เป็นพระเจ้า สิ่งที่หล่อนจะเอ่ยแก่สาวกคือ "จงสร้างบทกวี จงใช้จินตนาการ จงปลอมแปลงความจริงให้ฉันชม"   ความแตกต่างตรงนี้สะท้อนสองความเชื่อเทวนิยมที่ตั้งอยู่คนละขั้ว   มิสมาลินเรียกพระเจ้าของพระราชาคณะว่า "พระผู้เป็นเจ้าเพศผู้"   เมื่อพระเจ้าเพศผู้สร้างโลก และชื่นชมโลกนี้ว่าสวยงามดี หากโลกต้องการมองพระองค์กลับบ้าง พระองค์จะรู้สึกไหมว่าตัวเองกำลังถูกตัดสิน   พระเจ้าเพศผู้ย่อมทรงทนเรื่องแบบนี้ไม่ได้   (บาปของลูซิเฟอร์ที่ทำให้ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์คือการ "มองพระเจ้ากลับ")   การมองคือการแสดงออกซึ่งอำนาจ โดยผู้มีอำนาจเหนือกว่ามองผู้มีอำนาจต่ำกว่า และฝ่ายแรกเท่านั้นที่มีสิทธิตัดสิน ประเมินคุณค่าฝ่ายหลัง   นี่คือวิธีคิดแบบผู้ชาย 

 

                ในทางตรงกันข้าม หากพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพศหญิง สิ่งแรกที่พระองค์ทำหลังจากสร้างโลกนี้คือถามโลกกลับว่า "ฉันดูดีหรือยัง"   เพราะผู้หญิงเชื่อว่าอำนาจคือการดึงดูดสายตาต่างหาก[5]

 

 

 

                นอกจากพระราชาคณะและมิสมาลิน ในยุ้งฉางยังมีหนุ่มสาวอีกหนึ่งคู่   แมร์ซค์เป็นเด็กหนุ่มจากโคเปนเฮเกน   พ่อของเขาเป็นขุนนางผู้โด่งดัง เป็นผู้นำแฟชั่น   ไม่ว่าพ่อของแมร์ซค์จะทำอะไร คนทั่วทั้งนครจะอยากเลียนแบบ   นอกจากนี้ทุกคนยังเชื่อว่า แมร์ซค์จะสืบทอดความเป็นผู้นำทางแฟชั่นจากพ่อของเขา   นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มไม่ยอมรับ   แมร์ซค์ถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นหญิง (เขามีพรสวรรค์คือเส้นเสียงของเทวดา จึงถูกฝึกฝนให้ร้องเพลงด้วยเสียงสูงโซปราโน เหมือนเสียงผู้หญิง   นอกจากนี้สัญลักษณ์ประจำตัวของแมร์ซค์คือภาพ "หอคอยที่ล่มสลาย" ซึ่งหมายถึงการตอน หรือการบั่นทอนความเป็นชายนั่นเอง)   เขาจึงปรารถนาความเป็นชายแบบพระราชาคณะฮามิลคาร์ ซึ่งก็คือการล้างเครื่องประทินโฉม ถอดหน้ากากนักแสดงออก และหลบซ่อนตัวเอง

 

 

                ตรงข้ามกับแมร์ซค์คือคาลิบโซ เด็กหญิงที่ถูกเลี้ยงดูให้เป็นเด็กผู้ชาย   คาลิบโซเติบโตในฮาเร็มของขุนนางคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบเด็กผู้ชาย   ขุนนางผู้นี้รวบรวมเด็กชายไว้ในปราสาทที่สร้างเลียนแบบสำนักกรีกโบราณ (ซึ่งก็ย่อมหมายความไปถึงการรักร่วมเพศระหว่างอาจารย์และศิษย์)   ขุนนางรับคาลิบโซมาอยู่ด้วยจำยอม   เขาหวังว่าจะเลี้ยงเด็กหญิงให้เติบโตเป็นเด็กชาย แต่เมื่อตระหนักถึงความล้มเหลวของตัวเอง ขุนนางจึงเก็บคาลิบโซไว้อย่างทิ้งๆ ขว้างๆ   เด็กหนุ่มหลายคนที่อาศัยอยู่ในปราสาทไม่กล้ามอง หรือแสดงความสนใจเด็กสาวเพราะกลัวจะถูกเยาะเย้ย   ในที่สุด เมื่อทนสภาพการถูกเพิกเฉยไม่ไหว คาลิบโซจึงตัดสินใจที่จะตัดผมและกรีดหน้าอกตัวเอง เพื่อทำลายความเป็นหญิง 

 

                ทั้งแมร์ซค์และคาลิบโซต่างมีความปรารถนาที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งในตอนแรกการเติบโตของทั้งคู่คือการกลายเป็นชาย   หากในตอนท้ายของเรื่อง ทั้งสองตระหนักว่าต่างฝ่ายต่างมีคุณสมบัติที่ตามหาในกันและกัน   คาลิบโซต้องการเป็นเป้าสายตา ส่วนแมร์ซค์ต้องการให้คนอื่นเพิกเฉยกับตัวเอง   มิสมาลินจึงทำหน้าที่แม่สื่อแม่ชัก และพระราชาคณะฮามิลคาร์ประกอบพิธีแต่งงานในยุ่งฉางที่ถูกนำท่วมนั่นเอง   การได้แต่งงานสำหรับแมร์ซค์ก็คือการกลายเป็นผู้ใหญ่ เป็นสามี และเป็นผู้ชาย ส่วนคาลิบโซก็เปลี่ยนความปรารถนาของตัวเอง จากที่จะเป็นชาย กลายมาเป็นภรรยา และเป็นหญิง   โดยผิวเผิน เหมือนดีนเซนจะสื่อว่าการเป็นผู้ใหญ่ก็คือเด็กแต่ละคนเติบโตไปเป็นเพศอันเหมาะสมกับตัวเอง 

 

                กระนั้นก็ตาม จุดพลิกผันอันน่าขบคิดคือ ในการชนะใจคาลิบโซ แมร์ซค์กลับต้องปกปิด ปลอมแปลงความจริงบางอย่าง   เพื่อแสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มหลงรักคาลิบโซ มิสมาลินบอกหญิงสาวว่า ตอนคาลิบโซเสียสละตนเองเดินออกจากเรือชูชีพ แมร์ซค์ ผู้ไม่เคยแสดงอาการกล้าหาญหรือฮึกเหิมใดๆ  รีบกระโดดตามขึ้นมาบนยุ้งฉาง   นี่ไม่ใช่ความจริง  (“ความกล้าหาญ" ของแมร์ซค์จริงๆ แล้วเป็นไปโดยอัตโนมัติ และไม่ทันคิด) แต่แมร์ซค์เลือกที่จะไม่แย้งอีกฝ่าย   ไม่ใช่การเปิดเผยที่ช่วยให้แมร์ซค์เติบโตเป็นผู้ใหญ่ หากเป็นการซ่อนเร้นต่างหาก   ท้ายที่สุดพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเด็กหนุ่มบูชาคือพระเจ้าเพศเมียหญิงของมิสมาลิน หาใช่พระเจ้าเพศผู้ของพระราชาคณะไม่   The Deluge at Norderney ซ่อนแนวคิดสตรีนิยมเอาไว้อย่างแนบเนียน   คติการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถูกแปรเปลี่ยนจากการกลายเป็นผู้ชาย (เพศซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าในศตวรรษที่ 18และ 19) มาเป็นการกลายเป็นผู้หญิงแทน[6]

 

 

 

                กลับมาคำพูดที่ผมทิ้งไว้ต้นบทวิจารณ์   ในปี 2553ซึ่งน้ำท่วมประเทศไทยเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่ปริมาณน้ำฝนไม่ได้มากมายเป็นพิเศษ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามี "การเมือง" อยู่ในนั้น และอาจเป็นฉนวนไปสู่การโยกย้าย ปฏิรูปอำนาจหรือเปล่า

 

 

                นั่นคือคำถามซึ่งดีนเซนฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

 

[1]        อ้างอิงจาก การเมืองเรื่องน้ำท่วม ของอ. นิธิ เอียวศรีวงศ์

 

[2]        อันที่จริงจะอ่านการเมืองเรื่องชนชั้นแบบดร. มนตรี จาก The Deluge at Norderney ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย   สาเหตุที่ครอบครัวชาวนาติดอยู่บนยุ้งฉางตั้งแต่แรก เพราะเมื่อเรือกู้ชีพลำก่อนแวะมาหาพวกเขา ชาวนาตัดสินใจรักษาชีวิตวัวควายและปศุสัตว์เอาไว้ก่อน   โดยผิวเผิน การกระทำแบบนี้ดูเป็นเรื่องน่าประณาม   ดีนเซนใช้ฉากนี้ตัดกับฉากก่อนหน้านั้น เมื่อเหล่าขุนนางที่มาพักตากอากาศในเมืองจะหนีน้ำ ก็ยังไม่วายขนเครื่องใช้ เสื้อผ้าหรูหราติดไม้ติดมือไปด้วย

 

[3]        ในยุโรป ช่วงศตวรรษที่ 18และ 19บาปและการประพฤติผิดศีลเป็นแฟชั่นในหมู่ขุนนาง   ดังตัวอย่างจากนิยาย เช่น Dangerous Liaisons หรือ The Picture of Dorian Gray

 

[4]        ศาสนาคริสต์มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับการอาบน้ำและการชะล้าง เช่น การรับศีลจุ่มเป็นพิธีสำคัญสำหรับเด็กแรกเกิด

 

[5]        ถ้าเราสังเกตความเปลี่ยนแปลงของวาทกรรมอำนาจในประวัติศาสตร์ดีๆ จะพบว่า ในศตวรรษที่ 18พานอบติคอน คือคุกที่ผู้มีอำนาจใช้สายตาจ้องมองผู้อยู่ใต้อำนาจ แต่ในศตวรรษที่ 21เรียลลิตีทีวีคือรายการที่ผู้มีอำนาจแย่งชิงสายตาของผู้อยู่ใต้อำนาจ

 

[6]        บทวิจารณ์นี้ยังซุกซ่อนรายละเอียดของเรื่องสั้นบางประการ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอรรถรสการอ่านจนเกินไป ซึ่งรายละเอียดตรงนั้นยิ่งขับประเด็นนี้ให้ชัดเจนขึ้น

 

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช    http://www.onopen.com/loveyouallmass/10-12-02/5648

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,278,030 ครั้ง