แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

Galileo

 

ทำไมผู้คนถึงยอมเสียเงิน เข้าไปชมละครประวัติศาสตร์   ทำไมนักเขียนบทละคร ถึงชอบเขียนละครประวัติศาสตร์ (ในจำนวนละครเกือบสี่สิบเรื่องของเชคสเปียร์ มีละครประวัติศาสตร์อยู่ถึงสิบเรื่อง   ส่วนเมืองไทย เฉพาะแค่ปี 2553ก็มีละครที่พูดถึงชีวประวัติบุคคลสำคัญถึงสองเรื่องด้วยกันคือ นางฟ้านิรนาม และ คือผู้อภิวัฒน์[1])   สำหรับชีวประวัติบุคคลสำคัญ หาอ่านเอาจากสารคดี จะไม่ได้ข้อมูลที่เที่ยงตรงกว่าหรือ   กระทั่งอ่านจากนิยาย หรือชมภาพยนตร์ ก็ยังได้ใกล้ชิดกับบุคคลเหล่านั้น ยิ่งกว่าละครเวที (ซึ่งเป็นงานศิลปะที่สร้างระยะห่างระหว่างผู้เสพและผู้ส่งสานส์)   ดังนั้นอะไรเล่าคือ สาระประโยชน์ของละครประวัติศาสตร์

 

                อิริค เบนสลีย์ ให้คำตอบไว้ในคำนำบทละคร Galileo ของเบอทอลต์ เบอรชต์   คนปัจจุบันเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากเรื่องเล่าขานที่สืบทอดกันในสังคม   ประวัติศาสตร์คือภาพสะท้อนของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และดำเนินอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดไปแล้ว   ประเด็นของละครชีวประวัติจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครนั้นเคยทำอะไร ถึงได้กลายเป็นบุคคลสำคัญ แต่อยู่ที่ผู้คนในปัจจุบันกำลังทำอะไร ถึงได้จดจำใครคนนั้นในฐานะบุคคลสำคัญต่างหาก

 

                เบรอชต์เขียน Galileo ในปี 1938สมัยที่พรรคนาซียึดครองอำนาจในเยอรมัน   เบรอชต์เป็นนักมาร์กซิส และนักสังคมนิยม   นอกจากชาวยิว ฝ่ายซ้ายในเยอรมันยังเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ถูกริดลอนสิทธิ เสรีภาพทางความคิด และในกาลต่อมา กระทั่งเสรีภาพในการดำรงชีวิต   เบรอชต์มีส่วนร่วมและเฝ้าสังเกตขบวนการใต้ดินซึ่งต่อต้านเผด็จการฟาสซิสต์   Galileo จึงเป็นทั้งถ้อยแถลงการณ์ของนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และบันทึกประวัติศาสตร์ของเยอรมันปี 1938 (ยิ่งเสียกว่าของอิตาลีในศตวรรษที่ 17อีก)[2]

 

                ก่อนหน้า Galileo เบรอชต์เขียนบทความขึ้นมาชิ้นหนึ่งในปี 1934ชื่อว่า Writing the Truth: Five Difficulties   เขากล่าวถึงเงื่อนไขห้าข้อที่นักเขียน ปัญญาชนจำเป็นต้องมี เพื่อประกาศความจริง ในช่วงเวลาที่ความจริงถูกอำนาจกดทับ   เงื่อนไขทั้งห้าได้แก่ ความกล้าหาญ (courage) เพื่อยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจ   ความหลักแหลม (keenness) เพื่อมองเห็นความจริงที่ถูกซุกซ่อน   ทักษะ (skill) เพื่อเปลี่ยนความจริงให้เป็นอาวุธ   ความรู้เท่าทัน (judgement) เพื่อคัดสรรคนอ่านที่เหมาะสม   และเล่ห์เหลี่ยม (cunning) เพื่อกระจายความจริงนั้นออกไปไม่ให้ผู้มีอำนาจรู้ตัว

 

                แม้เบรอชต์จะกล่าวย้ำว่านักเขียนจำเป็นต้องมีคุณสมบัติทั้งห้าข้อนี้ จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ แต่เป็นไปได้หรือที่เราจะสรรหาปัญญาชนซึ่งครบถ้วนถึงเพียงนั้น   นอกจากนี้ คุณสมบัติทั้งห้าข้อส่งเสริมโดยไม่ขัดแย้งกันเองเลยจริงหรือไม่

 

                เด็กนักเรียนประถม แทบทุกคน คุ้นเคยกับเรื่องราวของกาลิเลโอ กาลิเลอี   นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีเป็นตัวแทนการต่อสู้ระหว่างสองลัทธิความเชื่อ ระหว่างศาสนาที่ใช้ศรัทธา ผูกขาดคำอธิบายทุกอย่างในโลก และวิทยาศาสตร์ที่ใช้เหตุผล วิเคราะห์ ตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่ข้อสรุป   ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยืนยันว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล กาลิเลโอมีคุณสมบัติข้อสอง คือความหลักแหลม ที่ช่วยให้ตระหนักรู้ถึงความจริง

 

                (แต่มันง่ายดายถึงเพียงนี้เชียว ใครที่พูด “สิ่งที่ไม่ผิด" ถือว่าหลักแหลมทุกคนจริงหรือ   ใน Writing the Truth: Five Difficulties เบรอชต์กล่าวประณาม "กวี" ผู้พร่ำบ่นแต่ความจริงซึ่งยอมรับกันในสังคม เช่น "ท้องฟ้ามีสีฟ้า" “โต๊ะมีสี่ขา" หรือ "ปัญหาสังคมอยู่ที่ช่องว่างระหว่างชนชั้น"   เบรอชต์เปรียบเปรยว่าคนเหล่านี้เหมือนช่างฝีมือที่เอาแต่วาดภาพเหมือนประดับห้องรับแขก   ทุกครั้งที่เราเอ่ยความจริง เรากำลังชี้นิ้วไปที่ใครสักคน แล้วบอกว่า "คุณกำลังโกหก"   ความจริงอันหลักแหลมคือยาถ่ายพยาธิ ที่เมื่อเอ่ยออกมาจากปากแล้ว ต้องมีใครบางคนออกมาดิ้นพรวดพราด นั่นต่างหากความจริงที่เบรอชต์เรียกร้องจากปัญญาชน)

 

                เบรอชต์เพิ่มมิติทางด้านสังคมให้กับตัวละครกาลิเลโอ   ศาสนาจักรในยุคนั้นใช้ความเชื่อที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมาเป็นรากฐานแห่งอำนาจ   เพราะพระเจ้าสร้างทุกสิ่งให้หมุนรอบโลก เฉกเช่นเดียวกันทุกสิ่งในโลกจึงหมุนรอบสมเด็จพระสังฆราช      ในทางตรงกันข้าม ถ้าโลกถูกดีดออกจากศูนย์กลางของจักรวาล ก็หมายถึงปัจเจกชนมีสิทธิเสรีในการไขว่คว้า แข่งขัน โดยไม่ต้องรอคอย หรือพึ่งพาความใจบุญสุนทานจากผู้มีวาสนา[3]   กาลิเลโอจึงต้องอาศัยมากความกว่าความหลักแหลม เพื่อขับเคลื่อนสังคมด้วย (ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากาลิเลโอคนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากความเป็นมาร์กซิสของตัวผู้เขียนเอง)   เพื่อการนี้เขาต้องอาศัยคุณสมบัติข้อสี่และห้า ทักษะและความรู้เท่าทัน

 

                สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่ทราบคือ ภาษาที่กาลิเลโอใช้เพื่อนำเสนอผลงานทางวิทยาศาสตร์ของตัวเองไม่ใช่ภาษาลาติน ภาษาของนักปราชญ์ในสมัยนั้น แต่เขาเลือกจะเขียนเป็นภาษาอิตาลี ภาษาท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่ผลงานไปยังคนหมู่มาก   กลับกลายเป็นว่าทฤษฎีของกาลิเลโอถูกถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่พ่อค้าแม่ขาย กะลาสีเรือ (ผู้จำเป็นต้องอาศัยความรู้ดาราศาสตร์แขนงใหม่เพื่อการเดินเรือและอ่านแผนที่[4])   กาลิเลโอเลือกพูดจาภาษา "ไพร่" เพื่อถ่ายทอดความคิดของตัวเองไปยังผู้อื่น[5]   และยิ่งหนังสือของเขาถูกพูดถึงในหมู่ชาวบ้านร้านช่องเพียงใด นักปราชญ์ในราชสำนักก็ยิ่งค่อนแขะว่า นี่แสดงให้เห็นถึงความต้อยต่ำของมัน

 

                นอกจากกาลิเลโอ ตัวละครสำคัญอีกตัวคือลูกศิษย์ของเขา ฟูลกันซิโอ   หนังสือของกาลิเลโอสร้างความสงสัยให้กับฟูลกันซิโอ   เขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับนักวิทยาศาสตร์   ฟูลกันซิโอเล่าว่า ตัวเขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจน   พ่อทำงานหนักตั้งแต่หนุ่มจนแก่หลังคุ้มงอ ส่วนแม่ก็คลอดและเลี้ยงดูลูกหลานคนแล้วคนเล่า   แต่ทั้งสองก็ยังสู้ทนชีวิต เพราะศรัทธาในคริสตศาสนา   ถ้าสิ่งที่กาลิเลโอพูดเป็นความจริง ถ้าคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นเพียงเรื่องงมงาย ก็เท่ากับวิทยาศาสตร์ได้ขโมยความหมายของการดำรงชีวิตไปจากคนเหล่านั้น 

 

                แม้ว่ากาลิเลโอจะไม่มีคำตอบให้กับข้อกล่าวหาของฟูลกันซิโอ ในฉากที่ 9เทศกาลนักขัตฤกษ์ (ซึ่งเป็นฉากที่มักถูกตัดออก เนื่องจากไม่มีตัวละครหลักเลยสักตัว มีแต่ตัวประกอบออกมาร้องระบำ)   ในบทเพลงของงานรื่นเริง กล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่ดีขึ้น นับตั้งแต่ทฤษฎีของกาลิเลโอเป็นที่แพร่หลาย   "ช่างไม้เอาไม้มาสร้างบ้านของตัวเอง ไม่ใช่ม้านั่งในโบสถ์   ช่างรองเท้าทำรองเท้าให้ตัวเอง และเดินถนนอย่างองอาจ   ไพร่ขับไล่เจ้าของที่ดิน และภรรยาที่เคยถวายนมวัวให้วัด ตอนนี้เอานมมาเลี้ยงเด็กทารก"   แม้ว่าศรัทธาจะหายไป แต่ความอยู่ดีกินดีก็เข้ามาแทน   เงินภาษีถูกใช้เพื่อพัฒนาบ้านเมือง แทนที่จะเอาไปปรนเปรอโบสถ์ 

 

                (เบรอชต์สวมหมวกนักสังคมนิยมเต็มใบ เพื่อเขียนฉากงานนักขัตฤกษ์นี้   แน่นอนว่าจากมุมมองในยุคปัจจุบัน ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต นี่คือการมองโลกในแง่ดีเกินไป   อย่างไรก็ตาม ฉากงานเทศกาลนี้มีนัยยะ แสดงให้เห็นว่ากาลิเลโอไม่ใช่เพียงนักวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นคนของสังคมอีกด้วย   สำหรับเบรอชต์ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้สำคัญเพียงแค่ว่าถูกหรือผิด แต่สำคัญว่ามันจะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างไรต่างหาก)

 

                จากเงื่อนไขทั้งห้าข้อของปัญญาชน สองข้อที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นข้อแรกและข้อสุดท้าย ความกล้าหาญ และเล่ห์เหลี่ยม แต่สองข้อนี้ไปด้วยกันได้จริงหรือ   กาลิเอโอ ทั้งในประวัติศาสตร์และในบทละคร ละทิ้งความเชื่อของตัวเอง ประกาศต่อหน้าสาธารณะชนว่าทฤษฎีของเขาเป็นเรื่องแหกตา   เขาละทิ้งศักดิ์ศรีและความจริง เพื่อหนีจากการถูกเผาทั้งเป็น และแลกกับชีวิตบั้นปลายอันสงบสุข[6]   แต่ก็ในบั้นปลายชีวิตนี้ เขาได้เขียน Discorsi มรดกชิ้นสำคัญให้แก่วงการวิทยาศาสตร์   (และเพื่อตอกย้ำว่าละครเรื่องนี้มาจากเหตุการณ์จริงในประเทศเยอรมัน   อังเดร ลูกศิษย์ของกาลิเลโอ ต้องแอบเอาหนังสือเล่มนี้ ซ่อนในลูกโลกเพื่อไปตีพิมพ์ในต่างประเทศ   ทั้งตัวละครอังเดร และเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องสมมติของเบรอชต์ หากดูจะใกล้เคียงกับการกระทำของกลุ่มใต้ดินที่ต่อต้านนาซีเสียมากกว่า)   พฤติกรรมดังกล่าวแสดงออกถึงความกล้าหาญหรือเล่ห์เหลี่ยมกันแน่ 

 

                สามร้อยกว่าปีหลังจากช่วงชีวิตของกาลิเลโอ เบรอชต์เขียน Galileo เพื่อสื่อถึงการต่อสู้ของคนกลุ่มน้อยที่ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ลัทธิชาติ-อำนาจนิยมฟาสซิสต์   ถ้าเรื่องราวของกาลิเลโอ ถูกนำมาถ่ายทอดซ้ำอีกครั้ง ในประเทศอื่นที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนเยอรมันปี 1940และอิตาลีปี 1630ผู้ชมจะยังได้อะไรจากมัน

 

                นี่คือคำถามที่เบรอชต์ฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

 

[1]        ความแตกต่างระหว่างละครประวัติศาสตร์ (ที่มาก่อน) และนิยายประวัติศาสตร์ (ซึ่งมาทีหลัง) คือละครประวัติศาสตร์ มักเป็นละครชีวประวัติบุคคลสำคัญ ขณะที่บุคคลสำคัญจะโผล่มาในนิยายประวัติศาสตร์ ในฐานะตัวประกอบมากกว่า   กยอร์จี ลูคักส์วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ใน The Historical Novel

 

[2]        อันที่จริง Galileo ฉบับที่ตกทอดมาถึงมือคนรุ่นหลัง คือฉบับแก้ไข พิมพ์ใหม่ในปี 1947ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง   นักวิจารณ์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเบรอชต์แก้ไขผลงานตัวเองเพื่อตอบสนองต่อระเบิดปรมาณู มากกว่าเหตุการณ์ในเยอรมันก่อนสงครามโลก

 

[3]        จาก Writing the Truth: Five Difficulties "เมื่อชาวไร่ชาวนาได้รับเกียรติยศ มีแต่คนกล้าหาญเท่านั้นที่จะออกมาพูดถึงเครื่องจักร และอาหารสัตว์ที่จะช่วยลดทอนงานอันทรงเกียรตินั้น   เมื่อสถานีวิทยุทุกสถานีต่างแซ่ซ้องคนไร้การศึกษาว่าดีกว่าผู้มีการศึกษา มีแต่คนกล้าเท่านั้นที่ออกมาย้อนถามว่า ดีกว่าสำหรับใคร"   ความดัดจริตคืออีกโฉมหน้าหนึ่งของการกดขี่ข่มเหง คือการเลือกที่จะสรรเสริญคนยากคนจนมากกว่าลุกขึ้นมาขบคิดทำบางอย่างเพื่อพวกเขา

 

[4]        ความสำเร็จของทฤษฎีใหม่สักทฤษฎี อยู่ที่กลุ่มประชากรเป้าหมายเลือกจะรับมาปฏิบัติด้วยตัวของพวกเขาเอง โดยไม่ต้องผ่านการรณรงค์ ส่งเสริมใดๆ ทั้งนั้น

 

[5]        กาลิเลโอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่เขาต้องการประกาศออกไป คือการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) แต่เป็น "การโฆษณาชวนเชื่อที่กระตุ้นเตือนให้ผู้คนหยุดคิด" อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับผู้กดขี่ข่มเหง

 

[6]        คำพูดสุดท้ายของลูกศิษย์ อังเดร เมื่อรู้ว่ากาลิเลโอยอมรับความพ่ายแพ้คือ "โศกาแท้ คือแผ่นดินซึ่งปราศจากวีรบุรุษ"   กาลิเลโอสวนไปว่า "โศกาแท้ คือแผ่นดินซึ่งต้องการวีรบุรุษ"

 

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช    http://www.onopen.com/loveyouallmass/11-09-30/5851

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,150,061 ครั้ง