แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

The Interpretation of Dreams

 

จะมีหนังสือสักกี่เล่มที่ส่งอิทธิพลมากมายเหมือน The Interpretation of Dreams   นี่คือหนังสือเล่มแรกของฟรอยด์ (ไม่นับ Studies in Hysterias ที่เขียนร่วมกับโจเซฟ บรูเยอร์)   นี่คือหนังสือที่ให้กำเนิดวิชาจิตวิเคราะห์ หรือจิตวิทยายุคใหม่   และภายหลังจากมันถูกตีพิมพ์ในปี 1899 มนุษยชาติก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

 

ก่อนหน้าที่ฟรอยด์จะเขียนตำราเล่มนี้ ใช่ว่ามนุษย์เราจะไม่รู้จักคำว่า “จิตวิทยา” เอาเสียเลย   การทำงานของสมอง และจิตใจเป็นที่สนเท่ และศึกษามาตั้งแต่ครั้งโบราณ   พระพุทธเจ้าน่าจะถูกจัดว่าเป็นนักจิตวิทยาคนแรกของโลกได้ ตามด้วยฟลอร์เบิร์ต และตอสตอย   จิตวิทยาเริ่มแยกตัวเป็นชิ้นเป็นอันจากศาสนา และวรรณกรรมในยุคของวิลเลียม เจมส์ ผู้ตั้งคำถามว่า คนวิ่งหนีหมี เพราะเขากลัวหมี หรือเขากลัวหมี เพราะเขาวิ่งหนีมันกันแน่   นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามศึกษาจิตวิทยาผ่านกระบวนการทดลองได้แก่อีวาน พาลอฟ โดยวิธีสั่นกระดิ่งทุกครั้งที่ป้อนอาหารสุนัข เพื่อให้เสียงกระดิ่งกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายโดยตรง

 

สาเหตุที่ The Interpretation of Dreams ส่งอิทธิพลเป็นวงกว้างกว่า และรวดเร็วกว่างานเขียนเชิงจิตวิทยาชิ้นอื่นในยุคเดียวกัน เพราะฟรอยด์พูดถึงหัวข้ออันเป็นสากล   ความฝันพิศวงมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากชนชาติใด วัฒนธรรมไหน   บทแรกของหนังสือเล่มนี้สรุปรวบยอดแนวคิดเกี่ยวกับความฝันของปราชญ์ตะวันตก   ซึ่งถ้าเราอ่านในฐานะที่เป็นคนไทย จะพบว่ามันแทบไม่แตกต่างอันใดเลยจากความเชื่อแบบไทยๆ   ระหว่างนอนหลับ ร่างกายปิดรับสิ่งเร้าจากภายนอก เราจึงสัมผัสสิ่งเร้าจากภายในได้ชัดเจนกว่า และนำสัมผัสดังกล่าวมาตีเป็นความฝัน   คนไทยเรียกความฝันแบบนี้ว่าธาตุโขภ   คนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วย สามารถอ่านโรคภัยไข้เจ็บล่วงหน้าได้จากความฝันจำพวกนี้   นิมิตร หรือการที่เทวดานำสานส์จากพระผู้เป็นเจ้าลงมามอบให้กับนักบุญ คล้ายคลึงกับความฝันแบบเทพสังหรณ์   สุดท้ายการนำวัตถุดิบจากความคิดอ่านระหว่างตื่น มาแปรเป็นความฝันก็คือจิตนิวรณ์ และนี่คือชนิดความฝันอันเป็นหัวข้อของ The Interpretation of Dreams นั่นเอง

 

The Interpretation of Dreams เป็นตำราที่ทั้งล้ำสมัย และตกยุคในขณะเดียวกัน   แม้ว่าทฤษฎีของฟรอยด์จะส่งคลื่นอิทธิพลมาถึงยุคปัจจุบัน แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว คงไม่มีจิตแพทย์คนไหนรักษาคนไข้ด้วยวิธีการเดียวกับฟรอยด์   ถึงฟรอยด์จะวิเคราะห์ความฝัน และจิตใต้สำนึกได้อย่างลึกซึ้ง แต่จริงๆ แล้วเขารู้เรื่องระบบการทำงานของร่างกายน้อยมาก   ฟรอยด์ไม่รู้จักกระทั่ง REM sleep (การเคลื่อนไหวของลูกตาขณะนอนหลับ) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองส่งภาพเข้าไปยังเส้นประสาทตา และเป็นช่วงที่เราฝันนั่นเอง

 

หลุยส์ อัลทัสซาร์ นักจิตวิทยามาร์กซิส เคยกล่าวชื่นชม The Interpretation of Dreams ว่าเป็นการปฏิวัติความคิดอ่าน ความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อตัวเอง และธรรมชาติ   ก่อนหน้าฟรอยด์ ไม่เคยมีใครเขียนในสิ่งที่เขาเขียน ถึงขนาดว่าเขาต้องไปหยิบยืมคำศัพท์มาจากวิชาต่างๆ เพื่อบรรจุความคิดของตัวเองเลยทีเดียว   ลักษณะการเขียนแบบจับแพะชนแกะนี้กลายมาเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง   ฟรอยด์ใช้ศัพท์ “ความฝันแฝง” (Latent dream หมายถึงแก่นเนื้อหา ที่จิตใต้สำนึกต้องการสื่อถึงเรา ผ่านความฝัน) ซึ่งหยิบยืมมาจาก “ความร้อนแฝง” (Latent Heat) ในวิชาเช่นกลศาสตร์ความร้อน   หรือกระบวนการ “กลั่นตัว” ของความฝัน หมายถึงความฝันยาวหนึ่งย่อหน้า บรรจุสานส์ ที่เมื่อตีความออกมาแล้ว ต้องได้อย่างต่ำสาม สี่หน้า   นอกจากนี้ยังมีศัพท์จากวิชารัฐศาสตร์ กวีวิเคราะห์ และปรัชญาแขนงอื่นๆ

 

แจคเกอริน โรส นักสตรีวิทยาเคยติงไว้ว่า หล่อนไม่ชอบ The Interpretation of Dreams ฉบับแปลภาษาอังกฤษเอาเสียเลย   เนื่องจากมันแปลศัพท์ภาษาเยอรมัน “seele” ว่า “mind” (ความคิด) ทั้งที่จริงๆ แล้วมันใกล้เคียงกับ “soul” (วิญญาณ) มากกว่า   ในฉบับสำนักพิมพ์ Penguin “seele” ถูกแปลว่า “psyche” ซึ่งมีความหมายก้ำกึ่งกันระหว่าง “ความคิด” และ “วิญญาณ”   น่าขบคิดว่าถ้า The Interpretation of Dreams ถูกแปลโดยใช้คำว่า “วิญญาณ” แทน “ความคิด” มันจะกลายเป็นหนังสือที่มีแง่มุมทางศาสนาเพิ่มขึ้นสักเพียงใด

 

หรือท้ายสุด ศาสนา และจิตวิทยาจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   สมดังที่ผมเอ่ยออกมาในตอนต้น ว่าพระพุทธเจ้าคือนักจิตวิทยาคนแรกของโลก   เป็นไปได้ไหมว่า หลังจากแยกตัวเองออกจากศาสนาแล้ว เป้าหมายสูงสุดของวิชาจิตวิทยา คือการกลับไปหาจุดกำเนิดดั้งเดิมนั้น

 

นั่นคือคำถามซึ่งฟรอยด์ฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

------------------------

 

ผมขออนุญาติเอาความฝันของนางสาว ก. มาตีความ โดยอาศัยหลักของฟรอยด์ที่ครูพักลักจำมา   การตีความนี้ ไม่ได้ตั้งใจให้มีคุณค่าทางจิตวิทยา หรือโหราศาสตร์แต่อย่างใด หากเพื่อความบันเทิงทางวรรณศิลป์ และเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดของฟรอยด์จากตัวอย่าง

 

ความฝัน: นางสาว ก.  วิ่งหนีกิ้งก่ายักษ์ ซึ่งมีขนาดเท่าคน และคลานอย่างรวดเร็ว   นางสาว ก.  หลบเข้าตรอกซ้าย ทะลุตรอกขวา จนมั่นใจว่าสลัดมันพ้นแล้ว   จึงวิ่งหนีเข้าบ้านไม้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนบ้านเช่า สูงสามสี่ชั้น   พอปีนขึ้นชั้นบนนางสาว ก.  พบทางตัน   ระหว่างนั้นเองกิ้งก่ายักษ์ตามมาทัน   มันยืนสองขา และขว้างหอกเข้าใส่นางสาว ก.    นางสาว ก.  หลบพ้น ฉวยหอกขว้างกลับไป   ตลอดเวลาในความฝันนี้ นางสาว ก.  อยู่กับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งหน้าตาคลับคล้ายคลับคลากับนาย ข. ซึ่งนางสาว ก.  เคยแอบชอบพอมาก่อน (ในความจริง) และในความฝันนางสาว ก.  มีจิตผูกพันกับเพื่อนผู้ชายคนนี้ด้วย

 

ถ้าเรากลัวสิงโตในความฝัน สิงโตนั้นคือภาพลวงตา แต่ความกลัวนั้นเป็นของจริง   อารมณ์ในความฝัน เก็บตกมาจากความคิดอ่านตอนเราตื่น   ผมถามนางสาว ก. ว่ารู้สึกอย่างไรกับกิ้งก่าในความฝัน   นางสาว ก.  ตอบว่า “กลัว” ดังนั้น กิ้งก่ายักษ์ ซึ่งมีขนาดเท่าคน จึงเป็นสัญลักษณ์ของบางสิ่งซึ่งนางสาว ก.  กลัว   งานของนางสาว ก. บังคับให้เธอต้องเดินทางด้วยรถไฟบ่อยๆ   คลานอย่างรวดเร็ว จึงน่าจะหมายถึงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของยานพาหนะดังกล่าว (กิ้งก่าเป็นสัตว์คลานสี่ขา ซึ่งเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกับรถไฟ   จิตใต้สำนึกของนางสาว ก. จึงจงใจสร้างภาพกิ้งก้า ไม่ใช่ม้า หรือเสือ)

 

กิ้งก่า หรือตัวเงินตัวทองหมายถึงความร่ำรวย หรือความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางสาว ก. คาดหวังว่าจะได้รับจากงานชิ้นนี้   แต่ขณะเดียวกัน นางสาว ก. วิตก กังวล และกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานอีกด้วย   วิ่งหนีกิ้งก่ายักษ์ จึงเป็นการตอบสนองความปรารถนาลึกๆ ที่จะหลบหนีงานให้พ้นๆ ไปเสีย

 

บุคคลที่ปรากฎในความฝัน มักเป็นส่วนประกอบของคนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป ถูกนำมาผสมรวมกัน เพราะพวกเขาเกี่ยวเนื่องกันด้วยสาเหตุบางประการ   ในความเป็นจริง ระหว่างที่นางสาว ก. เดินทางด้วยรถไฟ เพื่อทำงาน เธอได้มีนาย ค. ติดสอยห้อยตามไปด้วย   นาย ค. ก็คือเพื่อนผู้ชายในความฝันนั่นเอง   จะเข้าใจว่าทำไมนาย ค. ในความฝันถึงมีใบหน้าคล้ายคลึงนาย ข. ซึ่งนางสาว ก. เคยแอบชอบพอมาก่อน   ก่อนอื่นต้องวิเคราะห์ความเหมือนระหว่างสองคนนี้   ทั้งนาย ค. และนาย ข. เป็นรุ่นน้องที่เคารพยกย่องนางสาว ก. ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปรกติที่จิตใต้สำนึกจะรวมคุณลักษณะของสองคนนี้เข้าด้วยกัน   ความแตกต่างระหว่างนาย ค. และนาย ข. คือ นางสาว ก. เคยแอบชอบพอนาย ข. มาก่อน   ความฝันได้ตอบโจทย์ความปรารถนาของนางสาว ก. โดยแทนที่นาย ค. (ซึ่งเป็นผู้ช่วยในความจริง) ด้วยนาย ข. (คนที่นางสาว ก. อยากชิดใกล้ และอยากไปไหนมาไหนด้วย)

 

จากตรงนี้ เราสามารถอธิบาย บ้านไม้ ได้   ในภาพยนตร์ไทยโบราณ การที่พระเอก และนางเอกติดฝนอยู่ในกระท่อม ย่อมนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์   การติดอยู่ในกระท่อมคือ ทางตัน   และการปีนขึ้นชั้นบนหมายถึงไต่จุดสุดยอด   (ต้องเสริมตรงนี้ด้วยว่างานของนางสาว ก. เกี่ยวพันกับวงการภาพยนตร์)   ถ้าเช่นนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจ กิ้งก่ายักษ์…ยืนขึ้นสองขา และขว้างหอกเข้าใส่นางสาว ก.   หอกคือสัญลักษณ์ขององคชาติ และการขว้างหอกใส่กัน ก็หมายถึงการร่วมเพศนั่นเอง   นางสาว ก. ปรารถนาที่จะได้ทำงานร่วมกับคนที่เธอชอบพอ และอยากมีเพศสัมพันธ์ด้วย (คนคนนั้นคือนาย ข. ในความฝัน ผู้มาแทนที่นาย ค. ในความจริง)

 

หากยึดหลักการกลั่นตัวของความฝัน ตีความมาได้เท่านี้ ก็ยังถือว่าไม่ครอบคลุมพอ   ฟรอยด์บอกว่าสิ่งก่อสร้างในความฝัน หมายถึงร่างกายของผู้ฝัน   ในที่นี้บ้านเช่า สูงสามสี่ชั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับตัวนางสาว ก. ผมเองก็สุดจะหยั่งรู้   แต่เชื่อว่าตัวอย่างที่ยกมา คงพอช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพกลวิธีตีความฝันตามแบบฉบับของฟรอยด์ได้ชัดเจนขึ้น

 

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช    http://www.onopen.com/loveyouallmass/09-04-09/4706

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,425,611 ครั้ง