แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

อุณหภูมิเผาหนังสือ

 

ผมเคยพบกับเรย์ แบรดเบอรีตัวจริง ตอนที่เขามาปาฐกถาที่มหาวิทยาลัย   ระหว่างแบรดเบอรี Fahrenheit 451 และ มหาวิทยาลัย UCLA ก็มีความสัมพันธ์กันอยู่กลายๆ   นี่คือสถานที่ซึ่งแบรดเบอรีใช้เป็นห้องทำงานเพื่อเขียนเรื่องสั้นขนาดยาว The Fire Man ซึ่งเป็นที่มาของ Fahrenheit 451 โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีด "สิบสตางค์" ต่อครึ่งชั่วโมง   Fahrenheit 451 ก็เลยกลายเป็น "นิยายสิบสตางค์" สมชื่อ โดยห้องพิมพ์ดีดดังกล่าวอยู่ห่างจากหอประชุมสถานที่ปาฐกถาแค่สามสิบก้าวกว่าๆ เท่านั้น   

 

วันที่ผมไปฟังแบรดเบอรี แกอายุปาเข้าไป 88 แล้ว ต้องนั่งรถเข็น ใส่เครื่องช่วยฟัง เครื่องกระตุ้นหัวใจ และเครื่องอะไรต่อมิอะไร สุ้มเสียงก็แหบแห้งไม่ค่อยจะมี   ดังนั้นหลายคนจึงได้แต่อึ้งไปตามๆ กันเมื่อชายชรากล่าวประโยคแรกออกมาว่า "ผมเป็นนักรัก และนี่คือเรื่องราวของนักรักผู้ยิ่งใหญ่"   สิ่งที่แบรดเบอรีรักยิ่งกว่าอะไรคือหนังสือ และ Fahrenheit 451 คือหนังสือสำหรับคนรักหนังสือ โดยคนรักหนังสืออย่างแท้จริง

 

เกือบสิบปีพอดีจากครั้งแรกที่ผมได้อ่าน Fahrenheit 451 (หรือที่สำนักพิมพ์ทศวรรษเคยแปล และตีพิมพ์ออกมา โดยใช้ชื่อภาษาไทยว่า อุณหภูมิเผาหนังสือ)   หลังจากอ่านจบหนที่สองเพื่อเขียนบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ถามว่ารู้สึกแตกต่างไปจากหนแรกไหม ตอบได้ทันทีเลยว่าใช่   เมื่อสิบปีที่แล้ว แม้จะประทับใจบางฉากบางตอน แต่โดยรวมยังอดแปลกใจไม่ได้ว่ามันเป็นหนังสือที่ดีขนาดชาวอเมริกันทุกคนควรอ่านได้อย่างไร   อยู่ดีๆ ตัวละครสำคัญก็หายไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และในตอนจบก็มี Deus Ex Machina ขนาดมหึมามาสะสางความขัดแย้งให้ทุกอย่าง   ใช่ว่าข้อด้อยเหล่านี้จะปลาสนาการหายไปในการอ่านรอบสอง หากวันนี้ ผมตระหนักแล้วว่ามันช่างไร้สาระเหลือเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่หนังสือเล่มนี้มอบให้แก่ผู้อ่าน   และไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าบางข้อความ บางวาทกรรมจาก "นิยายสิบสตางค์" เล่มนี้ จะติดอยู่กับตัวผมเป็นเวลายาวนานถึงสิบปี และทำผมให้เป็นผมอย่างในทุกวันนี้

 

อะไรเปลี่ยนแปลงไปในตัวผมบ้าง ตลอดสิบปีที่ผ่านมา    แน่นอนว่าคนเราย่อมแก่ขึ้นไปตามวัย   แต่ที่สำคัญกว่านั้นระหว่าง อุณหภูมิเผาหนังสือ รอบแรก และรอบสองนั้น มีหนังสือขั้นกลางอยู่หลายร้อยเล่ม   ซึ่งนี่ต่างหากนิยามของการเติบโต   มนุษย์เราไม่ได้เติบโตด้วยการใช้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวัน ปล่อยให้ "ดวงอาทิตย์เผาผลาญทุกสิ่ง กระทั่งวันเวลา" มิเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ต่างอะไรจากมอนตาจ ตัวเอกของนิยายตอนต้นเรื่อง  มอนตาจเป็นนักดับเพลิงที่ไม่ได้มีหน้าที่ดับเพลิง (เพราะบ้านในอนาคตสร้างมาจากวัสดุกันไฟ) แต่มีหน้าที่เผาหนังสือ ดับเพลิงในใจคน   เนื่องจากหนังสือเป็นสมบัติของ "คนที่ต้องการทำร้ายผู้อื่น ด้วยความคิด และทฤษฎีที่ขัดแย้งกันเอง"  และหนังสือสอนให้คนมองปัญหารอบด้าน ซึ่ง "ถ้าคุณไม่อยากให้ใครสักคนทรมาน ก็อย่าให้เขาเห็นปัญหาสองด้าน ให้เขาเห็นแค่ด้านเดียวพอ หรือยิ่งกว่านั้นคือไม่ต้องให้เขาเห็นเลยสักด้าน"

 

อุณหภูมิเผาหนังสือ ให้บทเรียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมที่ผู้คนเผาทำลายหนังสือ   นั่นก็คือมนุษย์ที่ว่างเปล่าเฉกเช่นเดียวกับมิลเดรด ภรรยาของมอนตาจ   หล่อนเสพติดโทรทัศน์ วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากนั่งฟัง และดูโฆษณาชวนเชื่อ   หล่อนถูก "ยัดความจริงเข้าไปเรื่อยๆ จนกระอัก จนรู้สึกว่าตนเองฉลาดนักหนา และเต็มไปด้วยข้อมูล"   ถ้าในหัวมีแต่ "ความจริง" โดยไม่รู้จักวิเคราะห์ หรือถกเถียงกับความจริงที่ได้ยินมา สุดท้ายก็ยังกลายเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชอยู่ดี

 

นอกจากมอนตาจ และภรรยา ยังมีตัวละครอีกสอง สามตัวที่อยากกล่าวถึง   คนแรกคือเฟเบอร์ ศาสตราจารย์เฒ่าผู้สอนให้มอนตาจรู้จักการอ่านหนังสือ   แม้จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่เฟเบอร์เป็นตัวละครที่ตรงข้ามกับมอนตาจโดยสิ้นเชิง   ถ้ามอนตาจเลือดร้อนเป็นไฟ ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เฟเบอร์ก็ขี้ขลาดตาขาว อยู่มาจนแก่จนเฒ่าโดยไม่ยอมยื่นมือไปแก้ไขปัญหา   ขั้วตรงข้ามสะท้อนออกมาในชื่อของทั้งคู่ มอนตาจคือยี่ห้อกระดาษ ส่วนเฟเบอร์คือยี่ห้อดินสอ   ตัวละครสำคัญอีกตัวคือคลาริส เด็กหญิงลึกลับที่วันดีคืนดีก็มาถามมอนตาจว่า “คุณมีความสุขดีหรือเปล่า” คำถามง่ายๆ นี่เองที่ปลุกชายหนุ่มให้ตื่นจากชีวิตอันว่างเปล่า   จำได้ว่าเมื่อสิบปีที่แล้วผมชอบคลาริสมากๆ แต่มาอ่านอีกรอบ ดูเธอโผล่มาน้อยไปหน่อย เหมือนผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจว่าอยากให้บทบาทของตัวละครตัวนี้ดำเนินไปในทิศทางไหนกัน   แต่เชื่อว่าการปรากฎตัวช่วงสั้นๆ ไม่กี่สิบหน้าของเธอคงขโมยหัวใจนักอ่านไปได้ง่ายๆ   

 

ถ้าเฟเบอร์ และคลาริสคือด้านสว่างของมอนตาจ บีตตี เจ้านายนักดับเพลิงของเขาก็เป็นด้านมืด   บีตตีเป็นผู้ร้ายที่มีเสน่ห์    ใน อุณหภูมิเผาหนังสือ ฉบับละครทีวี แบรดเบอรีเพิ่มฉากพิเศษ โดยให้บีตตีพามอนตาจไปดูห้องสมุดส่วนตัว   ปรากฎว่าจริงๆ แล้ว บีตตีเคยเป็นหนอนหนังสือตัวยง แต่วันหนึ่งเมื่อเขาสิ้นศรัทธาในอำนาจของวิชาความรู้ บีตตีจึงผันตัวเองมาเป็นพนักงานดับเพลิง   เพราะว่าเคยรัก และเข้าใจหนังสือ บีตตีจึงเป็นศัตรูที่น่ากลัวของมอนตาจ และเฟเบอร์

 

นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปมักไม่ค่อยพิถีพิถันเรื่องภาษา แต่สำหรับแบรดเบอรีต้องถือเป็นข้อยกเว้น   แบรดเบอรีใช้อุปมาอุปมัยได้อย่างมีชั้นเชิง เปรียบการทำลายว่าเป็นศิลปะ กิจกรรมเผาหนังสือเหมือนการคุมวงดนตรี   เสียงกรีดร้องของหนู แมว ที่ถูกจับมาทรมานเหมือนเสียงไวโอลิน หรือสะเก็ดไฟสีแดงที่ปลิวว่อนในอากาศเหมือนแสงหิ่งห้อย   แบรดเบอรีใช้มือเป็นสัญลักษณ์แทนอัตลักษณ์ของตัวละคร มอนตาจมักจะถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาทำสิ่งต่างๆ ลงไปจริงๆ หรือเป็นแค่มือของเขาที่ขยับเขยื้อนไปโดยไม่รู้ตัว   “มือ” หรือ “การกระทำ” ของมนุษย์เป็นตัวกำหนดอัตลักษณ์   และเมื่อเราตายไปแล้ว วิญญาณจะไปสิงสถิตอยู่ใน “บางสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงไปทันทีที่เรายื่นมือไปแตะต้องมัน เปลี่ยนแปลงไปจนคล้ายคลึงกับตัวเรามากขึ้น ภายหลังจากที่เราชักมือกลับมาแล้ว”   กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวตนของมนุษย์อยู่ที่ผลของการกระทำ ผู้เผาทำลายโดยไม่รู้จักสร้างสรรค์ เมื่อตายไป ก็จะเหลือเพียงเถ้ากระดูกอันไร้ค่า

 

ถึง อุณหภูมิเผาหนังสือ จะขึ้นชื่อว่าเป็นนิยายวิทยาศาสตร์โลกสมมติ แต่ที่น่าเย้ยหยันคือ ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา คนไทยได้ประสบพบเห็นมาตรการ "เผาหนังสือ" ซึ่งเกิดขึ้นจริงในสังคม   ถึงแม้จะไม่ใช่ "การเผาหนังสือ" ตรงตัว แต่ก็มีผลลัพท์ใกล้เคียงกัน   ตั้งแต่การเซนเซอร์ภาพยนตร์ แสงศตวรรษ สมัยรัฐบาลรัฐประหาร ซึ่งนำไปสู่กฎหมายการเซนเซอร์สื่อสิ่งพิมพ์ และงานศิลปะอื่นๆ   แต่ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือปรากฎการณ์ "The Daily Me" ซึ่งนิโคลัส ดี คริสตอฟเขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจในนิวยอร์กไทมส์1 และอาจารย์นิธินำมาถ่ายทอดในหนังสือพิมพ์มติชน ภายใต้หัวเรื่อง สมานฉันท์ที่ผิว2   ทั้งสองบทความกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่รับทราบข่าวสารแต่จากทางอินเตอร์เนต ทำให้เรามีโอกาสเลือกรับเฉพาะสื่อที่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้น   ผลลัพท์ก็คือเรามองเห็นปัญหาแค่ด้านเดียว และเผลอ "เผาหนังสือ" ไปโดยไม่รู้ตัว

 

ในปาฐกถาของแบรดเบอรี มีคำพูดหนึ่งซึ่งผมจำได้ขึ้นใจคือ "ผมไม่ศรัทธาในคุณครูที่เป็นมนุษย์ สิ่งเดียวที่ผมศรัทธาคือหนังสือ โลกนี้ไม่ต้องมีมหาวิทยาลัยก็ได้ ขอให้มีห้องสมุดก็เพียงพอแล้ว" อาจจะฟังดูเหมือนแบรดเบอรีมองข้ามอาชีพครู แต่ว่ากันจริงๆ ที่สุดของหน้าที่คนเป็นครูคือสอนให้เด็กรักการอ่าน ไม่มาก ไม่น้อยไปกว่านั้นจริงหรือเปล่า

 

นั่นคือคำถามที่แบรดเบอรีฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช    http://www.onopen.com/loveyouallmass/09-05-22/4811

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,977,572 ครั้ง