แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ

 

ไม่ว่าใครก็มีสิทธิจะไม่ชอบนักเขียนคนใดคนหนึ่ง ต่อให้นักเขียนคนนั้นเป็นเจ้าของผลงานที่ยิ่งใหญ่ และมีผู้นิยมอ่านสักปานใด   และถ้าใครคนนั้นเป็นนักเขียนด้วยแล้ว แบบนี้ต้องเรียกว่าสงครามน้ำหมึก   ซึ่งจะสนุก และน่าติดตามเมื่อทั้งคู่มีฝีปากกา และความคิดที่คบกริบพอกัน   ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ การแข่งขันกันระหว่างโซโฟเคิล และยูริพิดิสนำไปสู่บทละครดีๆ มากมาย   ส่วนสงครามน้ำหมึกที่โด่งดังในศตวรรษที่ 20 ได้แก่ระหว่างกามูส์ กับซาร์ต   ระหว่างเฮมมิงเวย์ กับฟอล์คเนอร์ (ทั้งสี่คนนี้ต่างได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมด้วยกันทั้งสิ้น)   และระหว่างชีนิว อาเชเบ กับวี เอส ไนปอล   ถึงแม้จะแค่ไนปอลคนเดียวก็ตามที่ได้รับรางวัลโนเบล แต่อาเชเบก็ขึ้นชื่อว่าเป็นปากเสียงแห่งทวีปแอฟริกา ไม่มีเด็กประถมคนไหนในแอฟริกาที่ไม่รู้จัก “โอกองโกว” ตัวเอกของนิยาย Things Fall Apart

 

ทั้งไนปอล และอาเชเบมีพื้นเพหลายอย่างคล้ายคลึงกัน ทั้งคู่อายุห่างกันแค่สองปี อาเชเบเกิด และเติบโตในไนจีเรีย ส่วนไนปอลคือชาวอินเดีย ที่บรรพบุรุษอพยพไปตั้งรกรากในตรินิแดด   ทั้งคู่เลือกเขียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากล แทนที่จะใช้ภาษาท้องถิ่น และผลงานของพวกเขามักถูกวิจารณ์ภายใต้กรอบอาณานิคมศึกษา (colonialism)   กระนั้นก็ตาม จะหานักเขียนสักคู่ที่แตกต่างกันสุดขั้วเช่นสองคนนี้คงยากเต็มแก่   อาเชเบคือนักเขียนแห่งทวีปแอฟริกา ความรักอันมีต่อแผ่นดินบ้านเกิดสะท้อนอยู่ในทุกตัวอักษร   ขณะที่ไนปอลเรียกตัวเองว่า “ประชาชนแห่งประชาคมโลก” (a citizen of the world) และไม่ว่าเขาจะหันหน้าไปทางไหน ไนปอลมองเห็นแต่ความสับสนวุ่นวายของมนุษย์ที่กัดกิน และทำร้ายกันเอง

 

อาเชเบเคยถากถางไนปอลว่าอีกฝ่ายไม่มีวันเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ได้ เพราะมีแต่นักเขียนผู้อยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ข่มเหงเท่านั้น จึงจะเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่   ข้อกล่าวหาตรงนี้น่าขบคิดยิ่งนัก มันเป็นความจริงไหม มันบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับผลงานของไนปอล และที่สำคัญกว่านั้น มันบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับผลงานของอาเชเบเอง   แปลว่าอาเชเบจะต้องยืนอยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ข่มเหงเสมอไปใช่หรือเปล่า   บทวิจารณ์นี้จะไตร่ตรองความคิดดังกล่าว ผ่านนิยายอันโด่งดังของเขา Things Fall Apart หรือในชื่อภาษาไทยคือ ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คบไฟ)

 

โอกองโกว ตัวเอกของนิยาย ดูจะห่างไกลจากนิยามของ "ผู้ถูกกดขี่ข่มเหง" อยู่อักโข   ตั้งแต่วัยฉกรรจ์แล้ว เขามีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักมวยปล้ำผู้ไร้พ่าย   เมื่อย่างเข้าวัยทำงาน ด้วยความมานะอุตสาหะ เขาก่อร่างสร้างตัว จนสามารถเลี้ยงภรรยาได้ถึงสามคน   ในการสงคราม โอกองโกวฮึกเหิมแกร่งกล้า เป็นที่หวาดกลัวของใครต่อใคร ขนาดอายุยังน้อย เขาเด็ดศีรษะข้าศึกมาประดับเกียรติยศแล้วถึงห้าหัว   ระหว่างงานเลี้ยงฉลอง โอกองโกวดื่มเหล้าจากศีรษะแรกที่เขาเด็ดมาได้   กระนั้นสิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ "ทั้งชีวิตเขาถูกปกคลุมด้วยความกลัว เขากลัวความล้มเหลว และอ่อนแอ"   โอกองโกวโชคร้ายเพราะมีพ่อไม่เอาถ่าน ก่อหนี้สินจนสิ้นเนื้อประดาตัว ในบั้นปลายชีวิต พ่อของโอกองโกวป่วยตายด้วยโรคร้าย ชนิดไม่อาจเอาไปฝังให้เปรอะเปื้อนพระแม่ธรณี ต้องโดนปล่อยตายในป่า   เมื่อเติบโตขึ้นมา โอกองโกวสาบานว่าจะรังเกียจทุกอย่างที่พ่อเขาเป็น   "โอกองโกวไม่เคยแสดงอารมณ์ให้ใครเห็น นอกจากอารมณ์โกรธ   การแสดงความรู้สึกคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ สิ่งเดียวเท่านั้นอันมีค่าควรแก่การแสดงออกคือความเข้มแข็ง"

 

โอกองโกวปกครองภรรยาทั้งสาม และลูกๆ โดยใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือ   เวลาเขาหงุดหงิดเพราะไม่มีอะไรทำ จะหาเรื่องซ้อมภรรยาอย่างไร้เหตุผล   สังคมของชาวอีโบคือสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และเต็มไปด้วยการแบ่งแยกชนชั้น   ขณะที่พ่อของโอกองโกวถูกปล่อยตายในป่า ผู้อาวุโสได้รับการฝังดิน ท่ามกลางแสงสว่างจากไฟพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์   วรรณะปรากฎอยู่ในทุกแง่มุมของวัฒนธรรม ตั้งแต่นิทานที่ผู้ใหญ่เล่าสั่งสอนเด็ก จนถึงพืชผลที่พวกเขาหว่านเมล็ด  และแน่นอนว่าอะไรที่สูงศักดิ์กว่าจะถูกเรียกว่า “ตัวผู้” และของที่ต่ำศักดิ์กว่าคือ “ตัวเมีย”   นิทานตัวผู้จะพูดถึงความรุนแรง และการนองเลือด ส่วนนิทานตัวเมียเล่าถึงการทะเลาะเบาะแวะระหว่างท้องฟ้า และผืนแผ่นดิน ซึ่งลงเอยด้วยสายฝนที่นำพาความชุ่มฉ่ำ   พืชผลตัวเมียได้แก่บอนท่า ถั่ว และมันสับปะหลัง ส่วนราชาแห่งพืชผลคือมัน   กระทั่งอาชญากรรม ยังแบ่งประเภทเป็นอาชญกรรมตัวเมีย คือคนก่อไม่ได้ตั้งใจ และอาชญากรรมตัวผู้ ที่ก่อขึ้นมาจากความตั้งใจ ซึ่งโทษจะรุนแรงกว่า

 

ย้อนกลับมาคำถามที่ผมตั้งไว้แต่แรก ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ คือวรรณกรรมของผู้ถูกกดขี่ข่มเหงจริงหรือเปล่า   อิซาเบล อเลนเด นักเขียนสตรีชาวชิลี เคยกล่าวว่า ต่อให้เป็นชายผู้ต่ำศักดิ์สักเพียงใด ผู้ถูกเหยียดหยามโดยใครต่อใครในสังคม  ก็ยังปลอบใจตัวเองได้ว่า อย่างน้อยเขาก็ยังมีสตรีไว้ให้ข่มเหง   ถ้ามองในแง่นี้ เราอาจกล่าวได้ว่า โอกองโกว และผู้ชายอีโบทั้งหลายคือผู้ถูกกดขี่ข่มเหง โดยผู้กดขี่ข่มเหงคือคนขาว นักล่าอาณานิคม ส่วนสตรีในเผ่า "ไม่นับ" เพราะไม่สำคัญพอ   คนขาวปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกในนิทาน ซึ่งไม่แตกต่างไปจากนิทานเรื่องอื่นๆ ที่ชาวอีโบเล่าสืบทอดกันมา   หมู่บ้านหนึ่งเผลอไปฆ่า "คนขาวผู้ขี่ม้าเหล็ก" และลงท้ายด้วยการที่ผู้ชายทั้งหมู่บ้านถูกคนขาวกวาดล้าง  คนขาวตัวเป็นๆ ที่โอกองโกวเห็นครั้งแรกในชีวิตคือหมอสอนศาสนา ซึ่งแตกต่างจากคนขาวผู้น่าหวาดกลัวในนิทานโดยสิ้นเชิง   หมอสอนศาสนาผู้นั้นออกจะดูโง่ทึนทึบด้วยซ้ำ เขามาสร้างโบสถ์ ตั้งรถรากในป่าต้องสาป ซึ่งไม่มีชาวเผ่าคนใดกล้าเหยียบย่างเข้าไป   คนขาวพยายามสอนให้ชาวเผ่าเลิกนับถือเทพเจ้า บอกว่ารูปเคารพที่พวกเขากราบไหว้นั้นเป็นแค่ท่อนไม้สลัก และเทพปลอมๆ   พระเจ้าที่แท้จริงนั้นมีแค่องค์เดียว   

 

แน่นอนว่าในระยะแรก ชาวอีโบหัวเราะเยาะผู้มาใหม่   โบสถ์ของคนขาวดึงดูดได้แต่เฉพาะคนชายขอบ ผู้หญิง เด็ก ผู้ชายที่ถูกเรียกว่า "เพศเมีย" เพราะไม่มีสถานภาพทางสังคม และเด็กฝาแฝด (ชาวอีโบเชื่อว่าเด็กฝาแฝดเป็นกาลกิณี ถ้าเกิดมาแล้ว ต้องเอาไปปล่อยทิ้งในป่าทั้งคู่)    คนเหล่านี้จึงกลายเป็นรากฐานของศาสนาใหม่   ยิ่งเวลาผ่านไปการที่คนขาวรอดพ้นจากโทสาของเทพเจ้า ประกอบกับความเจริญ หยูกยา จักรยานยนต์ และระบบเศรษฐกิจที่พวกเขานำเข้ามา สร้างความเข้มแข็งให้ศาสนาใหม่ขึ้นเรื่อยๆ  จนท้ายสุดกลับเป็นวิถีประชาของอีโบเอง ที่เป็นฝ่าย "ดับสูญ"  ไป   

 

อดไม่ได้จริงๆ ที่ผมจะมอง "การดับสูญ" ใน ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ ว่าเป็นความสาสมประเภทหนึ่ง   ผู้ชายอีโบคุ้นเคยกับการกดขี่ข่มเหงสตรีเพศ แต่เมื่อมีพลังจากภายนอกที่เข้มแข็งกว่าเข้ามา ผู้กดขี่ก็กลายเป็นผู้ถูกกดขี่ไป   นี่คือการปฏิวัติคลาสสิค ตรงตามตำราของมาร์กทุกประการ   ต่างจากที่มาร์กวาดฝันไว้ก็ตรง ใช่ว่าสิ่งที่คนขาวมอบให้แก่ชาวอีโบนั้นคือความเท่าเทียม   เพราะสุดท้ายก็เป็นล่าม คนนำสานส์ ลูกหลานชาวอีโบที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาของคนขาวต่างหากที่ได้เปรียบทางสังคม   ราวกับว่าชนชั้นและวรรณะคือสัจธรรมของทุกสังคม ที่ไม่ว่าจะผ่านการเปลี่ยนแปลง หรือจะย้อนศรการเปลี่ยนแปลงไปสักแค่ไหน ก็ยังคงอยู่อย่างถาวร   ตัวละครอย่างสาธุคุณบราวน์ผู้เชื่อว่าชาวคริสเตียน และชนเผ่าพื้นเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และเท่าเทียม ปรากฎตัวในนิยายแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว และก็หายสาบสูญไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย   เหลือแต่โอกองโกว และคนใจคับแคบคนอื่นๆ ผู้มองเห็นโลกเป็นสีขาว สีดำ และเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างสองวัฒนธรรมจะลงเอยได้ก็แต่เฉพาะการเข้าห้ำหั่นกันเท่านั้น   

 

กลับไปยังข้อถากถางของอาเชเบ ที่บอกว่าไนปอลไม่อาจเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ได้ เพราะมีแต่นักเขียนผู้อยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ข่มเหงเท่านั้น จึงจะเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่   อาเชเบเชื่อว่าโลกนี้ต้องแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายเสมอ คือฝ่ายที่กดขี่ และฝ่ายที่ถูกกดขี่   ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ แสดงให้เห็นว่าสังคมอุดมคติแห่งความเท่าเทียมนั้นไม่มีอยู่จริง   หน้าที่ของนักเขียนคือยืนอยู่ข้างผู้ถูกกดขี่ข่มเห่ง เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว คอยเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขาเหล่านั้น   

 

ขนาดอาเชเบยังไม่สามารถมองโลกไปไกลเกินกรอบแห่งชนชั้นวรรณะได้เลย   แม้คนส่วนใหญ่จะยอมรับความจริงข้อนี้ได้ยาก แต่ท้ายสุดแล้วความไม่เท่าเทียมกัน อาจเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของความสงบสุขในสังคมก็ได้ จริงหรือไม่

 

นั่นคือคำถามที่อาเชเบฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช    http://www.onopen.com/loveyouallmass/09-06-10/4845

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,454,765 ครั้ง