แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ตามรอยมือแปล ‘ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี’ (1)

 

ก่อนที่โลกรู้จักสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจของโลกใหม่ จะว่าไปไม่เกิน 200ปีมานี้เอง ดินแดนต้นแบบแห่งเสรีชนแห่งนี้ก็ต้องมีพิธีการ ‘ชำระ’ ประวัติศาสตร์ชาติตนเองให้สะอาดเอี่ยมไม่แพ้รัฐชาติใดในโลก มีแต่เชิดชูวีรกรรมอันกล้าหาญ การต่อสู้อย่างลูกผู้ชาย บางอย่างที่ดูไม่เข้าท่าเข้าทาง จำต้องถูก ‘รีไรท์’ จัดระเบียบวรรคตอนใหม่ หรือไม่ก็กวาดไว้ใต้พรมก่อน…ชั่วคราว

 

ชะตากรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน หรือที่โลกเรียกตามโคลัมบัสว่า ‘อินเดียน’ – เจ้าของผืนดินเสรีแต่เก่าก่อน ก็เข้าทำนองขยะใต้พรมที่ว่า ประวัติศาสตร์กระแสหลักให้เกียรติจารึกเรื่องราวของพวกเขาไว้ว่าเป็นอนารยชน เป็นคนป่าที่พกปืน ชอบความรุนแรง ไร้สมอง อย่างที่เรารับรู้กันมาจากสื่อและหนังคาวบอยส่วนใหญ่

 

32ปีมาแล้ว เมื่อหนังสือ ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี (Bury My Heart at Wounded Knee) ของ ดี บราวน์ ฉบับแปลโดย ไพรัช แสนสวัสดิ์ ออกสู่สายตานักอ่านชาวไทย ถือเป็นกลุ่มเบิกนำและกรุยทางให้กับงานในแขนง Non-fiction ด้วยลีลาการร้อยเรียงโศกนาฏกรรมชนพื้นเมืองอเมริกันของบราวน์ ทำเอาหลายคนที่เกิดทันยุคนั้น ยกหนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์เรียนรู้ชีวิต และเสริมความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา

 

ระหว่างนั้น ไพรัช แสนสวัสดิ์ ยังผลิตงานแปลออกมาอีกเกือบ 10เล่ม แต่ไม่นาน ชื่อของเขาก็ค่อยๆ เลือนไปจากวงการ คล้ายไม่มีตัวตน

 

แม้ในปัจจุบัน ไพรัชยังทำงานประจำเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่เขาเลือกแล้วว่า การเก็บเนื้อสงวนตัว ทำงานอยู่ในมุมคนเดียวเงียบๆ มีเหตุผลมากกว่าที่จะต้องปรากฏตัวให้สาธารณะเห็น

 

นอกจากงานแปลที่ทำให้เราได้ทึ่ง เรื่องราวการเลือกใช้ชีวิตของเขา รวมทั้งประสบการณ์หลังอานจักรยานที่เขาใช้เป็นพาหนะคู่ใจในชีวิตประจำวันตลอด 4-5ปีที่ผ่านมา ก็น่าสนใจจนไม่อาจมองข้ามไปได้

 

WAY เชื่อว่าการพานพบผู้แปลหนังสือดี พร้อมๆ กับวิถีสองล้อที่มาบรรจบกัน ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ

 

ที่ผ่านมาเราตามหาคุณไพรัชยากมาก ทั้งที่คนทำงานลักษณะนี้น่าจะพอถามหาตามตัวกันได้ไม่ยาก ก็เลยสงสัยว่า ทำไมถึงค่อนข้างเก็บตัว มีอะไรไม่พอใจคนในวงการนี้หรือเปล่า

 

จริงๆ แล้ว ไม่มีเลย พูดง่ายๆ ผมไม่ได้ขัดแย้งกับใครชนิดที่ว่าเป็นสาเหตุ แล้วก็ตรงกันข้ามนะ ถ้าผมอยากจะทำ หรือขยันจะทำ ก็มีคนยินดีพิมพ์ให้ แล้วลิงค์เก่าๆ ในสมัยที่ผมทำ เขาก็ยังทำกันอยู่ และเขาก็ยินดีจะรับ แต่ผมไม่ทำเอง

 

อยากทราบความเป็นมาที่ทำให้ตัดสินใจหยิบเรื่อง ‘ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี’ ขึ้นมาแปล

 

มันมียุคหนึ่งในเมืองไทยมีหนังคาวบอย เราก็ดูมาตั้งแต่เด็กๆ มันก็คล้ายกับเรื่องที่บราวน์เขาเล่า แต่บราวน์อยู่ในอเมริกาแล้วมีเพื่อนเป็นอินเดียน เราไม่ได้มีเพื่อนเป็นอินเดียน เราก็เข้าใจโลกของคาวบอย-อินเดียนตามแบบคนไทย

 

แต่พอได้อ่านเรื่องนี้ ก็คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าจะทำให้เข้าใจดีขึ้นว่า แท้จริงแล้ว ฝ่ายที่ไปเบียดเบียนเขาเป็นฝ่ายรัฐบาลอเมริกันมากกว่า ไม่ใช่อยู่ดีๆ อินเดียนไปเที่ยวโจมตีรถม้า กองเกวียน ผู้ตั้งรกรากอะไรต่างๆ ตามที่เห็นมาในสื่อต่างๆ ทั้งการ์ตูนและภาพยนตร์ตั้งแต่เด็กๆ

 

เราคิดว่ามันน่าแปล เลยไปปรึกษาเพื่อนบางคน ต่อมาก็ไปคุยกับสำนักพิมพ์ว่าเขาเห็นด้วยไหมถ้าจะพิมพ์ สมัยนั้นส่วนใหญ่สำนักพิมพ์จะเลือกให้ผู้แปลทำ แต่เราเลือกเล่มนี้ไว้ตั้งใจว่าจะทำ แล้วจึงไปเสนอ เขาก็พิมพ์ให้

 

มันคือการเขียนประวัติศาสตร์ฉบับผู้แพ้?

 

คือมันแทบจะเป็นครั้งแรกที่รวบรวมหลายๆ เหตุการณ์ แล้วเอามาแสดงต่อสาธารณชน ทำให้ทั้งนักวิจารณ์และคนอ่านอย่างเราๆ รับรู้รับทราบว่า ถ้าจริงแบบนี้ มันก็ไม่แฟร์ เพราะมันไปผิดสัญญากับเขาทุกสเต็ปเลย แต่เราก็ไม่ได้ว่าอินเดียนเป็นผู้วิเศษ หรือถูกรังแก มันเป็นเรื่องโต้ตอบกันทุกฝ่าย แล้วก็เหมือนกันทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือที่อื่นๆ ในโลก ในยุโรปก็รบกันเองมาก อินเดียนเผ่าต่างๆ ก็ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ แต่กับชนพื้นเมืองในอเมริกา โลกมันค่อนข้างจะเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว มีชาวยุโรปเข้าไปอยู่ บังเอิญอำนาจของอเมริกามันรุนแรงมหาศาล ขณะที่ภูมิประเทศของอเมริกาเหนือ มันเป็นดินแดนที่อำนวยให้ทำอย่างนี้ได้

 

แล้วทำไมอินเดียนถึงได้เชื่อใจ ไว้ใจในคำสัญญา ทั้งที่อีกฝ่ายก็ผิดสัญญามาโดยตลอด

 

นั่นสิ…ทำไมซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ขนาดนั้น บราวน์เขาก็ประหลาดใจ แต่มันน่าจะมาจากที่ว่า อินเดียนโดยปกติ เขาไม่ได้คิดว่าใครจะมาโกหกกัน เพราะเขาถือว่ามันเป็นเรื่องใช้ไม่ได้ ยิ่งมาโกหกกันในเอกสาร หรือใช้ลูกเล่นต่างๆ เราจะเห็นว่าบางตอนในหนังสือ อินเดียนจะบอกว่า ตอนทำสัญญาไม่มีเรื่องนี้เลย แล้วตอนหลังมาบอกว่ามาเขียนไว้อย่างนี้ได้ยังไง

 

อันนี้มีพื้นฐานมาจากความเชื่อทางศาสนาด้วย ในหลายๆ เผ่ามีศาสนาที่แตกต่างกันไปบ้าง วิธีคิดก็ต่างกัน แต่พื้นฐานจะคล้ายกัน คือเขาเคารพธรรมชาติ เคารพโลก เคารพมนุษย์ สัตว์ พืช แม่น้ำ ลำธาร พระอาทิตย์ และการที่เป็นอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าเขานับถือศาสนา แต่เป็นธรรมชาติของเขา เขาเกิดมาแล้วเป็นอย่างนี้

 

ซึ่งมันไม่ใช่ศาสนาแบบที่เราเข้าใจ?

 

    มันไม่เหมือนที่ชาวคริสต์ไปโบสถ์วันอาทิตย์ ชาวมุสลิมไปสุเหร่า หรือชาวพุทธไปไหว้พระ แต่ศาสนาของอินเดียนคือ การดำรงชีพอยู่ในธรรมชาติ มันคือการใช้ชีวิต และเขาก็นับถือความมีเกียรติในคำพูด พูดอะไรแล้วต้องรับผิดชอบ

 

นอกจากนั้นก็มีคุณธรรมอื่นๆ อย่าง ความกล้าหาญ รักเพื่อนมนุษย์ ความเผื่อแผ่ สุภาพอ่อนโยน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ วัฒนธรรมอื่นอาจจะไม่เข้าใจ

 

ในด้านที่เขาสุภาพ หรือมาเชื่อเรา คนที่เจริญกว่าก็จะดูถูกเอาว่า ทำไมโง่นัก ใครจะเชื่อ คนที่เหนือกว่า หรือจิตใจไม่ดีกลายเป็นไปตำหนิเขา แต่พอเขาถูกกระทำแล้วโต้ตอบเอาบ้าง ก็บอกว่าเขาป่าเถื่อน ดุร้าย เรียกว่าเป็น savage ซึ่งชนพื้นเมืองถูกเรียกแบบนี้อยู่พักใหญ่ แต่เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเกินไปกว่าที่ศาสนาเขายอม ถ้าคุณถูกบีบบังคับในการดำรงชีพคุณก็ต้องใช้วิธีโต้ตอบที่อยู่ในเกณฑ์ และใครจะโต้ตอบได้ก็ต้องมีความกล้าหาญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันส่งต่อกันมาเป็นพันๆ ปีก่อนที่คนขาวจะไปยุ่งกับเขาเสียอีก

 

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์อันนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่วูนเด็ดนีนั้น คนที่คิดเห็นต่างไปจากคนส่วนใหญ่ พูดง่ายๆ คนที่เห็นใจอินเดียน เจอผลลัพธ์อย่างไร

 

โลกปลายศตวรรษที่ 19วรรณกรรมมันก็มาในแนวเห็นแก่หมู่คณะเยอะ คนขาวก็เขียนเข้าข้างคนขาว ถ้าใครไปเขียนแหวกแนวออกไปก็อาจจะถูกมองว่าเป็นคนอื่น ฉะนั้น ใครที่จะแหวกขึ้นมาหน่อยก็อาจจะได้รับผลไม่ดี อย่าง จอห์น คลัม (ในหนังสือวูนเด็ดนี) เขาเป็นคนที่เห็นใจอินเดียน พอเห็นใจปั๊บ กลายเป็นว่าชีวิตนักหนังสือพิมพ์ก็ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ถ้าอยากอยู่กับหมู่คณะ ก็ต้องเข้ากับชาวเมือง ถ้าไม่เข้าก็หุบปากไว้เฉยๆ คิดอะไรก็คิดไป แต่ถ้าคิดแล้วเขียนชีวิตยุ่งแน่ มันก็มีลักษณะนั้นเยอะเหมือนกัน

 

ไม่เหมือนทุกวันนี้ในอเมริกา ไม่มีใครไปปิดกั้นอะไรใครได้ หลังจากยุค 50เป็นต้นมา การต่อสู้เรื่องนี้ มันผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะมาก จนกระทั่งมันกำหนดได้เลยว่า ความคิดและคำพูดของคน ไม่มีใครไปทำอะไรได้ นอกจากคุณไปก่อการร้าย วางระเบิด ไปโจมตีทางกายภาพ อย่างนี้มันไม่ได้ อันนี้พูดกว้างๆ นะ พูดชนิดที่ไม่ได้คำนึงถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ อะไร แต่ถ้าเกิดเหตุที่ประเทศเป็นอันตรายเมื่อไหร่ อย่างเช่น 9/11ถ้ามีหนังสือพิมพ์ไปคิดแบบเห็นใจนักก่อการร้าย คงโดนเล่นทุกทางเหมือนกัน

 

แล้วความรับรู้ในเชิงประวัติศาสตร์อเมริกาของคนไทยเมื่อ 30ปีก่อน เป็นพล็อตที่ถูกครอบงำโดยหนังคาวบอยหรือเปล่า

 

ก็หนังเป็นส่วนใหญ่ หนังสือมีไม่มากนัก เช่นในหนังสือเก่าๆ อย่างชาวกรุง ของค่ายสยามรัฐ หนังสือเล่มเล็ก แล้วก็หนังสือการ์ตูน นอกจากนั้น โทรทัศน์ก็มีหนังซีรีส์เก่าๆ อย่าง คิต คาร์สัน เราก็ดูอยู่

 

หนังคาวบอยที่เป็นชุดๆ สมัยนั้นก็มีเยอะ อย่างมาเวอริค ในหลายๆ ตอนของเมืองคาวบอย จะมีเหตุการณ์ที่อินเดียนเป็นผู้ร้ายทั้งนั้น คือมีการเข้าโจมตี หรือทำร้ายคน ซึ่งพื้นฐานในเรื่องจะเป็นคนขาวทั้งหมด เราก็เข้าใจว่าอินเดียนเป็นผู้ร้ายมาโดยตลอด แต่ถ้าได้อ่านอย่างอื่นบ้างก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้ว ผู้ตั้งรกรากนั่นแหละเป็นฝ่ายไปรุกไล่ที่ของเขา

 

ช่วงที่หนังสือเล่มนี้ออกมาเมื่อปี 1970ความรับรู้ของอเมริกันชนส่วนใหญ่คล้ายกับของบ้านเราไหม

 

คล้ายกัน คิดว่าด้วยความจงใจของนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ หรือนักวรรณกรรม มักจะจัดให้อินเดียนเป็นฝ่ายผิดอยู่ตลอดเวลา กระทั่งสาธารณชนอเมริกันหลายคนก็เข้าใจแบบนั้น เมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมามันก็เลยเปลี่ยนความคิดคนได้ไม่น้อย

 

ตอนหนึ่งในหนังสือวูนเด็ดนี บราวน์เล่าถึงชีวิตของอินเดียนที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นอเมริกัน ซึ่งมันดูขัดแย้งในตัวเอง

 

คือบทหนึ่งเป็นของเขาเลยนะ เขาชื่อ อีไล ปาร์คเกอร์ เป็นอินเดียนแท้ๆ แต่พยายามจะเรียนหนังสือและใช้ชีวิตแบบคนขาว คือทั้งเรื่องมันกดอินเดียนทุกๆ บท แต่มีบทนี้ที่อินเดียนอยากเป็นคนขาว นี่แหละคือชั้นเชิงทางวรรณกรรมของผู้เขียนที่เขาแทรกบทนี้เข้ามา พูดถึงปาร์คเกอร์ทั้งที่ไม่ได้มีบทบาทกับเหตุการณ์ วูนเด็ด นี โดยตรง แต่มีบทบาทในประวัติศาสตร์อเมริกัน คือเขาได้รับเลือกจากนายพลยูลิสสิส เอส. แกรนต์ ผู้บัญชาการทัพฝ่ายสหภาพ ให้เป็นผู้ร่างคำประกาศยอมแพ้ของนายพลรอเบิร์ต อี. ลี ผู้บัญชาการฝ่ายใต้ เพื่อยุติสงครามกลางเมือง

 

เท่าที่เห็นงานแปลส่วนใหญ่ของคุณไพรัชเป็นงานประเภท Non-fiction ทำไมถึงสนใจงานประเภทนี้มากกว่างานแบบอื่น อย่างเช่นนิยาย เรื่องสั้น

 

คิดว่างาน Non-fiction อย่างน้อยมันเป็นความจริง ที่พูดว่า ‘ความจริง’ ไม่ใช่ว่ามัน ‘จริงๆ’ อย่างนั้นแน่ๆ แต่อย่างน้อยคนที่เขาบอกเล่า เขาได้ข้อบอกเล่ามาว่า มันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริงๆ เราก็ฟังไว้ชั้นหนึ่งก่อน แต่ชั้นเชิงที่จะบอกเล่าให้น่าสนใจเป็นอย่างไร มันเป็นอีกปัญหาหนึ่ง

 

อีกอย่างเพราะการเรียบเรียงของบางคนเขาทำได้ดี ยากเหมือนกันที่จะรวบรวมออกมาแล้วน่าสนใจ และบางทีเรื่องจริง เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็เป็นประวัติศาสตร์ สามารถจะบอกจะสอนกันได้ อาจจะเป็นตัวอย่างหรือเป็นข้อเตือนใจให้กับผู้คนในยุคปัจจุบันได้

 

พูดได้ไหมว่า ชะตากรรมรูปแบบนี้ของชนพื้นเมือง ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่เรื่อยๆ ในประวัติศาสตร์โลก เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่และตัวแสดงไปเท่านั้น

 

จะว่าไปการรุกรานกันและแย่งดินแดนมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก แต่การที่ไปกลืนกินแล้วสร้างอารยธรรมใหม่ทับลงไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เกิดในสงครามสมัยใหม่ไม่ค่อยมี ใกล้เคียงหน่อยก็มีพวกอิสราเอลไปสร้างประเทศในดินแดนปาเลสไตน์ โดยอ้างพันธะสัญญา แต่อิสราเอลก็ไม่ได้คิดจะไปเปลี่ยนแปลงชาวปาเลสติเนียนถึงขั้นนั้น

 

แต่ที่น่าจะเทียบเคียงกับชะตากรรมของอินเดียน คิดว่าเป็นเรื่องของทิเบต เพราะจีนเข้ารุกรานดินแดนในขณะที่คนทิเบตยังไม่ค่อยเจริญ แต่จีนอ้างว่าเป็นของเขา ในทางประวัติศาสตร์จีนอาจจะเคยรบชนะมาจริง แต่การครอบครองของจีนไม่ใช่ครอบครองดินแดนหรือทรัพยากรอย่างเดียว จีนทุกวันนี้พยายามจะส่งคนเข้าไปอยู่และครอบงำทางวัฒนธรรม และพยายามถึงขั้นที่ว่าให้คนทิเบตกลายมาเป็นคนจีนนั่นแหละ

 

หลังจากวูนเด็ดนีฉบับแปลออกมาแล้ว ทราบว่าคุณไพรัชยังมีผลงานแปลออกมาบ้าง แต่เรียกได้ว่า 20ปีมานี้ คุณหายหน้าหายตาไปจากวงการแปลเลย ซึ่งถ้าคุณไม่ได้มีเรื่องผิดใจกับใคร แสดงว่าต้องมีบางอย่างที่ดึงความสนใจไปจากงานแปลได้?

 

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะความสนใจด้านอื่นๆ มันมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ใจยังคิดอยากจะทำ แต่การจะลงมือทำ บางทีต้องฝ่าออกไปจากชีวิตประจำ ฝ่าออกไปจากความสบายๆ ทอดหุ่ยของเรา ทำงานแปลมันต้องขยัน เอาใจใส่ ต้องค้น แล้วยุคก่อนมันไม่มีอินเทอร์เน็ต จะค้นเราก็ต้องไปตามห้องสมุดต่างๆ ถามผู้รู้ ถามอาจารย์บ้าง ปริมาณปกหนังสือในท้องตลาดตอนนั้นกับตอนนี้ก็ต่างกันมาก ปัจจุบันมีหนังสือออกแทบทุกวัน สมัยก่อนออกมาเล่มหนึ่งก็เป็นข่าวแล้ว

 

ที่ไม่ได้ทำ ไม่ใช่เพราะเบื่อหน่าย หรือค่าตอบแทนไม่ดี แต่เพราะความสนใจของเรามันหลากหลาย แต่การอ่านไม่ได้ทิ้งนะ ความอยากทำก็ไม่ได้หายไปไหน แต่พอไม่ได้ทำก็เลยติดนิสัย

 

อีกอย่าง พูดไปก็เหมือนกับไปว่าวงการ ช่วงนั้นหนังสือบางเล่มก็ออกมาแบบสุกเอาเผากิน ซึ่งเวลาทำงานแปลไม่เอาใจใส่ไม่ได้ ซึ่งมันก็เอาเวลาไปจากชีวิตเราเยอะเหมือนกัน

 

 

แล้วหลังจากนั้น เอาความสนใจไปให้กับอะไรอีกบ้าง

 

ไม่ว่าจะทำอะไร ผมมักจะสนองความอยากรู้อยากเห็น และความชอบของตัวเอง ช่วงหนึ่งได้ทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะ แต่ทำเฉพาะช่วงที่ว่างนะ ผมไปแปลเอกสารให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอยู่หลายปีเหมือนกัน เป็นโครงการทรัพยากรชายฝั่งของสำนักงานสิ่งแวดล้อม ได้ทุนมาจากอเมริกา

 

หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องถ่ายรูป ผมถ่ายรูปเยอะ ในยุคนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอล ก็ถ่ายสไลด์ ถ่ายไว้เยอะมาก

 

 

 

ถ่ายภาพนี่ไม่ใช่ในงานข่าวใช่ไหม

 

ไม่เลย…ผมว่ามันคนละโลกกันเลยนะ ไม่ใช่ไม่ดี คือการถ่ายภาพมันมีด้านของมันมากมายมหาศาล การเป็นช่างภาพนักข่าวก็เป็นอาชีพที่มีอนาคต เติบใหญ่ไปเป็นช่างภาพชื่อดังได้ แต่ที่แย่ที่สุดคือ เขาต้องไปรอเหตุการณ์ รอเรื่องราวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันไม่ใช่โลกของเรา

 

ช่วงที่ถ่ายภาพ ผมได้ร่วมงานกับองค์การแคร์ (care.org) เขาจ้างผมเป็นช่างภาพในประเทศไทย ก็ทำอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้งานในไทยเขาลดลง เนื่องจากเห็นว่าเราเจริญขึ้น ก็ค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลง

 

นี่เป็นด้านหนึ่งในการถ่ายภาพสารคดี กับอีกด้านที่เป็น Street Photography ก็ชอบ เชื่อไหมว่า ศึกษาเรื่องกล้องจนสร้างกล้องเอง ใช้ฟิล์ม 120เอามาถ่ายเป็นภาพพาโนรามา

 

สรุปแล้วคือเป็นคนที่เล่นอะไรแล้วต้องเล่นให้สุดๆ เลยใช่ไหมคะ

 

ใช่ ก็สร้างกล้องเองเลย เอาไม้ แผ่นโลหะ มาทำ ต้องวัดระยะละเอียดมากๆ เสร็จแล้วออกมาก็ใช้งานได้ดี ขณะที่คนอื่นจะเจอปัญหาเวลาเลื่อนฟิล์มแล้วขอบมันทับกัน ก็เล่นกับมันอยู่นาน จนเข้ายุคดิจิตอลถึงค่อยๆ คลายลง

 

แล้วรูปส่วนใหญ่ที่ถ่ายมาเก็บไว้ที่ไหน

 

เก็บเป็นสไลด์ เก็บไว้บ้าง หายไปบ้าง ช่วงหลังๆ ถ่ายเป็นฟิล์มพรินท์ เก็บไว้เป็นตู้ มีอยู่วันหนึ่งเปิดเข้าไปดูมีปลวกเดินทางทะลุจากซ้ายมาขวา ขวามาซ้าย โคตรเสียดายเลย คิดว่าจะเก็บไว้ดูตอนแก่เสียหน่อย (หัวเราะ)

 

ทราบมาว่า นอกจากเล่นกล้องอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว งานเขียนภาพก็เป็นงานอดิเรกอีกอย่างด้วย

 

มันเริ่มจากการพิจารณารูปถ่าย แล้วได้อ่านหนังสือถ่ายภาพของฝรั่งเยอะ แต่เราเองก็ไม่ได้เรียนมาทางถ่ายภาพเป็นศิลปะจริงๆ ก็เลยมาคิดๆ ดูว่า น่าจะลองเพนท์รูปดู เพราะอย่างน้อยรูปเพนท์พวกนี้มันดูได้นานกว่า ดูแล้วมันให้ความคิดความอ่าน ให้จินตนาการ ก็เลยหาทางไปเรียน ทุกวันนี้ก็ยังมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่ แต่ต้องทำตอนว่างจากงานจริงๆ

 

ต้องมีพื้นฐานด้านนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ

 

ที่ผมสนใจเรื่องเพนท์ก็มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือสอนเพนท์สีน้ำมัน เหมาะกับคนที่ยังจดๆ จ้องๆ ว่าจะลงมือกับมันเสียทีดีไหม พอได้เห็นเขาเพนท์แล้วสวยงาม เราก็หลงใหล ไม่ว่าจะเพนท์ให้เหมือนจริง เพนท์แบบ Expressionism หรือ Impressionism สุดท้ายก็เลยได้ลงมือเสียที

 

แล้วฮ็อบบี้นี้ ถือว่าไปสุดทางหรือเปล่า

 

อ๋อ ไม่หรอก หลายคนเราก็มองเห็นว่าเขาไปได้ดี เราก็ไม่ได้เก่งเท่าไหร่

 

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่งานยังชีพเลยใช่ไหม

 

ไม่เลย (หัวเราะ)

 

ฟังๆ ดูแล้ว พลังล้นเกินไปหรือเปล่า

 

น่าจะเป็น care-free มากกว่า ไม่ค่อยห่วงอะไร บางคนต้องสะสมเพื่ออนาคตจะได้สบาย แต่ผมไม่ค่อยคิดเรื่องพวกนั้น หลายคนที่ทำงานมาขนาดนี้ เขาเก็บตังได้เยอะกว่าเราเยอะ ของเราหมดไปกับเรื่องเดินทาง เดินทางตอนถ่ายรูปเป็นสิบๆ ปีก็ไม่ใช่น้อย เพราะขับรถไปเองแทบทั่วประเทศ

 

จากที่ได้อ่านบล็อกส่วนตัวของคุณไพรัช มีแต่ภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ได้เจอตัวจริง อาจจะเข้าใจว่าฝรั่งเขียนด้วยซ้ำ

 

ที่ทำแบบนั้นเพราะมีพรรคพวกต่างชาติอยู่บ้าง บางคนไม่ได้คุยกันบ่อยก็บอกให้เขาคอยอ่านบล็อก ภาษาอังกฤษผมเป็นประเภทขาดการฝึกฝน คือไม่ได้เขียนเป็นอาชีพ นานๆ เขียนที แต่ขณะเดียวกัน เราจะไปทำในแบบเหมือนฝรั่งเลยก็ไม่ใช่ ฝรั่งจะมารู้ภาษาไทยอย่างเราก็ไม่ใช่ คงมีน้อยคน เห็นคนที่ทำได้ดีก็อย่าง ไมเคิล ไรท์ และ บ๊อบ ฮอลิเดย์ พวกนี้เขาเก่งทั้งไทยทั้งอังกฤษ

 

เรื่องที่เห็นมันก็เป็นความพยายามนะ ไม่ได้มาถ่อมตัวหรืออะไร เพราะเราไม่ได้เขียนเป็นอาชีพ คนอื่นที่เราเห็นเขาเก่งๆ และเขียนไม่ขัดหู อย่างคนไทยหลายคนในหนังสือพิมพ์เช่นเนชั่นและบางกอกโพสต์ก็เขียนหนังสือภาษาอังกฤษได้ดี แต่จับตัวได้ ถ้าเราถึง เวลาเราอ่าน จะรู้ว่าเขาถึงหรือไม่ถึง เหมือนยกตัวอย่างคนพูดว่า “ผมได้ยินนาย ก เขาพูดภาษาเยอรมันเก่ง” มันก็ต้องแล้วแต่ว่าผู้ที่พูดรู้ภาษาเยอรมันแค่ไหน ไม่ใช่ทุกคนจะไปบอกใครก็ได้ว่าใครเป็นอย่างไร “It takes a thief to catch a thief.” คือมันก็ต้องอาศัยขโมยมาจับขโมยนั่นแหละ เพราะมันรู้ทันกัน

 

(ไม่ต่อนะจ๊ะ)

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,673 ครั้ง