แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

The Art of Happiness in a Troubled World

 

 

เหตุการณ์ที่ผมชอบที่สุดใน The Art of Happiness in a Troubled World คือตอนที่โฮวาร์ด คัทเลอร์ถามองค์ดาไลลามะว่ามนุษย์เราจะรักษาสมดุลระหว่างแนวคิดแบบยึดปัจเจกชนเป็นหลักเหมือนอย่างชาติตะวันตก และแบบให้ความสำคัญกับหมู่คณะเหมือนอย่างชาติตะวันออกได้อย่างไร   (สังคมที่ให้ความสำคัญกับหมู่คณะมากเกินไปจะขาดความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้ายึดปัจเจกจนเกิดพอดีจะเกิดเป็นสภาวะไร้ราก) 

 

ก่อนที่ผมจะเฉลยว่าองค์ดาไลลามะตอบคำถามนี้อย่างไร ขอเล่าความฝันกลางวันของตัวเองให้ฟังสักนิด   ผมจินตนาการว่าหากได้มีโอกาสเข้าเฝ้าและได้สนทนากับปูชนียบุคคลทางพุทธศาสนาเช่นท่าน   และถ้าผมได้เล่าความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยฯ (น.ป.ช.) ให้ท่านช่วยตัดสินใจว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด   คำตอบของท่านคงไม่ผิดเพี้ยนจากที่มอบให้แก่โฮวาร์ด คัทเลอร์   คัทเลอร์เล่าว่าองค์ดาไลลามะ “ถูฝ่ามือกับกระหม่อมอันเกลี้ยงเกลา…ตีสีหน้าชวนขบขัน ผสมปนเปกันระหว่างงุนงง พิศวง และสมเพช   ก่อนจะส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมา ‘อาตมามองไม่ออกจริงๆ ว่าความแตกต่างมันอยู่ที่ตรงไหนกัน’”

 

ผมเชื่อว่านี่แหละคือคำตอบขององค์ดาไลลามะกับความขัดแย้งในประเทศไทย “อาตมามองไม่ออกจริงๆ ว่าความแตกต่างมันอยู่ที่ตรงไหนกัน”

 

ที่ผมเกริ่นเรื่องความฝันของตัวเองขึ้นมา เพราะบทวิจารณ์ชิ้นนี้ไม่เพียงแต่จะพูดถึงหนังสือ The Art of Happiness in a Troubled World เท่านั้น แต่จะยังปรับเอาคำสอนขององค์ดาไลลามะมาใช้เป็นแว่นส่องวิกฤติในประเทศไทยด้วย   ระหว่างที่อ่านและเขียนบทวิจารณ์ชิ้นนี้ (สัปดาห์ที่ 15 – 21พฤศจิกายน 2552) เป็นช่วงที่ปัญหาทางการเมืองสุกงอมขึ้นไปอีกระดับ   ความขัดแย้งแพร่ขยายออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน   บทสัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณ ชินวัตรลงในนิตยสาร Times Asia ซึ่งแม้ไม่อาจแปลเป็นภาษาไทยเผยแพร่ตามสื่อได้ แต่เชื่อว่าหลายคนที่รู้ภาษาอังกฤษคงเข้าไปอ่านมันจากอินเตอร์เน็ต   บทสัมภาษณ์ชิ้นนั้นเสมือนเป็นกระดาษลิตมัสที่เอาไปแตะผู้อ่านคนไหน ก็เปลี่ยนสีไปตามวาระการเมืองของผู้นั้น   ฝ่ายหนึ่งสงสัยว่ามันหมิ่นประมาทตรงไหน ส่วนอีกฝ่าย “ “เจ็บหัวใจ” จนไม่อยากให้ “หนูอ้วน” เข้ามาเหยียบแผ่นดินไทยอีก”[1]   ขนาดชุดสัญลักษณ์ง่ายๆ ที่เป็นวัตถุในการสื่อสารสักชิ้น คนไทยยังเห็นไม่ตรงกันเลย แล้วแบบนี้ประเทศเราจะยังมีความหวังอยู่อีกไหม

 

ต้องอธิบายปูมหลังกันสักนิด   The Art of Happiness in a Troubled World เป็นภาคสามในชุด The Art of Happiness (หรือ ศิลปะแห่งความสุข จากสำนวนแปลของคุณวัชรีวรรณ ชัยวรศิลป์) ซึ่งรวบรวมบทสัมภาษณ์และบทสนทนาระหว่างโฮเวิร์ด คัทเลอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันและองค์ดาไลลามะ   เป้าหมายก็เพื่อเผยแพร่คำสอนของท่านให้ชาวตะวันตกที่ขาดพื้นฐานทางพุทธศาสนาได้รับรู้   ขณะเดียวกันก็เป็นการผสานปรัชญาพุทธเข้ากับจิตวิทยาแขนงใหม่ ซึ่งคัทเลอร์เรียกว่า Happiness Revolution หรือจิตวิทยาแบบยั่งยืน[2]   อันมุ่งเน้นไปยังกลไกของความสุข และเปลี่ยนเป้าศึกษาจากผู้ป่วยทางจิตมาเป็นบุคคลที่มีสุขภาพจิตแข็งแรงแทน   ศิลปะแห่งความสุข กลายเป็นหนังสือยอดนิยม และส่งอิทธิพลต่อการศึกษาจิตวิทยาแบบยั่งยืนในแวดวงวิทยาศาสตร์   คัทเลอร์ต่อยอดจากโครงการเดิม ขอเข้าพบและสัมภาษณ์องค์ดาไลลามะเพิ่มเติม เพื่อนำมาถ่ายทอดเป็นหนังสือเล่มถัดๆ ไปในชุดศิลปะแห่งความสุข (ภาคสองของชุดนี้คือ The Art of Happiness at Work ซึ่งว่าด้วยศิลปะแห่งความสุขในสถานที่ทำงาน)

 

ต้นกำเนิดของ The Art of Happiness in a Troubled World มาจากหัวข้อถกเถียงกันในหมู่นักจิตวิทยายั่งยืนว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความสงบสุขส่วนบุคคลและความสงบสุขของสังคม   จริงอยู่ว่า ศิลปะแห่งความสุข อาจช่วยให้ผู้อ่านค้นพบความสงบสุขตามวิถีแห่งพุทธได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจตกต่ำในประเทศอเมริกา การเหยียดผิวฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในทวีปแอฟริกา และปัญหาการเมืองเหลืองแดงในประเทศไทย   และเมื่อสังคมเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนี้ ก็ยากยิ่งนักที่แต่ละสมาชิกจะค้นหาความสุขส่วนบุคคลเจอ

 

สังคมสมัยใหม่เต็มไปด้วยความเปล่าเปลี่ยวและแปลกแยกเนื่องจากผู้คนขาด “สมออารมณ์” หรือความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสภาพแวดล้อม   วัฒนธรรมแบบตัวใครตัวมันส่งผลให้มนุษย์ยุคใหม่ต้องทนทุกข์กับความโดดเดี่ยว   หากครั้นเมื่อบุคคลรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้แล้ว ก็ยังจะเกิดช่องว่างหรือความรู้สึกเป็นอื่นระหว่างกลุ่มบุคคล   เมื่อไหร่ก็ตามที่ความรู้สึกเป็นอื่นมันแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกเป็นศัตรู เมื่อนั้นแหละคือต้นกำเนิดของความขัดแย้งทั้งหลายแหล่   เนื่องด้วยบุคคลมองเห็นแต่ความแตกต่างระหว่างตัวเองและกลุ่มก้อนของตัวเองกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน องค์ดาไลลามะจึงย้ำเตือนว่า “อัตลักษณ์ทางเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมจะต้องไม่ส่งอิทธิพลเหนืออัตลักษณ์ความเป็นมนุษย์ของเรา”

 

แทรกกลางบทสนทนากับองค์ดาไลลามะคือคำอธิบายเพิ่มเติมของคัทเลอร์ ว่าธรรมชาติมนุษย์ที่ให้ความสำคัญกับความแตกต่างมากกว่าความเหมือนนั้นมีที่มาที่ไปทางวิวัฒนการอย่างไร   เมื่อเกือบแสนปีก่อน มนุษย์ยุคแรกต้องเผชิญกับความโหดร้ายของธรรมชาติ และทักษะที่ช่วยให้บรรพบุรุษของเรามีชีวิตรอดจากเขี้ยว เขา และงาของสัตว์ใหญ่มาได้คือความกลัว   เมื่อใดที่บรรพบุรุษเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุแปลกตา   พวกเขาต้องลืมสิ้นทุกสิ่ง และทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการต่อสู้หรือวิ่งหนี   แม้เวลาจะผ่านเลยมาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตาม สมองของมนุษย์ยุคใหม่ก็ยังคงสั่งให้เรากลัวและระแวดระวังความแตกต่างอยู่นั่นเอง

 

หากพิจารณาวาทกรรมการเมืองช่วงสาม สี่ปีที่ผ่านมานี้ เราจะเห็นถึงธรรมชาติตรงนี้   อย่างหยาบสุดคือฝ่ายหนึ่งประณามอีกฝ่ายว่า “ขายชาติ” และอีกฝ่ายโต้ตอบโดยการเรียกฝ่ายแรกว่า “คลั่งชาติ”   อย่างละเอียดขึ้นมาหน่อยคือ “คนกรุงเทพปะทะคนต่างจังหวัด” หรือ “ชนชั้นกลางปะทะคนยากจน”   หลังจากนั้นแต่ละฝ่ายก็ทำทีราวกับว่าถ้าขจัดอีกฝ่ายออกไปจากสังคมได้ หรือจำกัดพื้นที่ทางการเมืองของพวกเขาเสีย ปัญหาจะสิ้นสุดลง   ใช่ว่าการตีตรา หาความแตกต่างจะเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป ส่วนตัวผมชอบนิยามและการวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิและนักวิชาการบางสายว่า นี่คือความขัดแย้งระหว่าง “ชนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นกลางรุ่นใหม่ในต่างจังหวัด”   สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ยึดติดกับตรา แต่ต้องใช้ตราเป็นบันไดขั้นแรกเพื่อวิเคราะห์เหตุและปัจจัยที่คนสองกลุ่มนี้มีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ลงรอยกัน

 

 

[3]

 

องค์ดาไลลามะตอกย้ำเรื่องเหตุและปัจจัย   การพิจารณาปัญหาที่เหตุและปัจจัยช่วยให้เราไม่ยึดติดความแตกต่าง หรือความเลวอันเป็นสมบูรณ์   ภายหลังจากเหตุการณ์ 911  คัทเลอร์ได้มีโอกาสเข้าพบและไถ่ถามความรู้สึกท่านเมื่อรับทราบโศกนาฏกรรมนี้   องค์ดาไลลามะตอบว่า “ความเกลียด นี่ต่างหากคือต้นเหตุที่แท้จริง!”   ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีความเลวสมบูรณ์ ความเลวอันเป็นจีรัง หรือ “ความเลวที่อยู่แปลกแยกจากเหตุและปัจจัยอื่นๆ  ความเลวซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้”   เมื่อเหตุและปัจจัยจุดไฟแห่งความเกลียดในใจมุสลิมกลุ่มหนึ่ง นั่นต่างหากคือต้นเหตุที่แท้จริงของ 911 (ลองเปรียบเทียบคำกล่าวขององค์ดาไลลามะและจอร์จ บุชดู   ภายหลังเมื่อเทปคำขู่ของบินลาเดนออกสู่สายตาชาวอเมริกา บุชให้สัมภาษณ์ว่า “เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนี้น้อยมาก…เรารู้อยู่อย่างเดียวว่าเขาเป็นคนเลว” ช่างเป็นข้อสรุปที่ห่ามหักและง่ายดายเสียเหลือเกินเกี่ยวกับบุคคลที่ประธานาธิบดีแทบไม่รู้จักอะไรทั้งสิ้น)   การโทษว่าคนคนหนึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงคือการมองเห็นต้นไม้แต่ไม่มองเห็นป่า การเอาเส้นผมมาบังภูเขา   “ตามวิถีแห่งพุทธ เราเห็นธรรมชาติของความเป็นจริงว่าเกี่ยวเนื่อง สัมพันธ์กัน ดังนั้นสำหรับวิกฤติใดๆ ก็ตาม มันมีเหตุปัจจัยมากมายในหลากหลายระดับที่นำไปสู่วิกฤตินั้นๆ ได้”

 

(ยกตัวอย่าง เช่น “ชนชั้นกลางในเมือง” ที่บอกว่าคุณทักษิณเป็นนายกที่ชั่วช้าและโกงกินชนิดไม่มีใครเทียม ไม่ควรลืมว่าช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญปี 2540ต่างหากที่เอื้อให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากมายและดำเนินนโยบายในรูปแบบที่รัฐบาลอื่นๆ ไม่สามารถกระทำได้ (ซึ่งผลแห่งการดำเนินนโยบายเหล่านั้น ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ)   ขณะเดียวกัน “ชนชั้นกลางในชนบท” ที่คิดว่าความมั่งคั่งของตัวเองเป็นคุณทักษิณเสกสรรค์บันดาลให้ ก็ไม่ควรลืมด้วยว่าคุณทักษิณนั้นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกและคนเดียวซึ่งมาจากการเลือกตั้งและสามารถอยู่ได้ครบวาระสี่ปีถ้วน   ดังนั้นความมั่งคั่งมาจากไหนกันแน่ ระหว่างตัวอดีตนายกเองหรือความมั่นคงสงบสุขของประเทศชาติ)

 

คำสอนขององค์ดาไลลามะสามารถสรุปสั้นๆ ได้ด้วยคำเพียงสองคำเท่านั้นคือ “Be Realistic” หรือ “มองโลกตามความเป็นจริง”   “ความเกลียดชังและอารมณ์อื่นๆ ที่ทิ่มแทงมนุษย์เรามีพื้นฐานมาจากการบิดเบือนความจริง”   ไม่จำเป็นว่าการบิดเบือนจะต้องหมายถึงการโกหกเสมอไป   แค่มองความจริงแคบๆ มุ่งเป้าไปที่ประเด็นเดียวก็ถือว่าเป็นการบิดเบือนความจริงได้แล้ว

 

 

 

 

มีการทดลองทางจิตวิทยาที่น่าใคร่ครวญเอามากๆ โดยศาสตราจารย์บาบารา เฟดเดอริกแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน   ศาสตราจารย์เฟดเดอริกแบ่งอาสาสมัครเป็นกลุ่มย่อยๆ  จากนั้นให้แต่ละกลุ่มชมภาพยนต์สั้นที่กระตุ้นอารมณ์ต่างๆ  ตั้งแต่ดีใจ เสียใจ ขบขัน โกรธ หรือกลัว   จากนั้นให้อาสาสมัครทำแบบทดสอบ จับคู่รูปทรงเรขาคณิตต้นแบบกับสองตัวเลือก โดยไม่มีตัวเลือกไหนที่เหมือนต้นแบบเปี๊ยบ   รูปทรงแรกจะเหมือนโดยรวม (global configuration) ส่วนอีกรูปทรงจะเหมือนที่รายละเอียดปลีกย่อย (local elements)   ผลปรากฎว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ชมภาพยนต์ซึ่งกระตุ้นอารมณ์ด้านลบมีแนวโน้มที่จะเลือกตัวอย่างสอง ขณะที่อีกกลุ่มจะเลือกตัวอย่างแรก 

 

 

 

เมื่อเอาผลการวิจัยนี้มาผสานเข้ากับปรัชญาพุทธศาสนา เราจะเห็นที่มาที่ไปของความวุ่นวายในโลกได้อย่างแจ่มแจ้มขึ้น   อารมณ์ด้านลบทำให้เราจับใจความแค่เศษเสี้ยวของความเป็นจริง (ผลวิจัยของศาสตราจารย์เฟดเดอริก) และในทางกลับกัน การพุ่งเป้าไปที่รายละเอียดก็จะยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดังกล่าว (วาทะขององค์ดาไลลามะ)   ในหมู่อารมณ์ด้านลบ อารมณ์ตัวไหนเล่าที่ส่งอิทธิพลกับมนุษย์เรามากที่สุด   นั่นก็คือความกลัว   แฮร์มาน เกอริงค์ มือขวาของอดอฟ ฮิตเลอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีประชาชนที่ไหนหรอกต้องการให้เกิดสงคราม…แต่ประชาชนตกเป็นเครื่องมือของผู้นำได้ง่ายดายนัก   เพียงแค่บอกว่าพวกเขากำลังถูกโจมตี และกล่าวหากลุ่มที่เรียกร้องสันติภาพว่าไม่รักชาติและทำให้ประเทศตกอยู่ในอันตราย   วิธีนี้เอาไปใช้กับประเทศไหนๆ ก็ได้ทั้งนั้น”

 

(เมื่อเร็วๆ นี้มีนักการเมืองไทยคนหนึ่ง ปราศรัยกลางท้องสนามหลวงว่า “พระเจ้าอยู่หัวไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว นอกจากพวกเราเท่านั้น” และหากสถานการณ์ในเมืองไทยตอนนี้เกิดขึ้นเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว “เมื่อปราบคนทรยศต่อชาติอย่างเด็ดขาดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามต้องระดมรี้พล สะสมกำลังพลทหาร ยึดประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นขอบขัณฑสีมาของกรุงสยาม”   ช่างเป็นการปราศรัยที่สะท้อนคำพูดของเกอริงค์ได้เป็นอย่างดี   หรือบทความในมติชนรายวัน "ทักษิณ-ฮุนเซน-จิ๋ว" ทำร้ายทั้งชาวไทย-เขมรตาดำๆ  ซึ่ง “ทำนาย” การนัดชุมนุมขั้นแตกหักของกลุ่มนปช. ในที่วันที่ 28พฤศจิกายน 2552ไว้ว่า “ทักษิณอาจเข้ามายังเขตแดนไทยทางด้านอีสาน เพื่อสมทบกับคนเสื้อแดงในภาคอีสานก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ …เมื่อทักษิณเหยียบแผ่นดินไทย ทางตำรวจก็ต้องขอจับกุมตัวเนื่องจากเป็นผู้ต้องโทษที่หนีคดีไม่มาติดคุก ซึ่งระหว่างการจะจับกุมตัวนี้เองที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงหากผู้สนับสนุนใช้กำแพงมนุษย์ไม่ยอมให้จับกุม หรือกรณีหากยอมให้จับกุมโดยดี กลุ่มผู้สนับสนุนก็จะถูกปลุกเร้าให้ทำการทุกอย่าง เช่น บุกโรงพัก บุกศาล เพื่อกดดันให้ปล่อยตัว”    หลังจากผู้เขียนทำนายออกมาได้เป็นฉากๆ สร้างความหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล สุดท้ายแล้วการนัดชุมนุมของคนเสื้อแดงก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดโดยมาจากการตัดสินของเหล่าแกนนำเอง[4])    

 

อาวุธที่เราใช้ต่อสู้กับความกลัวคือความหวังและการมองโลกในแง่ดี   ไม่ใช่ความหวังลมๆ แล้งๆ หรือการปิดตาข้างเดียวมองโลกในแง่ดี แต่ต้องมีพื้นฐานมาจากการ “มองโลกตามความเป็นจริง”   ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่เป็นตัวอย่างของความหวังได้ดีเท่ากับองค์ดาไลลามะ   ความขัดแย้งระหว่างประเทศจีนและธิเบตซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนเป็นเหตุให้ท่านต้องอพยพหนีออกจากประเทศบ้านเกิด จวบจนปี 2008 (ก่อนหน้าโอลิมปิกได้ไม่นาน) ก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากการประท้วงของชาวธิเบต   กระนั้นก็ตามองค์ดาไลลามะก็ยังไม่สิ้นความหวัง   เมื่อคัทเลอร์ถามท่านว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านจะยังมองโลกในแง่ดีได้อย่างไร   ท่านตอบว่า สภาพเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้ชาวจีนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี บรรยากาศของอิสรภาพและประชาธิปไตยค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในสังคมและเปิดหูเปิดตาชาวจีน ทำให้พวกเขาตระหนักถึงความผิดพลาดของรัฐบาลตัวเอง   นั่นหมายถึงความหวังขององค์ดาไลลามะไม่ได้อยู่แต่เฉพาะกับชาวธิเบตหรือประชาคมโลกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเทศจีนที่เป็นฝ่ายกดขี่ข่มเหงด้วย!

 

ในแง่หนึ่งวิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาอาจรุนแรงและดูไร้ทางออกยิ่งกว่าหนไหนๆ    แต่ในอีกแง่หนึ่งสังคมไทยก็ได้บทเรียนต่างๆ นานา   เรารู้ว่าการเมืองภาคประชาชนหรือการเมืองบนท้องถนนไม่ใช่ทางออกของทุกปัญหา   เรารู้ว่าไม่ว่าจะมีคติหรืออุดมการณ์งดงามแค่ไหน แต่วิธีแก้ปัญหานอกกติกาอย่างรัฐประหารรังแต่จะสร้างความวุ่นวายเรื้อรังไม่จบไม่สิ้น   เรารู้ว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะติดตามข่าวสารบ้านเมืองและคอยจับตาดูนักการเมือง   เรารู้ว่าอิทธิพลของสื่อมวลชนสามารถขับเคลื่อนสังคมไปได้ทั้งในทางบวกและลบ   และที่สำคัญนี่คือโอกาสที่เราจะได้ฝึกฝนการอยู่ร่วมกันกับคนที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนเรา[5] 

 

จะใช้ความหวังและการมองโลกในแง่ดีตัดวงจรอุบาทว์ของความกลัวได้นั้น ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน   การพัฒนาชีวิตตามหลักศิลปะแห่งความสุขไม่ได้เป็นประโยชน์แต่เฉพาะกับตัวเราเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวมด้วย   ความสุขไม่ใช่ทางเลือก ไม่ใช่ผลจากโชคลาภหรือความบังเอิญ แต่เป็นหน้าที่ เป็น “เป้าหมายที่เราสามารถไปถึงได้ โดยอาศัยการฝึกฝนและความพยายามเฉกเช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ ”   มนุษย์ที่มีความสุขจะมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนกว่า   เมื่อนั้นเราจะมองออกว่าทำไมมวลชนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแท้ที่จริงแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย   สิ่งสำคัญ “ไม่ใช่การลืมความแตกต่างระหว่างเรา แต่เป็นการจำความเหมือนกันให้ได้ต่างหาก”   แต่เมื่อนั้นน่ะหรือคือเมื่อไหร่กัน

 

นั่นคือคำถามซึ่งองค์ดาไลลามะและคัทเลอร์ฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

[1] “หนูไทย 2ตัว” จับมือ “เขมร” เผาบ้านเผาเมืองตัวเอง ในมติชนรายวัน วันที่ 12พฤศจิกายน 2552

[2] แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การแปลตรงตัว แต่เป็นการหยิบยืมคำศัพท์มาจากพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)   สำหรับผู้สนใจแนะนำให้อ่าน พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยจิตวิทยาแบบยั่งยืน

[3] ตัวอย่างบทความที่ดีมากๆ คือ ข้ามพ้นสองนคราประชาธิปไตย ของคุณอภิชาต สถิตนิรามัย

[4] “วิชามาร” แบบนี้จริงๆ แล้วก็ใช้กันทั้งสองสีแหละ   ที่ยกตัวอย่างแบบนี้มาไม่ใช่เพื่อประณามสีใดสีหนึ่ง แต่เพื่อเตือนให้คนอ่านตระหนักรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไรเวลาฟังปราศรัยหรืออ่านบทความทางการเมือง

[5] ถึงแม้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตในอเมริกาจะมีความคิดเห็นต่างกันสุดขั้วกับพรรครีพับลิกัน แต่การยอมรับเสียงของอีกฝ่ายภายใต้กฏกติกาที่กำหนดไว้ นี่ต่างหากคือสาเหตุความยิ่งใหญ่ของประเทศต้นแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช 

http://www.onopen.com/loveyouallmass/10-01-11/5215

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,550 ครั้ง