แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

'ม่านประเพณี' จากวรรณคดีจีนโบราณสู่วัฒนธรรมสมัยนิยม กับโลกสันนิวาสที่แปรเปลี่ยนไป (จบ)

 

ความสำคัญของวรรณคดีจีนโบราณ ‘ม่านประเพณี’ หรือตำนานรักเหลียง-จู้ ซึ่งสามารถรอดพ้นจากการถูกเขี่ยทิ้ง จากพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและลงลึกส่วนหนึ่งเช่นกัน

 

เพราะความยืดหยุ่นในการตีความสำหรับตัวเรื่องราวนั้นมีอยู่สูง แม้จะเป็นเรื่องราวความรักโศกแบบเมโลดราม่าก็ตาม

 

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้นกินใจบาดลึกผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย ความรักของชายหนุ่มหญิงสาวที่ต่างฐานะ เมื่อถูกกีดกันด้วยขนบประเพณีโบราณแบบคลุมถุงชน ความพลัดพรากที่ทำให้เกิดการสูญเสียด้วยความตายของคนหนึ่ง จนทำให้คนหนึ่งต้องสละชีวิตตามไปด้วย เพื่อครองคู่กันตราบนิรันดร์กาล

 

รายละเอียดใน ‘ม่านประเพณี’ มีความลึกซึ้งที่เพิ่มขึ้น หากตีความด้วยมองของแนวคิดแบบมาร์กซิสต์นั้น ก็หมายถึงการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวทางอุดมการณ์อุดมคติต่อธรรมเนียมความเชื่อแบบเดิมๆ ที่คอยฉุดรั้งการปฏิวัติที่มุ่งสู่ชีวิตที่ดีกว่า เป็นสัญลักษณ์ที่โรแมนติคเป็นอย่างยิ่ง

 

นี่คือศิลปะที่ยอดเยี่ยมของวรรณคดีโบราณเรื่องหนึ่งของเอเชีย ซึ่งมีความดีเด่นผ่านยุคสมัยมายาวนาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าหรือคว่ำแผ่นดินในประเทศจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคคอมมิวนิสต์ ก็ไม่สามารถทำให้สูญหายไปได้

 

เมื่อออกมาสู่โลกทุนนิยมแบบเต็มขั้นในไต้หวัน และฮ่องกง ‘ม่านประเพณี’ ก็กลายเป็นสินค้าชั้นดี เป็นทุนวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมบันเทิงที่ทำเงินอย่างมหาศาลในวงการภาพยนตร์

 

ปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญของคนจีนโพ้นทะเลในเอเชียแปซิฟิคได้เกิดขึ้น เมื่อภาพยนตร์ ‘ม่านประเพณี’ ลงฉายในโรงที่ไต้หวัน ได้กลายเป็นหนังที่โด่งดังประสบความสำเร็จเข้าไปอยู่ในใจของผู้คน กวาดรางวัลม้าทองคำไปหลายรางวัล รวมถึงรายได้ที่มหาศาลในการยืนโรงฉายถึง 186 วัน ประชากรในนครไทเป 90 เปอร์เซ็นต์ออกมาดูหนังเรื่องนี้ และมีคนหนึ่งดูซ้ำถึง 129 รอบ และขยายความคลั่งไคล้ไปทั่วเอเชีย ไม่ว่า ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย ฯลฯ

 

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อปี 1963 (2506)

 

การกลับมาฟื้นคืนชีพของวรรณคดีคลาสสิคโบราณ ‘ม่านประเพณี’ ได้บ่งชี้ชัดถึงการรู้จักใช้สื่อสมัยใหม่ที่รับมาจากตะวันตก นำมาประยุกต์ให้เหมาะกับรสนิยมในสังคมวัฒนธรรมแบบเอเชียตะวันออกไกล

 

ทั้งที่ความเป็นจริง ‘ม่านประเพณี’ คือ ภาพยนตร์เพลงในวิถีเอเชียนั่นเอง

 

คนเอเชียเติบโตมากับวัฒนธรรมการเล่าเรื่องโดยผ่านมุขปาฐะ จากปากเข้าสู่หู แล้วเกิดการจดจำต่อเนื่องสืบทอดยาวนาน เมื่อมีนาฎยศิลป์เกิดขึ้นก็มีการนำมุขปาฐะที่ถูกจินตนาการ หรือวรรณคดีโบราณที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรมาทำเป็นบทร้องประกอบดนตรีใช้ในการแสดงต่างๆ ในแต่ละประเภท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม ตาดู-หูฟังในแบบตะวันออก เพราะฉะนั้นเมื่อรับอิทธิพลภาพยนตร์มาจากจากอเมริกัน โดยเฉพาะภาพยนตร์เพลงหรือ เดอะ มิวสิคัล (The Musical) ก็ย่อมมาสร้างสรรค์ให้มีเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่สูง

 

ภาพยนตร์เพลงเป็นงานที่เข้าถึงได้ง่าย โครงเรื่องที่นำมาใช้ส่วนมากตรงไปตรงมาไม่ยากในการเสพรับและทำความเข้าใจ เป็นการแสวงหาความเพลิดเพลินจากความบันเทิงที่ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรมากนัก ทำให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้ง่าย

 

เพราะวัฒนธรรมในยุคอุตสาหกรรมมีการขับเคลื่อนอย่างทรงพลังเพื่อปรับเปลี่ยนความเชื่องช้าของศิลปะไปสู่โลกของการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าประเภทความบันเทิงที่สามารถมีอิทธิพลครอบงำผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อมาดูการปรับเปลี่ยนศาสตร์และศิลปะจากวรรณคดีโบราณของจีนอย่าง ‘ม่านประเพณี’มาสู่โลกภาพยนตร์ จะมีตัวกลางที่ต่ออีกทอดหนึ่งคือ อุปรากรจีนหรืองิ้ว

 

ในภาพยนตร์เพลง ‘ม่านประเพณี’ นั้น ใช้วิธีการแสดงของงิ้วพื้นเมืองที่มีการขับร้องเรียกว่า ‘หวังเว่ยเตี้ยว’ มาทำใหม่ รากเดิมของงิ้วนี้เกิดจากการร้องโต้ตอบของผู้หญิงกับผู้ชายผ่านเพลงพื้นบ้านในการเก็บใบชา และพัฒนามาเป็นงิ้วพื้นเมืองในมณฑลอันฮุย ซึ่งเรียกว่า งิ้วเก่อจื้อ ไม่มีท่ารำ ไม่มีกฎเกณฑ์ในการแสดง มีความร่วมสมัยในแบบวัฒนธรรมชาวบ้านที่มีเอกลักษณ์แบบศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย สามารถรับได้อย่างไม่ขัดข้องใจหรือเคอะเขิน

 

จุดนี้ต้องยอมรับผู้กำกับการแสดงคือ หลี่ฮั่นเสียง ที่สามารถเลือกวรรณคดีโบราณ รวมถึงการเลือกวิธีการนำเสนอที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิคแบบประเพณีนิยมของวัฒนธรรมราษฎร์ โดยเพิ่มฉากที่ประดิดประดอยสวยงามอลังการเข้าไป เนื่องด้วยเขาเรียนจบมาทางจิตรกรรมตะวันตก จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

 

การมาใช้รูปแบบการแสดงของงิ้วเก่อจื้อมาทำให้เป็นภาพยนตร์เพลงนั้นมีความเหมาะสมกับการนำเป็นสินค้าในฐานะตัวแทนของวัฒนธรรมสมัยนิยม เพราะศิลปะเก่อจื้อ มีเนื้อหาสาระที่จับใจ ท่วงทำนองเพลงที่เร่งเร้า ไพเราะเพราะพริ้ง ฟังแล้วสบายใจ ไม่เหมือนอุปรากรหลวง, งิ้วกวางตุ้ง และงิ้วเซี่ยงไฮ้ ที่มีระเบียบแบบแผนในบทร้อง และการแสดงท่าทาง

 

เป็นความน่าทึ่งว่า ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ ที่นำเอาวรรณคดีโบราณ ‘ม่านประเพณี’ เป็นตัวแทนแห่งอุดมการณ์อุดมคติ ส่วนไต้หวัน อันเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญของงิ้วเก่อจื้อ ก็นำเอาวรรณคดีโบราณเรื่องเดียวกันมารับใช้โลกของทุนนิยมในฐานะสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อความบันเทิง

 

ซึ่งทั้งสองส่วนก็สามารถสืบสานและต่ออายุวรรณคดีโบราณให้อยู่ยืนยาวไปอีก

 

แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน หลังผ่านไปครึ่งศตวรรษ วัฒนธรรมสมัยนิยมเปลี่ยนตัวเองไปไม่สามารถเชื่อมต่อกับวรรณคดีคลาสสิคโบราณได้อีกแล้ว

 

หากลองมองย้อนกลับไปให้ลึกยิ่งขึ้น ก่อนที่จะมีสื่อสมัยใหม่ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำหน้าของโลกตะวันตก ไม่ว่า ภาพยนตร์, วิทยุ, โทรทัศน์, อินเทอร์เน็ต กระบวนการคลี่คลายของวรรณคดีโบราณ โดยเฉพาะเหล่าประเทศในเอเชีย มักจะไม่มีช่องว่างกับคนในทุกระดับทุกชนชั้น

 

แม้วัฒนธรรมทางการอ่านหรือวัฒนธรรมหนังสือจะผูกขาดอยู่กับชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองที่มีการศึกษาอ่านออกเขียนได้เป็นจำนวนน้อยนิดก็ตาม ทางออกของวัฒนธรรมชาวบ้านหรือราษฎรก็คือการฟังแล้วจดจำอย่างขึ้นใจ ทำให้เกิดความแพร่หลายไปถ้วนทั่ว รวมถึงเมื่อวรรณคดีคลาสสิคได้ถูกนำเข้าสู่ความบันเทิงพื้นบ้านพื้นถิ่น ไม่ว่า ดนตรี, ละคร, งิ้ว, หุ่นกระบอก ฯลฯ ทำให้เป็นที่จดจำได้ฝังแน่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแสดงเหล่านี้ก็มีการรับสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง

 

‘ม่านประเพณี’ หรือตำนานรักเหลียง-จู้ ย่อมเป็นภาพสะท้อนของการสืบทอดตำนานปรัมปราโบราณที่ปรับเปลี่ยนรับต่อกันมาของจีนจนถึงโลกยุคปัจจุบัน

 

เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ในยุคทองของภาพยนตร์ ตอนที่ยังไม่มีโทรทัศน์แพร่หลาย วรรณคดีโบราณเหล่านี้สามารถเกาะติดกับสื่อทันสมัยนี้ ในการผลิตซ้ำแค่ครั้งเดียว แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อมวลชนอย่างมหาศาล ได้สร้างวัฒนธรรมสมัยนิยมขึ้นมาในรูปแบบการค้า

 

แม้ก่อนหน้านั้น อุปรากรจีนหรืองิ้ว จะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการนำมาใช้แสดงเพื่อผลในด้านต่างๆ ที่เป็นไปของสังคม โดยเฉพาะทางความบันเทิงที่ทำให้เรื่องราวในวรรณคดีได้มีชีวิตอยู่ในใจของผู้คนแต่ละรุ่น สร้างความประทับใจกันมาอย่างสืบเนื่องไม่ขาดสายก็ตาม

 

งิ้ว เล่นหมดรอบหนึ่งแล้วก็ต้องแสดงกันใหม่อีกครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นักแสดงก็โรยราแก่เฒ่า ต้องหาคนมาสืบทอดด้วยอีกเช่นกัน มีข้อจำกัดในการผลิตซ้ำ รวมถึงขอบข่ายที่กว้างขวางนั้นยังไม่เพียงพอที่จะเป็นวัฒนธรรมสมัยนิยมอย่างเด่นชัด

 

ภาพยนตร์เพลงจึงเข้ามาสวมรับไม้แทนในการสืบสานให้วรรณคดีโบราณได้มีพลังขับเคลื่อนต่อไปในโลกสมัยใหม่ อย่างเช่น ‘ม่านประเพณี’ ที่สร้างดาราภาพยนตร์ระดับธรรมดา 2 คน ให้มีชื่อเสียง กลายเป็นซูเปอร์สตาร์เอเชียภายในเวลาไม่นานนัก หลินปอ กับเล่อตี้ ดาราสาวสวยที่รับบทคู่พระคู่นางต่างโด่งดังอย่างมากมาย รวมถึงนักร้อง เติ้งอี้จวิน ที่ขับร้องเพลง ‘ม่านประเพณี’ เรียกว่าในเวลานั้นไม่มีใครในไต้หวันที่ร้องเพลงนี้ไม่ได้ เธอก็ขึ้นมาเป็นนักร้องในระดับแนวหน้าของเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศที่มีคนจีนอยู่ เธอกลายเป็นราชินีในวงการเพลงไปเช่นกัน

 

เมื่อภาพยนตร์ลงทุนสร้างกันครั้งเดียว แต่สามารถนำไปฉายได้ทุกแห่งหน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งในเชิงธุรกิจ และในยุคอุตสาหกรรมที่ต้องการบริโภคสินค้าบันเทิงที่เป็นแบบเดียวกันของคนส่วนใหญ่ในสังคม

 

แล้ววรรณคดีโบราณของเอเชียถูกตัดตอนขาดไปกับสังคมในช่วงไหน…เพราะในยุคภาพยนตร์ วรรณคดีหลายๆ เรื่องยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

 

เพราะฉะนั้นแน่นอนที่สุด ยุคของทีวีที่นำความบันเทิงไปสู่ทุกครัวเรือน รวมถึงความบันเทิงที่บรรจุมาในรูปแบบของตะวันตก ได้ทำให้สิ่งที่เคยเป็นอยู่ในสังคมของเอเชียที่มีอยู่ดั้งเดิมกลายเป็นของล้าสมัย ไม่ควรค่าแก่การนำกลับมาผลิตซ้ำในเชิงพาณิชย์ในลักษณะของการชมฟรีอีกต่อไป

 

ทีวีจะมีบุคลิกพิเศษของมันเองที่ไม่สามารถตอบสนองกับความรู้สึกแบบเดิมของวิถีเอเชียหรือความเป็นตะวันออกในการเสพชมความบันเทิง เพราะการรับชมกลายเป็นปัจเจกไปในแต่ละครัวเรือน ไม่เหมือนมหรสพหรือภาพยนตร์ที่สามารถรวมศูนย์คนทั้งท้องถิ่นหรือในอาณาบริเวณเดียวมารวมตัวกันเพื่อรับความบันเทิงที่เปรียบเหมือนการปะทะสังสันทนาการไปในตัว

 

การมองย้อนกลับมาที่การผลิตซ้ำของวรรณคดีคลาสสิคโบราณจึงหยุดชะงักไปด้วย เพราะทีวีมีพื้นที่อันไม่เหมาะสมที่จะตอบสนองอารมณ์เหล่านี้ แม้จะมีความพยายามนำมาทำเป็นละครพื้นบ้านหรือการ์ตูนก็ทำในเชิงอนุรักษ์ ไม่สามารถเพิ่มพลังชีวิต และพลังทางสังคมลงไปในสื่อทีวีได้อีกต่อไป

 

การหยิบนำ ‘ม่านประเพณี’ นำมาเป็นหัวข้อในการที่จะบ่งบอกว่า วรรณคดีคลาสสิคสมัยโบราณกำลังถึงขั้วต่อที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันนี้ แม้ประเทศจีนเองจะมีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมที่ไม่เปิดประตูรับความเจริญยังต้องขยับตัวเพื่อการอนุรักษ์วรรณคดีเหล่านี้ในฐานะมรดกโลก

 

แล้วประเทศที่เดินตามก้นทุนนิยมที่เน้นการบริโภคแบบตะวันตกอย่างเต็มที่ อย่าง สังคมไทยและที่อื่นๆ ของเอเชียจะมีวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงขนาดไหนในการที่จะทำให้วรรณคดีคลาสสิคโบราณได้มีลมหายใจอยู่เคียงคู่ไปกับสังคม

 

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาด้วยทัศนคติในการมองโลกของการอ่านว่า วรรณคดีโบราณมีความล้าสมัย เชย และไม่สามารถตอบคำถามให้พวกเขาได้ นับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในทุกระบบเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะในสาขาการศึกษา

 

หากมนุษย์ละทิ้งอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างไม่แยแส เพียงแค่หาทางออกไม่เจอในการนำมาปรับใช้กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจไม่ใช่น้อย การเดินไปข้างหน้าตามความทันสมัยและโลกาภิวัตน์เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่การหลงลืมและไม่พยายามที่จะสืบทอดวรรณคดีคลาสสิคโบราณที่เปี่ยมด้วยอรรถรสความงาม ภูมิปัญญา ความรอบรู้แบบวิถีตะวันออก ก็ถือเป็นการนับถอยหลังสู่ความเสื่อมของการสั่งสมภูมิปัญญาโบราณให้รับใช้โลกทันสมัยให้เท่าทัน

 

การสูญหายขององค์ความรู้ต่างๆ ในโลก พลังขับเคลื่อนแห่งานศิลปะและความบันเทิงของโลกตะวันออกถึงทางแพร่งมายาวนาน และยังไม่มีการเลือกเดินให้ชัดเจนเสียที

 

‘ม่านประเพณี’ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ฉายภาพเหล่านี้ออกมาแจ่มแจ้งในการพยายามฟื้นตัวเองของจีน ผลักดันให้เป็นมรดกโลก เพื่อแช่แข็งกับกาลเวลาเสีย ทำให้ได้สำเหนียกกลับทบทวนตัวเองว่า กำลังไปสู่หนใด ในฐานะคนตะวันออกไกล

 

โดย พอล เฮง  http://www.onopen.com/2006/02/1018

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,977,824 ครั้ง