แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

‘ม่านประเพณี’ จากวรรณคดีจีนโบราณสู่วัฒนธรรมสมัยนิยม และโลกสันนิวาสที่แปรเปลี่ยนไป (1)

 

 

ทุกสัปดาห์จะแวะเข้าร้านเช่าวีซีดีหรือดีวีดีอยู่เสมอ เพื่อหาหนังมาดูสักเรื่องสองเรื่องเป็นกิจวัตร

 

หนังที่ผลิตโดยบริษัทชอว์ บราเดอร์ ของเซอร์รันรัน ชอว์ ถูกนำมารีมาสเตอร์ใหม่สามารถตอบสนองความถวิลหาหนังจีนเมื่อครั้งอดีตที่ติดตราตรึงใจได้เป็นอย่างดี

 

แต่ทุกครั้งก็จะเห็นแผ่นหนัง ‘ม่านประเพณี’ วางอยู่ตรงที่เดิมเป็นประจำ ไม่มีใครที่สนใจหยิบยืมกลับไปชม ทั้งที่สร้างจากวรรณคดีจีนโบราณอันเป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้

 

ทำให้อดมาครุ่นคิดไม่ได้ว่า ความคิดของผู้คนในยุคนี้ได้เปลี่ยนแปรไปเป็นอีกแบบแล้วจริงๆ

 

ทั้งที่เมื่อปี 1963 (2506) หนังเรื่อง ‘ม่านประเพณี’ โด่งดังไปทั่วเอเชียแปซิฟิค ดาราแสดงนำก้าวขึ้นสู่ระดับซูเปอร์สตาร์ภายในชั่วข้ามคืน

 

เมื่อได้หยิบหนังสือ ‘ม่านประเพณี จากเรื่อง เหลียงซานเปอ-จูอิงไฐ’ ซึ่งเป็นบทละคร 10ฉาก แปลมาจากภาษาอังกฤษ โดย เดโช บุญชูช่วย ซึ่งตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในนิตยสาร ‘สยามสมัย’ ประมาณปี 2500และรวมเล่มในปี 2508โดยสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

 

41ปีผ่านไป สำนักพิมพ์แม่คำผางนำมาพิมพ์ใหม่ในปี 2548ทำให้สามารถวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่เด่นชัดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

 

ช่องว่างระหว่างรุ่นต่อรุ่นนั้นมีค่อนข้างมาก ‘ม่านประเพณี’ จึงร้างไร้คนรู้จัก แม้จะเคยเป็นปรากฎการณ์แห่งยุคสมัยมาก็ตาม

 

ทองแถม นาถจำนง เขียนคำนำให้หนังสือเล่มนี้ในฉบับพิมพ์ครั้งใหม่ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ ‘ม่านประเพณี’ ไว้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะที่เขาบอกว่า ในช่วงปลายปี 2003 (2546) ประเทศจีนจะออกแสตมป์ที่ระลึกตำนานรักเหลียง-จู้ และยื่นเรื่องขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลก ประเภทมุขปาฐะ (ตำนานพื้นบ้าน)

 

สำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุนั้น เริ่มมีขึ้นในปี 1997 (2540) โดยมีเงื่อนไขหลัก 5ประการคือ 1. วัฒนธรรมนั้นจะต้องฝังรากลึกในประวัติอารยธรรมของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง 2. สามารถแสดงออกถึงอัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น มีบทบาทกระตุ้นการสร้างสรรค์ในกลุ่มชนภายในท้องถิ่นนั้น 3. เป็นหลักฐานให้เห็นความต่อเนื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัฒนธรรมที่สืบทอดมาและวัฒนธรรมปัจจุบัน 4. สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ 5. ในท่ามกลางการแข่งขันทางวัฒนธรรมยุคปัจจุบัน วัฒนธรรมนั้นง่ายที่จะถูกทำลายจำเป็นต้องพิทักษ์รักษาไว้

 

ทั้งหมดเห็นได้ชัดว่า ความพยายามที่จะธำรงรักษาวรรณคดี ‘ม่านประเพณี’ หรือตำนานรักเหลียง-จู้ ของทางการจีนย่อมมีนัยยะที่น่าศึกษาหลายประการ โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันการสูญหายไปจากสังคมปัจจุบัน นำมาแช่แข็งเอาไว้ในฐานะมรดกโลก

 

ทั้งที่วรรณคดีจีนโบราณเรื่องนี้เคยขึ้นถึงจุดสูงสุดในโลกสมัยใหม่มาแล้ว กลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ในวงการภาพยนตร์ของไต้หวัน และเอเชียแปซิฟิค

 

 

 

จากคำบรรยายในหัวข้อ ‘ศิลปะศิลปินในทัศนะของ นิธิ เอียวศรีวงศ์’ มีช่วงหนึ่งที่ได้กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “ศิลปะนั้นมีความสำคัญ เพราะมันเป็นพลังอย่างยิ่งของชีวิต ของการผลิต ของทุกอย่างไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นศิลปะมีความจำเป็น แต่ในทางตรงกันข้ามศิลปินไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าศิลปะ…”

 

ซึ่งย่อมตรงกับความเป็นอมตะของ ‘ม่านประเพณี’ ที่เป็นตำนานพื้นบ้านของจีน ซึ่งแพร่หลายทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อศิลปินผู้แต่งกำกับอยู่ ความเข้มแข็งจากพลังการเล่าเรื่องต่อๆ กันมา หรือมุขปาฐะที่ดำรงอยู่เป็นพันๆ ปี ทำให้อยู่มาถึงปัจจุบันนี้

 

แต่ไม่ใช่เฉพาะมุขปาฐะ การนำเอา ‘ม่านประเพณี’ มาประยุกต์หรือดัดแปลงเข้าสู่ศิลปะแขนงอื่นตามความนิยมของยุคสมัยเพื่อรับใช้ผู้คนร่วมสมัยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การนำมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่า โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรือร้อยแก้วประเภทนวนิยาย และบทละคร รวมถึงนาฏยศิลป์, อุปรากรจีนหรืองิ้ว, ดนตรี, ภาพยนตร์, ละครเวที ได้ทำให้เกิดความแพร่หลายในวงที่กว้างขึ้น และอยู่รอดมาอยู่ในการรับรู้ของคนชั้นหลัง

 

เพราะศิลปะต่างส่องทางกัน ไม่จำเพาะอยู่แค่ในวงแคบๆ ของโลกหนังสือ ซึ่งไม่ใช่วิถีดั้งเดิมของโลกตะวันออก

 

แรงเหวี่ยงที่สำคัญของยุคหลังสงครามเย็นที่เปิดทางให้กับทุนนิยมตะวันตกเข้ามาอย่างเต็มที่ ทำให้อุตสาหกรรมวัฒนธรรมจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเข้ามาเจาะทำลายความเข้มแข็งของความบันเทิงแบบเดิมของเอเชียให้คลายตัวลงจนสูญสิ้นพลัง

 

วัฒนธรรมสมัยนิยมกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างนั้นหรือ ทำไมพลังของวรรณคดีโบราณจึงไม่สามารถประยุกต์ใช้กับสื่อใหม่ๆ ได้อย่างเข้มข้นเหมือนศตวรรษที่แล้ว

 

วรรณคดีเอเชีย-วรรณคดีของโลกตะวันออกกำลังสูญสลายอย่างจริงแท้แน่นอน รวมถึงวรรณคดีไทยที่อยู่ในวิถีของความโรยแรงในสังคมปัจจุบันที่ไม่มีใครสนใจมาประยุกต์ทำให้ร่วมสมัย มีชีวิตชีวาและสีสันให้เป็นที่สนใจอีกต่อไป

 

โฉมหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของการเสพความบันเทิงของคนเอเชีย ได้ทำลายวรรณคดีโบราณไปด้วยเช่นกัน

 

‘ม่านประเพณี’ จะเป็นหนึ่งในคำตอบที่จะเปิดเผยโครงสร้างของวัฒนธรรมการเสพความบันเทิงผ่านภาพยนตร์เพลงแบบเอเชียได้เป็นอย่างดีด้วย

 

ตอนหน้าจะพาไปทำความรู้จักกับศิลปะภาพยนตร์ ‘ม่านประเพณี’ (The Love Etene) ที่แสดงออกสืบทอดผ่านงิ้วและมุขปาฐะมายาวนานนับพันปี

 

โดย พอล เฮง 

http://www.onopen.com/2006/02/889

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,985,385 ครั้ง