แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

'ทองเสน เจนจัด' ผู้เป็นสีสันของเงาและแดด (2)

 

 

อาปุ๊แกเป็นคนที่เข้าถึงง่ายมั้ยครับ คือมีลักษณะไว้ตัวกับเด็กๆ บ้างมั้ย

 

ไม่มี คือแกก็อยากคบอยู่แล้วถึงมีกลุ่มเพื่อนหนุ่มไง ตอนนั้นเขาบอกว่าจะหยุดตัวเองไว้ที่ 28 เขาไม่อยากแก่ ไม่อยากเป็นคนแก่ เพื่อนหนุ่มที่ว่าก็ไม่ใช่นักเขียนอย่างเดียว สารพัดเลย นักเลงก็มี นักเรียนเก่าอเมริกาก็มี พวกที่เคยอยู่กับเขาคบกัน 4-5 ปี เขาคบกันแบบไม่มีเจนเนอเรชั่นไง เด็กๆ อย่างพวกเรานี่ยังกู-มึงกับพี่ปุ๊เลย

 

แล้วแกไม่ถือ ?

 

ก็เป็นเพื่อนหนุ่มเขาไง เพื่อนที่อยู่อเมริกา พวกนี้ลูกคนมีเงินทั้งนั้นเลย แต่ตอนหลังก็ไม่ค่อยได้มาแล้ว เวลามาที่บ้านมากินเหล้ากันก็จะมีกลุ่มอย่างนี้อยู่ แล้วก็จะมีกลุ่มศิลปินพวกอดุลย์พันธ์ (อดุลย์พันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) นี่ขาประจำนะ ตอนนี้อดุลย์พันธ์ก็ 70 แล้วนะ แล้วก็จะมีที่เป็นนายแบบ บอกไม่ถูกน่ะ…พวกที่เป็นเพลย์บอยทั้งหลาย เพลย์บอยรุ่นนั้นน่ะ ส่วนใหญ่จะมากันแบบเท่ๆ ทั้งนั้น…ยกเว้นพวกเรา (หัวเราะ)

 

สมัยนั้นถือว่าอาปุ๊เป็นนักเขียนที่มีตังค์ล่ะ ?

 

น่าจะมีตังค์นะ รายได้ประจำเขามี เรียกว่ามีเหล้ากินก็เรื่อยๆ คืออย่างน้อยก็น่าจะมีลูกพี่ดูแลอยู่คือหม่อม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) เรื่องเงินไม่ขาดหรอก แล้วสมัยนู้นมีเงินไม่มากก็อยู่ได้

 

ตอนนั้นบ้านของอาปุ๊มีใครอยู่ด้วยมั้ยครับ

 

เขาอยู่อีกหลังหนึ่ง ไม่ค่อยมายุ่งกับพวกเราหรอก พ่อ แม่ พี่ น้องชายของแกอยู่อีกหลังหนึ่ง ส่วนพวกเราก็นอนเละเทะอยู่แถวใต้ถุนบ้านแก เสื้อผ้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ซัก เพราะไม่มีใครซักให้ มีบางคนเป็นหนองในเป็นซิฟิลิส สมัยนู้นยังไม่มีเอดส์ อันนี้เราไม่บอกชื่อนะ (ยิ้ม) หนองในมันก็ระบมมันก็เอาผ้ามาห่อไว้ เอาสำลีมาห่อไว้ เหม็นฉิบหาย ก็รักษากันไปอย่างนั้นน่ะคิดดู น่าเกลียดมาก จะไปฉีดยาก็ไม่ไป (หัวเราะ)

 

ตอนนั้นลักษณะงานของงานเขียนหรือว่าการทำงานในทางตัวหนังสือมันไม่มีความขัดแย้งกันหรือครับ เพราะงานอาปุ๊ก็ไม่น่าจะตรงกับทิศทางความสนใจของหนุ่มเหน้าสาวสวยหรือพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งค่อนข้างซีเรียสกับประเด็นทางสังคมและการเมือง

 

คือกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยก็เป็นหนุ่มเหน้าสาวสวย กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวก็เป็นพระจันทร์เสี้ยว แต่สองกลุ่มนี้เมื่อมาสัมพันธ์กับพี่ปุ๊ก็คือมาส่งงานกันแค่นั้นเอง ส่งงานในนามกลุ่มแล้วก็พยายามจอยกลุ่มกัน แต่ก็มีกลุ่มสามระดับ คือกลุ่มพี่ปุ๊กับเพื่อนหนุ่ม กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยซึ่งยังคาอยู่ ซึ่งมีพวกนักเขียนเรื่องสั้นทั้งหลาย แล้วก็มีกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว กลุ่มนี้ก็มีพวกสุชาติ สวัสดิ์ศรี วิทยากร เชียงกูล นี่เป็น 3 กลุ่มนักเขียนที่เราพัวพันกันด้วย

 

เวียง วชิระ : พี่หงาก็คือไปได้กับทุกกลุ่ม เพราะเห็นพระจันทร์เสี้ยว หนุ่มเหน้าสาวสวยก็อ้างว่ามีพี่หงาเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ?

 

เราก็ไปหมด (หัวเราะ) หนักไปทางเมา

 

ทินกร : กลุ่มไหนเมาสนุกที่สุดครับ

 

นั่นแน่ะ…(หัวเราะทั้งวง) กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวสนุกสุด เพราะว่าวัยเดียวกัน ส่วนกลุ่มพี่ปุ๊เราก็ไม่มีอะไร…เป็นน้องน้อยเลยล่ะ

 

พูดได้ไหมว่าอาปุ๊นี่ถือเป็นผู้นำเข้าวัฒนธรรมฮิปปี้ในประเทศไทย หรืออย่างน้อยก็ในแวดวงนักเขียน?

 

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ คำว่าบุปผาชนนั้นน่าจะเกิดจากแกนะ คำว่าบุปผาชน หรือป่าคอนกรีตอะไรอย่างนี้ ซึ่งต่อมามันเพี้ยนมาเป็นป่าปูน (หัวเราะ) ป่าปูนก็เป็นลูกทุ่ง ก็เอามาจากป่าคอนกรีตนี่แหละ คำมันพัฒนามา

 

ทินกร : แต่ก่อนเจอพี่ปุ๊นั้น พี่หงาก็รู้จักบ๊อบ ดีแลนมาอยู่ก่อนแล้ว?

 

ใช่ครับ ผมรู้จักแล้วครับ ผมอยู่กับพี่ชาย (เสถียร จันทิมาธร) คือไม่ได้ไปอยู่กับพี่ปุ๊ตลอด ส่วนหนึ่งก็มานอนบ้านพี่เถียร

 

ทินกร : ตอนอยู่บ้านพี่ปุ๊แกเปิดเพลงแจ๊สให้ฟังบ้างมั้ยครับ ?

 

ไม่เคย (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะคุยกันเป็นหลัก แต่แกน่าจะชอบอยู่นะ เห็นพูดถึงไมล์ส เดวิส บ่อย เราก็รู้แค่นั้น ส่วนตัวเราฟังอีกซีกหนึ่ง ซึ่งไม่เคยแลกเปลี่ยนกับพี่ปุ๊เรื่องนี้ เพราะยุคนั้นมันมีเพลงฮิปปี้เยอะ แต่ก็ไม่ได้มาจากพี่ปุ๊

 

คุยกันเรื่องอะไรบ้างครับ

 

สัพเพเหระ…ปรัชญาก็มี เรื่องนักเขียน แกจะเล่าเรื่องเฮมิงเวย์บ้าง คนนั้นคนนี้บ้าง เราก็เออ…ได้รู้เยอะ คือเราไม่รู้อะไรเลย ก็ได้รู้จากแกแทนการอ่านหนังสือ

 

พิสิฐ : โดยเนื้อแท้แล้วพี่ปุ๊แกเป็นฮิปปี้มั้ย

 

ผมว่าแกไม่ได้เป็นอะไรหรอก แกจะเป็นคล้ายๆ (ทำท่านึก) คือฮิปปี้จริงๆ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น

 

ทินกร : แต่เวลาเขียนแกก็ชอบใช้ศัพท์ฮิปปี้เยอะ ?

 

ก็คงเป็นอิทธิพล แต่พูดจริงๆ แล้วต้องถือว่ารุ่นพี่ปุ๊เป็นรุ่นก่อนฮิปปี้ แกไปอยู่อเมริกาในยุคฮิปปี้รุ่งเรือง แต่รุ่นที่รับอิทธิพลฮิปปี้ตรงๆ เลยน่าจะเป็นรุ่นพวกเรานี่แหละ รุ่นเสนีย์ ด้ายมงคล รุ่นพวกพันธุ์หมาบ้า

 

เวียง วชิระ : ถ้าพูดถึงแนวคิดทางการเมืองพี่ปุ๊จัดเป็นพวกซ้ายหรือขวา

 

เสรีชน ไม่ซ้าย…แล้วก็น่าจะเป็นเสรีแบบประชาธิปไตย น่าจะไม่พ้นจากเงาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เท่าไหร่

 

พิสิฐ : แนวคิดของแกบางทีค่อนข้างโปรอเมริกาด้วยซ้ำ ?

 

ก็ไม่แน่นะ บางทีก็ด่าเหมือนกัน แกก็ด่าซีไอเออยู่ คือแกก็พยายามจะไปซ้ายนั่นแหละ แต่เราว่าแกก็ไม่ใช่ซ้ายไม่ใช่ขวาอะไรทั้งนั้น แกเป็นคนรักความเป็นธรรมน่ะ เอาอย่างนั้นแล้วกัน

 

พิสิฐ : แต่กับพี่ปุ๊จะไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนเรื่องการเมือง ?

 

ไม่มี ถ้าจะคุยเรื่องการเมืองเราก็จะมาคุยกับพวกธีรยุทธ บุญมี พวกกลุ่ม 13 กบฏ ไปที่อื่นเราก็ไม่ได้คุย พระจันทร์เสี้ยวเราก็ไม่คุยเรื่องการเมือง เราคุยเรื่องศิลปะ เรื่องงานหนัง งานละครอย่างนี้มากกว่า แต่การเคลื่อนไหวในธรรมศาสตร์ปรากฏว่าพวกพระจันทร์เสี้ยวเข้าไปยุ่งอยู่เยอะ ไปทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นหน่วยข่าวกรองบ้าง เป็นคนทำกิจกรรมการเคลื่อนไหว ไปเป็นสมองให้กับม็อบบ้าง

 

เวียง วชิระ : ตอนนั้นพี่หงาก็อยู่หน่วยข่าวกรองไม่ใช่เหรอ

 

ฉายาคืออยู่หน่วยข่าวกรอง แต่ไม่ได้ทำเหี้ยอะไรเลย ไม่รู้ต้องทำยังไงด้วย (หัวเราะ)  แต่พอเดินออกมาจากห้องประชุมเท่านั้นแหละ คนก็จะพูด นี่…หน่วยข่าวกรองนะโว้ย จริงๆ ไม่ได้สืบอะไรเลย (หัวเราะ) ก็คอยช่วยเขาเท่านั้นแหละ เพราะโดยสถานภาพเราไม่ใช่นักศึกษา

 

ทินกร : พี่หงาเคยไปโยนคำใส่แกมั้ย ประเภท…มันต้องเปลี่ยนแปลง มันเป็นเผด็จการอะไรอย่างนี้

 

(ยิ้ม) พี่ปุ๊น่ะเพื่อนแกเป็นนายพลเยอะนะ พวกอำนวยศิลป์น่ะ

 

พิสิฐ : แล้วช่วงที่สถานการณ์รุนแรงตั้งแต่หลัง 14 ตุลา 2516– 6 ตุลา 2519 ห่างกันไปมั้ย

 

ห่างครับ เพราะว่าเราไม่มีเวลา ส่วนมากเรามาเคลื่อนไหวจนกระทั่งเข้าป่า

 

พิสิฐ : ไม่ใช่ด้วยสาเหตุว่าทัศนคติไม่ตรงกัน?

 

ไม่ใช่…ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์อะไรหรอก แกไม่เคยมายุ่งกับเรื่องนี้เลย

 

จำได้ช่วง 14 ตุลาฯ ตอนนั้นเราเดินขบวนอยู่ กำลังจะไปสวนจิตรฯ ก็มีคนมาเรียกเราข้างๆ รั้ว ตรงไหนนะ…ข้างๆ ลานพระบรมรูปฯ (ทำท่านึก)

 

พิสิฐ : สนามเสือป่า ?

 

เออๆ ใช่ แกอยู่ในนั้นแหละ อยู่กับคุณติ๋มแฟนแก แกก็กวักมือเรียก เฮ้ย…มึงเป็นไง อะไรอย่างนี้ แล้วแกก็ถ่ายรูป จำได้ว่ายัดเงินใส่มือเราร้อยสองร้อย คล้ายๆ ว่าให้กำลังใจ เป็นห่วงเป็นใยอะไรแบบนั้น แต่เราไม่ได้คุยอะไรมาก เพราะขบวนคนมันเยอะเป็นร้อยเป็นพัน

 

แกก็จัดวางตัวเองชัดเจนว่าไม่ร่วมขบวนโดยตรง ?

 

คือโดยขบวน 14 ตุลามันเป็นเรื่องของหนุ่มสาว เป็นเรื่องของนักเรียน นิสิต นักศึกษาจริงๆ ไม่ใช่แบบม็อบทุกวันนี้ สถานะแกเหมือนเป็นนักหนังสือพิมพ์มาให้ความเห็นใจให้กำลังใจพวกเรามากกว่า

 

เวียง วชิระ : ตอนเล่นดนตรีใหม่ๆ เห็นมีคนบอกว่าพี่ปุ๊เป็นคนเสนอชื่อวงให้พี่หงา ?

 

ใช่ๆ vagabond แต่ก็ไม่ได้ใช้ ตอนนั้นเห็นรถใครก็ไม่รู้ติดคำว่า vagabond ในงานศพ vagabond ที่แปลว่าพวกร่อนเร่ พวกคนจร พวกคนเดินทาง

 

อาปุ๊เคยคอมเมนท์เรื่องเพลงที่พี่หงาเล่นมั้ย

 

แกไม่มีคอมเมนท์หรอก แกชอบฟัง เล่นเพลงอะไรก็ได้ให้แกฟังเวลาอยู่วงเหล้าน่ะ เฮ้ย…เล่นหน่อย บ๊อบ ดีเลนก็ได้ เพลงอะไรก็ได้ แกก็เป็นคนอยากจะฟัง บางเพลงก็แกนี่แหละยุให้แต่ง เพลงเกี่ยวกับอีสาน เพลงกุลาร้องไห้ อะไรอย่างนี้

 

ตกลงเพลงกุลานี่อาปุ๊เป็นคนยุให้แต่ง ?

 

ไม่ใช่ยุหรอก แกต้องการเพลงหนึ่งไปทำในหนัง เราก็เลยเขียนเพลงกุลา แกอยากให้ดิ อิมพอสซิเบิล เอาไปเล่น คือตอนนั้นแกทำหมดแหละ รับจ้างเขียนนั่นเขียนนี่ แล้วมาเขียนบททำหนังเกี่ยวกับดิ อิมพอสซิเบิล มันก็ต้องไปคลุกคลีกับวงเขา เราเองได้ไปรู้จักกับพวกดิ อิมพอสซิเบิล ก็ตอนนั้น เพราะต้องไปกับแก

 

แกบอกว่ามึงแต่งเพลงให้สักเพลงสิ คือจะเอาบรรยากาศความแห้งแล้ง หรือว่าบ้านนอก เราก็คิดเพลงกุลา ซึ่งแกก็พอใจ แต่หนังมันถ่ายไม่เสร็จ ถ่ายไปได้ครึ่งเรื่อง ขาดทุนหรืออะไรสักอย่าง เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใดหนังจึงได้ครึ่งเดียว ที่จริงน่าไปค้นดูหนังเรื่องนี้มากเลย แล้วอิมพอสซิเบิลก็ไม่จบ หนังไม่จบ พี่ปุ๊ก็เขียนเรื่องไม่จบ คือมันชะงักไปครึ่งเรื่องเลย แต่ที่เราได้เห็นระหว่างที่เขาถ่ายๆ กันก็คือ คนพวกนี้รวยฉิบหาย เราน่ะไปแบบเป็นเด็ก วงเขาไปกันมีรถบัสคันใหญ่ๆ นั่งกันไม่กี่คนหรอก แล้วเวลาเล่นไพ่ที เอาแบงก์ร้อยมาถืออยู่ในมือ (ยิ้ม) ตอนนั้นเราไม่เคยมีเงินเยอะขนาดนั้น ก็นึกในใจ…โห…พวกห่านี่รวยโว้ย

 

ทินกร : ตกลงดิ อิมพอสซิเบิลได้ร้องเพลงกุลามั้ยครับ

 

ยังไม่ถึงคิวเลยหนังเจ๊งก่อน เท่าที่คุยคือแกจะเอาดิ อิมพอสซิเบิลไปถ่ายที่กลางทุ่ง แสดงว่าแกก็มีไอเดียอยู่ในหัวหมดแล้ว

 

เวียง วชิระ : จะว่าไปแล้วพี่หงากับพี่ปุ๊ก็มีฐานะเป็นทั้งเพื่อนทั้งน้อง ?

 

ใช่ๆ แกเป็นลูกพี่แต่ก็ไม่เชิงว่าเราเป็นลูกน้อง เพราะว่าเรามีชีวิตอีกส่วนหนึ่งเป็นของเราเอง เราทำงานของเราเอง ตอนมาทำวงเราก็ไม่ได้เกี่ยวกับพี่ปุ๊ เราก็ทำวงของเราไป ตอนช่วงเคลื่อนไหวการเมืองแกก็ไม่ได้มายุ่ง เราก็ไปลำพังของเรา

 

ระหว่างที่พี่หงาขลุกอยู่บ้านบางซ่อน เห็นอาปุ๊เขียนถึงเรื่องไปเที่ยวด้วยกันบ่อย ส่วนใหญ่แกชอบเที่ยวแบบไหนครับ

 

อย่างที่แกเขียนนี่แหละ ไปทะเลมั่ง ขับรถไปเรื่อยๆ มั่ง แต่พูดไปแล้วไม่เท่าเราทุกวันนี้หรอก แต่เวลาแกไปไหนทีจะเรื่องใหญ่ แกเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงไง สมัยก่อนไปไหนต้องมีเพื่อนรับรอง มีคนมีเงินรองรับ มีคนคอยเทคแคร์ แกต้องไปอย่างนั้น ไปเกาะก็ต้องเป็นเกาะส่วนตัว เจ้าของเกาะเป็นเพื่อนแก… ไปแบบสบาย กินเที่ยว ไม่ต้องอะไรเลย

 

 

( มีต่อนะจ๊ะ )

แนะนำเมื่อ 28ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,985,475 ครั้ง