แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

เต๋าแห่งอำนาจ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

 

 

“ในการปกครองชั้นเยี่ยมผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง ในการปกครองชั้นดีผู้คนจะชื่นชอบในการปกครองชั้นต่ำผู้คนจะเกรงกลัว ในการปกครองชั้นต่ำสุดผู้คนจะชิงชัง ผู้ที่ไม่นับถือราษฎรจะไม่ได้รับการนับถือ…”

 

ถ้อยคำข้างต้นมาจากคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งซึ่งเป็นผลงานทางปัญญาของมหาปราชญ์เหล่าจื๊อ

 

แม้ข้อความดังกล่าวจะถูกจดจารไว้นานนับพันปีแล้ว แต่ก็ยังคงซึ่งพลังแห่งสัจจะ อีกทั้งสามารถอธิบายเรื่องของอำนาจและการนำได้อย่างกระทัดรัดชัดเจนยิ่ง

 

ตำรารัฐศาสตร์นับร้อยเล่มอาจถูกย่อไว้ในถ้อยคำสองสามบรรทัดเหล่านี้ คู่มือการปกครองทั้งหลายไม่มีเนื้อหามากไปกว่าข้อสรุปรวบยอดเหล่านั้น เพราะมันคือความจริงที่ทั้งอยู่เหนือและอยู่ในทุกระบอบการเมืองการปกครอง ความจริงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่แทงทะลุข้ออ้างและอุปาทานรวมหมู่ทั้งปวง

 

อำนาจคืออันใดหากมิใช่ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นทำตามเจตจำนงของตน ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ต่อต้านหรือคล้อยตามโดยดีแค่ไหน ถึงที่สุดแล้วปรากฏการณ์แห่งอำนาจคือการทำตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ใช้อำนาจกำหนดขึ้น

 

เช่นนี้แล้วอำนาจจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอันสลับซับซ้อนยิ่ง เพราะการที่ผู้หนึ่งจะทำตามเจตจำนงของอีกผู้หนึ่งล้วนมาจากสาเหตุแตกต่างหลากหลาย บางทีอาจเนื่องด้วยเชื่อถือรักเคารพ หรือบางทีอาจเกิดจากหวาดกลัวผลของการไม่ยินยอม กระทั่งในหลายๆ กรณีอาจเกิดจากความคาดหวังเรื่องผลประโยชน์ลาภสักการ ฯลฯ

 

ดังนั้น คนผู้หนึ่งจะมีอำนาจได้จึงจำต้องมี ’ของวิเศษ’ บางอย่างหรือหลายอย่างอยู่ในมือ เพื่อให้ผู้อื่นเกรงใจ เช่น มีปืน มีเงิน มีความรู้ มีชื่อเสียงเกียรติภูมิ รวมทั้งการมีคุณงามความดีก็เป็นทรัพยากรแห่งอำนาจได้เช่นกัน

 

แต่ก็แน่ละ ผู้คนในสังคมใดจะยอมรับแหล่งที่มาของอำนาจแบบไหนย่อมขึ้นต่อความคิดความเชื่อและศาสนาวัฒนธรรมของคนในสังคมนั้น ในหมู่ชนที่นับถือเงินเป็นพระเจ้าคนมีเงินมากกว่าผู้อื่นย่อมมีอำนาจ ในสังคมที่บูชาความกล้าหาญนักรบย่อมได้รับความเชื่อถือ ส่วนในสังคมที่ยึดหลักคุณงามความดีและความรู้ นักปราชญ์นักพรตย่อมมีผู้น้อมรับคำชี้นำ ครั้นว่าในสังคมเดียวกันผู้คนยอมรับนับถือคุณค่าหลายอย่าง ผู้มีอำนาจและอิทธิพลก็ย่อมมีหลายกลุ่ม กระทั่งอาจแตกแยกขัดแย้งเนื่องจากมีความเชื่อเรื่องอำนาจไม่ตรงกัน

 

กล่าวสำหรับบรรดาผู้อยู่ใต้อำนาจนั้น มีบ่อยครั้งที่มวลชนอาจต้องขึ้นต่ออำนาจหลายแบบและถูกกดดันจากหลายทิศทาง ในทางกลับกัน ขณะที่อำนาจแบบหนึ่งใช้ได้กับคนบางคน แต่ก็อาจใช้ไม่ได้กับคนบางคน เพราะความสัมพันธ์ทางอำนาจเป็นการจราจรสองทาง จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจด้วย ในบางกรณีแม้แต่การคุกคามด้วยความรุนแรงก็ไร้ผล “หากผู้คนไม่กลัวตายจะมีประโยชน์อันใดเล่าที่จะเอาความตายไปขู่เข็ญเขา”

 

ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างอำนาจดิบๆ กับอำนาจที่ชอบธรรม และนำไปสู่ความแตกต่างระหว่างผู้กุมอำนาจธรรมดาๆ กับผู้นำที่แท้จริง

 

โดยหลักการแล้ว อำนาจที่ชอบธรรมคืออะไรนับว่าตอบยาก เพราะจินตนาการมนุษย์ในเรื่องนี้มีมากมายสารพัด แต่ถ้าเราจะถือว่าความชอบธรรมของอำนาจมาจากการยอมรับอย่างแท้จริงและกว้างขวางของผู้อยู่ใต้อำนาจก็พอจะพูดได้

 

กระนั้นก็ตาม เรื่องที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ การคิดว่าความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมเป็นประเด็นที่ผูกติดอยู่กับแหล่งที่มาของอำนาจเท่านั้น เช่น มาจากการเลือกตั้ง มาจากรัฐประหาร มาจากสงครามปฏิวัติ มาจากสนับสนุนของอำนาจภายนอก หรือมาจากการปราบดาภิเษก เป็นต้น

 

อันที่จริง อำนาจจำเป็นต้องอาศัยการยอมรับหรือมีความชอบธรรมถึงอย่างน้อย 3มิติด้วยกัน คือที่มาของอำนาจ จุดหมายของอำนาจ และวิธีการใช้อำนาจ

 

ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากสังคมหรือประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจเสมอ ไม่ใช่ผ่านการเลือกตั้งแล้วเอาไปอ้างเป็นความชอบธรรมในเรื่องอื่นๆ ทุกขั้นตอน

 

อย่างไรก็ดี ที่มาของอำนาจนั้นแม้จะสำคัญแต่ก็เป็นแค่บทเริ่มต้นแห่งการปกครอง ที่เหลือจะเป็นเช่นใดยังถูกกำหนดด้วยความรู้ความเข้าใจหรือความไม่รู้ไม่เข้าใจอีกหลายประการ

 

ทำไมเหล่าจื๊อจึงสอนว่า ”ในการปกครองชั้นเยี่ยมผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง” คำตอบเบื้องต้นคือเป็นเพราะในกรณีเช่นนี้ผู้นำประเทศไม่ได้แยกตัวออกจากมวลชนที่ตนเองรับผิดชอบ อย่างน้อยในเรื่องจุดหมายแห่งการใช้อำนาจ และในเมื่อราษฎรเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้อำนาจ ความรู้สึกเห็นดีเห็นงามย่อมเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากความรู้สึกที่ถูกบังคับฝืนใจ

 

อย่าว่าแต่เต๋าแห่งอำนาจเป็นเช่นนี้ แม้คำสอนของพุทธศาสนานิกายเซ็นก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังคำพูดของท่านหลิงหยวนซึ่งกล่าวไว้ว่า “ผู้นำที่ดีถือจิตใจของชุมชนเป็นจิตใจของตน…ดีและเลวสำหรับผู้นำก็คือดีและเลวต่อชุมชน”

 

พูดกันสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ กฎข้อแรกของ ’การปกครองชั้นเยี่ยม’ คือผู้นำจะต้องไม่มีผลประโยชน์แยกต่างหากออกจากผลประโยชน์ของส่วนรวม ลำพังแค่นี้ก็ช่วยอธิบายได้แล้วว่าทำไมใครต่อใครถึงหมดอำนาจไป ทั้งๆ ที่เริ่มต้นคล้ายจะขึ้นสู่อำนาจด้วยวิถีอัน ’ชอบธรรม’

 

เท่านั้นยังไม่พอ ท่านเหล่าจื๊อบอกว่า ”ปกครองบ้านเมืองต้องใช้วิธีการบริสุทธิ์ยุติธรรม ส่วนทำสงครามต้องใช้กลอุบายพลิกแพลง” คำสอนดังกล่าวเท่ากับยืนยันว่าผู้นำประเทศจะต้องมองประชาชนเป็นมิตรและต้องจริงใจต่อประชาชน จะใช้เล่ห์เพทุบายหลอกล่อประชาชนเหมือนยุทธวิธีทางการทหารที่ดำเนินต่อข้าศึกไม่ได้

 

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ การรับใช้และรับผิดชอบต่อประชาชน กับการครอบงำมุ่งพิชิตประชาชนให้อยู่ในกำมือนั้นไม่เหมือนกัน

 

แน่นอน ถ้าเอ่ยเฉพาะวิธีการใช้อำนาจแล้ว แนวคิดเต๋ายิ่งไม่เชื่อในการใช้ความรุนแรงบังคับคนและกล่าวเตือนทุกฝ่ายไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

 

“บ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของเทพเจ้า ไม่อาจเข้าครองได้ด้วยกำลัง ไม่อาจยึดถือเป็นของส่วนตัวได้ ผู้ที่ใช้กำลังเข้าครองจะต้องพ่ายแพ้ ผู้ที่ยึดถือเป็นส่วนตัวจะต้องสูญเสียอำนาจไป”

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือประเทศไทยเรามีบทเรียนทั้งเคยถูกยึดเป็นของส่วนตัวและถูกปกครองโดยกำลัง จนนึกไม่ออกเหมือนกันว่าผลภายหน้าจะออกมาแบบไหน เราเห็นคนสอบตกในวิชาว่าด้วยอำนาจและการนำมามาก จนต้องทบทวนทุกอย่างกันใหม่ทุกๆ ไม่กี่ปี

 

หรือว่าในยุคปัจจุบัน ‘การปกครองชั้นเยี่ยมที่คนไม่รู้สึกว่าถูกปกครอง’ แท้จริงคือระบอบที่ประชาชนปกครองตนเอง …ระบอบที่ลดอำนาจของรัฐลงแล้วเพิ่มอำนาจตรงให้ประชาชน

 

ในกรณีนั้น คงไม่มีผู้กุมอำนาจใดเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อยู่ใต้อำนาจเท่านี้แล้ว

 

ส่วน ‘การปกครองชั้นดีที่ผู้คนชื่นชอบ’ ถึงอย่างไรก็ยังมีเส้นแบ่งระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง

 

หมายเหตุ

ข้อความในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งเรียบเรียงมาจากงานแปลของ ล.เสถียรสุต (2533) งานแปลของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ สมเกียรติ สุขโข  (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) กับฉบับที่แปลและตีความโดยประชา หุตานุวัตร (2548) ส่วนคำสอนเซ็นอ้างอิงจากงานแปลของเดชา ตั้งสีฟ้า (2545)

 

 ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Here and Now นิตยสาร Way มีนาคม 2550

แนะนำเมื่อ 28ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,587 ครั้ง