แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

สิ่งพิเศษของ คนเขียนวรรณกรรมเยาวชน มานี-ชูใจ

 

 
คุณรู้จักวาวแพร รู้จักนิพพานฯ ไหมคะ วาวแพรน่ะเขียนเรื่องสำหรับเด็กที่แสนน่ารักอย่าง พราวแสงรุ้ง เพลงดวงดาว เด็กชายจากดาวอื่น ฯลฯ ส่วนนิพพานฯ เป็นเจ้าของเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เรื่องของเด็กชายฮูยันที่ขายไอศกรีมกับเด็กหญิงมิมปีที่ชอบซื้อไอศกรีมแท่งสีฟ้าไงล่ะ
           หลายคนคงรู้แล้วว่า “วาวแพร” คือนามปากกาอีกชื่อหนึ่งของผู้ชายที่ใช้นามปากกา “นิพพานฯ” แต่ทั้งวาวแพรและนิพพานฯ ก็ไม่เคยเปิดตัวต่อสาธารณชน เรารู้จักเขาผ่านตัวละครซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวา หลายครั้งนึกไปว่าเขาเป็นเด็กวัย ๑๐ กว่าปี ที่มีความสามารถทางการเขียน ซึ่งความจริงเขาคือผู้ใหญ่ แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยลืมวัยเด็ก
 
           เมื่อเรานึกอยากเขียนวรรณกรรมเยาวชนจึงต้องขอคำแนะนำจากเขา และเขาก็มอบสิ่งพิเศษนี้ให้...
 
 
  
           ถ้าอยากเขียนวรรณกรรมเยาวชน สิ่งที่คุณต้องทำคือถามตัวเองว่าจะเขียนเรื่องให้เด็กอ่านในมุมไหน คุณจะเป็นเด็กเสียเอง หรือจะเป็นผู้ใหญ่เล่าเรื่องให้เด็กฟัง
           สมัยก่อนที่ผมเริ่มเขียนหนังสือเพราะอยากหาสตางค์ เมื่ออยากหาสตางค์ ก็เริ่มจากเขียนเรื่องสั้น เรื่องสั้นมันไม่ใช่เรื่องเด็ก มาเขียนเรื่องเด็กเมื่อเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว เหตุเพราะว่าเราได้อ่านเรื่องเด็กๆ ของคนอื่นเยอะพอสมควร มันเกิดความอยากเขียนด้วย รู้สึกว่าเราน่าจะเขียนได้ ความรู้สึกนี่สำคัญ ถ้าเมื่อใดก็ตามเรารู้สึกว่าเราน่าจะเขียนได้ เราจะเริ่มได้ 
 
 
"ผมคิดว่าคนที่จะเขียนเรื่องเด็กได้ดีคือคนที่ควรจะระลึกถึงวัยเด็กได้ชัดเจน และสามารถที่จะหยิบเอาบรรยากาศความรู้สึกในช่วงนั้นมาได้ ถ้าคุณไม่เข้าใจความรู้สึกของวัยเด็ก คุณไม่น่าจะเขียนเรื่องเด็กได้ดี"
           ต้องอยากเขียน ความอยากเขียนบางทีมันเป็นเพียงคำพูดมาพูดกัน ฉันอยากทำนั่น ทำนี่ แต่แท้จริงแล้วไม่มีโอกาสได้ทำ แต่เมื่อเราบอกว่าอยากเขียน นั่นคือนั่งลงแล้วลงมือเขียน องค์ประกอบอื่นๆ จำเป็นหรือไม่ บอกตามตรงว่าในขณะเขียนเรื่องแรกๆ ไม่ได้นึกถึงอย่างอื่น นึกถึงเพียงแต่ว่าเอาตัวเองเข้าไปใส่ในตัวละคร เอาตัวละครมาใส่ในตัวคนเขียนได้อย่างไร หมายความว่าทำความรู้จักเข้าใจในตัวละครอย่างไรก่อน
 
           ผมคิดว่าคนที่จะเขียนเรื่องเด็กได้ดีคือคนที่ควรจะระลึกถึงวัยเด็กได้ชัดเจน และสามารถที่จะหยิบเอาบรรยากาศความรู้สึกในช่วงนั้นมาได้ ถ้าคุณไม่เข้าใจความรู้สึกของวัยเด็ก คุณไม่น่าจะเขียนเรื่องเด็กได้ดี มันจะเหมือนผู้ใหญ่ที่ไปพยายามทำเหมือนเด็ก เหมือนกับเราโตอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วลองพยายามเขียนตัว ก.ไก่ ให้เหมือนเด็กอายุ ๓ ขวบ เราทำไม่ได้ เช่นเดียวกับการเขียนเรื่องเด็ก คุณต้องพยายามนึกให้ได้ แล้วเอาวิญญาณตัวเองใส่เข้าไปในขณะที่เป็นเด็ก ไม่เช่นนั้นภาพที่ออกมามันจะหลอก
 
           สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเริ่มจากประสบการณ์ในวัยเด็ก ทำได้ง่ายที่สุด ดีที่สุด นักเขียนวรรณกรรมในโลกเข้าใจว่าประมาณ ๙๘ เปอร์เซ็นต์เขียนวรรณกรรมเยาวชนจากประสบการณ์ของตัวเอง จะประสบการณ์ตอนไหน ช่วงไหน ก็แล้วแต่ แล้วก็มีตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในนั้นเสมอ
 
           ตอนที่คุณเป็นเด็กคุณคิดอะไร เช่น เด็กมักจะคิดแก้แค้น การคิดแก้แค้นของเด็กจะคิดอย่างไร เด็กคิดฆ่ามี แต่วิธีการฆ่าของเด็กจะไม่เหมือนผู้ใหญ่ฆ่า เด็กบอกว่าให้ตาย แต่ความตายของเด็กกับความตายที่ผู้ใหญ่ต้องการไม่เหมือนกัน พอเด็กบอกคิดให้ตายเขาไม่ได้คิดว่าตายแล้วไม่กลับมาอีก เขาคิดว่าตายแล้วสามารถฟื้นมาได้ นั่นคือเด็กวัยหนึ่ง สักประมาณ ๖-๗ ขวบคิดอย่างนั้น จนกระทั่งเมื่อโตขึ้นอายุ ๑๐ กว่าความตายมันจะต่างกัน ต้องย้อนกลับไปหาวัยเด็กของคุณ สร้างขึ้นมาให้ได้ ต้องทำให้มันเป็นสิ่งพิเศษที่ปกติ ถ้าเผื่อคุณอยากเขียนเรื่องเด็ก คุณต้องทำสิ่งนี้
 
           เมื่อย้อนกลับไปหาวัยเด็กได้ เพียงคุณนั่งหลับตาแล้วคุณกลับไป คุณจะหยิบฉวยฉากขึ้นมาได้ คุณไม่ต้องสร้างไม่ต้องคิดทั้งสิ้น มันมาได้หมด ถามว่าทุกคนทำอย่างนี้ได้ไหม เมื่อทุกคนทำไม่ได้ ก็ต้องพยายามทำสิ่งที่วิเศษนี้ให้เป็นความปกติ ทีนี้ปัญหาของเราคือเราไม่ค่อยนึกถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเรื่องเด็กออกมามันค่อนข้างกระโดด มันคาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องที่ผู้ใหญ่เล่าให้เด็กฟัง หรือเรื่องที่เด็กคิดเอง หรือตัวละครเป็นเด็ก ความคิดเป็นผู้ใหญ่ เพราะเราไม่ได้มองจากสายตาของเด็ก
 
           สมมติว่าผู้ใหญ่สูง ๑๖๐ เซนติเมตร ยืน เมื่อเรามองไปในระยะ ๒๐ ฟุต มีลูกหมาอยู่ที่นั่น คุณมองจากความสูง ๑๖๐ เซนติเมตรไปยังลูกหมา คุณเห็นอะไร เห็นหางกับหลัง แต่อย่าลืมเมื่อเขียนถึงเด็กอายุ ๖ ขวบ เขามีความสูงเพียง ๑๐๐ เซนติเมตร หรือ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร ระดับสายตาของเขาคือ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร เขามองไป เขาเห็นอะไร เขาเห็นท้องหมา แค่นี้เราก็ตายแล้ว เพราะเราไม่เคยนึกถึงสิ่งเหล่านี้ เราไม่เคยนึกถึงสายตาของเด็ก
 
           แต่สำหรับคนที่หาวัยเด็กไม่ได้ แล้วอยากเขียนเรื่องเด็ก และคิดว่าต้องเขียน คุณต้องศึกษามาก หนึ่งต้องศึกษาเรื่องสรีระของเด็ก สองต้องศึกษาเรื่องจิตวิทยาเด็ก สามจะต้องศึกษาเรื่องสุขศึกษา สารพัดวิทยาการทั้งหลาย จนกระทั่งวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เพราะว่าในวัยเด็กเขาจะเห็นตัวแมลง ตัวมด แล้วเขาจะคิดตามประสาที่เด็กๆ คิด 
 
 
"สมมติว่าผู้ใหญ่สูง ๑๖๐ เซนติเมตร ยืน เมื่อเรามองไปในระยะ ๒๐ ฟุต มีลูกหมาอยู่ที่นั่น คุณมองจากความสูง ๑๖๐ เซนติเมตรไปยังลูกหมา คุณเห็นอะไร เห็นหางกับหลัง แต่อย่าลืมเมื่อเขียนถึงเด็กอายุ ๖ ขวบ เขามีความสูงเพียง ๑๐๐ เซนติเมตร หรือ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร ระดับสายตาของเขาคือ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร เขามองไป เขาเห็นอะไร เขาเห็นท้องหมา แค่นี้เราก็ตายแล้ว เพราะเราไม่เคยนึกถึงสิ่งเหล่านี้ เราไม่เคยนึกถึงสายตาของเด็ก"
 
  
           เราเชื่อว่าการพูดคุยกับเด็กจะทำให้เราเขียนเรื่องเด็กได้ แท้ที่จริงแล้วมีทั้งผิดและถูก ประสบการณ์ที่ดีอย่างหนึ่งคือเรารู้ว่าเวลาเราไปถามคำถามเด็ก เราจะไม่ได้รับคำตอบที่แท้จริงถ้าเราตั้งคำถาม แต่การจะหาความคิดของเด็กหรือพฤติกรรมของเด็กให้ใช้วิธีสังเกต อย่าถาม ถ้าเราถาม เขาจะตอบไปอีกอย่างหนึ่ง เขาจะต่อต้านคำถาม จะไม่ตอบในสิ่งที่เราถาม หรือเขาตอบไม่ตรงกับที่เขาคิด เพราะฉะนั้นจะเห็นเรื่องทั้งหลายที่นักเขียนคนสำคัญในโลกเขียนเรื่องเด็ก จะเห็นว่าเด็กเป็นปฏิปักษ์กับผู้ใหญ่ นั่นคือความคิดโดยธรรมชาติ ธรรมชาติจริงๆ ของเด็กต้องเป็นปฏิปักษ์ไว้ก่อน เพราะเขามีความคิดของเขาเอง ประสบการณ์เหล่านี้ผมได้สังเกตมาตลอด แล้วผมก็เอามาใช้กับตัวเอง เมื่อผมอยากรู้อะไร ผมเฝ้าสังเกต ผมไม่ถาม เพราะผมเคยถามแล้วไม่ได้คำตอบ
           กลุ่มคนที่สามารถเขียนวรรณกรรมเด็กได้ดีกลุ่มหนึ่งคือครู เพราะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเด็ก นักเขียนเรื่องเด็กสำคัญๆ หลายคนมักจะเป็นครู เพราะเขาเห็นพฤติกรรมเด็ก มันมีความสัมพันธ์โดยปกติ เด็กอาจจะเผลอแสดงออกโดยที่เขาไม่รู้ตัว บางครั้งบางหนเขารู้สึกว่าครูเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าห้อง แล้วเขาจะแสดงพฤติกรรมของเขาอย่างที่เขาอยากทำ ฉะนั้นเขาจะไม่สนใจว่าครูจะมองอยู่ เขาอยู่ในชั้นเรียนเขาจะมีพฤติกรรมอย่างหนึ่ง เรียบร้อยดีมาก แต่พอเขาออกนอกชั้นเรียนปั๊บ พ้นจากผู้ควบคุมกักกัน เขาจะแสดงพฤติกรรมจริงออกมา แล้วครูก็จะได้มีโอกาสรู้
 
           ผมเองเคยเป็นครูในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ใช้ประสบการณ์ตรงนั้นกับงานเขียนได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะเอามาจากวัยเด็กมากกว่า แล้วก็เอามาจากความนึกคิดของครูที่เคยสอนมา ความผูกพันระหว่างเด็ก คือถ้าเผื่อว่าคุณจำวัยเด็กได้ มันได้เปรียบร้อยแปด เขียนเมื่อไรก็ได้ คุณสามารถย้อนกลับไปหาตัวเอง ย้อนไปหาครู ไปหาเพื่อนก็ได้ ไปหาคนทุกคนที่เกี่ยวข้องในระหว่าง ๕-๑๒ ปี ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เป็นตัวละครดีที่สุด คือเด็กเริ่มมีการพัฒนา มีการต่อต้านระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ระหว่างเพื่อนฝูง แล้วก็มีความคิด แม้กระทั่งเจ้าเล่ห์ รู้จักลักขโมย แต่เป็นลักขโมยอย่างบริสุทธิ์ อย่างใสสะอาด
 
           การบันทึกก็สามารถเป็นเครื่องช่วยได้ แต่อาจใช้ได้ในบางกรณี ในกรณีที่เป็นจินตนาการ การใช้บันทึกทั้งหมดเป็นสิ่งบังคับ มันทำให้เราขยับไม่ค่อยได้ แล้วก็จะไปเกาะติดกับตัวอักษรที่บันทึกไว้ แต่ผมยังเห็นด้วยว่าการบันทึกเป็นสิ่งดี ควรจะสอนให้เด็กรู้จักการบันทึก เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยเราได้ อย่าง ระยะหนึ่งผมบันทึกว่าผมพาหมาไปหาหมอ หมอบอกว่าหมาเป็นอะไร มีอาการเป็นอย่างไร แล้วผมก็ลืมไปแล้ว เป็นเวลา ๑๐ ปี จนกระทั่งวันหนึ่งผมเขียนเรื่องหมา ผมเห็นบันทึกนี้ ผมจำภาพได้ทั้งหมด มันช่วยกระตุ้นเรา ทำให้นึกได้เร็วขึ้น เหมือนกับเป็นผู้นำทางเราไปหาสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น ประโยคหนึ่งประโยคที่เราจดไว้บางทีก็ช่วยได้ ถ้าเผื่อว่าเรานึกอะไรได้เราก็จดๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนว่าฉันตื่นขึ้นมาเช้านี้ทำอะไรๆ นึกอะไรขึ้นได้ขณะนั้น หรือนึกคำได้คำหนึ่งคำที่ใช้ได้ เป็นสิ่งวิเศษ ต้องไม่ลืมว่าคำที่เด็กใช้บางคำมันเป็นคำที่มาจากข้างใน
 
           การเขียนวรรณกรรมเยาวชนมีสองทาง หนึ่งอาจเขียนเรื่องเหมือนจริง ถ้าเขียนเรื่องเหมือนจริง ก็ต้องยึดประสบการณ์ แต่ถ้าเขียนเรื่องจินตนาการ แน่นอนว่าคุณต้องมีความคิดฝัน แต่ต้องไม่ลืมว่าเราต้องมีพื้นของความเป็นเด็ก พื้นของจินตนาการ ถึงแม้จะจินตนาการอย่างไรก็ตามจะหนีพื้นฐานความจริงของความเป็นเด็กไม่ได้ คุณจะบอกว่ามีจินตนาการอย่างเดียว แล้วคุณก็สร้างเรื่องสำหรับเด็ก คุณไม่รู้ ไม่เข้าใจจิตใจเด็ก ไม่เข้าใจว่าเด็กต้องการอะไร คุณจะสร้างจินตนาการไม่ได้ มันต้องสอดคล้องกัน ต้องรู้ว่าคุณจะสร้างรถสำหรับคนขาด้วน ถ้าคุณไม่เข้าใจธรรมชาติของคนขาด้วน คุณจะสร้างมาได้อย่างไร คุณสร้างได้ แต่มันไม่ใช่รถที่ดี เช่นเดียวกันพฤติกรรมการอ่านของเด็กคืออะไร พฤติกรรมความคิดของเด็กคืออะไร
 
           นักเขียนอาจเลือกการเขียนได้ ๒ วิธี คือเขียนย้อนกลับไปหาอดีต เป็นการบันทึกเวลาให้เห็นว่าสภาพสังคมสมัยนั้นเป็นอย่างไร ภาษาเป็นอย่างไร พฤติกรรมของมนุษย์ยุคนั้นเป็นอย่างไร กับการเขียนเรื่องที่เกิดภาพรวม เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะอ่านยุคไหนก็อ่านได้ ๑๐ ปีข้างหน้าเรามาอ่าน ก็ยังสนุกอยู่ ส่วนใหญ่นักเขียนฝรั่งทำได้ มันเป็นความสากลเรื่องของเวลา เราไม่พูดถึงความเป็นสากลระหว่างชาติระหว่างวัฒนธรรม เราพูดความเป็นสากลระหว่างเวลาของคนในชาติเดียวกันว่าพฤติกรรมของเด็กมันรับกันได้ สืบทอดกันได้ ถ้าเผื่อไม่ถูกบังคับด้วยภาษา ไม่ถูกบังคับด้วยเรื่องเวลาของการระบุสถานที่ เรื่องสถานที่ เรื่องเวลา เรื่องภาษาในแต่ละยุค ถ้าไม่ถูกบังคับด้วยสิ่งเหล่านี้ มันก็สามารถอ่านได้ ผมคิดว่าเรื่องเด็กควรเป็นเรื่องที่ควรจะอ่านได้ทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม
 
           สิ่งสำคัญของคนจะเขียนเรื่องเด็ก ก่อนอื่นต้องอยากเขียน เขียนด้วยความรัก เมื่ออยากเขียนก็ต้องมีองค์ประกอบต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ปากกา ดินสอ กระดาษ หรือ คอมพิวเตอร์ แต่เครื่องมือที่สำคัญคือความเป็นเด็ก กลับไปให้ได้ ผมไม่เชื่อว่าจะมีนักเขียนเด็กคนไหนที่ไม่สามารถกลับไปหาวัยเด็ก แล้วเขียนได้ดี ถ้ากลับไม่ได้ เรื่องนั้นจะแข็ง หนังสือสำหรับเด็กที่เป็นสากล อ่านได้ทั้งโลก ลองศึกษาดู นักเขียนเหล่านั้นเขียนด้วยวิญญาณความเป็นเด็กทั้งนั้นอย่างโรอัลด์ ดาห์ล ชัดเจนเลย เขาคิดอย่างเด็ก กระทั่งอายุ ๖๐ กว่า มันมีเวลาของเขาที่เขาทำตัวเป็นเด็ก คิดเป็นเด็ก กับเวลาที่เขาทำตัวเป็นผู้ใหญ่มันก็ต้องแยกออกจากกัน มันเป็นลักษณะพิเศษ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเขียนหนังสือ 
 
 
"การจะหาความคิดของเด็กหรือพฤติกรรมของเด็กให้ใช้วิธีสังเกต อย่าถาม ถ้าเราถาม เขาจะตอบไปอีกอย่างหนึ่ง เขาจะต่อต้านคำถาม จะไม่ตอบในสิ่งที่เราถาม หรือเขาตอบไม่ตรงกับที่เขาคิด"
 
 
           ถ้ารู้สึกอยากเขียนเรื่องสำหรับเด็ก อย่าลืมสิ่งพิเศษที่วาวแพรกับนิพพานฯ มอบให้ เราเชื่อว่าสิ่งพิเศษมีอยู่ในตัวของคุณทุกคน
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารขวัญเรือน (เส้นทางงานเขียน โดยมานี-ชูใจ หน้า ๒๙๒-๒๙๔) ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๖๖๘ ปักษ์หลังกันยายน ๒๕๔๒
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,685,507 ครั้ง