แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

'สาคร พูลสุข' บนเส้นทางและรอยแผลของสายพิณ

 

 
เขาคือชายหนุ่มชาวใต้ที่เลือกเส้นทางชีวิตเรือจ้างในโรงเรียนทางภาคเหนือ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความฝันบนเส้นทางสายน้ำหมึก
 
กระทั่งวันนี้นวนิยายของเขานอนรอวันตัดสินรางวัลซีไรต์ปีนี้เรียบร้อยแล้ว
 
 เสียงเอ็ดอึงของนักเรียนชาวเขาเผ่าม้งช่วงพักกลางวันดังลอดผ่านหูโทรศัพท์เป็นระยะ สร้างจินตนาการถึงภารกิจของ สาคร พูลสุข ได้แจ่มชัด วันที่จุดประกายวรรณกรรมได้พูดคุยกับเขา นักเขียนหนุ่มใต้คนนี้ยังคงทำหน้าที่คุณครูสอนวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทยในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน แม้บ้านเกิดเมืองนอนของสาครจะอยู่ที่ด้ามขวาน แต่เขาเล่าว่าครั้งที่สอบบรรจุครู เขาเลือกเป็นเรือจ้างบนภูเขา  - โรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขาเป็นครูที่แม่ฮ่องสอนได้ 5 ปี ก็ย้ายไปจังหวัดน่าน บ้านของคนรัก
 
 ย้อนไปเมื่อครั้งสาครยังร่ำเรียนระดับประถมศึกษา กิจกรรมยามว่างของ ด.ช.สาคร คือ อ่านหนังสือ 'บางกอก' แล้วโลกแห่งวรรณกรรมก็เปิดกว้างขึ้นในใจเขาทันที
 
 "ตอนนั้นอ่านหนังสือบางกอกอะไรพวกนี้ อ่านเสร็จก็แอบมาเขียนนิยาย เลียนแบบตามหนังสือบางกอกน่ะ เขียนได้เป็นเล่มเลย เขียนลงในสมุด เขียนเอาไว้ให้เพื่อนอ่าน พอหลังจากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาการอ่าน เปลี่ยนจากแนวบู๊อย่างบางกอกค่อยๆ เปลี่ยนมา ตอนเรียนมัธยมเริ่มอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดีขึ้น อ่านของทมยันตี อ่านคู่กรรม อะไรพวกนี้ แนวๆ นั้น ก็อ่านของหลายท่านอยู่"
 
 ครั้นเรียนมัธยมปลายแนวหนังสือที่สนใจก็เปลี่ยนไป สาครเริ่มรู้จักกับ เสนีย์ เสาวพงศ์, สุวัฒน์ วรดิลก และบรรดานักเขียนใหญ่ผ่านตัวอักษรในหนังสือของพวกเขา วรรณกรรมเพื่อชีวิตสร้างแรงบันดาลใจให้เขาลองเขียนหนังสือ จนกระทั่งพัฒนาฝีมือระดับส่งประกวดได้
 
 "ม.ศ.4 ม.ศ.5 ก็เริ่มอ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิต อ่านปีศาจ อ่านความรักของวัลยา อ่านพิราบแดง อะไรพวกนี้ เริ่มอ่านตั้งแต่ ม.ศ.4 ช่วงนั้นฝึกเขียน หนังสืออีกแนวหนึ่ง แนวที่เราอ่านนั่นแหละครับ อย่างเราอ่านอะไรก็เขียนแนวนั้น ก็พัฒนามาเรื่อยๆ แต่มาเริ่มต้นจริงๆ จังๆ ก็ตอนเรียนวิทยาลัยครู ผมเรียนเอกบรรณารักษ์ ก็ได้อ่านหนังสือดีเยอะ ก็เลยเริ่มต้น ในตอนนั้นก็ยังไม่มีผลงานเผยแพร่ เพียงแต่ว่าเรารู้ว่าเราชอบ ก็อ่านมาเรื่อยๆ ฝึกเขียนมาเรื่อยๆ มาเริ่มต้นจริงๆ ก็ตอนเป็นครูแล้ว เขียนเรื่องสั้นไปประกวด สยามรัฐเขาจัดประกวดร่วมกับ ศศนท.เกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลาก็จัดมีประกวดเรื่องสั้นด้วย ผมเขียนส่งไปประกวด ก็ได้รางวัลชนะเลิศ ก็เลยเริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่นั้นมา"
 
 สำหรับบางคนรางวัลอาจเป็นกำลังใจหรือเป็นกระทั่งเข็มทิศนำทางชีวิต แต่สำหรับสาครถึงแม้จะไม่ได้รางวัล เขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเป็นนักเขียนให้ได้ แม้จะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม เขาเล่าว่าตั้งแต่เรียนก็รู้สึกตัวว่าชอบด้านนี้ตั้งแต่ประถมแต่ยังขาดโอกาสอ่านหนังสือดี เมื่อสบโอกาสเมื่อเรียนมัธยมปลาย ได้อ่านหนังสือดี ยิ่งตอกย้ำความคิดว่าจะเป็นนักเขียน พอก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็ยังใคร่ปรารถนาในกลิ่นน้ำหมึกและเสียงกรีดกระดาษเปิดหนังสือ
 
 "ตอนเลือกเรียนระดับอุดมศึกษาเราเลยเลือกเรียนบรรณารักษ์ ได้อยู่กับหนังสือ รู้อยู่แล้วว่าบรรณารักษ์ต้องอยู่กับหนังสือ ได้มาอ่าน ตอนเรียนปริญญาตรีได้อ่านวรรณกรรมต่างประเทศเยอะมาก อ่านทุกแนว อ่านวรรณกรรมของรัสเซีย ของอิตาลี วรรณกรรมรางวัลโนเบลก็อ่าน ก็มีความรู้สึกว่าถึงจะไปประกอบอาชีพอะไรก็แล้วแต่ แต่เราคงต้องเขียนหนังสือ เพราะมีแรงกระตุ้นจากการอ่านเยอะมาก ผมมีแรงบันดาลใจเขียนหนังสือมาจากการอ่าน ยิ่งได้อ่านสกู๊ป ได้อ่านคอลัมน์แนะนำหนังสือในนิตยสารโลกหนังสือของพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี อ่านแล้วเรารู้สึกว่ามันใช่จริงๆ ด้วย คือเราแน่ๆ เลย เราต้องทำอย่างนี้ ต้องเขียน มันคือความรู้สึกนั้นมาตลอด"
 
 นับแต่นั้นมา สาคร พูลสุข ก็อ่าน - เขียน เป็นกิจวัตร มีผลงานทั้งนิยายและเรื่องสั้นได้รับรางวัลและตีพิมพ์พอสมควร แต่สังเกตว่าคุณครูนักเขียนคนนี้นานทีจะปล่อยผลงานสู่บรรณพิภพสักครั้งหนึ่ง แต่มั่นใจได้ว่าล้วนเป็นผลงานที่เกิดจากความตั้งใจและกระบวนการทำงานที่สมค่าสมเวลาที่นานทีเจอกันที
 
 ล่าสุดนิยายเรื่อง 'รอยแผลของสายพิณ' ก็แสดงศักยภาพให้เห็นแล้วว่าสาคร พูลสุขเขียนหนังสือแต่ละทีก็เป็นที่จับตามองเสมอ เพราะได้เข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีนี้นั่นเอง
 
 
 
ทำไมถึงมีผลงานน้อย?
 
 ถ้าเทียบกับนักเขียนท่านอื่นๆ งานผมอาจจะน้อย จริงๆ จะว่าน้อยก็ไม่เชิง ผมมีผลงานนิยายออกมาแล้ว 7-8 เล่ม เรื่องสั้นบ้างประปราย แต่ถ้าเทียบกับนักเขียนที่ออกผลงานทุกปีๆ ปีละเล่มลองเล่ม ผมคือน้อย ถ้าเทียบว่าโดยอาชีพที่ผมเป็นครูมีเวลาเขียนจำกัด ก็คิดว่าคงไม่น้อยเท่าไร
 
การทำงาน?
 
 ส่วนมากได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่มากระทบจิตใจของเรา อย่างเรื่อง 'รอยแผลของสายพิณ' มีเรื่องที่เข้ามากระทบจิตใจคือว่าแถวบ้านเก่าของญาติหลังหนึ่งซึ่งมุงด้วยกระเบื้องโบราณ เป็นบ้านที่ใหญ่โตมาก มีฐานะดีในย่านนั้น ต่อมาบ้านหลังนั้นก็ค่อยๆ ผุพังไปตามกาลเวลาราวกับชีวิตของผู้คนในบ้านหลังนั้นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามโชคชะตาของชีวิต ซึ่งบ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องโบราณ เป็นที่เชิดหน้าชูตามากเพราะเป็นบ้านหลังเดียวในย่านนั้นที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง บนหลังคาเขาจะประดับเป็นตัวเลขท่าจำไม่ผิด พ.ศ.2506 เราก็เห็นบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เล็กๆ ก็มีความรู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงไปหรือมันพังทลายลง สิ่งที่เราคุ้นเคย เห็นมาตั้งแต่เล็กๆ ก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาหน่อยๆ ก็เลยเอามาเขียน กระเบื้องโบราณที่เหมือนจะหาไม่ได้แล้ว มันหายไป มันถูกแทนที่ด้วยอย่างอื่น ด้วยความเปลี่ยนแปลงของสังคม เหตุการณ์บ้านเมือง ก็เลยเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเขียน
 
 แต่เอาเข้าจริงแล้ว กลายเป็นว่าไปจับเอาชีวิตของคนในบ้านหลังนี้มาเขียน ซึ่งก็มีข้อเท็จจริง มีเรื่องเล่า หรืออะไรที่ญาติๆ เล่าให้ฟังบ้าง ข้อเท็จจริงที่เห็นเองบ้าง เก็บเล็กผสมน้อย เอามาประดิดประดอย ทีนี้การเขียนส่วนมากจะเป็นความรู้สึกที่เข้ามากระทบจิตใจ แล้วก็มีความรู้สึกอยากจะเขียน แล้วก็หาข้อมูลมาประกอบ ใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อทำอารมณ์ ทำสภาวะอารมณ์ให้มันลงตัวและค่อยๆ เริ่มเขียน จริงๆ เวลาเขียนไม่ค่อยนานเท่าไร แต่เวลาไปหาข้อมูลกับเวลาปรับสภาพความรู้สึกให้มันลงตัวทำให้มีผลงานไม่ค่อยเยอะเท่าไร
 
ใช้เวลาเขียน 'รอยแผลของสายพิณ' นานเท่าไร?
 
 เวลาเขียนจริงๆ ประมาณ 4 เดือน แต่ใช้เวลาในการปรับอารมณ์ ปรับอะไรให้มันลงตัว ให้อารมณ์คงที่ มั่นคง ตั้งหน้าตั้งตาเพื่อเขียนอย่างเดียวใช้เวลานานกว่าเขียนจริงอีก บางทีกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง มันทำให้เราทำได้ไม่ดี พอเขียนได้ไม่ดีมันจะเสียเวลา ผมจึงต้องใช้เวลาปรับอารมณ์ให้มั่นคง ให้มุ่งมั่นว่าเราต้องเขียนให้ได้
 
ทำไมเปรียบเทียบชีวิตของตัวละครเหมือนหนังตะลุง?
 
 โดยพื้นเพแล้วผมเจอวัฒนธรรมแบบนี้มาตลอด เรียกว่าเป็นคนที่ชอบดูหนังตะลุงมาก แล้วก็เรื่องนี้ ชื่อนิยายเรื่องนี้ก็นำมาจากชื่อหนังตะลุง เลยเพิ่มตัวละครที่เป็นนายหนังตะลุง สายพิณเป็นลูกสาวนายหนังตะลุง ผมดูหนังตะลุงมาตลอดและมีความประทับใจ คิดว่ามันสามารถที่จะนำมาเขียนได้ในแง่มุมต่างๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นรหัสนัยที่แฝงไว้ในการแสดงหนังตะลุง รวมทั้งตัวละครหรือรูปตัวหนังตะลุงที่ต้องการสื่อออกมา เช่น นางสองแขน ที่เป็นการบอกกล่าวว่าในชีวิตของผู้หญิงบางคน บางประเภท บางอาชีพ เปรียบเหมือนหนังตะลุงบางตัวที่ดูแล้วมันอาภัพ อย่างเช่น นางสองแขน นางสองแขนที่เป็นรูปหนังตะลุงผู้หญิง ปกติรูปหนังตะลุงผู้หญิงจะเคลื่อนไหวได้แค่แขนเดียวคือแขนที่อยู่ด้านหน้า ส่วนแขนที่อยู่ด้านหลังจะเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่จะมีอยู่ตัวเดียวพิเศษเลย ชาวบ้านเรียกว่านางสองแขน นางสองแขนนี่ใช้เชิดก็ต่อเมื่อถึงบทที่ออกมายั่วยวนผู้ชาย ให้เกิดความคึกคัก สนุกสนานขึ้นมา เอามาเล่นกับพวกตัวตลกที่ออกจะเป็นเรื่องหยาบโลนหน่อย ใช้เชิดสักฉากสองฉากเพื่อให้สนุกสนานแล้วก็เก็บ วิธีการเก็บรูปหนังตะลุง เขาจะเอารูปนางสองแขนไว้ลึกสุดของแผงหนังตะลุงเลย พูดง่ายๆ อาภัพที่สุดในแผงหนังตะลุง รูปหนังตะลุงนี่แผงเขาจะให้ความสำคัญนะครับ ถ้ารูปตัวละครชั้นต่ำจะอยู่ลึกสุดลงไป ส่วนรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือคนทั่วไปให้ความเคารพนับถือก็จะอยู่ด้านบน นางสองแขนอยู่ล่างสุดเลย ผมเลยนำกรณีอย่างนี้มาเปรียบเทียบกับชีวิตคน จริงๆ แล้วนางสองแขนไม่ใช่ผู้หญิงไม่ดี แต่สภาพปัญหาสังคมหรือการถูกกระทำบางอย่างผลักให้ผู้หญิงบางประเภท บางพวก ถูกมองเป็นนางสองแขนก็ได้
 
รู้สึกว่าในเรื่องมีชะตากรรมเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง?
 
 ผมเอาชะตากรรมของตัวละครมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าตัวละครทุกตัวจากทุกบทจากทุกตอนจะมีส่วนสัมพันธ์กันซึ่งก็มีผลมาจากการกระทำของตัวละครแต่ละตัว การกระทำของตัวละครมันมีเหตุผลรองรับว่าทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ทำไมคุณนายทองตุกจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมทองเขียวจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมสายพิณหรือลำแพงหรือคนอื่นๆ จึงเป็นอย่างนั้น ทุกตัวมีเหตุมีผลในการกระทำของตัวเอง ก็คล้ายๆ เป็นภาพจำลองของสังคมที่คนมีปมอยู่ในใจแล้วส่งผลออกมาถึงการกระทำ ทีนี้การกระทำของคนคนหนึ่งอาจส่งผลไปสู่การกระทำของอีกคนหนึ่ง มันส่งผลซึ่งกันและกัน แต่ใครมีความหนักแน่นในชีวิตมากกว่าก็จะรับมือกับการกระทำของคนอื่นและของตัวเองได้ ใครที่ไม่หนักแน่นในชีวิตก็จะกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่อยากเป็นไม่อยากเจอก็ได้
 
 อย่างบุ้นโข่ยเป็นคนที่หลงใหลในกามารมณ์ก็มีความประพฤติ ก็มีการปฏิบัติแนวนี้ มีการลุ่มหลงในเรือนกายของผู้หญิง ลุ่มหลงในกามารมณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพวกที่ชอบค้าขาย ก็ต้องประสบชะตากรรมเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวข้องด้วย หรือคนอื่นๆ ก็แล้วแต่ อาจจะเป็นสายพิณหรือลำแพง ทุกคนก็มีปมของตัวเอง มีชะตากรรมของตัวเอง แล้วก็เอาชะตากรรมของตัวเองไปเกี่ยวข้องกับของคนอื่นด้วย
 
นิยายเรื่องนี้สะท้อนด้านมืดของสังคมและจิตใจมนุษย์?
 
 ผมไม่เรียกว่าด้านมืดนะครับ ผมเรียกว่าความจริงของชีวิต ถ้าสังเกตดู ผมจะไม่ให้ตัวละครของผมมีความรู้สึกหม่นหมองต่อชีวิตของตัวเอง แน่นอนว่าเราอ่านเราอาจจะว่าทำไมชีวิตของลำแพงดูมันเศร้า ดูมันน่าหม่นหมอง แต่จริงๆ แล้วลำแพงอาจจะไม่ได้คิดเหมือนเราคิด ลำแพงรู้สึกสนุกกับชีวิตของเขา เขาอยากเป็นนางเต้นระบำก็อยากเป็น ไม่ได้มีความรู้สึกทนทุกข์ทรมาน เป็นนางเต้นระบำเพื่อหาเลี้ยงชีพ คนอ่านอาจคิดโดยประมวลจากทั้งเรื่องว่าทำไมนิยายเรื่องนี้มันน่าหดหู่ มันน่าหม่นหมอง นั่นเป็นมุมมองของคนอ่าน แต่ในมุมมองของผม ที่ผมทำขึ้นมาให้ตัวละครยอมรับความจริงของตัวเอง เรียกว่าความจริงของชีวิตดีกว่า ความจริงของชีวิตมีหลายด้าน บางคนอาจจะรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ บางคนอาจจะอับโชคหม่นหมอง ก็แล้ว แต่ถ้าจะเรียกว่ามันสะท้อนแต่ความหม่นหมองผมคิดว่าน่าจะไม่ใช่ ผมพยายามสะท้อนความจริงของชีวิตออกมาให้เห็นกันมากกว่า
 
เป็นคนที่เข้าใจความจริงของชีวิต?
 
 ก็พยายามถ่ายทอดออกไปให้ตรงไปตรงมา แต่จะเข้าใจมากน้อยเท่าไรก็ไม่เป็นไร แต่ผมคิดว่าต้องถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา อย่างเรื่องในสังคมสมัยก่อน คุณนายทองตุกกับทองเขียวซึ่งเป็นคู่รักหญิงกับหญิง ถ้าจริงๆ ในสังคมช่วงนั้นเป็นเรื่องที่คนอาจจะไม่เคยได้ยิน คนอาจจะคิดว่าไม่มี ซึ่งผิดกับเดี๋ยวนี้ แต่ความจริงมันมี แต่มันถูกปิดบัง ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ ถ้าใครกล้าทำอย่างเปิดเผยก็หมายความว่าคนคนนั้นกล้ามาก แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้เราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าคนสมัยก่อน เรื่องอย่างนี้ไม่ได้ เขาต้องลักลอบในเชิงชู้สาวระหว่างหญิงกับหญิง จริงๆ แล้วมีมาตลอด  เพียงแต่เราไม่กล้ายอมรับกัน
 
เกินคาดไหมที่เข้ารอบ 7 เล่มซีไรต์?
 
 จะว่าเกินคาดไหมก็ไม่เกินคาด แต่มันอยู่กึ่งๆ กลางๆ ผมอ่านงานของตัวเองมาทะลุปรุโปร่ง ผมรู้สึกว่าถ้ากรรมการหรือคนอ่านเปิดใจกว้างหรือยอมรับเรื่องอย่างนี้มันก็น่าจะมีสิทธิ์เข้ารอบอย่างน้อยก็รอบ 15 เล่มก็ยังดี แต่ทีนี้พอเข้ารอบ 7 เล่มแล้ว มีความรู้สึกว่าบางทีคนอาจจะให้ความสนใจวรรณกรรมแนวนี้มากขึ้น สังเกตว่าวรรณกรรมทั้ง 7 เล่มที่เข้ามาจะแนวคล้ายๆ กัน แนวเรียนรู้ชีวิต เจาะเข้าไปในปมในจิตใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งวรรณกรรมแนวนี้อย่างที่อาจารย์สกุล บุญยทัต ซึ่งเป็นกรรมการท่านหนึ่งให้ความคิดเห็น ให้ทัศนะว่าวรรณกรรมแนวนี้หายไปจากวงการวรรณกรรมไทยมานานพอสมควร แล้วก็เพิ่งมาเจอปีนี้ที่บังเอิญว่าทั้ง 7 เล่มจะหนักไปแนวนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะของพี่แดนอรัญ ของคุณเงาจันทร์ ที่เจาะเข้าไปในจิตใจของคน
 
ในฐานะผู้เขียน อะไรทำให้ 'รอยแผลของสายพิณ' มาถึงตรงนี้ได้?
 
 น่าจะเป็นหลายๆ อย่างประกอบกันครับ อาจจะเป็นเนื้อหาด้วย ภาษา เราใช้วิธีการเล่า อาจจะโดนใจกรรมการ ซึ่งเล่มอื่นๆ ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ทุกเล่มที่เข้ามาน่าจะดีในส่วนนี้ทุกเล่ม ผมก็ดีใจที่ว่าอย่างน้อยเราก็เขียนนิยายทำให้คนอื่นยอมรับได้ ซึ่งท่านอื่นๆ ก็น่าจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กัน
 
 แต่ถามว่าคาดหวังไว้มากเท่าไร ก็คงจะเท่าๆ กับนักเขียนท่านอื่นคาดหวังนั่นแหละครับ
 
โดย : ปริญญา ชาวสมุน
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,788 ครั้ง