แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

'แดนอรัญ แสงทอง' เงาสีขาวที่ซ่อนตัวในเงาสีดำ

 

 
เขากำลังจะเขียนนวนิยายเล่มใหม เหมือนเดิม นวนิยายของเขาบางขึ้น แต่เนื้อหาหนักแน่นขึ้นทุกทีๆ “การุณยฆาติ” เป็นชื่อของนวนิยายเล่มใหม่
 
ฟังดูแล้วช่างเขย่าขวัญนักอ่านที่เป็นแฟนหนังสือของเขาเสียจริง  มันจะเป็นนิยายแบบไหน? เขา-นักเขียนระดับโลกที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนักในแวดวงวรรณกรรมยอดนิยมอันคึกคักของไทยในปัจจุบัน  
 
 แดนอรัญ แสงทอง นามของเขาแม้จะดูพาฝัน แต่เขากลับเป็นนักเขียนที่สมัยหนึ่งได้ซ่อนตัวอยู่ในเงาสีดำเพื่อเขียนหนังสือที่น่ากลัวเล่มหนึ่ง คนที่เคยเห็นต้นฉบับเล่าว่ามันหนามาก น่ากลัวมาก และเรื่องราวสยองขวัญมากๆ ก่อนเขาที่จะเดินออกมาขุมนรกของการเขียน พร้อมกับนวนิยายเล่ม เงาสีขาว(2536)  ผลงานชิ้นเยี่ยมที่ส่งผลให้เขากระดอนจากการพิจารณารางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเชียนในเวลานั้น จะด้วยเหตุใด อีก 50 ปีข้างหน้าจะมีคำเฉลยจากเขา
 
 แต่หลังจากการปฏิเสธ เงาสีขาว กลับไปอยู่ในมือของนักวรรณกรรมฝรั่งเศสนามว่า มาร์ เซล บารังก์ (ปัจจุบันนั่งแปลงานของเขาอยู่ที่ร้านกาแฟสักแห่งบนถนนในปารีส)  บารังก์ทุ่มเทสกัดเงาสีขาวอยู่นานจนกลายเป็นผลงานวรรณกรรมไทยที่ชาวยุโรปอ่านกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน  ส่งผลให้เขามีผลงานแปลออกสู่สายตานักอ่านชาวโลกอย่าง อสรพิษ(๒๕๔๕) เจ้าการะเกด(๒๕๔๖) และ ได้รับรางวัลสำคัญจากฝรั่งเศส จนรางวัลสำคัญของศิลปินร่วมสมัยในบ้านเราตั้งข้อสังเกตุทางคุณค่าของเขาให้เขาด้วยการมอบรางวัลให้ในปี 53
 
 ปี 2555 นวนิยายพุทธกาลอันแบบบางนามว่า เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง เข้าชิงรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเชียนรอบสุดท้าย แต่ผลจะเป็นอย่างไร เราเท่านั้นที่สนใจ ส่วนเขา งานเข้า เพราะต้องเขียนนิยายเล่มใหม่   นิยายเล่มใหม่ของเขาจะเป็นอย่างไร แล้ว เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง เหตุใดถึงเข้ารอบสุดท้าย?  ต่อไปนี้คือเรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของเขา
 
0คุณกำลังอยู่ในช่วงนิยายเรื่องหนึ่งจะพิสูจน์ตัวเองถึงคุณค่าทางรางวัล ขณะเดียวกัน นวนิยายเรื่องใหม่ก็จะเขียนออกมา คุณเขียนนิยายมาหลายเรื่องแล้ว พอจะบอกได้ไหมว่า นวนิยายในฝันของคุณเป็นอย่างไร?
 
  สำหรับผม นิยายในฝันที่เห็นก็อย่างเช่น เฮอร์ซ็อก ของ ซอล เบลโลว์ เป็นนวนิยายที่เขียนด้วยความพอดีพองาม นวนิยายในฝัน อย่าง โลลิต้าของนาโบคอฟ เป็นนวนิยายพอดีพองามไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป หมายถึงในแง่ของรูปแบบนะ ถ้าเจมส์ จ๊อยซ์ก็จะมีอะไรต่ออะไรมากมายเกินกว่าเหตุ อย่างจ๊อยซ์ที่เขาเขียน ยูลิซีส ผมว่ามันมากมายเกินกว่าเหตุ มันผลักภาระให้กับคนอ่านเกินกว่าเหตุ มาร์เซล พรูสต์ ก็ผลักภาระให้กับคนอ่านมากเกินกว่าเหตุ สดสวย ชวนคิด อย่างโลลิต้าเป็นเกมทางภาษาที่อร่อยเหาะมาก แล้วก็พอดีพองาม ไม่เสกสรรค์ปั้นแต่ง เป็นนิยายในฝัน
 
0เงาสีขาว ของคุณเหมือนงานของพรูสต์ มากกว่าจ๊อยส์ คุณน่าจะได้รับอิทธิพลจากนักเขียนใหญ่ของโลก แต่ทำไมคุณถึงปฏิเสธนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่พวกนั้น ?
 
 จริงๆ แล้ว ผมเองอ่านพรูสต์ในช่วงที่เขาเรียกว่าโหมโรง(overture) ของนวนิยายเรื่องยาวของพรูสต์อย่างเดียวนะ ผมไม่ได้อ่านทั้งเรื่อง แม้กระทั่งเล่มเดียวก็ยังอ่านไม่จบด้วยซ้ำไป อ่านในช่วงที่เขาเรียกว่า overture ก็เลยเอามาใช้บ้างนิดๆ หน่อยๆ จะว่าไป ผมเองก็ต้องหาตังค์สักสามเดือนเพื่อหาซื้องานของพรูสต์ให้ครบสักชุดหนึ่ง
 
0หลังจาก เงาสีขาว พิมพ์ออกมา คนอ่านของตั้งท่ารอว่านวนิยายเล่มใหม่จะหนาและมีความยาว แต่ปรากฏว่านวยายของคุณเล่มต่อๆ มามีความบางมากขึ้นๆ?
 
  ไม่เป็นไร แต่เราต้องดูว่า รูปแบบกับเนื้อหาสัมพันธ์กันมากแค่ไหน ไม่สำคัญว่าจะยาวหรือไม่ยาว ถ้ายาวไป อย่าง ฆอร์เก ลุยส์ บอร์เจส ไม่เขียนนวนิยายเลยสักเล่มเดียวในชีวิต อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิด เขาสุภาพมาก ในแง่ที่ว่า เขาไม่รบกวนผู้ใดโดยไม่จำเป็นนะ อันนี้เป็นเรื่องจริง เขาจะเขียนมันอย่าง เท่าที่จำเป็น อันนี้เป็นเรื่องน่าคิดสำหรับนักเขียนนะ ไม่ใช่ว่าคุณแค่สักแต่ว่าเขียนๆ อะไรเข้าไปให้ยาวเหยียด ไม่ใช่ ถ้ามันจบได้แค่ไหนก็จบ อย่าง ดวงตาที่สาม ผมรู้สึกว่าผมก็พอใจ ในความพอดีพองาม ความสำเร็จทางรูปแบบเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคำนึงถึงมาก รูปแบบทางวรรณกรรมเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมาก ไม่จำเป็นเลย ผมไม่แยแสด้วยซ้ำไปว่าจะต้องยาวหรือต้องสั้น แต่ถ้ายาวต้องเหนื่อยมาก แล้วคนอ่านจะได้อะไรแค่ไหน เป็นเรื่องรบกวนคนอ่านหรือเปล่า ถ้าคนอ่านมีสติปัญญาจริงๆ เรารบกวนเขาหรือเปล่า นักเขียนต้องถามตัวเอง  บางคนก็เขียนไปอย่างเพื่อให้มันเต็มๆ หน้า เล่าเรื่องอะไรต่ออะไรเข้าไปเล็กๆ น้อยแบบสอดแทรกเข้าไป แบบนักเขียนโบราญเขาทำ เพื่อให้หนังสือมันหนา แล้วก็อาจจะได้ชื่อว่าตัวเองเป็นคนเขียนหนังสือเรื่องหนาๆ  ซึ่งก็เป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเลย  เราเขียนเท่าที่จำเป็น  การเขียนร้อยแก้วให้สละสลวยและซื่อตรง ก็เป็นเกมที่ผมยังอยากเอาชนะอยู่เสมอมา ไม่จำเป็นว่าจะต้องหนาหรือบาง อย่าง เดียวดายฯ ผมพอใจ มันมีพลัง มันมีอาการที่เรียกว่าความเร่งด่วนในตัวของมันเอง คุณต้องอ่านมันให้จบภายในรวดเดียว ผมว่ามันสนุกดีด้วยซ้ำไป ไม่ใช่อ่านไปแล้วก็ต้องหาที่คั่นหนังสือ
 
0ในช่วงหลังคุณสนใจเรื่องราวในพุทธศาสนา แต่นักเขียนส่วนมากมักจะสนใจเรื่องของผู้ชายในพุทธกาล เหตุใดคุณจึงสนใจสตรีในพุทธกาล?
 
  ถ้าเป็นไปได้.. แต่นี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดไปก่อน แต่มันเป็นการคาดหมายของผมเอง ถ้าวันดีคืนดี ผมอาจจะเขียนเรื่องของ พระแม่ปฏาจาราฯ หรือพระแม่กุณฑลเกสีฯ ผมคาดหมายอย่างนั้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วเรื่องของพระภิกษุ อย่างท่านพระวังคีส ท่านเป็นมหากวี เป็นคนวรรณกรรมมาก่อน เป็นระดับมหาเทพฯ ก็น่าสนใจมาก ผมเข้าใจคนวรรณกรรมมีอุปนิสัยยังไง รักชอบแบบไหน อย่างใน เดียวดายฯ ผมก็เขียนถึงท่านไว้บ้าง แต่ผมก็เห็นถึงความไร้สาระของวรรณกรรมด้วย ผมรู้ว่าผมจะทำกับมันเท่าที่จำเป็น ผมอาจจะเขียนเรื่องของพระแม่ปฏาจาราฯ ก็ได้ ผมว่ามันเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของศิลปินชาวไทยนะ การเล่าขาน การสืบต่อตำนานของผู้ยิ่งใหญ่ ของพระภิกษุ ของภิกษุณีในเถรวาทของไทยเรา พร ภิรมย์ก็เคยเล่าเรื่องของพระแม่ปฏาจาราฯ เล่าเป็นเพลง ชื่อเพลง วังแม่ลูกอ่อน ผมทำไม่ได้ใหม่อะไรเลย  ผมทำแบบเดินตามพร ภิรมย์  เพียงแต่ผมเล่าเรื่องพระแม่กีสา วันหนึ่งผมก็จะเล่าเรื่องของพระแม่ปฏาจาราฯ พร ภิมรย์ ยังเล่าเรื่องของพระแม่กุณฑลเกสีด้วยนะ เป็นผู้หญิงยิ่งใหญ่มาก ฉลาด น่าสนใจ พระภิกษุผมก็สนใจตั้งหลายรูป แต่เนื่องจากว่าผมทำงานช้าแหล่ะ มีเรื่องที่ใหญ่มาก คือเรื่องของพระแม่ปฏาจาราฯ เป็นเรื่องที่ผมอยากเขียน และเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผม เผอิญผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องท้าทายส่วนตัว การเอาชนะปัญหาอุปสรรคในชีวิตต้องเป็นคนยิ่งใหญ่ พระแม่กีสาก็เป็นตัวอย่างอันดี พระแม่ปฏาจาราฯ ก็เป็นตัวอย่างอันดี ที่สำคัญก็คือว่ามันเป็นการชี้บอกว่าการเป็นมนุษย์ผู้หญิงหรือผู้ชายความเป็นมนุษย์มันมันเท่าเทียมกัน ศาสนาพุทธให้เกียรติผู้หญิง ผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้เช่นเดียวกัน เพศไม่ได้เป็นอุปสรรค นี่ผมก็อยากจะชี้ให้เห็นถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ปัญหาที่คนอ่านทั่วๆ ไปจะไม่เข้าใจกันก็คือ ศิลปินอาจะหลงเพ้อเจ้อกันไป ต่อให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ชาญฉลาดที่สุด จะหลงเพ้อเจ้อ ไม่เข้าใจอะไร ไม่ได้ศึกษาเรื่องที่ควรศึกษาให้มากพอ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องที่ควรเรียนรู้ให้มากพอ ผมถึงใส่ท่านสิปนันทะลงไปในเดียวดายฯ ด้วย ถึงจะทำงานศิลปะก็ควรจะทำงานอย่างซื่อตรง ทำอย่างคนที่ไม่ละโมบโลภมาก ผมก็มีตัวละครตัวนี้ ซึ่งเป็นต้นแบบของศิลปินที่ดี ไม่รวยด้วย เป็นสุนทรียชน และเป็นกัลยาณชน อาจจะเป็นแนวคิดอะไรบางอย่างของผม
 
0ใน เดียวดายฯ ประเด็นสำคัญของเรื่อง มันเป็นปัจจุบันมากเลย หรือว่าในอดีตกาลมันก็เป็นของมันอย่างนั้น?
 
  มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย มนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลงเลย  มนุษย์ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้กันอยู่กันอยู่ มนุษย์ยังเต็มไปด้วยความหยาบช้าสามานย์ เต็มไปด้วยความเข้าใจผิด เต็มไปด้วยความลุ่มหลง ยังไม่เข้าใจอะไรอยู่ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ในสมัยที่พุทธองค์ประกาศศาสนา ธรรมชาติของมนุษย์ก็ยังเป็นอย่างทุกวันนี้  ก็ยังมีกัลยาณชนอยู่ในเรื่อง  หมายถึงว่ายังมีคนดีอยู่ในสังคม มีคนชั่ว คนเลว มีอัปรียชน มีสุนทรียชน ทุกวันนี้บ้านเมืองของเราก็ยังมีสุนทรียชนอยู่ อย่างผมเป็นต้น ยังมี อยู่ใน เดียวดายฯ
 
0ความเข้าใจผิดของมนุษย์ มันรวมไปถึงความเข้าใจผิดของนักอ่านบางคนที่อ่าน เดียวดายฯ ด้วยหรือเปล่า?  
 
  ใครที่สนใจในพุทธศาสนาที่ว่าด้วยกายานุปัสสนากรรมฐาน คือการพิจารณากายให้ถ่องแท้ ก็จะเข้าใจเรื่องราวในเดียวดายฯ ผมไม่ได้เขียนขึ้นมาอย่างชุ่ยๆ เลย ใครจะรับไม่ได้นี่ก็ช่วยไม่ได้เลย อย่างในเดียวดายฯ ท่านพระวังคีสะ ท่านก็พิจารณาว่าโดยแก่นสาร ผู้หญิงที่มายั่วยวนท่านโดยแก่นสารนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง  มันต้องพิจารณาในการปฏิบัติสมาธิ พอมันมีญาณเกิดขึ้นมันก็จะมองเห็น นางนางปัทมาที่มายั่วยวนท่าน กายเธอเต็มไปด้วยขี้เต็มด้วยเยี่ยว ฟันเธอก็มีขี้ฟัน อย่างแม่กีสาก็มองสามีตนเองในตอนท้ายๆ เรื่อง แม่กีสาหลังจากบวชแล้วก็พิจารณากายานุปัสสนากรรมฐานสามี ร่างกายที่งามสง่าเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสโครก
 
0นิยายเรื่องใหม่ที่กำลังเขียนก็เป็นแนวพุทธศาสนาเหมือนกัน?
 
  หมายถึง การุณยฆาติ หรือ? ยัง ยังเป็นโลกียะค่อนข้างมากเลย ผมไม่สามารถหักเหไปสู่โลกุตระได้ คิดว่าจะเป็นนิยายเล่มไม่โตมาก เป็นเรื่องผีๆ  สางๆ  แล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องที่เคยคิดจะเขียนอยู่นานแล้ว ถ้าคุณอ่าน คำตามของ เจ้าการะเกด หมายถึงเรื่องนั้น ตอนที่ผมจะเขียนเรื่องเจ้าการะเกดผมจะเขียนเรื่องที่จะเขียนอยู่นี่แหละ แต่มันกลายเป็นโครงเรื่องที่ผมทิ้งเอาไว้ในหัว หลังจากเขียนเจ้าการะเกด ผมอยากเขียนถึงเรื่องผีๆ สางๆ  แต่เรื่องของเจ้าการะเกดมันโผล่เข้ามา หลวงพ่อเทียนก็โผล่เข้ามา แพรกหนามแดงโผล่เข้ามา แล้วผมก็มองย้อนหลังกลับไป แล้วก็กลายเป็นเจ้าควันเทียนในวัยหนุ่มน้อย แล้วเฒ่าจันผาก็มา ผมก็เลยลองปล่อยโครงเรื่องการุณยฆาติลอยๆ เอาไว้
 
0เรื่องราวมันต่อเนื่องกับเจ้าการะเกด? 
 
 ไม่เลย เรื่องราวมันเป็นคนละเรื่อง จะใช้ฉากภาคเหนือ จะเป็นตำนานของพวกชาวชาวไทใหญ่ ไทลื้อ และอีกหลายๆ เผ่า ตั้งแต่โบร่ำโบราญ ก็จะเป็นเรื่องเล็กๆ นิยายบางทีก็เรื่องเล็กนะ นิยายเรื่องใกล้ตัวไง เดี๋ยวตีเลยนะ(หัวเราะ) นิยายจะหนาเท่าเรื่องศึกสเปญของเฮ็มมิ่งเวย์ก็ได้ แต่อย่าไปติดความหนาความบาง
 
0เคยพูดถึงนิยายฝากสถานที่สักเรื่อง เกี่ยวกับเพชรบุรี? 
 
 เป็นเพชรบุรีในจินตนาการย้อนหลังกลับไปเมื่อสัก 400 ปี ก่อน แล้วผมก็จะถือสิทธิ์ของนักเขียนว่ามันเป็นเพชรบุรีในจินตนาการ อย่างใน เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง มันยังเป็นเพชรบุรีอยู่ ตาลวันปเทโส ดินแดนเต็มไปด้วยต้นตาล ก็ยังเป็นเพชรบุรีอยู่ สมญากระดำกระด่าง เรือนชาน บ้านช่อง กระท่อมพัก ดงตาล ลำคลอง ทุ่งนา ผมใช้ฉากเพชรบุรีหมดเลย แม่กีสาก็ระเหเร่ร่อนข้ามสะพานไม้ตาล ก็เป็นส่วนหนึ่งของสาวัตถีก็ได้ ไม่เห็นแปลกเลย ผมภูมิใจด้วยซ้ำไป ผมดีใจด้วยซ้ำไป นี่เป็นเรื่องของบ้านผมเลย ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท มันเป็นเรื่องของผู้เฒ่าผู้แก่ได้รักษา ได้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วผมก็ดีใจด้วยที่จะได้รักษา จะได้สืบทอดต่อไป แล้วผมก็ภูมิใจ ได้คาราวะเรื่องแม่กีสาออกไป ได้คาราวะสูงสุด แล้วตั้งใจด้วย มั่นใจด้วย แม้ว่าแม่กีสาต่อไปจะเชย  อีกหนึ่งร้อยปีต่อไป แปดสิบปีต่อไป  ห้าสิบปีต่อไป หรือสามสิบปีต่อไป แล้วก็จะมีนักเขียนรุ่นใหม่เขียนออกมาอีก 
มันก็ไม่เชย เพราะเดียวดายฯ กำลังแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วมิใช่หรือ? หมายถึงก็เป็นหน้าที่ของใครก็ตาม ที่เป็นคนไทย เป็นนักเขียนไทย ก็ต้องรับหน้าที่สาธยายเรื่องนี้ใหม่ เล่าตำนานของแม่กีสาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เหมือนตำนานของพระแม่ปฏาจาราฯ ที่สาธยายโดยพร ภิรมย์ นักเขียนว่าเชยแล้ว ผมถึงจะสาธยายเสียใหม่ ถ้าผมทำได้ นี่ไม่ได้เป็นการลบหลู่ เป็นการสืบทอด ผมเห็นว่าตำนานแม่ลูกอ่อนสิ้นสุดการสาธยายตำนานเรื่องพระแม่ปฏาจาราฯ ออกมาเป็นเพลงลูกครึ่งเหนือ เชยเสียแล้ว ไม่เหมาะแก่ยุคสมัยแล้ว
 
 ในสมัยของพร ภิรมย์ คนยังฟังวิทยุถ่านทรานซีสเตอร์กันอยู่ สังคมยังเป็นสังคมเกษตรกรรม ยังไม่มีเทคโนโลยีไอทีอะไรเลย สังคมยังไม่มีลักษณะเคลื่อนไหวรุนแรง ไม่มีพลวัฒน์ ว่ากันตามประสานักสังคมศาสตร์ แต่ถึงตอนนี้ผมเห็นว่าเชยแล้ว หมายถึงล้าสมัยแล้ว แต่แก่นสารนั้นยังใสกระจ่าง ท่วงทีลีลาต่างหากที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ แล้วถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะสาธยายเสียเอง โดยไม่สนใจใคร เพราะผมถือว่าเป็นหน้าที่ของผม เป็นตำนานประจำชาติของผม เหมือนเรื่อง ตำนานเสาไห้ ผมถือว่าเป็นตำนานประจำชาติของผม มันได้รับการสาธยายมาแล้วหลายครั้งหลายหน สั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็เป็นหน้าที่ของผม ตำนานเรื่องพระแม่กีสาโคตมี ผมถือว่าเป็นหน้าที่ของผม ถ้าผมทำได้ผมทำเลย ถ้าผมมีเรี่ยวแรงพอ ผมทำเลย ตำนานเรื่องพระแม่ปฏาจาราฯ  ผมถือว่าเป็นสมบัติของผม เป็นสมบัติของบรรพบุรุษ ถ้าผมทำได้ผมสาธยายเลย ตำนานพระแม่กุณฑลเกสีฯ ก็เช่นเดียวกัน  โอ นี่แสดงว่าผมมีเรื่องจะเขียนอื้อเลย เพียงแต่ว่าผมจะขยันหรือเปล่าเท่านั้น ใช่ไหมเล่า? นิฆอส คาร์ซานท์ซาฆีส ไม่ได้ทำอะไรเลย แกก็สาธยายเรื่องนักบุญฟรานซีส แล้วแกก็เอาเรื่องพระเยซูมาเขียนใหม่ เห็นไหม? พาร์ ลาเกอร์ควีซ ก็เอาเรื่องบาร์ราบ์บาสมาเล่าใหม่  ตอลสตอยเอาเรื่องนักบุญมาเขียนใหม่ เฮสเสก็สนใจเขียนเรื่องนักบุญของเขา  อังเดร ฌีด เอาปกรณัมกรีกมาเขียนใหม่ เป็นเรื่องปกติเอามาเล่าใหม่ให้มันมีสีสันไปเลย เพียงแต่ว่าคุณมีมุมมองอย่างไร? เป็นเรื่องมีมาแต่เก่าก่อนนั่นแหละ เพียงแต่ว่าคุณมีอะไรใหม่หรือเปล่า? มันเป็นการสร้างสรรค์ใหม่หรือเปล่า? เพราะงั้นผมไม่กลัว เรื่องว่าเอาของเก่ามาเล่าใหม่
 
0เงาสีขาว ไม่เอามาเล่าใหม่บ้างหรือ?
 
  เงาสีขาว น่าเกลียดตรงในแง่ที่ว่า ทำแล้วก็ทำไม่เสร็จ ผู้เขียนช่างมารยาททราม หมายถึงว่าคุณไปตัดเนื้อชิ้นใหญ่มาแล้วคุณขยอกกินเข้าไปไม่หมด คุณไม่มีมารยาท มารยาททราม ว่ากันง่ายๆ
 
0ยังมีความรู้สึกอยากให้จบไหม? 
 
 ไม่เอาแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในขณะนี้นะ ไม่เอาๆ หมายถึงผมเองก็ได้เปลี่ยนไปมากเลย  ผมเองก็พบว่าการมีชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ ง่ายๆ ผมก็มีความสุขได้ แล้วก็สร้างสรรค์ได้ ผมไม่จำเป็นต้องไปใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นเขาหรอก
 
0ในตอนนี้มีเวลาเขียนงานอย่างอื่นไหม? 
 
 โอย ตอนนี้ต้องเขียนนิยาย การุณยฆาติ ให้เสร็จ เจ้าภาพ สสส. ผู้ว่าจ้าง เขาบังคับให้ผมเขียนให้เสร็จ แล้วผมต้องส่งต้นฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 55 นี้
 
0คุณแข่งขันกับตัวเองหรือว่าใครแข่งขันกับคนอื่น? 
 
 จริงๆ ก็คือ ก็ต้องแข่งขันกับตัวเองนั่นแหละ  ผมไม่ค่อยได้อ่านงานของใครเลย ผมอ่านงานของนักเขียนร่วมสมัยน้อยมากเลย ไม่ได้มีอคติอะไรนะ แต่อ่านงานน้อยมาก แล้วผมก็เข้าใจอยู่ว่ามันก็วกวนอยู่กับขอบเขตของโลกียะนั่นแหละ วรรณกรรมมันไม่ได้ไปไหนหรอก ยกเว้นว่าวรรณกรรมถ้าจะผลักตัวเองไป ก็ต้องทำอย่างท่านพุทธทาสว่า คือต้องผลักตัวเองให้เข้าไปสู่ความเป็นโลกุตระสูงให้ได้ หมายถึงว่ามันต้องพัดพาคนอ่านให้พ้นจากวังวนของโลกียะ โลกียะก็จากการที่พระเอกไม่ได้อึ๊บนางเอกก็เป็นความเศร้า การที่พระเอกได้อึ๊บนางเอกก็เป็นความสมปรารถนา ก็วังวนอยู่แค่นี้  โลกุตระนี่ท่านพุทธทาสได้แจกแจงเรื่องนี้เอาไว้อย่างดีแล้วในหนังสือชื่อ ทางเอก คุณต้องไปหาอ่านซะ น่าเสียดาย ฝูงนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ของไทยก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ไม่ได้คิดเรื่องที่สุนทรียชนจริงๆ ควรจะคิด บังเอิญผมคิด เผอิญผมสนุก ก็เลยเป็นหน้าที่ของผม ผมก็เลยเขียนอะไรมันออกไปในคำนำของ เงาสีขาว พิมพ์ครั้งที่สอง จริงๆ แล้วมันเป็นงานสำคัญชิ้นหนึ่งในรอบหนึ่งพันปีของวรรณกรรมไทย เพราะผมได้บอกในสิ่งที่ควรบอก ผมได้พูดในสิ่งที่ควรพูด แล้วผมก็มั่นใจด้วย เพราะผมไม่เห็นนักคิดนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่คนก่อนหน้าผมได้บอกเอาไว้เลย แต่ท่านพุทธทาสท่านบอกไว้ในหมดใน ทางเอก ท่านบอกไว้หมด ว่าทั้งหมดที่คุณคิดมาแล้วคุณคิดว่ามันวิเศษวิโส มันไปตันตรงไหน มันไปวกวนอยู่ตรงไหน ท่านบอกไว้เกือบหมด ทัศนะทางศิลปะของท่านพุทธทาสก็มาจากทัศนะของพุทธองค์นั่นแหละ
 
0คุณจะมีนวนิยายเชิงโลกุตระที่เขียนออกมาแล้วระเบิดเหมือนเงาสีขาวบ้างไหม? 
 
 เงาสีขาวเป็นโลกียะ ๆ คุณลองไปดูคนเงียบๆ ง่ายๆ อย่างท่านสิปปนันทะในเดียวดายฯ อยู่กระท่อมน้อยๆ แล้วก้ทำงานศิลป์ด้วย แล้วทำมันประณีตสุดฝีมือด้วย  สร้างสรรค์มันจริงๆ ด้วย ให้มันคงทน ถาวรด้วย  ทำประโยชน์ได้จริงด้วย และก็แลกเปลี่ยนมันอย่างซื่อตรงด้วย แล้วก็ไม่ต้องบวชด้วย ผมก็ไม่ได้บวช  แล้วท่านก็มีภาระด้วย แล้วก็กตัญญูรู้คุณด้วย เลี้ยงพ่อแม่ที่ตาบอดด้วย ท่านถึงบวชไม่ได้ มันเป็นตัวอย่างอันดี 
 
0เรียกว่าคุณจะทอดทิ้งความสุดโต่งเพื่อหาทางพบความเงียบๆ? 
 
 เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง มันมีความสุดโต่งของมันอยู่ มันมีความมืดมนคลุ้มคลั่งของดินฟ้าอากาศ แล้วมันก็มีปรากฏการณ์ธรรมชาติสดสวยกระจ่างตาด้วย การกระกระทบกันของเคหวัตถุที่ปลายฟ้า แม่กับลูกนั่งดูฝนดาวตก มันสุดโต่ง มันมีความสงบงัน มันมีความเงียบง่าย แม่กีสาในกุฎี เงียบมาก ง่ายมาก ตะเกียงดินเผา โต๊ะหนึ่งตัว จีวรที่ปะแล้วปะอีก มันเงียบมาก
 
0แสดงว่าเขียนเดียวดายจบแล้วคุณรู้สึกสงบลงมาก? 
 
 โอ๊ย ปกติผมสงบอยู่แล้ว(หัวเราะ) ก็ต้องเงียบๆ แล้วนึกๆ ดูว่าจะต้องเขียน การุณยฆาติ ให้ดีอย่างไร เมื่อได้ตกปากรับคำเขียน เป็นโอกาสที่จะได้ทำงาน ก็จะทำ เวลาอาจจะกระชั้นหน่อย
 
0เวลาไม่ใช่ปัญหา?
 
  โอยๆ ...งานเขียนไม่ใช่สิ่งที่จะเอาชนะได้โดยง่าย งานเขียนมันมีอะไรของมัน งานเขียนที่ดีไม่ใช่สิ่งที่เอาชนะได้โดยง่าย ถ้าคุณจะเขียนหนังสือจริงๆ นะ คุณต้องทำงานหนักเพื่อที่จะต้องเขียนมันให้ดีจริงๆ ต้องแลกกับมันทั้งชีวิต งานเขียนเป็นเกมทางปัญญา ทำให้ระเบิดโลกไปเลย เขียนมันออกมาให้ระเบิดโลกไปเลย อย่าไปกลัวอะไรมันทั้งสิ้น ทำอย่างที่ผมทำนั่นแหละ เขียนนวนิยายให้มันระเบิดโลกไปเลย เขียนเรื่องสั้นให้มันระเบิดโลกไปเลย แล้วถ้าผมอ่อนล้าลงก็เป็นภาระหน้าที่ของคนรุ่นต่อไป ไม่ต้องหลงไหลกับภาพหลอนใดๆ ทำงานให้หนัก ตั้งใจจริง แล้วก็ทำมันให้ดีเถอะ ถ้าคนไทยไม่อ่าน  ชาวต่างชาติเขาก็อ่านเองแหละ ผมก็ดีใจนะแม้ว่าที่ผมทุ่มเทอุตส่าห์ตั้งใจทำงานแล้วคนไทยไม่อ่าน แต่ชาวต่างชาติเขาอ่าน ชาวต่างติดต่อมาพูดคุยก็มี แวะมาเยี่ยมก็มี
 
0ว่าตรงๆ พูดถึงรางวัลหน่อย?
 
  ถ้าผมได้รางวัลนะ ก็แสดงความเสียใจกับคนที่ไม่ชอบผมด้วย เป็นเรื่องธรรมดาของโลก เขาก็จะเสียใจเป็นธรรมดา หรือถ้าผมไม่ได้รางวัลขึ้นมา ผมก็แสดงความเสียใจกับคนที่ชอบพอรักผมด้วย เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องปกติ
 
โดย : อัคนี เตาไฟ
http://www.bangkokbiznews.com
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,779 ครั้ง