แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

เชื่อ กับ ฟัง

 

 

จำได้ไหมครับ คนไทยมักถูกสั่งสอนตั้งแต่เป็นเด็กตัวเท่าลูกหมาว่า เป็นเด็ก เป็นเล็ก ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่

 

พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้ยินคนพูดกรอกหูว่า เชื่อฟังผู้นำ ชาติพ้นภัย

 

เมื่อสี่ห้าปีก่อน ฮิวโก้ หรือ จุลจักร จักรพงษ์ นักร้อง นักแสดงชื่อดัง เคยบอกกับผม เขาแปลกใจว่า ทำไมคนไทย จึงถูกสอนให้เชื่อฟัง ผู้ใหญ่

 

เพราะในความเห็นของเขา คำว่า ‘เชื่อ’ กับ ‘ฟัง’ ต้องแยกแยะให้ดี เพราะมีความหมายไม่เหมือนกัน

 

ฮิวโก้เป็นเด็กลูกครึ่ง ได้รับการศึกษาในประเทศอังกฤษ เขาบอกว่า เราทุกคนควรจะ ‘ฟัง’ ทุกคนที่พูดไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร แต่ความ ‘เชื่อ’ เป็นเรื่องของเราที่ต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

 

ไม่ใช่ว่า ใครพูดอะไรมาก็ต้องเชื่อไปหมด

 

ความเห็นของฮิวโก้ อาจจะขัดกับความรู้สึกของคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่มีความเคยชินว่า เราต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจกว่า ซึ่งแม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของ  เชื่อฟัง  คือ ‘ทำตามหรือประพฤติตามคำสั่งหรือคำสอน’

 

‘เชื่อฟัง’ จึงกลายเป็นคำเดียวกัน และดูเหมือนจะสะท้อนวัฒนธรรมของคนไทยในการรับรู้ข่าวสารได้เป็นอย่างดี

 

ในอดีต คนที่มีสิทธิ์จะพูดให้คนฟังได้ มักเป็นเจ้านาย ผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ ผู้ที่เชื่อได้ว่าเป็นผู้รู้ ผู้มีการศึกษา อาทิ พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม

 

การรับรู้ข่าวสาร ความรู้ เรื่องราวต่าง ๆของคนไทยส่วนใหญ่ในอดีตมาจากการฟังเจ้านายพูด ฟังพระเทศน์  ไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือ และวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยก็ยังจำกัดอยู่ในแวดวงคนชั้นสูงมานาน แม้ว่าเราจะเริ่มมีการพิมพ์หนังสือโดยหมอบลัดเลย์ที่เข้ามาตั้งโรงพิมพ์ใน สยามประเทศมาปลายรัชกาลที่สาม

 

สมัยก่อนคนมีอำนาจพูด หรือคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่พูดอะไรออกมา ก็ทำให้คนไทยพร้อมที่จะฟังและเชื่อโดยสนิทใจ ไม่ต้องมีการตั้งคำถาม หรือสงสัยในคำพูดใด ๆ

 

การเชื่อฟังผู้ใหญ่จึงเป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในดีเอ็นเอของคนไทยมาช้านาน คนมีความรู้หรือมีอำนาจพูดอะไรออกมา ก็ต้องเชื่อฟังโดยปริยาย

 

ทั้ง ๆที่ขัดแย้งกับ หลักกาลามสูตรข้อแรกของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่า อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา

 

กาลามสูตรเป็นหลักสิบประการที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงาย

 

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ เวลาที่เราอยู่ในชั้นเรียนเมื่อคุณครูสอนหนังสือจบ และถามนักเรียนว่ามีอะไรสงสัยจะถามไหม  แทบจะไม่มีใครยกมือขึ้นถาม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า นักเรียนเข้าใจแจ่มแจ้งไม่ต้องสงสัย แต่มันมีนัยว่า เด็กไทยถูกสั่งสอนมาโดยไม่รู้ตัวว่าห้ามตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ เพราะการตั้งคำถามคือการท้าทายหรือสงสัยผู้ใหญ่

 

พูดอีกอย่าง การตั้งคำถาม คือการไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่

 

ฮิวโก้ผู้เติบโตในเมืองนอก จึงงง ๆกับวัฒนธรรมการเชื่อฟังของคนไทย เพราะเขายืนยันคำว่า เชื่อ และ ฟัง เป็นคนละความหมาย

 

ความเชื่อที่ถูกต้อง น่าจะเกิดจากการฟังอะไรมาก ๆ ฟังอะไรรอบข้าง ก่อนจะมาวิเคราะห์เป็นความเชื่อของตัวเอง

 

ทุกวันนี้ในสังคมไทยที่มีปัญหาการเลือกข้าง ความแตกแยกหรือมีการแบ่งสีอย่างชัดเจน  ส่วนหนึ่งก็มาจากวัฒนธรรมการเชื่อฟัง

 

เพราะตอนนี้ใครพูดอะไรมา ยังไม่ทันจะวิเคราะห์ คนจำนวนมากก็เชื่อไปแล้ว ขอให้คนพูดอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา  และที่ก้าวหน้าไปกว่านั้นอีกคือ ยังไม่ทันฟังว่าคนนั้นจะพูดอะไรก็เชื่อไปเสียก่อนแล้ว

 

ยิ่งใครพูดเก่ง พูดได้ดุเดือด พูดแบบโต้วาที ก็ยิ่งได้รับการยอมรับมาก

 

ไม่แปลกใจที่นักการเมืองบ้านเราที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะต้องเป็นนักพูด ไม่ว่าจะพูดในรัฐสภา พูดในม็อบ หรือพูดบนเวทีสาธารณะ  ยิ่งพูดสนุก พูดสะใจและสะกดคนฟังได้รอบทิศ ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีอนาคตไกล ส่วนจะพูดเรื่องจริง หรือตีหน้าเศร้า เล่าเรื่องเท็จ คงจะไม่ใช่สาระสำคัญ

 

เพราะบรรดาพ่อยกแม่ยก มิตรรักแฟนเพลง คนฟังจำนวนหนึ่งพร้อมจะเชื่ออยู่แล้วก่อนที่จะพูดอะไรออกมาเสียอีก

 

ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย อาจจะต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาโดยการให้คนในสังคมเข้าใจว่า  การเชื่อ กับการฟัง เป็นคนละความหมาย

 

เราไม่ควรจะเชื่อทุกอย่างที่มีคนพูด  แต่เราควรจะอดทนฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่ฟังเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนความเชื่อเป็นเรื่องของเราที่จะตัดสินเอง หลังจากฟังทุกฝ่ายพูดแล้ว

เริ่มต้นแบบง่าย ๆ อาจจะช่วยคลี่คลายบางอย่างได้

ที่เขียนมาทั้งหมดอย่าเพิ่งเชื่อ  อ่านแล้วไปคิดต่อเองครับ

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2552

แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,869,960 ครั้ง