แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

“งานเขียนคือบ้าน ไปไกลแค่ไหน สุดท้ายเราก็ถวิลหา กลับมาหามัน....”

 

เขาเป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่คนรักเรื่องสั้น ย่อมไม่มีวันลืมชื่อของเขาได้ เพราะดอกผลแห่งความตั้งใจของเขาได้ปรากฏในรูปรางวัลอันหลากหลาย อาทิ เรื่องสั้น “คุกดอกไม้” ได้รับการประดับช่อการะเกดเมื่อปี 2537 “ร่างแหแห่งวิหค” ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ปี 2539 “สายลมบนถนนโบราณ” ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ปี 2540 รวมเรื่องสั้น “ร่างแหแห่งวิหค” ได้รับรางวัลรวมเรื่องสั้นดีเด่น จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ รวมบทกวี “ณ ดวงตาเธอมีดาวประกายพรึก” ได้รับรางวัลบทร้อยกรองยอดเยี่ยม : MBK Indy Book Awards ครั้งที่ 1 ปี 2545

 

ฉะนี้แล้ว เชื่อแน่ว่าแฟนงานเขียนของเขาคงเฝ้าอยากรู้เรื่องราวของเขาไม่น้อย ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไร ทำอะไรอยู่

ปะเหมาะเคราะห์ดี ได้พบกันดั่งวิถีโคจรแห่งดวงดาว มิใช่ความบังเอิญ และก็มิใช่ความจงใจดั้นด้นมาพบกัน แต่เป็นวงโคจรต่างหาก วงโคจรของนักเขียน จึงได้ทักทาย สนทนา และนำถ้อยคำของเขามาฝากกัน.... แก้คิดถึง....

 

ตอนนี้ทำอะไรอยู่

ตอนนี้ทำสวนอยู่ที่ อ.วารินชำราบเหมือนเดิม

 

ยังปลูกดอกไม้อยู่ไหม

ดอกไม้นี่ แทบจะเรียกว่าไม่ได้ปลูกอีกเลย เพราะว่าช่วงปีที่ผ่านมา แม่ป่วย ซึ่งปกติแม่จะเป็นคนจัดการในเรื่องการขายดอกไม้ให้ แต่พอแม่ป่วย ก็ทำให้เราไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน เพราะเราขายไม่เป็น ไม่รู้จะไปขายยังไง ไม่รู้จักใคร (หัวเราะ) เราก็เลยลดพื้นที่การปลูก และก็เหลือไว้แค่พอได้ปลูกดู ได้ชื่นชมมัน อย่างตอนนี้ก็ปลูกบัวสวรรค์สองแปลง พอได้บาน ได้ดู เพราะฉะนั้น ชีวิตในสวนตอนนี้ก็ดูแลพวกไม้ผล ถางหญ้า ตัดหญ้า ที่มันรก ดูแลเวลาเขาเข้ามาซื้อขนุน มะพร้าว กระท้อน ช่วงนี้กระท้อน กำลังเยอะ

 

แล้วอยู่ยังไง มีรายได้จากไหน

ช่วงออกจากอาชีพข้าราชการ ผมมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่เงินบำเหน็จบำนาญอะไรนะ เพราะผมไม่เอา ผมลาออกมาดื้อ ๆ

 

ไม่เอาเลยเหรอ เสียดายจัง

ไม่เยอะหรอกครับ 4-5 หมื่น ไม่ถึง 5 หมื่น

 

ก็เยอะแล้ว

ก็.... (ยิ้ม)

คือวินาทีที่ตัดสินใจลาออกนั้น ขอโทษนะ อารมณ์ผมจะประมาณว่า “กูไม่เอาก็ได้วะ” พอกันทีกับการเป็นข้าราชการ และผมก็เอาเงินเก็บของผมเองมาปลูกบ้าน เราก็มีบ้าน มีสวนอยู่ และผมก็ปลูกดอกไม้ขาย

 

แล้วตอนนี้อยู่ยังไง

มาตรฐานคนทั่วไปนี่ รายได้อย่างเราน่าจะอยู่ยาก แต่คนอย่างพวกเรา มันเหมือนกับผีเลี้ยงนะ (หัวเราะ) ผมว่าเรานี่ มีผีเลี้ยง มีเทวดาเลี้ยง กินน้อย อยู่น้อย อยู่ง่าย ๆ ความสุขของเรา คือแหงนดูดาว แหงนดูพระจันทร์ เราก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องไปเข้าคาราโอเกะ เมื่อคืนผมดูพระจันทร์ พระจันทร์สวย ก็มีความสุขแล้ว นั่งเงียบ ๆ ด้วย ไม่มีเสียงรบกวน เราก็สุขแล้ว

 

ความสุขของเราไม่ต้องใช้เงิน

ใช่ ใช่ แค่ลมพัดมาเย็น ๆ ก็สุขมากแล้ว ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะเราไม่มีตังค์เราถึงพูดอย่างนี้ เปล่า ไม่ใช่นะครับ ไม่ได้เป็นองุ่นเปรี้ยว เรามีความสุขของเราอย่างนี้แหละ

 

เกี่ยวกับงานเขียนของคุณในตอนนี้

ส่วนงานด้านวรรณกรรม มีความรู้สึกว่า หลังจากเล่มถนนบนสายลมโบราณออกไปนี่ เราอยากทำงานที่มันก้าวไปอีกขั้นหนึ่งที่มันไม่อยู่นิ่งที่เดิม เราอยากจะเขยิบขั้นของการทำงานศิลปะออกไปจากจุดนี้ ช่วงนี้ก็เลยเขียนเก็บ ๆ ไว้บ้าง แต่ส่วนมาก วันเวลาที่ผ่านมาของผมจะอยู่กับการอ่าน และก็คิดมากกว่าเดิม

 

ที่บอกว่าอยากให้ผลงานมันขึ้นไปอีกขั้นนั้น ตั้งเป้าไว้ขนาดไหน

ไม่รู้ว่ามันจะเขยิบขึ้นหรือจะเขยิบลงนะ (หัวเราะ) แต่ว่าอยากให้มันออกมาจากจุดเดิม

 

ให้มันกระทบใจผู้อ่านมากกว่านี้ ?

อื้อ... หรือไม่... ก็หาแง่มุมอื่น ๆ มีกลวิธีอื่น ๆ ในการนำเสนอมากกว่านี้ ฉะนั้น เวลาส่วนใหญ่ก็จะนั่งคิดไตร่ตรอง อ่านหนังสือซะมากกว่า ตอนนี้ผมเป็นสมาชิกห้องสมุดของโรงพยาบาล ก็จะไปยืมสัปดาห์ละครั้ง และก็อ่านเป็นบ้าเป็นหลัง

 

มีเล่มไหนที่ชอบบ้าง

“บ้านปรารถนารัก” (the House of the Spirits) ของอิซาเบล อัลเยนเด ซึ่งเป็นหลานประธานาธิบดี ซัลวาดอร์ อัลเยนเด ของชิลี นี่ก็ชอบ มันแนวเมจิคอล เรียลลิสซึ่ม มันร่วมสมัยกว่าของมาร์เกซ เขาจะพูดถึงสังคมนิยม พูดถึงซาร์ต อะไรอย่างนี้ด้วย เขากลัวว่าลูกหลานจะชอบซาร์ตมากเกินไป กลัวจะชอบซ้ายใหม่ เขาก็ไม่อยากให้หลานเป็นอย่างนั้น มันจะร่วมสมัยกว่ามาร์เกซ

 

มีเล่มไหนอีกไหม

ช่วงนี้ก็กลับมาอ่านของ เกาซิงเจี้ยน “ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ” ใหม่

 

นักเขียนไทยล่ะ

ที่ผ่านมานี่จะอ่านของคุณ ศิริวร แก้วกาญจน์ ก็อ่านเป็นจริงเป็นจัง ในเล่ม “เรื่องเล่า ฯ” ผมชอบกลวิธีของเขา เขาเล่นกับภาษา เล่นกับการซ้ำ และเขาเล่าเรื่องซ้อนเรื่อง เป็นวิธีใหม่ๆ ที่ดูกล้าหาญดี เห็นเค้าว่า กนกพงศ์ ก็ทิ้งงานที่เป็นแนวใหม่ๆ ที่กล้าๆ ไว้อยู่ ผมก็ว่าจะติดตามอ่านอยู่

 

บทกวี ?

ส่วนบทกวีก็ติดตามของคุณ ไพวรินทร์ ขาวงาม และ คุณ ประกาย ปรัชญา ใน ค คน

เมื่อวานก็มาบ้านพี่วิวัฒน์ (วิวัฒน์ โรจนวรรณ แห่งร้านน้ำพุ จ.บุรีรัมย์) ก็ว่าจะซื้อ “โลกหมุนรอบตัวเอง” ของคุณ กนกพงศ์ อยู่ เพราะทุกวันนี้ ไม่ได้ปลูกดอกไม้ รายได้ผมค่อนข้างน้อย เวลาจะซื้อหนังสืออะไรแต่ละเล่มนี่ ต้องคิดหน้าคิดหลังมาก ๆ ฉะนั้น ก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งที่เราควรจะไปเป็นสมาชิกห้องสมุด จะได้ลดการซื้อลง นอกจากเล่มไหนที่เราหมายตา อยากได้จริง ๆ จึงจะซื้อ อย่างวันนี้ได้เงินค่าวิทยากรมา ผมก็ว่าจะเก็บตังค์ไว้ซื้อ ดอน กีโฆเต้ เพราะอยากได้มานานแล้วครับ

 

นิตยสาร ?

Underground Buleteen ของ วาด รวี นี่อ่านประจำ และ ค คน นี่ พวกน้อง ๆ ถ้าเขาอ่านจบ เขาจะเอามาให้ เราได้อ่านช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่เราได้อ่าน

 

คนที่มีหนังสือเต็มห้อง แต่ไม่มีเวลาอ่านนี่ น่าเศร้ากว่านะ

........ (ยิ้ม)

แล้วอยู่ที่สวนนี่ มันเงียบด้วย เวลาอ่านจะมีสมาธิดี มีหลายคนที่ถามผมว่าอยู่ยังไง มันเงียบ มันเปลี่ยว เย็น ๆ มืด ๆ พี่อยู่ยังไง เขาสงสัยกันมาก แต่ผมมีความสุข ที่ได้อยู่เงียบ ๆ ไม่ต้องพบผู้คนมาก ไม่ต้องตระเวนไปไหนมาก ผมมีความสุขแล้ว ไม่ได้รู้สึกเหงาอะไร

ผมว่าถ้าเราลองมาฝึกอยู่ มันอยู่ได้นะครับ มันไมได้อยู่ยากอะไร และก็มีรายได้จากอะไรอย่างนี้นะครับ เวลามีใครมาเชิญไปค่าย ไปอภิปราย เราก็ได้ค่าวิทยากรมา ได้เจอเพื่อนด้วย

 

กับการจากไปของคุณกนกพงศ์

เสียดายครับ ตอนนั้นพี่สุชาติอยู่ที่ ม.อุบลฯ พอดี น้องโมนก็ตามมาด้วย เขาก็โทรมาบอกโมนว่ากนกพงศ์เสียแล้ว น้องที่ ม.อุบลฯ ก็บึ่งมอเตอร์ไซค์มาหาผมที่บ้าน มาบอกข่าว .... ผมรู้สึกว่า.....

(เงียบ น้ำตาคลอ ยิ้มกลบเกลื่อน มองไปทางอื่น)

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมอ่านข่าวลุงสุข (สุข สูงสว่าง ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ดวงกมล และมีคุณูปการอย่างสูงในแวดวงวรรณกรรมไทย) ใน ค คน ผมเลยรู้สึกว่า ชีวิตนี้มันสั้น

สายงานอย่างพวกเรา คนสนใจมันน้อย ถึงวันหนึ่งตาย มันก็ตายอย่างเงียบ ๆ ถามว่าท้อไหม ผมก็ไม่ท้อนะ เพราะเราได้เลือกที่จะก้าวมาเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เราใคร่ครวญแล้ว ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว ผมก็ยังยืนหยัด ยืนยันที่จะเขียน และก็จะทำไปอย่างเงียบ ๆ ไม่เหหันไปไหน ไม่ท้อ เพียงแต่งานชิ้นใหม่ผมหวังว่ามันจะต้องดีขึ้น ทำให้มันดียิ่งขึ้น ต้องทำให้เสร็จก่อนจะตายไปก่อน (หัวเราะ)

 

อะไรที่ทำให้ไม่เคยหันเหทิศทางเลย

งานเขียนมันก็เหมือนบ้าน ถึงจะจากไปไกลขนาดไหน เดินทางท่องไปทางอื่นไกลขนาดไหน แต่มันก็ยังถวิลหา มันไม่เคยเลือนไปจากความทรงจำของเรา เรายังกลับมาได้ทุกครั้ง ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะกลับมา มันเป็นวิถีการงานที่เป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิตเรา มันทำให้งานกับตัวเราเป็นสิ่งเดียวกัน ทำให้คือลมหายใจของเราทุกขณะ เป็นชีวิตทุกอิริยาบถของเรา เป็นจิตวิญญาณ อาจจะเหนื่อยบ้าง บางวันหิวกาแฟ มาค้นเงินในกระเป๋าแล้วไม่มี ขาดไป ไม่พอ เราก็อาจ เฮ้อ..... ท้อเว้ย ว่าจะกินสักหน่อย (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้ตีอกชกตัวอะไรนะ มันเป็นเรื่องธรรมดา เกิดขึ้นได้เป็นความปกติ

 

แล้วงานเขียนใหม่ ๆ ของคุณ ตอนนี้เริ่มอะไรไว้บ้าง

เป็นบทกวีและก็เขียนบันทึกไว้มากกว่าครับ อย่างนิยายนี่ ผมอยากเขียนเรื่อง “วัฒนธรรมปลาแดก” แต่มันติดที่วิธีการนำเสนอ ว่าจะเลือกกลวิธีอย่างไหนที่มันจะดูดี

 

คงจะเป็นนิยายเรื่องแรก

ครับ

 

เริ่มต้นไปเยอะหรือยัง

ก็เขียนไปได้ไม่กี่หน้าเองครับ

 

คิดว่าเล่มใหม่จะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะออกมา

ถ้าไม่ตายคงจะได้อ่าน (หัวเราะ)

 

ไม่ ไม่ หมายถึงสักกี่ปีดี (คนสัมภาษณ์ขำด้วย)

ก็น่าจะสักปีสองปีนี้

 

ได้เดินทางไปไหนบ้างไหม

ไม่ค่อยได้ไปไหนเท่าไหร่หรอกครับ ยกเว้นไปงานค่าย มีเสวนาในต่างจังหวัดถึงจะเดินทาง เมื่อก่อนอยากไปนอนป่าก็จะชวนน้องกลุ่มคมดาวไป แต่เดี๋ยวนี้มันลำบาก เพราะคมดาวเขาก็เริ่มมีภาระครอบครัว ภาพอย่างที่เคยไปนอนป่า นอนริมน้ำ กัน ก็เริ่มเป็นไปได้ยาก

 

ไปเที่ยวต่างประเทศ ?

ไม่ล่ะครับ ไม่อยู่ในหัวเลย (หัวเราะ) เออ.... ผมเคยได้ไปเวียงจันทน์อยู่หนหนึ่ง นักเขียนที่นั่นบอกว่า กลุ่มศิลปินแบบเราต้องไปทางลาวเหนือ ก็เลยมีความรู้สึกว่า อยากไปแถบลาวเหนือสักครั้ง ต่างประเทศของผมคงไกลที่สุดแค่นั้น (หัวเราะ)

คือการไปต่างประเทศ มันก็คงดีถ้ามีทุนทรัพย์ มีปัจจัยเกื้อหนุนพอที่จะไปได้ แต่สำหรับผมมันคงลำบาก และผมคงไม่กระตือรือร้นที่จะไป หรือว่าจะต้องไปให้ได้ ผมไม่ถึงขนาดนั้น ผมเอาแค่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวพอแล้ว อย่างแบกเป้ไปนอนกับชาวบ้านที่สันเขื่อนปากมูล ไปแบบไม่ให้คนอื่นรู้ เพราะเราอยากได้ข้อมูลจริงๆ มาเขียน ซึ่งก็อันตรายเหมือนกัน เพราะชาวบ้านเขาคิดว่าเราเป็นสายตำรวจหรือเปล่า แต่มันก็ทำให้ได้ข้อมูลดีๆ มา ได้ข้อมูลที่เป็นหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อจริง ๆ ของเขามา เดินทางแค่นี้ ผมก็ได้เรื่องที่จะเขียนมาพอเพียงแล้ว

เอาแค่รู้จักพื้นถิ่นตัวเองให้มันละเอียดยิบ รู้จักมันให้ดี ก็น่าจะพอแล้ว สำหรับผมนะ

 

สรุปชีวิตโดยรวมๆ ตอนนี้

ก็มีความสุขดีครับ อย่างที่อุบลนี่ก็จะมีกลุ่มวรรณกรรมคมดาว และกลุ่มอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ที่พอได้พูดคุย ทำงานด้วยกัน ทำให้มีความสุขดี

 

เวลาเจอเด็กหนุ่มสาวที่แวะเวียนมาคุยรู้สึกอย่างไรบ้าง

ช่วงหลังนี้ ผมรู้สึกอาวุโสขึ้นเยอะเลย รู้สึกว่าเด็ก ๆ ไม่ค่อยกล้าเข้ามาหา ไม่เหมือนเมื่อ 4-5 ปีก่อน หรือเมื่อ 10 ปีก่อน อาจจะยำเกรงสีผม (หัวเราะ)

 

อยากให้ฝากอะไรถึงแฟนๆ หนังสือ

เอาแบบสายัณห์ ได้ไหม รักมาโนชน้อยๆ แต่ขอให้รักนาน ๆ (คราวนี้หัวเราะก๊าก ดังที่สุด)

คนอ่านก็ขอให้รักการอ่านตลอดไป ส่วนนักเขียนก็ขอให้รักการเขียนตลอดไป นักอ่านไม่ต้องรออ่านแค่งานของผมหรอกนะครับ อ่านงานของใครก็ได้ที่ดี ๆ

อ้อ! ถ้าเจอ พิสิฐ ภูศรี ฝากบอกเขาด้วย ว่าผมคิดถึง

 

ถ้าภายในปีสองปีนี้ยังไม่ออกเล่มใหม่ ให้แฟนๆ เขียนมาต่อว่าได้นะ

ได้ครับ เขียนมาด่าผมได้ (ยิ้ม)

 

 

สัมภาษณ์โดย เพลงนิรันดร์

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก http://www.thaiwriternetwork.com

แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,548 ครั้ง