แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ประสบการณ์แกร่งแห่งชีวิต ของบุหลัน รันตี : คลื่นลูกใหม่นักเขียนเรื่องป่า

 

 
ถ้าพูดถึงเรื่องป่า นักอ่านคงคิดไปถึง นักเขียนรุ่นก่อน อย่าง พนมเทียน เจ้าของตำนาน เพชรพระอุมา น้อย อินทนนท์ หรือ มาลัย ชูพินิจ ต้นตำรับ ล่องไพร อันลือเลื่อง หรือเรื่องป่ามากมายของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ นพ.บุญส่ง เลขะกุล มาถึงรุ่นหลังอย่าง สังคีต จันทนโพธิ เทศ จินนะ และ วัธนา บุญยัง และหากแนวป่าแบบเชิงประสบการณ์ ก็รวมถึง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่เน้นเรื่องป่าและ(ตก)ปลา เข้ามาถึงภาวะภายในของมนุษย์ รวมทั้ง มล. ปริญญากร วรวรรณ ผู้นำการล่าสัตว์ด้วยกล้อง เน้นการเข้าป่าแบบอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า
 
เรื่องป่าช่วงหลังมักเป็นเรื่องเชิงประสบการณ์ ป่าแนวแนว ไล่ล่า อาถรรพ์ หวาดเสียว และลึกลับ ดูจะลดลงไปตามจำนวนป่าในประเทศไทย แต่ในช่วงกระแสราบเรียบดังกล่าว นักอ่านเรื่องป่าก็ต้องตื่นเต้นตาวาว เมื่อได้เห็น ย่ำไปในไพรเถื่อน ปรากฏขึ้นเมื่อปี 2547 จากผู้เขียนนามปากกาหวานระรื่นชวนให้คิดว่าเป็นหญิงสาว “บุหลัน รันตี” 
 
งานเขียนของ บุหลัน รันตี อาจเรียกได้ว่า เป็น “นวนิยายเชิงสารคดี” เพราะการเขียน แม้จะไม่ได้ผูกเรื่องแบบนวนิยายป่าอย่าง เพชรพระอุมา หรือ ล่องไพร แต่การเขียนก็มีตัวละครชวนติดตาม และมีโครงเรื่องชวนตื่นเต้นและตื่นตา แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ในงานเขียนล้วนมาจากประสบการณ์จริง ทั้งจากผู้เขียน และจากเพื่อนร่วมท่องไพร เป็นประสบการณ์ผจญภัยในผืนป่าตะวันตกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงภัย ทั้งจากป่าและจากความขัดแย้งทางการเมืองของชนชาติกะเหรี่ยงกับพม่า ซึ่งยิ่งทำให้ผู้อ่านได้เปิดโลกป่าที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ในระยะเวลาเพียง 2 ปี เรื่องป่าของบุหลัน รันตี ตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่องถึง 7 เล่ม คือ ย่ำไปในไพรเถื่อน, เสียงเพรียกจากบังคะยู , ผีโป่งที่ทุ่งกินเจ้า, แดดร่มลมโชย, ค่ำคืนในเหมืองร้าง, นรกเก้าวันในแดนกะเหรี่ยง, ผีหลวง ทั้ง 7 เล่ม ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ โดย บรรณาธิการหนุ่ม ขจรฤทธิ์ รักษา 
 
วันนี้ บุหลัน รันตี หรือในชื่อจริง ไชโย สุวรรณ์ ใช้ชีวิตสงบกับ ครูปุ้ม ภรรยา และลูกสาวสองคน น้องป่านกับน้องปอ คุณบุหลันยังคงอยู่กับป่าในฐานะผู้จัดการไร่อุษาวดี รีสอร์ท ติดชายแดนพม่า ที่ อ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรี เราตามมาคุยกับคุณบุหลัน รันตี ถึงที่มาแห่งประสบการณ์เรื่องป่า แล้วจะรู้ว่า เขาคนนี้ผ่านอะไรมามากมายกว่าจะกลั่นมาเป็นเรื่องป่าให้ผู้อ่านได้ชื่นชม
 
ลูกนักธุรกิจล้มละลาย กับประสบการณ์แกร่งในการสร้างชีวิตที่สวนผึ้ง
 
สมัยเด็ก ผมอยู่ที่เพชรบุรี พ่อทำธุรกิจเยอะ มีรถไถ แทร็คเตอร์ รถบรรทุก มีเหมืองแร่ แล้วก็ล้มละลาย ญาติพี่น้องก็ตาย อาถูกยิงตาย ลูกสาวอาถูกยิงตาย ไปเก็บค่าแร่ก็ถูกยิง รถแทร็คเตอร์ก็โดนเผา ธุรกิจล้มละลาย บ้านเรือนไทย ริมแม่น้ำเพชรบุรีที่จำนองโดนธนาคารยึด แล้วตอนนั้นพ่อก็โดนคดีอาวุธสงคราม เช้ามาก็มีตำรวจมาค้นบ้าน ก็โดนตลอด ค้นก็เจอเอ็มสิบหก แต่พ่อไม่ได้เอามา แต่มีคนเอามาไว้ โดนสองถึงสามครั้ง แต่ก็มีคนให้ความช่วยเหลือ จนพิสูจน์ความบริสุทธิ์หลุดคดีมาได้ ย้ายมาที่สวนผึ้ง เรายังเด็ก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว พ่อแม่พี่ มาที่สวนผึ้ง แรกๆ ก็ไปกลับ ต่อมาก็นานเป็นเดือน พอสักปีเศษๆ พ่อก็บอกพวกเราว่าจะต้องย้ายมาที่ราชบุรี สวนผึ้ง จากบ้านใหญ่โตมโหฬาร เรือนไทย ริมน้ำ คนงานเยอะมาก มาอยู่กระต๊อบ มุงหญ้าคา เริ่มจากทำไร่ก่อน แม่มารับยาสูบคนกะเหรี่ยงไปขายที่เพชรบุรี แล้วเอาขนมจากเพชรบุรีมาขายที่สวนผึ้ง สมัยนั้นเป็นถนนลูกรัง กว่าจะเดินทางถึง เดินทางด้วยรถเมล์ ใช้เวลานาน แต่ก็ต้องทำ ต่อมาพ่อก็ป่วย แล้วก็เสียที่นี่
 
ที่สวนผึ้งคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนเหมือง มีหลายเหมือง เหมืองตรงนี้ชื่อผาปกค้างคาว เป็นเหมืองแร่ดีบุก ครอบครัวผมทำไร่ แต่ผมเองก็รับจ้างทุกอย่าง ใครจ้างอะไรก็ทำได้หมด ชกมวยก็เอาสมัยเป็นนักเรียน อายุสัก 12-13 ปี ก็เหมือนกับเราเริ่มใหม่ ทำทุกอย่าง เป็นลูกจ้างเหมืองแร่ ตัดไม้ฟืน ตัดอ้อย ขุดมัน หาบข้าวโพด เรียนหนังสือด้วย เข้าไปเรียนที่ราชบุรี ไปอยู่กับพระ กลางคืนก็แอบพระไปทอดแหในแม่น้ำแม่กลอง เอากุ้งมาขายตอนเช้า ปิดเทอมก็กลับมารับจ้างที่สวนผึ้ง แม่อยู่ที่นี่กับพี่ๆ ก็ทำไร่ข้าวโพด ทำไร่ฝ้าย ทุกคนในครอบครัวทำงานหนักมาก 
จบ ม. 6 เข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่กับท่านจันทร์ สมัยท่านเป็นสามเณร จนขณะนี้ท่านเป็นท่านเจ้าคุณอยู่ที่วัดบวรนิเวศ แล้วก็ไปอยู่กับท่านมหาเชือน ที่วัดหงส์รัตนาราม ส่วนใหญ่อยู่วัด เพราะอาหารการกิน ค่าที่พักเราไม่ต้องเสีย เข้าไปเรียนต่อรามคำแหง ตอนแรกเรียนนิติศาสตร์ ตอนหลังก็ย้ายไปเรียนรัฐศาสตร์ ตอนนั้นก็เดินจากวัดหงส์ฯ ไปวัดอรุณฯ ข้ามฟากตรงท่าเตียน เดินตัดไปขึ้นสายหกสิบไปเรียน 
 
จากคนตัดไม้โคนซอ ถึงนักวิจัยผีเสื้อ
 
ตอนอยู่มัธยมต้น เราไปตัดไม้โคนซอ ก็คือโคนไม้ไผ่นั่นล่ะ พวกที่เลี้ยงหอยแมลงภู่เขาเอาไปทำหลักหอยแมลงภู่ เราก็ต้องเข้าไปทำไม้ในป่า เข้าทีก็หลายวัน ก็รู้จักการล่า เพราะมันจำเป็นต้องเอามาทำอาหารการกินด้วย ตอนนั้นยังไม่เข้าพม่า พอขึ้นมัธยมปลาย ก็เริ่มอยากรู้มากขึ้น มีแต่คนพูดถึงเรื่องค้าวัวพม่า อยากรู้ว่า ขบวนคาราวานวัวมาทีเป็นร้อยตัว มันเดินมายังไง จนได้มาเจอกับพี่ปัญญา บุญเลิศ ที่เขาทำค้าวัวพม่า เป็นธุรกิจ ก็เลยเข้ามาขอทำ อ่าน นายฮ้อยทมิฬ ( คำพูน บุญทวี เขียน) แล้วได้อิทธิพลของหลุยส์ ลามูร์ ด้วย ก็อยากรู้ วัวชายแดนเขาทำกันยังไง ก็เลยตามไป แรกๆ ก็เป็นลูกจ้าง ตังค์ให้ก็เอา ไม่ให้ก็ได้ แต่อยากจะรู้ ก็เลยอาสาเดินตามกองวัวมาจากพม่า จนกระทั่งแข็งขึ้นๆ จนตอนอายุสัก 20 เรียนสักปี 2 ปี 3 ก็ได้ทำเอง ซื้อเอง ขายเอง ส่งเอง ผมเริ่มทุกอย่างจากลูกจ้างครับ อย่างเคยเป็นลูกจ้างเหมืองแร่ พอเริ่มแยกแร่ถูก ก็เคยลองทำกันเอง แต่ก็แทบไม่ได้กำไรอะไร ได้แค่แร่มาขาย ก็เลยเลิกทำ ค้าวัวเหมือนกัน พอรู้วิธีการเดิน ผูกวัว บังคับวัว ก็ทำเอง 
 
นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ทำงานวิจัยเรื่องผีเสื้อ ตอนที่เข้าพม่า ทำงานพิเศษ นักวิจัยผีเสื้อ เพราะอยากเข้าป่า ตามหาผีเสื้อชื่อเจ้าหญิงคาลิโดเนีย ก็ไปสำรวจว่ามี อาศัยอยู่ตรงไหน รายได้ไม่สูง แต่เราได้เข้าพม่า ได้เดินทาง ได้เสบียง เข้าไปได้อย่างถูกต้อง มีรถ ไปส่ง ค่าใช้จ่ายอย่างเดียวก็คือเพื่อเข้าป่า มีเท่าไหร่ก็เข้าป่าหมด
 
ป่าพม่ากับประสบการณ์ความเป็นความตาย
 
ปี 28 ช่วงที่ไปกับพี่ปัญญา บุญเลิศ ธุรกิจการค้าวัว เดินเท้าจากชายแดน มะริด ทวาย ตอนนั้นพื้นที่แถบนั้นอยู่ในความควบคุมของกองกำลังกะเหรี่ยงอิสระ เคเอ็นยู ซึ่งยุคนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยมาก บางครั้งก็เอากองกำลังมาดูแลเรา ผมก็ถามว่าทำไมต้องเอากองกำลังมาควบคุมพื้นที่ เขาก็บอกว่า เขาดูแลป้องกันเราจากพม่า 
 
ผมเคยเดินเท้าคนเดียว เพื่อกลับประเทศไทย เดินไประหว่างทาง เสียงปืนอยู่ห่างออกไปสัก 200 เมตร เป็นร่องห้วย ยิงกันนานมาก ผมมีปืนสั้นกระบอกเดียว และ อยู่คนเดียว ผมหลบเข้าข้างทาง ขยับตัวไม่ได้อีกแล้ว เพราะทหารพม่าเดินเข้ามาแล้ว ห่างสัก 30 เมตร ผมอยู่ตรงนั้น เฉยๆ ตรงนั้น นานสัก 3 ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่ากองกำลังนั้นคือใคร ถ้าวันนั้นทหารกะเหรี่ยงหรือพม่ามีหมามาตัวเดียว วันนั้นผมตายแล้ว 
 
ผมเคยป่วย ป่วยหนักมาก ตอนนั้นพี่ปัญญาและเพื่อนอีกคนกลับไทยก่อน ผมอยู่กับเพื่อนชื่อแก้มดำ (ชาวกะเหรี่ยง ปกากะญอ สมาชิกเคเอ็นยู ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เขาบอกว่าสัตว์เยอะ เราก็เลยจะอยู่ล่าสัตว์อีกสัก 2 วัน แต่ผมป่วย เป็นมาลาเรีย ป่วยหนักอยู่หลายวัน แบบช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ผมร่วงหมดแล้ว เหลือผมนิดหน่อย เอามือจับนี่ร่วงติดมือออกมาเลย ผมยอมรับว่าตอนนั้นผมคิดว่า ไม่รอดแน่ ผมนอนร้องไห้ คิดว่าเราโดดเดี่ยวมากเลย ก็ได้เพื่อนชื่อแก้มดำ เขาช่วยชีวิตผม และเพื่อนอีกคนชื่อสมบัติ เขาเห็นว่าหลายวันทำไมผมยังไม่กลับเขาก็เอาเรือลงมารับ หามกลับมาโรงพยาบาล ถึงรอดชีวิตมาได้ อีกคนหนึ่งที่ช่วยผมไว้ คือทหารกะเหรี่ยง วันนั้นมีทหารกะเหรี่ยงมาหนึ่งลำเรือกำลังจะไปรบ ก็มีหมอทหารเป็นผู้หญิง เข้ามาดู แต่คนที่อยู่ที่เรือเขาบอกว่า โอ๊ คนไทย คนนี้ตายแน่ๆ แต่หมอคนนั้นแวะมาฉีดยาให้ผมและให้น้ำเกลือ ผมอยากรู้ว่า เขาคือใคร พยายามสืบหา อยากจะขอบคุณเขามาก แต่ก็หาไม่เจอ แต่เพื่อนที่ไปเขาถ่ายรูปไว้ เพราะคิดว่าผมจะตาย กลับมาเมืองไทยจะได้รู้ว่าเป็นอะไรตาย แต่โชคดีที่ผมมีชีวิตจนถึงวันนี้ได้ 
 
โลกหนังสือ อ่านและเขียน
 
สมัยก่อน (ตั้งแต่อยู่ที่เพชรบุรี) พี่ชายรับหนังสือ เรื่องจริง และ บางกอกรายสัปดาห์ ตอนแรกมีเรื่องจริงก่อน อ่านตั้งแต่ สยุมภู ทศพล นิมิตร ภูมิถาวร ที่บ้านรับเดลินิวส์ด้วย ช่วงอยู่ ม. 2- ม. 3 ช่วงนั้นเดลินิวส์ตีพิมพ์เองเพชรพระอุมา แต่พี่ชายชอบอ่านเรื่องจีน แต่ผมอ่านเรื่องไทย อยากจะอ่าน กลับจากโรงเรียนนะ ใจมันคิดแต่จะอ่านอย่างเดียว อย่างอื่นเอาไว้ก่อน ขอให้ได้อ่านก่อน 
สมัยอยู่ราชบุรี ผมจะอ่านงานของไม้ เมืองเดิม อ่านทุกเล่ม ไปเช่าอ่านจากในตลาด วันละบาท หรือหกสลึง ได้อ่านงานเก่าๆ อย่างของ มนัส จรรยงค์ ประมูล อุณหธูป น้อย อินทนนท์ (มาลัย ชูพินิจ ) น้อย อภิรุม 
 
นักเขียนไทยเรื่องเกี่ยวกับป่าสมัยก่อนมีคนเขียนเยอะมาก แต่ผมว่าไม่มีใครสู้มาลัย ชูพินิจ ได้ 
งานสมัยใหม่ผมชอบของ นิคม รายยวา ไพวรินทร์ ขาวงาม พิบูลศักดิ์ ละครพล เขาเขียนหนังสือสวย 
 
พอไปอยู่กรุงเทพ ผมชอบเดินร้านหนังสือ ซื้อหนังสือ มีไกด์จากการชอบอ่านนิตยสารรายเดือนมาก่อน แต่โดยพื้นฐานแล้ว ชอบวิถีชีวิตของ พวกไล่วัว ไล่ควาย อยู่แล้ว แล้วพอมีโอกาสเข้ามาได้เขียนหนังสือ ยุคแรกๆ ชีวิตกลางแจ้ง ยุค ประเสริฐ จันทร์ดำ ก็ตามกลุ่มพวกที่เขียนเข้าป่า ตามไปหิ้วของติดสอยห้อยตามพี่ๆไป ชอบไปเที่ยวสไตล์นี้อยู่แล้ว ชอบสไตล์คันทรี่ พอได้มาอ่านงานของหลุยส์ ลามูร์ ก็ซื้อเก็บทุกเล่ม งานของลามูร์ ผมชอบฉบับของ นพดล เวชสวัสดิ์ เยี่ยมมาก กับของครูมาลา แย้มเอิบสิน แปลสำนวนคาวบอยดีมาก ผมชอบมาก สำนวนครูเลยครับ แต่ของบางคนผมก็ไม่ค่อยชอบ อาจจะเพราะสำนวนแปลแข็งไป แล้วที่ฝังใจ ที่เป็นเหมือนครูที่นำอยู่ตลอด ก็ของ เออร์สกิน คอลด์เวลล์ เรื่อง ถนนนักเขียน และเรื่อง ถนนยาสูบ ก็อยู่ในใจตลอดเวลา ของ เพิร์ล เอส. บัค ก็ชอบงานของเขา แล้วก็ เฮมมิงเวย์ ดิ โอล์ดแมนแอนด์เดอะซี อ่านหนังสือเยอะมาก...ยุคนั้นเห็นหนังสือรู้สึก ชอบ อยากเป็นเจ้าของ สไตน์เบ็ค ก็อ่าน หนักนิดนึง อย่าง เอส. บัค เขียนง่ายๆ กว้างๆ แต่ เนื้อหาดีมาก
 
การเขียนหนังสือ ถ้านับเรื่องที่ลงตีพิมพ์จริงๆ จังๆ สมัยเด็กๆ ก็เขียนเรื่องตั้งแต่อยู่ ม. 6 ครั้งแรกไปเองเลย ที่สำนักงานหนังสือแคมปิ้ง คุณสมบูรณ์ บุญญดิษฐ์ (ปัจจุบันผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน) ตอนนั้นผมเขียนเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว ใช้นามปากกา “กระบองเพชร” ถือเป็นงานเขียนแรกที่ แคมปิ้ง แล้วก็ นิตยสาร ปืนป่าและการล่า แล้วก็มี ชีวิตกลางแจ้ง ก็ส่งเรื่องไป แล้วก็ได้ลง ค่าเรื่องไม่กี่บาทหรอก แต่ภูมิใจ ช่วงนั้นเพื่อนๆ กันก็ช่วยผลักดัน ให้เขียนเล่มนั้นมั่งเล่มนี้มั่ง 
 
หนังสือเล่มแรก
 
ย่ำไปในไพรเถื่อน พิมพ์เมื่อ ปลาย ธันวาคม 2547 เขียนลงเป็นตอน ในนิตยสารเย่อกับปลา สมัยนั้นยังเขียนด้วยพิมพ์ดีด เขียนไปได้สัก 2-3 ตอน ก็มีจดหมายเข้ามามาก ทั้งเข้ามาชม เข้ามาติ เข้ามาท้วงก็เยอะ เล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนาดของปืน เรื่องเชื้อชาติ ผิดนิดนึงก็มีคนเขียนจดหมายเข้ามา พอ 1 ปี นิตยสารเขาทำแบบสำรวจผู้อ่าน ปรากฏว่าเราขึ้นมาอันดับต้นๆ ก็เลยรู้สึกว่า มีคนอ่านเยอะ ตอนหลังๆ ก็ตั้งใจเขียนมากขึ้น ตอนแรกๆ อาจจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ ก็คิดว่าคนอ่านเยอะ เราก็คิดว่าน่าจะพิมพ์ได้ ลึกๆ ก็คิดว่าน่าจะรวมเล่มก็จะดี เป็นผลงานของชีวิต ก็ส่งไปที่สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ของคุณขจรฤทธิ์ รักษา จริงๆ ก่อนหน้านั้น ผมก็เคยรู้จักผลงานของคุณขจรฤทธิ์ เพราะผมก็อ่านนิตยสาร ไรเตอร์มาก่อน แต่ผมก็ลืมไปว่าเป็นสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ พอส่งไปคุณขจรฤทธิ์โทรศัพท์มาบอกว่า พิมพ์ได้ ผมก็ตั้งตารอเลย ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติคราวนั้น ผมเป็นนักเขียนใหม่ของสำนักพิมพ์ ก็ขายดี ผมก็มีกำลังใจ จึงได้นำงานที่เขียนไว้ตั้งแต่สมัยก่อน มารวบรวมเรียบเรียงใหม่อีก ภายในสองปี ผลงานรวมเล่ม 7 เล่ม แต่ตรงนี้ผมก็มองเห็นว่า รีบเกินไป บางช่วงงานก็ไม่สมบูรณ์ คือผมอยากทำงานมากๆ อย่าง นรกเก้าวันในแดนกะเหรี่ยง มันน่าจะได้มากกว่านี้ อีกสักหน่อย
 
กล้องถ่ายรูป
 
ผมอยากมีกล้องมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตอนไปอยู่วัดหงส์รัตนาราม ท่านพระมหาเชือน ท่านมีกล้อง เราก็ได้ยืมกล้องมาใช้ ตัวนั้นยี่ห้อยาชิกา ตอนหลังผมก็มาซื้อเองจากแถวคลองหลอด เป็นยี่ห้อยาชิกา มือสอง กล้องตัวนี้ผมทิ้งไว้ตอนออกจาก นิตยสาร โลกกว้าง-กลางแจ้ง ตอนนั้นผมออกเลย ทิ้งไว้ทุกอย่างเลย ออกมาเลย 
 
ส่วนกล้องตัวที่ใช้ในการถ่ายที่เห็นที่หน้าปกหนังสือ เป็นกล้อง แคนนอน อีเอฟ ออโต ดีมาก แต่มันหนักมาก ความคมชัดดีมาก แต่ตอนนี้มันหยุดทำงานไปเฉยๆ งั้นล่ะ เสียดาย ตกรุ่นแล้ว ช่างเขาบอกว่าซ่อมไม่ได้ 
 
กล้องนี้ตอนเข้าพม่าผมก็โดนยึดหลายครั้งนะ แต่ก็ขอคืนได้ ไปขอคืนติดต่อที่ชายแดน ส่วนตอนนี้ ใช้แคนนอน อีโอเอส เป็นของน้องสาวแฟนผม ที่เป็นหมอที่หาดใหญ่ ผมไปไหนก็ต้องมีกล้องไปด้วย
 
ป่าที่รัก
 
ผมก็เป็นนักล่ามาก่อน เข้าป่า ล่าสัตว์ แต่ปัจจุบันตั้งศรัทธาไว้แล้วว่าจะรักษาผืนป่าตะวันตก พวกเราทุกคนก็ช่วยกันอนุรักษ์ ผมรู้สึกว่าเราทำเขาไม่ได้แล้ว ขนาดนกเกาะเสาไฟฟ้าแค่นี้ 500 เมตร เมื่อก่อนผมไม่พลาด แต่เดี๋ยวนี้ยิงไม่ลงครับ 
 
ทุกวันนี้ ผมเกิดหวงแหนในผืนป่า หลังไร่ จนชนเขา ผมห่วงตลอด จะไม่ให้ไฟไหม้ ตรงนี้เหมือนศูนย์ไฟป่าไปแล้ว ไฟขึ้นตรงไหน ชาวบ้านหรือใครที่เจอไฟจะวิ่งมาบอกผมก่อน พี่เอาไงดี ผมก็รับไปส่งไว้ที่จุดไฟไหม้ แล้วก็วิ่งไปเอาเสบียงมาส่ง ตรงนี้เขาไม่มีค่าแรงกันนะครับ บางครั้งเขาอยู่บนเขากัน 2-3 วัน มันต้องดับให้จบ ให้สิ้นสุดให้ได้ แล้วหน้าแล้ง จะไปดูตามโป่งที่เรารู้จัก ไป เก็บลวดสลิง ที่ชาวบ้านเขาดักสัตว์ส่งร้านอาหารป่า ก็มีปัญหากับชาวบ้านบ่อยๆ แต่เราก็ต้องคุยกัน ขอความร่วมมือเขา ไม่ได้ถึงกับแจ้งตำรวจ
 
 
 
นักเขียนเรื่องป่าในอนาคต
 
นักเขียนเรื่องป่าไม่ได้หมดนะครับ เราก็มีนักเขียนใหม่ๆ ที่เขียนตามนิตยสารที่เกี่ยวกับป่าอยู่มากมาย แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าเป็นเรื่องป่า คนชอบเรื่องเล่ามากกว่านิยาย ชอบแบบคุณไปไหนมา เจออะไรมาบ้าง ต่างกับสมัยก่อน ต้องเป็นนิยาย เดี๋ยวนี้เป็นกึ่งสารคดีมากกว่า แต่ก็อาจเป็นช่วงสั้นๆ ต่อไปก็อาจกลับไปเป็นแนวนิยายอีก เดี๋ยวนี้ก็ต้องแข่งกับกระแสหนังสือดาราเยอะมาก คือไม่ใช่แนวเรื่อง แต่เพราะตำแหน่งของหนังสือถูกเบียดไป อย่างเมื่อก่อนของซีเอ็ด หนังสือของผมก็ยังมีโอกาสอยู่ข้างหน้าอย่างน้อยเดือนหนึ่ง เดี๋ยวนี้บางทีนักเขียนใหม่ เพิ่งจะออก ออกมาก็ถูกเอาไปซุกอยู่มุมไหนก็ไม่รู้ ถูกทับ ถูกแอบไว้ นักเขียนใหม่คนอ่านแทบไม่ได้รู้จักเลย ไม่ได้เกิดเลย 
 
สำหรับผมเอง ผมยังมีประสบการณ์อีกเยอะที่คิดว่าจะมาทำงานเขียน เช่นเรื่อง กองกำลังกู้ชาติพม่า เรื่องที่เกี่ยวกับกะเหรี่ยง ทุกวันนี้ผมทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ทำงานทุกวัน และอยากจะให้มีผลงานออกมาเรื่อยๆ นักอ่านเรื่องป่ากลุ่มไม่ใหญ่นะครับ แต่เหนียวแน่น .
 
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,278,085 ครั้ง