แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

งูก็มี ขโมยก็มา! (3)

 

 
วันที่ถูกหวยเบอร์ใหญ่นั้นหนุ่มอยู่คนเดียว  เปิดร้านแล้วก็รอให้ใครก็ได้เข้ามาเหมือนเคย
 
ก่อนเที่ยงเห็นจะได้มีชายหนุ่มสวมหมวกแก๊ปทะมัดทะแมงคนหนึ่งเข้ามา มาถึงก็หันหน้าเข้าหาชั้นหนังสือเหมือนอยู่ในโลกของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มเลยทำอย่างอื่นไปตามประสา รู้แค่ว่ามีลูกค้าอยู่ในร้านคนหนึ่งพอ การใส่ใจรายละเอียดอย่างอื่นนั้นดูไม่จำเป็น
 
หลังจากชายหนุ่มดังกล่าวเข้ามา ไม่นานก็มีปรากฏขึ้นอีกสองคน
 
คราวนี้เป็นนักเดินทางต่างแดน ทั้งคู่เข้ามาแล้วก็ขึ้นชั้นสอง ซึ่งครู่หนึ่งหนุ่มก็แวบไปถามว่าจะเอาอะไรไหม ทั้งคู่บอกอยากได้ชาร้อนคนละที่ลงมาแล้วหนุ่มเลยจัดการ เขากดน้ำร้อนใส่กา เอื้อมไปหยิบซองชาและเตรียมชุดน้ำตาล จากนั้นก็เปิดตู้เย็นหยิบนมมารินใส่โถเล็กๆเพราะชาหนึ่งในสองนั้นจำต้องมีนมสดเสริมรส
 
เมื่อทุกอย่างเสร็จ อุทาหรณ์จากกระติกกับแจกันเตือนให้หนุ่มเหลือบไปมองทั่วร้านหนึ่งครั้งเพื่อประเมินว่ามีใครจะเข้ามาอีกไหม ซึ่งก็ไม่มีเค้าว่าจะมีใครนอกจากชายหนุ่มคนเดิมที่ยังนั่งอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่ง  และก็เหมือนยังดิ่งอยู่ในโลกของเขาเช่นเดิมเมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มเลยยกชาขึ้นมา
 
ชาร้อนๆสองกาบนถาดหนึ่งใบทำให้การเดินขึ้นบันไดแคบๆชันๆนั้นเชื่องช้าทีเดียว ทว่าแค่อีกไม่กี่ก้าวที่ชาจะถึงมือคนสั่งเท่านั้นหนุ่มก็ได้ยินเสียง
 
เป็นเสียงหนังสือบางเล่มหล่นจากชั้น เป็นเสียงเก้าอี้กระทบกัน และก็เป็นเสียงคนกระชากประตูจนกระดิ่งที่ห้อยอยู่นั้นดังสนั่นอย่างแรง
 
เมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มก็ไม่รออะไรแล้ว
 
เขาวางชาลงบนโต๊ะตัวหนึ่งก่อนอย่างเร่งรีบ กระฉอกก็ไม่สนใจ จากนั้นก็หันไปบอกนักเดินทางทั้งสองอย่างไวๆว่าเดี๋ยวฉันมา แล้วก็พรวดลงถึงชั้นล่างได้ในเสี้ยววินาที
 
ทว่านั่นก็สายไปแล้ว
 
บัดนี้ชายหนุ่มคนที่เคยนั่งอยู่หายไป และที่หายไปไม่ใช่แค่คนเท่านั้น หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนหนึ่งก็เหมือนกัน ชั้นหนังสือที่มันเคยอยู่ได้กลายเป็นช่องโล่ง หนังสือที่เหลือเอียงกะเท่เร่ขณะที่บางเล่มก็กองอยู่กับพื้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก
 
ถึงตอนนี้ใจของหนุ่มก็เต้นขึ้นมาตึกๆ  มันเต้นตึกๆก่อนแล้วกลายเป็นชาวูบ เหงื่อเริ่มออกตรงฝ่ามือจากนั้นก็เบาหวิวราวร่างกายไม่มีเลือด ทั้งๆที่ถูกกระทำแต่ความรู้สึกมันเหมือนกับตอนขับรถไปชนเป็นครั้งแรกแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรยังไงยังงั้น
 
เท่าที่ทำได้ หนุ่มนึกขึ้นได้ว่าถ้าจะตามก็ต้องตามในวินาทีนี้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพุ่งออกไปนอกร้าน
 
เขาวิ่งไปทางร้านโรตีมะตะบะก่อนทว่าพอไปได้ไม่กี่ก้าวใจมันก็ถามขึ้นว่าแล้วถ้าโจรมันไปทางสี่แยกบางลำพูซึ่งอยู่อีกด้านหละ เท่านั้นเท้าก็ชะงักและเริ่มวิ่งไปทางสี่แยก แต่พอไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องสาวเท้ากลับอีกเมื่อคิดขึ้นว่าโจรมันก็สามารถวิ่งลงไปในสวนสันติชัยปราการแล้วตัดออกทางเดินริมแม่น้ำ
 
พอไอ้ครั้นจะข้ามถนนวิ่งลงไปริมน้ำก็มีข้อโต้แย้งว่าแล้วจะทิ้งร้านไปอย่างนี้หรือ ทิ้งไปอย่างนี้เดี๋ยวใครก็ไม่รู้เข้าไปอีก ไหนจะยังมีอีกสองคนนั่งอยู่บนชั้นสอง ถึงตอนนี้ก็เลยไม่สามารถไปไหนได้สักที่ ได้แต่ชักเท้าเข้าๆออกๆอยู่อย่างนั้นมันห่วงหน้าพะวงหลังและมีข้ออ้างไปเสียหมด
 
เมื่อรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ความหดหู่ก็เข้าเกาะกุม
 
เสียดายนั้นไม่เท่าเสียใจ หนุ่มกลับเข้าไปในร้านแล้วยืนมองรอยโหว่บนชั้นหนังสืออย่างยากทำใจรับ  ใจหนึ่งร่ำๆว่าอยากวิ่งตามไปอีกสักครั้ง แต่อีกใจก็ห้ามไว้ด้วยสายเกิน นานทีเดียวกว่าจะประกอบร่างให้กลับได้เหมือนเดิม
 
เมื่อขึ้นไปยกชาให้ลูกค้าเสร็จวันนั้นทั้งวันหนุ่มซุกอยู่หลังเคาน์เตอร์อย่างซึมเซา ที่หายไปเป็นไกด์บุ๊ค ประเทศต่างๆไม่ต่ำกว่าสี่เล่มรวมๆราคาแล้วก็เกือบสี่พัน เงินสี่พันนั้นปกติต้องขายหนังสือให้ได้วันละเกือบสองหมื่นจึงจะหาได้ซึ่งช่วงเวลานั้นมันทำอย่างนั้นได้เสียที่ไหน เมื่อหนังสือหายนอกจากไม่มีรายได้แล้วกลายเป็นว่าอยู่เฉยๆก็มีภาระให้ชดใช้ เมื่อไม่ได้คิดจะเอาเปรียบใครสิ่งที่น่าน้อยใจก็คือ...แล้วทำไมต้องซ้ำเติม
 
เย็นนั้นเมื่อกลับถึงร้าน รู้เรื่องเข้าโยเองก็อาการไม่ต่าง
 
ที่ทำได้ก็แค่ปลอบใจกันเอง กับหนังสือที่หายดูจากประเภทก็รู้แล้วว่าโจรมันไม่ได้เอาไปอ่านหรอก แต่เอาไปขาย เมื่อหนังสือยังใหม่เอี่ยมร้านหนังสือมือสองบนถนนข้าวสารซึ่งอยู่ไม่ไกลคงให้ได้หลายตังก์ เจอเข้าอีหรอบนี้หนุ่มกับโยก็ตระหนักแล้วว่าผิดเองที่ก่อนนี้มองไปบนถนนพระอาทิตย์แล้วเห็นแต่นักคิดนักเขียน ทั้งที่ปะปนอยู่นั้นยังมีคนอีกหลายประเภท และทั้งที่ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยแต่พวกเขาก็ต้องยอมรับแล้วอีกเช่นกันว่าถ้าคิดว่าคนเข้าร้านหนังสือทุกคนเป็นคนดีไปเสียหมด ตอนนี้ก็ไม่ใช่แล้ว
 
แล้วจะทำอย่างไร  มันกลายเป็นว่ามีอีกเรื่องแล้วที่ต้องคิดซึ่งยิ่งคิดก็ปรากฏว่ายิ่งเห็นความไม่ชอบกลของธุรกิจร้านหนังสือ
 
หลังจากโดนขโมยเล่นงานเอาหนุ่มยังคงยืนยันและยินดีให้ใครก็ได้เข้ามาเหมือนเคย ทว่าเมื่อสายตาระแวดระวังมากขึ้นเขาก็พบว่าร้านหนังสือยังมีอีกหนึ่งจุดที่ชวนชอกช้ำ เมื่อให้หยิบอ่านเปิดอ่านได้นั้นปรากฏว่านักเดินทางต่างชาติต่างภาษาบางคนถึงกับนั่งลงแล้วจดเป็นหน้าๆ
 
ใช่!ไม่ได้เจ็บแล้วพาลหาเรื่อง ทว่าห้องสมุดยังมีค่าธรรมเนียมหรือค่าสมาชิก แต่สำหรับนักเดินทางบางรายทำราวกับไม่รู้เลยว่าร้านหนังสืออยู่ได้ด้วยอะไร หนังสือนั้นชิมได้ชมได้ก็จริงแต่หนุ่มแปลกใจทีเดียวที่พวกเขาบางคนไม่คิดเลยหรือว่าเมื่อจดเป็นหน้าๆเสียแล้วร้านหนังสือมันจะมีรายได้มาจากไหนอีก
 
เข้าไปในร้านอาหารนั้นมีหรือเปล่าที่สั่งมาชิมแล้วไม่จ่ายก็ได้ กิจกรรมของร้านอาหารคือการขายสิ่งที่อยู่บนจานฉันใด กิจกรรมของร้านหนังสือก็คือการขายสิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษฉันนั้นเมื่อพวกเขาบริโภคมันด้วยวิธีนี้เสียแล้วก็เท่ากับว่าร้านสูญเสียสาระสำคัญ
 
ที่น่าดูแคลนกว่านั้นก็คือบางคนไม่มีกระดาษกับปากกามายังกล้าที่จะขอและยืมเอาจากในร้านเฉย รู้อยู่ว่าอยากประหยัดแต่แม้ไม่ใช่นี่ก็ไม่ต่างอะไรแล้วจากขโมย เมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มก็เข้าใจแล้วว่าทำไมร้านหนังสือหลายร้านจึงไม่เคยแกะหนังสือที่วางขายอยู่ออกจากห่อพลาสติก เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านหนังสือต่างบ้านต่างเมืองบางที่จึงมีป้ายแจ้งไว้ว่าการเปิดดูเพลินๆนั้นทำได้ แต่ถ้าจะอ่านเป็นเรื่องเป็นราวนั้นเราไม่อนุญาต ซึ่งในอารมณ์น่าหงุดหงิดนั้น ทนไม่ไหวเข้าบางวันเขาก็ลงมือเขียนป้ายบ้างเหมือนกัน
 
“You can read as much as you can, but if you take note we charge 15 baht per minute.”นั่นคือข้อความเล็กๆที่หนุ่มแปะไว้ใต้ชั้นหนังสือภาษาอังกฤษชั้นหนึ่ง อ่านเถอะครับ อ่านให้ได้มากที่สุดเท่าที่อ่านได้ แต่ถ้าคุณจดเมื่อไหร่เราคิดนาทีละ 15 บาท นี่คือใจความที่เบื้องต้นหนุ่มคิดว่าน่าจะพอใช้ในการป้องกันตัวเอง   
  
ทว่าพอติดป้ายที่ว่าขึ้นไปแล้วมันรู้สึกแสลงยังไงบอกไม่ถูก
 
มันเหมือนเราหวงเกินไปอย่างไรอย่างงั้น สุดท้ายทนไม่ได้เข้าก็เอาออก แต่พอเอาออกก็เจอพวกนิสัยแย่ๆอีก เส้นแห่งความพอดีอยู่ตรงไหนนั้นสุดท้ายก็กลายเป็นผู้ถูกกระทำอยู่นานทีเดียว
 
“วงการหนังสือบ้านเรานะไม่ต้องออกแรงผลักหรอก สะกิดเบาๆก็ล้มแล้ว” ในฐานะที่ยุ่งอยู่กับหนังสือเหมือนกันซึ่งแม้จะทำหนังสือกฏหมายแต่ก็ชอบเรื่องท่องเที่ยว วันหนึ่งในบทบาทลูกค้านั้นพี่ผู้ชายคนหนึ่งแลกเปลี่ยนกับหนุ่มด้วยการเล่าถึงขโมยในธุรกิจหนังสือให้ฟัง แกว่าสำนักพิมพ์ของแกเคยส่งหนังสือไปให้ร้านที่ต่างจังหวัดหนึ่งล๊อตใหญ่ราคาร่วมแสน แต่เมื่อส่งไปแล้วเขากลับบอกว่าไม่ได้รับ ทั้งๆที่คนส่งยืนยันได้ทุกอย่างว่าส่งถึงปลายทางแล้ว
 
“เมื่อเขาจะเล่นกันอย่างนี้ผมก็ต้องยอม” แกว่า และสาเหตุที่ยอมนั้นเป็นเพราะแกมองว่าโดยตัวมันเองร้านหนังสือก็อยู่ยากพอแล้วเลยไม่อยากมากความ  ทั้งๆที่การว่าความถือเป็นแนวถนัดของแก
 
“โห... มันเป็นอย่างนี้แหละครับ อย่าว่าแต่คนที่เราไม่รู้จักเลย เด็กส่งหนังสือที่สำนักงานผมยังขโมยหนังสือจากโกดังไปขายจตุจักรอยู่เป็นปี เพิ่งมารู้และไล่มันออกก็ไม่กี่วันนี่แหละ และไม่ใช่หนังสือเท่านั้นนะที่หาย รถของออฟฟิศจอดไว้ก็หายเหมือนกัน สามสี่ปีนี้ก็สองคันเข้าไปแล้ว” นี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่ส่งหนังสืออาวุโสคนหนึ่งซึ่งมีสำนักงานอยู่หลังวัดราชบพิตรเล่าให้ฟัง ฟังแล้วก็เบาใจอยู่บ้างที่ร้านหนังสือเดินทางโดนน้อยกว่าคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หนุ่มก็คิดว่าน่าจะมีวิธีรับมือที่ดีกว่านี้อยู่ดี
 
แล้วก็โดนอีก
 
ใช่! โดนอีกราวกับว่าถ้ารักจะทำร้านหนังสือก็ห้ามเบื่อขโมยเป็นอันขาด การ์ดตกเมื่อไหร่เป็นอันเจอกันเมื่อนั้น กระติก ที่เขี่ยบุหรี่ หนังสือ แจกัน มีอะไรอีกหล่ะที่ยังมีค่าในสายตาโจร
 
การฉกฉวยเอานั้นยังไม่จาง ซึ่งโจรมันไม่ใช่คนเดียวกันแน่แต่แปลกตรงที่มันเกิดซ้ำๆเอาในปีแรกๆจนแทบจะกล่าวได้ว่าถ้าจะท้อก็มีเหตุผลพอให้ท้อได้แล้ว วันหนึ่งหนุ่มได้แผ่นผ้าจารึกคำพูดของกฤษณะมูรติมา  ได้มาแล้วก็ไม่รู้จะทำให้รู้จักปราชญ์อินเดียท่านนี้กันใกล้ๆได้อย่างไรเลยเอาไปติดไว้ตรงประตูก่อนเข้าห้องน้ำ ผลก็คือถูกโจรปัญญาชนคนไหนก็ไม่รู้พับใส่กระเป๋าเอาไปเรียบร้อย
 
อีกครั้งเมื่อลูกค้าที่กลายมาเป็นเพื่อนคนหนึ่งเอากล้องถ่ายรูปของเพื่อนอีกทีมาฝากขายมันก็เกิดขึ้นอีก
 
วันที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอลนั้นกล้องฟิล์ม Nikon กับเลนส์สองตัวในกระเป๋าที่ค่อนข้างโชกโชนบอกราคาไว้ที่ 7,500 บาท ไม่แพงเลยแต่ก็ขายยากทีเดียว วันที่รับมาหนุ่มวางมันไว้บนกองหนังสือใกล้ๆกับชุดเก้าอี้หวายบริเวณหลังร้าน มันวางอยู่ตรงนั้นสิบวันแล้วก็ขายไม่ได้ ยี่สิบวันแล้วก็ขายไม่ได้ จนกระทั่งเดือนกว่าผ่านไปเช้าของเสาร์หนึ่งหนุ่มกวาดขยะแล้วไปหยิบมันขึ้นมาเพื่อจะทำความสะอาดบริเวณนั้น
 
ทว่ากล้องมันหายไปแล้วเหลือแต่กระเป๋าเบาหวิว
 
หนุ่มหันไปถามโยว่าเห็นไหม โยว่าก็วางอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอวันก่อนยังเห็นเลย เมื่อไม่อยู่แล้วปะติดปะต่อเข้าเลยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระเป๋าเปล่าๆตั้งหลอกอยู่กี่วันแล้วก็ไม่รู้ เงิน 7,500 บาทสุดท้ายก็ต้องยืดอกรับอีกเพราะเพื่อนที่เอามาต้องเอาไปจ่ายให้เพื่อนของเขาอีกที กับโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนครั้งนี้กระดูกที่หนุ่มเอามาแขวนคอนั้นเบ้อเร่อเลยทีเดียว
 
เรื่องเศร้าก็คือนี่ยังไม่หมด
 
และที่น่าตกใจก็คือต่อมาโจรมันยังพัฒนาไปอีกขั้น อย่างเบาๆก็มาหลอกเอาว่าเก็บค่าขยะ คืนหนึ่งมีเด็กหนุ่มหน้าตาซื่อๆเปิดประตูเข้ามาแล้วก็บอกว่า “พี่เก็บค่าขยะครับ”
 
เมื่อร้านเปิดมาได้ไม่นาน แน่อยู่หรอกว่าไม่สามารถรู้ได้หมดว่าใครเป็นใคร เห็นซื่อๆหน้าตามอมแมมหนุ่มก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าให้กำลังใจทีเดียวหากใครสักคนจะหารายได้พิเศษด้วยการรับใช้สังคม เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ยื่นให้ 200 บาทตามคำขอ มารู้เอาว่าพลาดอีกแล้วก็เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตในชุดสีกากีและมีใบเสร็จเรียบร้อยมาทำหน้าที่เดียวกันในเดือนต่อมา และค่าเก็บขยะก็แค่ 60 บาทเท่านั้น
 
แต่ครั้งที่โจรมันสามารถสร้างเรื่องได้ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เหลือเชื่อราวสุดยอดเรื่องสั้นก็เห็นจะไม่มีครั้งไหนเกินกว่าครั้งที่เกิดขึ้นเอากับ “ปุ๊กปิ๊ก” น้องที่มาเฝ้าร้าน
 
ใช่!..จำปุ๊กปิ๊กกันได้ไหม
 
ปุ๊กปิ๊กน้องผู้หญิงผมยาว พูดจาฉะฉานและใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเป็นที่หนึ่งเพราะกำลังเรียนโทเอกภาษาอังกฤษอยู่ ปีแรกตอนที่ทั้งหนุ่มและโยยังทำงานประจำเช้าจดเย็นจันทร์ถึงศุกร์ร้านหนังสือเดินทางมีปุ๊ก ปิ๊กนี่แหละเป็นผู้ดูแล
 
วันที่เกิดเหตุปุ๊กปิ๊กมาเปิดร้านเหมือนเคย ส่วนโยก็อยู่ที่ทำงานของเธอ สำหรับหนุ่มวันนั้นมีเหตุให้ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดซึ่งก่อนเที่ยงเห็นจะได้โทรศัพท์ของหนุ่มก็ดังขึ้น
 
“พี่หนุ่ม พี่ให้ใครมาเอาตังก์หรือเปล่า?” นั่นคือเสียงของปุ๊กปิ๊ก
 
ครั้นหนุ่มบอกว่าไม่ ปุ๊กปิ๊กก็อุทานขึ้นว่าตายแล้วๆ และก็วางไปแค่นั้น ทว่าไม่นานโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เป็นสายของโยหนุ่มเลยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  
 
วันนั้นเมื่อเปิดร้านแล้ว สายๆก็มีชายกลางคนท่าทางน่าเชื่อถือคนหนึ่งเข้ามา มาถึงก็บอกปุ๊กปิ๊กว่า...เป็นเจ้าหน้าที่ของเขตมาเก็บเงินค่าอบรมป้องกันไฟไหม้ พี่หนุ่มกับพี่โยได้บอกไว้หรือเปล่า?
 
เมื่อหนุ่มกับโยไม่ได้สั่ง ปุ๊กปิ๊กก็จำต้องตอบว่าไม่ ซึ่งนั่นก็ทำให้ชายดังกล่าวก้าวไปอีกขั้น “เดี๋ยวผมโทรไปสอบถามคุณโยกับคุณหนุ่มก่อน” เขาว่า จากนั้นก็แสร้งทำเป็นกดแป้นโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นมาดังๆทั้งๆที่หนุ่มและโยไม่มีใครได้รับสายจากเขาเลย  
               
“คุณโยหรือครับ อ้อ! ผมมาแล้วแต่น้องเขาว่าคุณโยไม่ได้บอกไว้ จะให้รับเงินไปจำนวนหนึ่งก่อนหรือ ได้ๆส่วนที่เหลือสะดวกยังไงคุณโยติดต่อไปทางเขตอีกทีแล้วกัน” นี่คือใจความที่เขาพูดคนเดียว พูดจบก็หันไปบอกกับปุ๊กปิ๊กว่าแจ้งโยแล้ว และโยก็บอกให้รับเงินไปก่อนจำนวนหนึ่ง 
               
ซึ่งปุ๊กปิ๊กก็ทำตาม ตึกเก่า ไฟไหม้ แถมยังรู้จักหนุ่มกับโยอีก ก็เหมือนกับที่หนุ่มเคยเจอนั่นแหละปุ๊กปิ๊กเองก็มองโลกในแง่ดีเหมือนกัน
               
แต่ปรากฏว่าเมื่อได้คืบแล้วโจรมันยังอยากจะเอาศอก
 
คงเห็นว่าเช้านั้นร้านเงียบ และเป็นน้องผู้หญิงอยู่คนเดียว มันเลยออกอุบาย “ต้องมีการตัดชุดผจญเพลิงด้วยนะ ปิดร้านไปที่เขตได้สักครึ่งชั่วโมงหรือเปล่า?”
               
เมื่อปุ๊กปิ๊กบอกว่าคงไม่ได้ มันก็ก้าวต่อ “ถ้างั้นวัดตัวไปจากที่นี่แล้วกัน สายวัดหล่ะมีไหม?”
               
เมื่อไม่มีมันก็ถาม “เชือกยาวๆสักเส้นก็ได้?”
               
เชือกนั้นมี ปุ๊กปิ๊กเลยเปิดตู้ใต้แผงไฟแล้วหยิบเชือกฟางให้ไปขดหนึ่ง ได้เชือกแล้วโจรมันก็ทำเป็นมองไปหน้าร้านหนึ่งครั้งแล้วบอกว่า“ไปหลังร้านดีกว่า เดี๋ยววัดตรงนี้ใครผ่านมาเห็นเข้าจะหาว่าผมทำไม่เหมาะ”
               
เมื่อเชื่อเสียแล้วจะทำอะไรได้อีก ปุ๊กปิ๊กก็ให้ความร่วมมืออีกเช่นเคย ตรงบริเวณหลังร้านนั้นนอกจากจะมีชุดเก้าอี้หวายแล้วยังมีราวบันไดเหล็กเป็นซี่ๆไว้กันตกยามเดินขึ้นชั้นสอง ราวบันไดนี่สูงท่วมหัวทีเดียว มีใครยืนอยู่รับรองว่าคนข้างนอกมองมาไม่มีทางเห็น โจรมันเดินเข้าไปหลังร้านแล้วหยุดอยู่บริเวณนั้น
               
โชคยังดีที่ก่อนอะไรๆจะไปไกลเกิน เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งของปุ๊กปิ๊กให้บังเอิญเดินเข้ามา
               
โชคยังดีที่เมื่อเห็นคน โจรมันก็ทิ้งทุกอย่างแล้วพรวดออกไปนอกร้านจากนั้นก็หายไปกับมุมใดมุมหนึ่งของถนนพระอาทิตย์
               
ถ้าเพื่อนของเธอมาช้ากว่านี้ซักหน่อยนะจะเป็นอย่างไร
 
หรือถ้าเพื่อนคนนั้นไม่เดินเข้ามาแล้วโจรมันจับเธอมัดไว้กับราวบันได จากนั้นก็เดินไปล็อคประตูหน้าร้านแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว นั่นแหละปุ๊กปิ๊กเลยโทรไปหาหนุ่มและได้แต่พูดว่า... ตายแล้วๆอยู่คำเดียว
 
เย็นนั้นเมื่อเจอหน้ากันไม่มีใครตำหนิปุ๊กปิ๊กเลย ได้แต่บอกว่าไม่ตายหรอกปุ๊กปิ๊ก เสียเงินน่ะไม่เท่าไหร่ ไม่เป็นไรมากกว่านี้ก็ดีแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็กลายเป็นอุทาหรณ์ให้นึกถึงอยู่นานเท่านาน
 
ที่น่าประหลาดก็คือโจรมันรู้ได้อย่างไรว่าวันปกติมีปุ๊กปิ๊กอยู่ มันรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นเจ้าของร้าน กับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเมื่อหารือกันในแวดวงคนใกล้ชิดทั้งที่ปกติไม่ใช่คนหยาบแต่ได้ยินแล้วหลายคนก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงกันออกมา กรณีชุดดับเพลิงนี้ใครคนหนึ่งบอก “โจรมันทำการบ้านมาดี!”
 
ส่วนกรณีแจกัน หนังสือ และกล้องถ่ายรูปที่ถูกใครก็ไม่รู้ล้วงเอาไปแล้วปล่อยให้ร้านต้องจ่ายเจ็ดพันฟรีๆโดยไม่ได้อะไรเลยนั้น ใครอีกคนก็พึมพำขึ้นว่า
 
 “โห! ลูกค้าร้านหนังสือเดินทาง ขอโทษทีเถอะ... เสียชื่อฉิบหาย”.
 
 
โดย หนุ่ม หนังสือเดินทาง 
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,121,581 ครั้ง