แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

งูก็มี ขโมยก็มา!(2)

 

แน่นอน...ถึงวันนี้แม้หลายสิ่งยังมีอยู่ ทว่าหลายอย่างก็จากไปแล้ว ร้านหนังสือเดินทางนั้นไม่อยู่แล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวแม่ย้ายไปก่อนแล้ว ร้านดอกไม้จริงปิดไปนานแล้ว ร้านดอกไม้จันทร์กลายเป็นผับวัยรุ่นไปแล้ว เมื่อพี่เจน-เจ้าของร้านเจนในภาคกลางคืนได้กลับไปอยู่ภาคใต้ซึ่งดูจะเกิดขึ้นหลังจากที่พี่วุฒิ พี่ชายของแกซึ่งทำหน้าที่หลักในการดูแลร้านได้จากไป ร้าน Jan’s Art Cafe ก็ดูจะยุติไปแล้ว
 
ที่เหลือเชื่อกว่านั้นอีกก็คือร้านที่อยู่มานานมากอย่างร้านต้นโพธิ์ก็ไม่มีแล้วเช่นกัน แกงขี้เหล็กปลาย่างนั้นกลายเป็นสิ่งที่หากินได้ยากมากแล้วในเมืองหลวง เมื่อถนนพระอาทิตย์เปลี่ยนไปเช่นนี้ หากเรายอมรับว่าสังคมดีจำต้องมีความหลากหลาย วันที่อยู่กันพร้อมหน้าจึงกล่าวได้ว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ดูดีมากทีเดียว และในสายตาของคนนอกก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดว่าคนที่อยู่ตรงนั้นน่าจะมีความสุขมากทีเดียว น่าจะมีความสุขจนครั้งที่มาทำกิจกรรมในสวนสันติชัยปราการ ดาราสาวใหญ่อดีตคนใกล้ตัวของร็อคมือขวายังเคยเดินเข้ามาในร้านหนังสือเดินทางแล้วถามขึ้นว่า “ทำร้านหนังสือนี่ดูมีความสุขจังเลยนะคะ” ประมาณนั้นเลย
         
เอ้า...เมื่อสิ่งต่างๆดูจะส่งและเสริมกันดี ถ้าอย่างนั้นถนนพระอาทิตย์เอามุมน่าชังมาจากไหน ถ้าอย่างนั้น  วันนั้นพ่อหนุ่มกล่าวได้อย่างไรว่าพระอาทิตย์มีบางด้านที่ไม่ค่อยดี ถึงตรงนี้ก็มีมุมให้แย้ง
 
เกี่ยวกับมุมไม่น่ารักของถนนพระอาทิตย์นั้นความจริงไม่มีใครคิดหรอกว่ามันจะมี หนุ่มกับโยก็ไม่คิดเหมือนกัน ทว่าเมื่ออยู่ตรงนั้นทุกวัน และอยู่ในสถานะร้านหนังสือนั้นเมื่อประตูร้านเปิดแล้วหลายเหตุการณ์ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มกลายเป็นฝ่ายถูกเลือก ถูกเลือกในลักษณะที่จอร์จ ออเวลล์ กล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน
 
จากน้อยไปมาก ไม่แน่ว่าสัญญาณบางอย่างอาจพยายามเตือนแล้วแต่เราพลาดเองที่คิดไปว่าโลกนี้สวยงามเสมอกับการยืนยันว่าร้านหนังสือเป็นที่ๆใครเข้ามาก็ได้สองทุ่มกว่าของคืนหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินๆหยุดๆ จากนั้นจึงผลักประตูเข้ามาแล้วก็ถามขึ้นว่า “มีเหล้าขาวขายไหม?”
 
เหล้าขาวกับร้านหนังสือนั้นเหลือเชื่อพอๆกับงูในร้านหนังสือเลย  แต่จะว่าไปนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับใครหลายคนที่เดินเข้ามาเพราะคิดว่าที่นี่รับทำพาสปอร์ตและขอวีซ่า เจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศในย่านนั้นบางคนยังเคยเข้ามาเพื่อหาข้าวผัดเสียด้วยซ้ำ   เมื่อยกเอาการเข้าใจผิดเช่นนี้เป็นเหตุผลที่สุดแล้วหนุ่มกับโยก็ไม่เคยเฉลียวใจเลยถึงอะไรที่ร้ายแรงกว่า แม้แต่คนที่เข้ามาเพื่อฆ่าเวลาเฉยๆก็เถอะ หนุ่มเองกลับคิดไปว่าไหนๆไฟก็เปิดแล้ว แอร์ก็เปิดแล้ว และสังเกตเถอะร้านไหนที่คนเยอะคนก็จะยิ่งเยอะ เพราะฉะนั้นมีคนอยู่ในร้านจึงดีกว่าไม่มีคน
 
บางครั้งแม้สถานการณ์ทำท่าจะไม่ชอบกลแล้วพวกเขาก็ยังมองโลกแบบนี้อยู่ดี อีกครั้งเหตุการณ์ใกล้เคียงกันจะต่างก็เพียงเวลา วันหนึ่งผู้ชายเมาๆอีกคนเดินตามหญิงสาวต่างชาติแต่งตัวดีคู่หนึ่งเข้ามา มาถึงก็พูดขึ้นว่า “เจ๊! ขอตังก์ 10 บาทได้ไหม”
 
ครั้งนั้นตอนที่ชายดังกล่าวเอ่ยปากพูดกลิ่นเครื่องดื่มส่งกลิ่นฟุ้ง ฟุ้งจนหลายคนผงะหงายเขาไม่อ้อมค้อมไม่นอบน้อมและไม่ดูด้วยซ้ำว่าหญิงสาวทั้งสองฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ
               
“เจ๊! ขอตังก์ 10 บาท” เมื่อไร้การตอบสนองเขาก็พูดขึ้นอีก พูดจบก็เข้าประชิดหญิงสาวทั้งคู่มากกว่าเดิม
               
“ไม่เอาน่าพี่ ออกไปเถอะ!” ถึงตอนนี้หนุ่มเลยต้องแทรกขึ้นมา
               
“งั้นขอ 5 บาทได้มั้ยแก?” ทว่านั่นกลับทำให้เขาเปลี่ยนเป้าหมาย
               
“ไม่เอาน่าพี่ ออกไปเถอะ” หนุ่มยืนยัน
 
“ไม่เอาน่าๆ” ชายดังกล่าวล้อเสียง
 
“ไม่ถูกรางวัลที่หนึ่งบ้างก็แล้วไป” ชายคนเดิมว่า ว่าจบก็เดินออกไปและก็เดินออกไปด้วยท่าทางเมาๆเหมือนตอนที่เข้ามา ไม่มีปัญหาน่า...ไม่มีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องคนนี้แม้บางครั้งทำท่าจะแย่แล้วแต่หนุ่มก็ไม่เคยเลยจริงๆที่จะคิดว่ามันเป็นปัญหา นั่นอาจเพราะหนึ่งจะถือสาอะไรกับคนเมา และสองนี่มันร้านหนังสือนะหากไม่ซื้อหนังสือแล้วมีเหตุผลอะไรอีกที่คนเขาจะเข้ามา จนวันหนึ่งมาถูกวิ่งราว และโดนมือดีใช้อุบายหลอกคนในร้านเข้า นั่นแหละ! จึงรู้ว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด 
 
3.
 
เพราะไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ตอนที่ถูกขโมยหนังสือเข้ากับตัวเองเป็นครั้งแรกนั้นหนุ่มปากสั่นใจสั่นเลยทีเดียว โยเองถึงกับน้ำไหลออกตาอีกครั้ง เธอว่า “ทำไมใจร้ายจัง เขาไม่รู้บ้างหรือว่าเรากำลังเจอกับอะไร”
 
จริงๆหากรู้ล่วงหน้า มันก็น่าเขียนป้ายบอกให้โจรรู้อยู่หรอกว่าเดือนนี้ยอดขายไม่พอค่าเช่านะ แถมคนทำร้านก็เหนื่อยจะแย่แล้วด้วย จะขโมยอะไร หยิบฉวยอะไรถามก่อนได้ไหม?
 
แต่ก็อย่างวิสัยโจร สนใจก็ไม่ใช่โจร อย่างดีมันคงคิดอยู่ว่า เอ้ย...นี่มันร้านเปิดใหม่ แถมคนทำร้านยังดูไร้พิษสงอีกต่างหาก เล่นมันเลยดีกว่า เอามันตอนที่ยังไม่ค่อยประสาและดูงงๆกับชีวิตนี่แหละรับรองสำเร็จ ซึ่งก็สำเร็จจริงๆ คนประเภทไหนกันที่ทำร้ายเราแบบนี้?
 
จากสิ่งที่หยิบฉวยเอาได้ข้างนอกจนถึงสิ่งที่อยู่ในร้าน และจากสิ่งที่ไม่ใช่หนังสือจนกระทั่งหนังสือ ก่อนจะเป็นอะไรก็ได้เท่าที่คิดหาวิธีได้และโอกาสอำนวย ในการทำความรู้จักกับคนประเภทนี้เห็นทีว่าควรเริ่มต้นด้วยกระติกใบหนึ่ง
 
กระติกใบที่ถูกใช้เป็นอุปกรณ์ในการขายชากาแฟ
 
ใช่...ร้อนและเย็น ร้านหนังสือเดินทางนั้นพอจะมีรายได้อีกทางจากการขายเครื่องดื่ม หิวขึ้นมาเคาน์เตอร์เล็กๆใต้บันไดก็กว้างพอที่จะทำแซนด์วิชชนิดที่เป็นขนมปังอบสองแผ่นสอดใส้ด้วยชีส ทูน่า หรือแฮมให้รองท้องได้  
 
กาแฟกับหนังสือและถนนพระอาทิตย์...ช่วงปีแรกๆแม้ลูกค้าใจร้อนบางคนจะบอกว่ากาแฟที่สั่งกินวันนี้นะเพราะคนทำยังไม่รู้เลยว่าจะสตีมนมให้เร็วควรทำอย่างไรนั้นทว่าบรรยากาศบนชั้นสองก็มีท่าว่าจะคึกคัก ใครหลายคนเริ่มเจอมุมประจำของเขา วันไหนฝนพรำได้กาแฟสักแก้วบวกเสียงเพลงเศร้าๆชายหนุ่มบางคนก็บอกว่าไม่อยากไปไหนแล้ว และที่ดูมีความหวังกว่านั้นอีกก็คือวันหยุดไหนที่อากาศร้อนจัดโอกาสที่ชาเย็นๆจะขายดีจนล้างแก้วไม่ทันก็เริ่มมีให้เห็น ตรงนี้เองที่เป็นความจำเป็นของกระติกใบนั้น
 
กระติกสีแดงใบใหญ่ใส่น้ำแข็งยูนิคหลอดเล็กไว้ใช้ได้สองวัน หนุ่มไปหามาหลังจากพบว่าการวิ่งไปซื้อน้ำแข็งทุบจากร้านชำวันละสามครั้งนั้นนอกจากน้ำแข็งดังกล่าวจะทำให้กาแฟจืดชืดเร็วแล้วยังสิ้นเปลืองกว่าด้วย
 
ทุกเช้าแค่เปิดบานเฟี้ยมออกแล้วเอาเงินใส่กระติกวางไว้ตรงประตู จากนั้นจะถูพื้น ไปซื้อของหรือทำอะไรก็ตามเมื่อถึงเวลาซาเล้งเจ้าประจำก็จะเอาน้ำแข็งมาเทแล้วหยิบเงินไป เมื่อมีกระติกดีๆสักใบเรื่องมันก็ง่ายปานนี้
 
ทว่าทำอย่างนั้นได้ไม่กี่วันปรากฏว่าเงินในกระติกหาย
 
วันหนึ่งก่อนที่เด็กส่งน้ำแข็งจะมาถึง และขณะที่คนในร้านไม่ได้สนใจมือดีจากไหนก็ไม่รู้มาเปิดกระติกแล้วหยิบเงินไปเฉย และที่ร้ายกว่าอีกก็คืออีกวันนั้นปรากฏว่าหายไปทั้งเงินหายไปทั้งกระติก  
 
วันที่กระติกหายหนุ่มได้แต่ยืนหันซ้ายหันขวาอยู่หน้าร้านและก็รำพึงอยู่ตรงนั้น “เออ! เป็นไปได้เว้ย”
 
สิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกฉันใด เมื่อเคยถูกขโมยแล้วก็ปรากฏว่ามีสิทธิโดนขโมยอีกฉันนั้น เสร็จจากโจรกระติกก็ถึงคิวของโจรแจกัน
 
อาทิตย์ละครั้ง ทุกคืนวันศุกร์มุมต่างๆของร้านหนังสือเดินทางนั้นจะสดชื่นขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าช่วงเสาร์อาทิตย์ด้วยดอกไม้  อาจจะเป็นกุหลาบสีสดหรือเยอร์บี่ร่า หรืออะไรก็ตามที่เธอชอบ คุ้มค่าเงิน และคิดว่ามันจะอยู่ได้ทั้งสัปดาห์ขากลับจากที่ทำงานโยจะแวะปากคลองตลาดแล้วหิ้วสิ่งนั้นมาลงแจกัน
 
บนโต๊ะกาแฟชั้นสอง ตรงกระจกห้องน้ำ ชั้นหนังสือด้านล่าง และก็โต๊ะหน้าร้านสองตัว ดอกไม้สดๆเรียกความสดใสและชวนมองเสมอ ตรงหน้าร้านนั้นเมื่อหาโต๊ะมาเพิ่ม และมีแผงโปสการ์ดมาลงมากกว่าเดิม  แถมแกล้งเขียนป้ายไว้หน่อยว่าโปสการ์ดบางอันขายลดราคาเพราะช่างภาพกำลังต้องการเงินไปเดินทางไกลก็ดูจะเรียกความสนใจจากนักเดินทางด้วยกันได้มากโข ด้วยอารมณ์ดอกไม้เช่นนี้และลูกแอบอ้อนเช่นนั้นไม่นานหน้าร้านเองก็เริ่มมีแรงชักชวนให้ใครหลายคนนั่งลงดื่มกาแฟสักแก้วอยู่โดยเฉพาะผู้ที่มีบุหรี่เป็นนิ้วที่สิบเอ็ด
 
แต่ก็อีก วันหนึ่งแจกันสีขาวบนโต๊ะหน้าร้านนั้นหาย!
 
และไม่แค่แจกันเท่านั้น ที่เขี่ยบุหรี่ก็หายเช่นกัน
 
เมื่อหายวันรุ่งขึ้นหนุ่มกับโยก็หามาใหม่ ทว่าก็หายอีก หายติดๆกันเกือบสิบวันเหมือนจงใจแกล้ง วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งถึงกับทนไม่ได้ เมื่อไม่มีที่เขี่ยบุหรี่แล้วเธออุตสาห์เดินไปซื้อมาแถมเขียนป้ายเล็กๆติดไว้ “หวังว่าคงไม่หายอีกนะคะ” ทว่าวางไว้แค่ครึ่งวันเท่านั้นก็สาบสูญ
 
ราวกับโจรโรคจิต ขโมยแจกันนั้นพอเชื่อว่าอาจชอบดอกไม้ แต่ขโมยที่เขี่ยบุหรี่ไปร่วมสิบนี่ซิผิดเพี้ยนอะไรก็เกินคาดเดา หรือที่บ้านโจรมันสูบบุหรี่จัด?
 
กรณีที่เขี่ยบุหรี่นั้นยุติลงด้วยการทู่ซี้ไปซื้อมาตั้งไว้จนเบื่อกันไปข้างหนึ่ง ทว่าไม่นานก็โดนอีก
 
อาจคลาดเคลื่อนบ้างก็แค่เวลาแต่พฤติกรรมนั้นยังชัด คราวนี้ถึงคราวของหนังสือ ขโมยอะไรก็ขโมยเถอะแต่ขโมยหนังสือนี้ทำเอาหนุ่มกับโยถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยผิดหวัง มันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในความรู้สึกมหาศาล
 
วันละครั้ง บางวันก็หลายครั้ง แต่ไหนแต่ไรแล้วที่หนุ่มจัดหนังสือในร้านทุกวัน
 
จะวางมันตรงไหน วางอย่างไรให้ขายได้ รวมทั้งหนังสือบางเล่มจะวางขายหรือไม่
 
ขณะตัดสินใจด้านหนึ่งก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้คนเข้ามาแล้วรู้สึกได้ว่าเจอกับหนังสือดี ได้พบกับ “หนังสือเดินทาง” ในความหมายที่คิดฝัน ทุกวันในร้านหนังสือนั้นหนุ่มนึกถึงเงื่อนไขนี้เสมอและพยายามอยู่ที่จะไปให้ถึงตรงนั้น ทำร้านสวย จัดร้านน่ารัก เอาเข้าจริงเขายังรู้สึกกับมันน้อยกว่าทำร้านแล้วเพียบไปด้วยหนังสือดีๆมากนัก
 
การมีหนังสือดีๆอยู่ในร้านนั้นจะมีอะไรเสียอีกหากไม่ใช่ความเชื่อที่ว่าเมื่อมอบสิ่งดีให้กันก็น่าจะทำให้เจอกับคนดีๆ ซึ่งนั่นก็มีนัยประหวัดไปถึงการร่วมสร้างชุมชนที่ดีอยู่บ้าง
 
และในตัวมันเองก็ปรากฏว่าการเลือกและจัดหนังสือเองกับมือก็มีข้อดีหลายอย่างอยู่ นอกจากใครถามตอบได้มันยังทำให้รู้ว่าขณะนั้นมีหนังสือเรื่องนั้นอยู่กี่เล่ม เล่มไหนอยู่ตรงไหน ขายได้ไม่ได้มองไปปราดเดียวก็รู้ ซึ่งปีแรกตอนที่ยังทำงานประจำอยู่กลับถึงร้านทุกเย็นสิ่งแรกที่หนุ่มทำก็คือกวาดตาไปบนชั้นหนังสือนี่แหละ
 
ตรงไหนยุบก็หามาใส่ ชั้นไหนโล่งก็หามาเติมหากโล่งโดยไม่มีบันทึกว่าขายก็แสดงว่าหาย หรือไม่ก็ถูกวางผิดที่ แรกๆช่วงที่สถานการณ์ช่างน่าเป็นห่วงนั้นวันไหนขายหนังสือแพงๆได้สักเล่มก็ยิ้มกันไปทั้งวันทีเดียว และแน่นอนหากวันไหนหนังสือหายสักเล่มสองเล่มก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว
 
เกี่ยวกับหนังสือหายนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดมาหากยอมรับความจริงกันเสียหน่อยอันที่จริงหนังสือที่หาที่ไปไม่ได้นั้นพอมี ทว่าเมื่อมองโลกในแง่ดีเสียแล้วก็ไม่อยากนึกถึงถนนพระอาทิตย์ในแง่ร้าย ครั้นจะไล่บี้เอากับน้องที่เฝ้าร้านก็ใช่ที่ หายเล่มสองเล่มยังพอแกล้งลืมได้ ใจมาแตกสลายเอาก็เมื่อโดนวิ่งราวล็อตใหญ่เข้านี่แหละ
 
( มีต่อนะจ๊ะ อย่าเพิ่งหนื่อยอ่าน)
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,121,591 ครั้ง