แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

งูก็มี ขโมยก็มา!

 

 
1.
 
งูตัวเล็ก สีเขียวคล้ำยาวแค่คืบกว่าๆหล่นลงมาจากต้นไทรหน้าร้านโรตีมะตะบะ
               
หล่นมาแล้วมันคงตกใจคน ตกใจรถยนต์มันเลยไปหลบอยู่หลังแผงใส่โปสการ์ดตรงหน้าร้านหนังสือที่อยู่ใกล้ๆมันหลบอยู่นานแค่ไหนไม่มีใครรู้ มารู้เอาก็ต่อเมื่อถึงเวลาปิดร้านมันติดมากับแผงโปสการ์ดตอนที่ถูกยกเข้าข้างใน
               
เมื่อเข้าข้างในนั้นปรากฏว่ามันหล่นแปะลงกับพื้น
 
และแวบเดียวมันก็หายเข้าไปในซอกหนึ่งของชั้นหนังสือ และนับจากนาทีนั้นเองการรื้อหนังสือรอบดึกก็เกิดขึ้น
               
งูในร้านหนังสือ หือ!..ใครจะคิด
               
รื้อตู้เก็บของชั้นใต้สุดแล้วก็หาไม่เจอ รื้อหนังสืออีกชั้นแล้วก็ไม่เห็นหาง ใจนั้นพยายามเชื่อว่าก็แค่งูเขียวธรรมดาแต่กระนั้นมันก็ไม่ควรอยู่ในนี้  สุดท้ายเลยต้องรื้อหนังสือยกแผง ทว่ามันอยู่ไหนหล่ะ นี่ก็ห้าทุ่มแล้วนะ ถึงตอนนี้ใครคนหนึ่งจำต้องขอกลับก่อนเพราะพรุ่งนี้มีงานเช้า ขณะที่อีกคนทนรื้ออยู่จนเที่ยงคืนกว่าแล้วจึงยอม ไม่ใช่เรื่องเลยแท้ๆ
               
แล้วหนึ่งปีก็ผ่านไป
               
บางทีการจะวัดว่าเวลาผ่านไปเร็วแค่ไหนอาจพอวัดได้ด้วยขนาดของหนึ่งงูเขียว หลังจากที่หามันไม่เจอในคืนนั้น ด้วยมีเรื่องให้รับมืออยู่ทุกวันปรากฏว่าไม่นานหนุ่มกับโยก็ลืมว่ามีมันอยู่ ตอนที่มันโผล่มาอีกทีเหลือเชื่อว่าเวลาผ่านไปแล้วไม่ต่ำกว่าปีหนึ่ง และถึงตอนนี้จากแค่คืบนิดๆมันก็กลายเป็นงูหนุ่มยาวราวครึ่งวา
               
และมันก็หามีมารยาทไม่
               
วันที่ออกมา จู่ๆมันก็พรวดออกมาจากชั้นหนังสือด้านหนึ่ง นั่นทำให้ลูกค้าซึ่งกำลังดูหนังสืออยู่คนหนึ่งส่งเสียงร้องว้าย ส่วนมันก็แวบหายเข้าไปใต้ตู้เย็นส่วนโยนั้นก็ขึ้นไปนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เรียบร้อยแล้ว
 
“หนุ่ม! มีงูอยู่หลังตู้”โยรีบบอก
 
ตอนที่ได้ยินหนุ่มเองไม่อยากจะเชื่อ ที่ไม่เชื่อเพราะรู้อยู่ว่าถ้ามีงูจริงปัญหาก็กำลังตามมา ทว่าวินาทีต่อมาก็มีตัวให้เห็นเป็นๆ ไม่นานหนูซึ่งอยู่หลังตู้ในเคาน์เตอร์ก็พลันวิ่งกันกระจาย จากนั้นสายลำโพงที่ต่อขึ้นชั้นสองก็ไหวๆ แล้วจากซอกตู้เล็กๆเจ้าตัวสีเขียวก็ค่อยๆโผล่ขึ้นไปส่ายหัวอยู่บนชั้นบนสุดของชั้นหนังสือ หนังใต้ท้องของมันนั้นขาวสะอาด จากที่เคยเขียวเข้มตอนนี้เกล็ดของมันก็กลายเป็นสีเขียวอ่อน เห็นได้ชัดว่ามันไม่เคยเจอแดดมานานแล้วแน่นอน
 
แล้วจะจับมันหรือ?
 
ใช่!..คำตอบคือต้องจับมัน งูเขียวตามมุมหลังคาบ้านยังทำให้หลายคนนอนไม่หลับ แล้วนี่นับประสาอะไรกับงูในที่แบบนี้ ยิ่งดูมันไม่กลัวอะไรเสียด้วยเดี๋ยวบ่ายๆคนมากเข้าคงมีคนหัวใจวาย แต่ก็นั่นแหละ...แล้วใครจะเป็นคนจับ
               
“มีงูอยู่ในร้านวะพี่”เมื่อนึกถึงคราวที่หากันเที่ยงคืนกว่าแล้วยังไม่เจอ หนุ่มก็เอ่ยขึ้นกับ Smith ซึ่งวันนั้นเดินเข้าร้านมาพอดี
               
“โทรไปหาหน่วย---ซิ! วันก่อนมีตัว---ไปมุดท่อที่ OPEN เขายังมาจับให้เลย” Smith แนะนำ ช่องว่างแรกนั้นเขาหมายถึงหน่วยฉก.อะไรสักอย่าง ส่วนช่องว่างที่สองเขาหมายถึงตัวเงินตัวทองซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยมุดท่อจะโผล่ขึ้นไปยังสำนักงานของนิตยสาร OPEN ให้ได้เสียอย่างงั้น
 
ซึ่งโยก็โทรไป และหน่วยฉก.ที่ว่าก็มา
 
แต่การณ์กลายเป็นว่าหน่วยดังกล่าวถนัดจับแต่งูที่อยู่เฉยๆ เมื่องูในร้านหนังสือแสนจะปราดเปรียวแถมซ่อนอยู่หลืบไหนก็ไม่รู้พวกเขาก็ถอย หนุ่มกับโย และ Smith จึงต้องคิดหาวิธีกันเอง   
               
เมื่อต้องพึ่งตัวเองหนุ่มเลยไปรื้อตู้ใต้บันไดแล้วได้ไม้เบสบอลมาอันหนึ่งซึ่ง Smith ก็เอาไปถือไว้
 
ส่วนเขาได้ไม้เท่านิ้วชี้แต่ยาวเกือบสองเมตรแถมมีตะขอเล็กๆอยู่ตรงปลายซึ่งปกติเอาไว้สอยเสื้อยืดที่แขวนอยู่ลงมาขาย เมื่อไม้พร้อมก็เริ่มได้ หนุ่มอยู่ในเคาร์เตอร์ Smith ยืนประชิดชั้นหนังสือ ส่วนโยก็ไปพลิกป้ายเล็กๆเพื่อขอปิดร้านชั่วคราว
 
แล้วพวกเขาก็เริ่มต้นด้วยการช่วยกันกระทุ้งตู้ชั้นล่างๆที่หลังจากโผล่มาให้เห็นหนึ่งครั้งงูมันก็ลงไปซ่อนอยู่อีก ความตั้งใจคือโผล่มาเมื่อไหร่จะไล่มันออกนอกร้านซึ่งก็กระทุ้งกันนานทีเดียวกว่าจะเห็นผล ตอนที่สายลำโพงสั่นไหวอีกที Smith ขึ้นไปชะโงกดูก็พบว่าหัวของมันแนบอยู่กับซอกผนังใกล้ๆวิทยุ “สงสัยมันชอบดนตรีแจ๊สวะ เปิดดังๆอีก เปิดดังๆอีก” Smith บอก   
 
ซึ่งงูตัวนี้ก็แปลก เมื่อเห็นคนมันก็หาย แต่พอถูกรบกวนมันก็มานิ่งอยู่ในซอกใกล้ๆวิทยุเสียทุกครั้ง คราวหนึ่งถูกกระทุ้งดังๆเข้ามันก็ไต่สายลำโพงขึ้นไปยังชั้นสองและทำท่าจะเลื้อยเข้าไปในห้องเล็กๆด้านหลังที่หนุ่มใช้นอน โชคดีที่ไปดักไว้ทันมันเลยทิ้งตัวลงมาบนเคาน์เตอร์ดังอั๊ก นอนจุกอยู่แป๊บนึงแล้วก็หายไปหลังตู้หนังสือเหมือนเดิมครั้นพอถูกกระทุ้งเข้าก็มานิ่งอยู่ในซอกใกล้ๆวิทยุที่กำลังเปิดเพลงแจ๊สอีก
 
เป็นอยู่อย่างนี้ตั้งหลายรอบ กระทุ้งหายๆ แล้วก็มาซุกอยู่ใกล้วิทยุ เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่สามารถไล่มันออกนอกร้านได้ ถึงตอนนี้ก็ต้องทำบาปเสียแล้ว
 
ไม่คิดจะทำก็ต้องทำ เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วหนุ่มก็เอื้อมไปหยิบขดเชือกป่านซึ่งปกติเอาไว้ผูกกรอบรูปขายอยู่นอกร้านแล้วตัดมาหนึ่งศอก เขาทำบ่วงเล็กๆแล้วผูกไว้กับตะขอปลายไม้ที่ถืออยู่ แอบเอานิ้วแหย่เข้าไปแล้วกระตุกดูสามรอบว่าบ่วงทำงานไหม จากนั้นก็ยื่นปลายไม้มาตรงซอกระหว่างฝาผนังกับวิทยุฝั่งที่อยู่ในเคาน์เตอร์ ส่วนเขาก็ออกไปยืนอยู่ใกล้ชั้นหนังสืออีกฟาก ยืนเฉยๆไม่บอกโยกับ Smith ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร  
               
เพราะเขากระทุ้งอยู่ด้านใน ส่วน Smith ก็กระทุ้งอยู่อีกฟากงูมันคงไม่รู้จะไปทางไหนดี ขึ้นข้างบนเดี๋ยวก็โดนไล่ลงมาอีก หนุ่มคิดว่าหากเขาแกล้งหลบไปเสียสักข้างมันคงออกมา ซึ่งก็ปรากฏว่าจริง
               
เมื่อไม่เห็นหนุ่มแล้วไม่นานมันก็เคลื่อนไหว ทว่าแค่มันโผล่ออกมาได้ราวสองนิ้วเท่านั้นหนุ่มก็พลันตวัดปลายไม้ทันที ซึ่งก็ลากเอามันครูดออกมาจากซอกในพริบตา ด้วยตกใจอยู่เหมือนกันที่งูติดออกมาจริงๆจากผนังด้านนี้หนุ่มฟาดปลายไม้ลงบนชั้นหนังสืออีกฟาก จากนั้นจึงฟาดลงกับพื้น
 
ถึงตอนนี้งูมันก็ลงไปบิดเป็นเกลียวแล้ว คอที่ห้อยอยู่กับบ่วงนั้นพับไปข้างๆ ขณะที่ลิ้นสองแฉกก็ออกมาจุกอยู่ตรงมุมปาก
 
“พี่! มาช่วยตีหน่อย”ในเสี้ยววินาทีนั้นหนุ่มร้องเรียก Smith
         
แต่ตอนนี้ทั้งโยทั้ง Smith กลับยืนอยู่นอกร้าน พวกเขาพรวดออกไปกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้และมีท่าว่าจะไม่กลับเข้ามาง่ายๆด้วยหนุ่มจึงต้องลงมือเอง เรื่องเลยจำต้องจบด้วยบาปกรรม ซึ่งการทำบาปทำกรรมกับมันในครั้งนี้แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวแต่ถ้าจะโยงเข้ากับเรื่องร้านหนังสือก็พอจะโยงได้สักอย่างสองอย่างอยู่
 
หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมองได้ว่าโหดร้ายแต่บางครั้งหากอยากสบายใจก็ต้องทำ ใครจะคิดเล่าว่าคุณสมบัติหนึ่งในการทำร้านหนังสือคือการที่ต้องจับงูให้ได้
 
และสองก็ยังดีที่งูนั้นยังพอจับได้
 
เพราะสิ่งหนึ่งที่ต่อมาหากจับได้น่าจะดีมากนั่นก็คือคน...คนขโมยหนังสือ
 
2.
 
ยกเอาคำของนักเขียนมาไว้สักหน่อย จอร์จ ออเวลล์ (George Orwell) พูดเอาไว้ว่าร้านหนังสือเป็นสถานที่หนึ่งที่เราเดินเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักกะตังก์
 
จริงแล้วไม่ต้องให้นักเขียนเมืองนอกพูดก็ได้เพราะเมืองไทยเราก็เป็นอย่างนั้นทว่าในเรื่องเดียวกันเดินเข้าไปแล้วร้านหนังสือต่างบ้านต่างเมืองบางร้านกลับมีป้ายเขียนไว้ว่า“You can browse but you can not read.”
 
การเปิดดูแบบเผินๆ-Browse กับการอ่านอย่างเอาจริงเอาจัง-Read นั้นมีความหมายใกล้และไกลกันนิดเดียวทว่าผลของมันกลับต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในมุมของคนซื้ออาจไม่เข้าใจ แต่ในมุมของคนขายนี่ก็น่าเห็นใจ หนุ่มมาทั้งเข้าใจ เห็นใจและทำใจได้เอาก็เมื่อมาเปิดร้านหนังสือ ทำความรู้จักชุมชนบนถนนพระอาทิตย์กันมากขึ้นอีกนิดเป็นไร
 
“ร้านหนังสือเดินทาง” กับ“ถนนอาทิตย์” นั้นอันที่จริงถือว่าเข้ากันได้ดีทีเดียว
 
เพราะอยู่บนถนนพระอาทิตย์ร้านหนังสือเดินทางเลยน่าสนใจมากขึ้น หรือเพราะมีร้านหนังสือเดินทางถนนพระอาทิตย์เลยคึกคักมากขึ้นอย่าเพิ่งไปถามเลย เพียงแต่หากคิดว่าก่อนที่ถนนเส้นหนึ่งจะกลายเป็นถนนของคนกลางคืนไปเสียหมดการที่มีร้านหนังสืออยู่บ้าง เท่านี้ก็ดูจะเหมาะสมแล้ว
 
แต่ก็อีก เมื่อมีแล้ว เมื่ออยู่ตรงนั้นแล้ว ยัง...สิ่งที่โหมเข้าใส่ร้านหนังสือเดินทางนั้นยังไม่หมด ขณะที่ธุรกิจหนังสือก็ต้องรีบพยายามเข้าใจ เงื่อนไขในวิถีชีวิตก็ต้องทำใจรับ แม้จะมีหลายอย่างที่น่ารักแต่ถนนพระอาทิตย์ก็เผยให้เห็นหลายมุมที่น่าชัง
 
ในอารมณ์ของการเป็นถนนวัฒนธรรม ซึ่งคงต้องกล่าวว่าเป็นวัฒนธรรมที่เก่ากับใหม่รวมกันเมื่อบวกกับทำเลที่ตั้งแล้วนั้นความจริงถนนพระอาทิตย์หาได้มีอะไรบกพร่อง
 
บันทึกไว้อีกนิดก็ดี ช่วง 2545-2548 ซึ่งเป็นสี่ปีที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่บนถนนพระอาทิตย์นั้น ในแง่ความหลากหลายของกิจกรรมอาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ถนนเส้นนี้มีอะไรให้ทำมากที่สุดแล้ว
 
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เพราะร้านหนังสือเดินทางอยู่ตรงนั้น แต่ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะวันนั้นถนนพระอาทิตย์มีและไม่มีหลายสิ่งอย่างที่มีและไม่มีในวันนี้
 
ในแง่ของร้านรวงข้างทางช่วงปี 2545 ถนนพระอาทิตย์ยังไม่มีร้านสะดวกซื้อเลย ทว่ากลับมีร้านดอกไม้ ทั้งร้านดอกไม้จริงและดอกไม้จันทร์ ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อ “ร้านก๋วยเตี๋ยวแม่” ก็ยังอยู่ แน่นอน! สำหรับมื้ออาหารในย่านเก่าสักมื้อแม้ร้าน “โรตีมะตะบะ” เจ้าดัง และร้าน “ครัวนพรัตน์” ซึ่งต้มยำขาหมูอร่อยเสียจนนักเขียนคนหนึ่งซึ่งเงื่อนไขทางศาสนาทำให้เขาไม่สามารถรับประทานอาหารชนิดนี้ได้บอกว่าอร่อยเสียจนเขาอยากลองซดน้ำจะเป็นไฮไลต์หลัก แต่วันนั้นติดกับสำนักงานของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถนนพระอาทิตย์ยังมีร้าน “108พระอาทิตย์” ร้านอาหารสำหรับคนวัยทำงานที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และใกล้กันสำหรับคนในแวดวงศิลปินและนักเขียน แกลเลอรี่ประหลาดโลกที่กลางวันขายข้าวแกงปักษ์ใต้แต่กลางคืนกลายเป็นที่แสดงงานศิลปะและที่พบปะของพวกเขาอย่าง “ร้านเจน” หรือที่มีชื่อเป็นทางการว่า“Jan’s Art Cafe”  ก็เป็นที่เล็กๆที่รวมศิลปินและนักเขียนรุ่นใหญ่ทั้งหลายมาไว้ได้มากที่สุดแล้ว ณ ที่แห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพวกเขามักมาพบกันแทบทุกศุกร์จนพิบูลศักดิ์ ละครพล เคยแอบแซวว่าเป็นศุกร์แห่งชาติ ทุกเดือนจะมีงานศิลปะชิ้นใหม่มาแสดงเสมอโดยมีศิลปินอาวุโสผู้หนึ่งเป็นคนจัดคิวให้ และทุกปีถึงสิ้นปีเมื่อไหร่พวกเขาจะร่วมแจมศิลปะกันโดยให้ทุกคนเอางานมาร่วมคนละชิ้น ซึ่งกิจกรรมหลังนี้ถือได้ว่าน่ารักมากและเหมาะอย่างยิ่งที่แกลเลอรี่อื่นๆทั้งหลายจะเอาไปทำตาม
 
ในอารมณ์ของผู้ที่ไม่ใช่ขาดื่มและคนกลางคืนคงต้องบันทึกไว้ด้วยว่าพ.ศ.นั้น “ร้านต้นโพธิ์”ร้าน อาหารไทยรสถึงยังมีอยู่บนถนนพระอาทิตย์ และก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ปัญญาชนอาวุโสและคนหนังสือพิมพ์หลายคนมักมาใช้เวลากับมื้อค่ำ และถึงตรงนี้ก็คงต้องบันทึกไว้อีกเช่นกันว่าแม้ไม่ดื่มไม่กินอะไรแค่มานั่งเล่นเดินเล่น ทำเท่านี้ วันนั้นพระอาทิตย์ก็เป็นถนนที่น่าสนใจ
 
ช่วงสามสี่ปีนั้นงานปิดถนนยังมีอยู่ และถึงไม่มีการปิดถนนแต่หลายคนก็มาเพื่อจะดูลำพูต้นสุดท้าย  ในสวนสันติชัยปราการนั้นบางเช้าของฤดูฝนถือร่มออกไปยังอาจได้เห็นแมลงเม่าฝูงใหญ่บินขึ้นจากจอมปลวกซึ่งซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ริมแม่น้ำ และหากมาตอนเย็นใกล้ค่ำก็พอได้ตื่นตากับลานเต้นแอโรบิคขนาดใหญ่ วง Hip Hop ของวัยรุ่นวงJuggling ของนักเดินทางต่างแดน วงดนตรีไทยดั้งเดิมของย่านบางลำพู และวันดีคืนดีหากมาในวันที่มีกิจกรรมเพื่อสังคมก็อาจทันได้ดูนักดนตรีอย่างปู-แบล็คเฮด โอฬาร พรหมใจ แจมกีตาร์กับนักดนตรีคนพิการ ซึ่งเวทีเดียวกันนั้นมีมาโนช พุฒตาล เป็นพิธีกร และชาย เมืองสิงห์ ก็เพิ่งลงไปจากเวที
 
หากเรียกสิ่งนี้ว่าวัฒนธรรม ความเป็นไปของถนนพระอาทิตย์ในช่วงพ.ศ.นั้นเป็นไปลักษณะนี้
 
( มีต่อนะจ๊ะ )
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,869,803 ครั้ง