แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

โรงฆ่าสัตว์หมายเลขห้า

 

 
ระหว่างสงครามและการต่อต้านสงคราม สิ่งใดไร้สาระกว่ากัน   ใน Slaughterhouse-Five หรือ โรงฆ่าสัตว์หมายเลขห้า (สำนวนแปลของ นพพล เวชสวัสดิ์ สำนักพิม์ earnest) วอนเนกัตบอกเพื่อนของเขาว่า หนังสือเล่มหน้าจะเป็นหนังสือต่อต้านสงคราม อีกฝ่ายตอบกลับมาทันที "น่าจะไปเขียนนิยายต่อต้านยุคน้ำแข็งแทน"   สงครามและยุคน้ำแข็งล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้   มันเกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต   ในจักรวาลที่ทุกสิ่งถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้า ความโหดร้ายและการฆ่าฟันเป็นเพียงเฟืองของเครื่องจักรที่เรียกว่าชะตากรรม
 
                โจนาธาน ลาสัน ผู้เขียนบทละครเรื่อง Rent เคยกล่าวว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับสงครามไม่ใช่สันติภาพ   เพราะสงครามต่างหากที่นำไปสู่สันติภาพ   ภายหลังสงคราม "ทุกคนตายหมดเกลี้ยง ไม่มีใครเหลือให้พูดอะไร ให้ปรารถนาอะไร   ทุกสิ่งเงียบงันภายหลังการสังหารหมู่ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป เว้นแต่เสียงนกร้อง" ตราบใดที่มนุษย์ยังโหยหาสันติภาพ สงครามก็จะดำเนินต่อไป[1]   และในทางกลับกัน ความสงบสุขก็นำไปสู่สงครามได้เช่นกัน[2]
 
                เช่นนั้น อะไรเล่าคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับสงคราม   ลาสันกล่าวต่อไปว่า สิ่งนั้นคือการสร้างสรรค์   ศิลปินควรจะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา เพื่อต่อต้านสงคราม[3]   นี่เองดูจะเป็นคำถามที่อยู่ในใจวอนเนกัต   ผู้เขียนออกตัวตั้งแต่ต้นว่า "เราไม่สามารถพูดอะไรฉลาดๆ เกี่ยวกับการสังหารหมู่ได้เลย" และยังยั่วล้อวิพากษ์ผลงานของตัวเอง "นิยายเรื่องนี้ไม่มีตัวละคร ไม่มีการเร้าอารมณ์   ผู้คนที่ปรากฏในเรื่องล้วนแต่ป่วยไข้ เป็นเพียงเครื่องเล่น ตุ๊กตาของอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขา   ที่สุดแล้วผลกระทบหลักของสงครามคือมนุษย์สูญเสียความสามารถในการกลายเป็นตัวละครไป"
 
                ดังนั้นวิธีเขียนถึงสงครามที่ดีที่สุดคือการไม่เขียนถึงสงคราม   บิลลี พิลกริม ตัวเอกของ โรงฆ่าสัตว์หมายเลขห้า ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง และอยู่ในเหตุการณ์การทิ้งระเบิดเมืองเดรสเดน (ซึ่งเป็นความทรงจำสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของวอนเกกัตด้วย[4])   โบิลลี พิลกริมกลับจากสงคราม ลงเรียนในโรงเรียนสอนช่างทำเลนส์ แต่งงานกับลูกสาวมหาเศรษฐี ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า เริ่มอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป เป็นกิ๊กกับดาราหนังโป๊ รอดชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เป็นม่าย เผยแพร่ลัทธิใหม่ ก่อนจะจบชีวิตลงเพราะถูกชายโรคจิตยิงตายด้วยปืนเลเซอร์   ระหว่างนั้น สักช่วงใดช่วงหนึ่งนี่แหละ บิลลีได้ความสามารถพิเศษในการกระโดดข้ามเวลา
 
                มาพูดถึงมนุษย์ต่างดาวดีกว่า   ทรัลฟามาดอเรียนเป็นสิ่งมีชีวิตในมิติที่สี่   พวกเขามองเห็นตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงจุดจบของจักรวาล (เกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อวิศวกรชาวทรัลฟามาดอเรียนเดินเครื่องเชื้อเพลิงชนิดใหม่ จักรวาลพินาศในชั่วพริบตา)   พวกเขารู้สิ้นสิ่งสรรพ   ในประวัติศาสตร์ของดาวทรัลฟามาดอร์ เต็มไปด้วยสงครามและการฆ่าฟัน ซึ่งโหดเหี้ยมไม่แพ้ประวัติศาสตร์ของโลก แต่ทรัลฟามาดอเรียนเป็นมนุษย์ต่างดาว "พลังบวก"   พวกเขาเลือกที่จะมอง และอาศัยอยู่แต่ในช่วงเวลาดีๆ   สำหรับพวกเขา ทั้งสงครามและสันติภาพจึงไร้สาระพอๆ กัน
 
                โรงฆ่าสัตว์หมายเลขห้า เป็นนิยายที่ต่อต้านสันติภาพ พอๆ กับต่อต้านสงคราม   นักสงครามนิยมถูกนำเสนอออกมาให้แลดูน่าขบขัน[5] แต่ขณะเดียวกัน เมื่อบิลลีมีโอกาสปาฐกถาต่อหน้าชาวทรัลฟามาดอเรียน เขาพูดถึงความโหดเหี้ยมของสงคราม ประณามมนุษย์ที่ฆ่าฟันกันไม่รู้จบสิ้น ก่อนจะถามอีกฝ่ายว่ามีเคล็ดลับแห่งสันติภาพยังไง   ปฏิกริยา-v'ชาวทรัลฟามาดอเรียนคือใช้สองมือปิดตาตัวเอง แปลว่าทุกสิ่งที่บิลลีพูด ล้วนโง่เขลา ไม่มีแก่นสาร   ในสายตาของผู้อาศัยอยู่ในมิติที่สี่ การต่อต้านสงครามไร้สาระพอๆ กับสงคราม   อะไรจะเกิด ย่อมเกิด
 
                อะไรจะเกิด ย่อมเกิด...ความเชื่อแบบนี้มองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า   เท่ากับว่าเจตจำนงค์อิสระ (free will) ของมนุษย์ไม่มีอยู่จริง (ชาวทรัลฟามาดอเรียนศึกษาสิ่งมีชีวิตบนดาว 31 ดวง พวกเขาพบว่ามนุษย์โลกเท่านั้นที่เชื่อในเจตจำนงค์อิสระ)   วอนเนกัตสร้างตัวละคร "ผม" ขึ้นมา (ซึ่งก็คือวอนเนกัต นักเขียนนั่นเอง) แปลกแยกตัวเองออกจากบิลลี พิลกริม ตัวเอกของนิยาย เพื่อเตือนคนอ่านเป็นนัยๆ ว่าสิ่งที่ตัวละครตัวนี้เชื่ออาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้เขียนเองเชื่อ   ประโยคสุดท้ายในการผจญภัยของบิลลี พิลกริม คือคำพูดที่สลักอยู่บนจี้ห้อยคอของดาราหนังโป๊ คู่รักชั่วคราวของบิลลี "ขอให้พระเจ้าประทานความสงบแก่ฉัน เพื่อให้ฉันยอมรับสิ่งที่ฉันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความกล้าหาญแก่ฉัน เพื่อให้ฉันแก้ไขสิ่งที่ฉันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และปัญญาแก่ฉัน เพื่อให้ฉันแยกออกว่าสิ่งไหนคือสิ่งไหน"
 
                ถ้าสงครามคืออีกด้านหนึ่งที่ไร้สาระพอๆ กับของสันติภาพ   เราจะต่อต้านสงครามยังไง โดยไม่ให้เป็นการสนับสนุนสงครามโดยเราไม่ทันรู้ตัว
 
                นั่นคือคำถามที่วอนเนกัตฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน
 
 
[1]     ใน โรงฆ่าสัตว์หมายเลขห้า รุมฟูร์ด ชายชราอายุหกสิบกว่า เขียนหนังสือเกี่ยวกับกองทัพอากาศ และการทิ้งระเบิด   รุมฟูร์ดให้เหตุผลว่า การท้ิงระเบิดทำลายเมือง แม้จะต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย แต่ก็เป็นยุทธวิธีอันหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อชัยชนะ ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพในท้ายที่สุด
 
[2]     ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทวีปยุโรปอยู่อย่างสงบสุขมาเป็นระยะเวลายาวนาน   ผู้คนเริ่มบ่นพร่ำถึงศีลธรรมของประชาชนที่ต่ำลงทุกวี่วัน หลายคนเชื่อว่าสงครามเป็นหนทางเดียวทจะี่ช่วยฟื้นฟูศีลธรรม และความเป็นมนุษย์ให้กลับมา   แนวคิดนี้แพร่หลายในหมู่นักคิดสกุลอนาคตนิยม (futurism)
 
[3]     ธีออโดร์ อดอร์โนกล่าวว่า การเขียนบทกวีภายหลัง (หรือเกี่ยวกับ) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องป่าเถื่อน
 
          แม้ภาพยนตร์ Schindler's List จะได้รางวัลออสการ์ในปี 1993  แต่ก็มีนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งออกมาบอกว่า Schindler's List คือภาพยนตร์มือถือสากปากถือศีล   โดยผิวเผินเหมือนจะประณามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ขณะเดียวกันมันก็พยายามใช้โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์มาเป็นพื้นหลัง วาดภาพวีรบุรุษอย่างชินด์เลอร์ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนติดตามเอาใจช่วย และสุดท้ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ถูกทำให้ไร้ความหมาย
 
          เก้าปีหลังจากนั้น เมื่อ The Pianist เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม การเปรียบเทียบก็ยิ่งชัดเจนขึ้น   The Pianist เล่าเรื่องของนักเปียโนชาวยิวที่ไม่ใช่วีรบุรุษ ตลอดสงคราม เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากหลบๆ ซ่อนๆ  เอาชีวิตตัวเองให้รอด   ภาพสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน The Pianist ให้ความรู้สึกโหดเหี้ยมอันไร้สาระได้มากกว่าใน Schindler's List
 
[4]     การทิ้งระเบิดเมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมัน ถูกจารึกไว้ว่าเป็นการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีประชาชน ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตมากที่สุด (มากยิ่งกว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาเสียอีก)   เหตุการณ์ในเมืองเดรสเดน มักถูกใช้เป็นตัวอย่างแสดงความโหดร้ายของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่กระทำต่อฝ่ายอักษะ   และยังเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นักทฤษฎีทางการทหารมาจนทุกวันนี้ว่า จำเป็นไหม มันนำไปสู่ชัยชนะในตอนท้าย หรือเป็นเพียงการฆ่าฟันที่เปลืองเปล่ากันแน่
 
[5]     วอนเนกัตเรียกคนแบบนี้ว่า "เด็กทารก" Slaughterhouse-Five ยังมีชื่อเสริมอีกชื่อหนึ่งคือ The Children's Crusade หรือ สงครามของเด็กๆ   ชื่อนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก แมรี โอ แฮร์ ภรรยาของเพื่อนทหาร ที่วอนเนกัตมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาเขียนนิยาย   ในตอนแรก แมรีไม่อยากให้วอนเนกัตเขียนหนังสืออกมา เพราะ   "เธอคงเสแสร้งว่าทารกอย่างพวกเธอเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว   แล้วก็จะมีดาราหนังดังๆ อย่างแฟรง ซีเนตรา จอห์น เวน หรือพวกตาแก่บ้าสงครามมารับบทเป็นพวกเธอ   สงครามจะได้ดูแสนวิเศษ และเราก็จะมีสงครามออกมาอีกเรื่อยๆ  และคนที่จะถูกส่งไปรบก็คือเด็กทารกที่นอนอยู่บนบ้าน"   กระทั่งวอเนกัตสัญญากับแมรีว่าเขาจะเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า "สงครามของเด็กๆ " อีกฝ่ายถึงยอมอภัยให้ (วอนเนกัตอุทิศนิยายเล่มนี้ให้แก่แมรี)
 
http://www.onopen.com ภานุ ตรัยเวช
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,825 ครั้ง