แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ต่ำช้ายิ่งกว่าบ้า - วาด ระวี

 

 
ดอน กิโฆเต้ แห่ง ลามันช่า คือนามของอัศวินผู้ซึ่งอาจหาญต่อสู้กับกังหันลมจนปราชัย มีชัยในการประลองกับอัศวินชาวบาสก์แห่งอัซเปเตีย ปลดปล่อยนักโทษอาญาแผ่นดินที่กำลังถูกกุมตัวไปเป็นทาสฝีพาย โจมตีขบวนพระและฝูงแกะจนแตกกระเจิง และมีแม่หญิงดุลสิเนอาผู้กำยำล่ำสัน บึกบึนและมีขนหน้าอกเป็นนางในดวงใจ
 
มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดร้า ได้เขียนเรี่องราวแห่งวีรกรรมนี้ขึ้นเพื่อเสียดสีนิยายอัศวินน้ำเน่าเมื่อ 400 ปีก่อน ทว่าหลังจากถือกำเนิดขึ้น หนังสือเล่มนี้กลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อันไม่รู้จบของความบ้าและความดี
 
ในนิยายเรื่องดอน กิโฆเต้ ความบ้าและความดี ผูกพันเข้าด้วยกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า Chivalric Code หรือหลักการของอัศวิน ซึ่งเป็นหลักการของนักรบในยุคกลาง ความดีในสายตาของดอน กิโฆเต้ผู้ฟั่นเฟือนนั้น จึงเป็นความดีซึ่งต้องจำเพาะเจาะจงลงไปว่า เป็นความดีในนิยามแห่ง chivalry เท่านั้น ดังนั้นนักโทษต้องอาญาแผ่นดิน ก็สมควรถูกปลดปล่อย เนื่องเพราะพวกเขาร้องขอ
 
 
 
“I have gathered from all you have said, dearest brethren, that although they punish you for your faults, yet the pain you suffer do not please you, and that you go to them with ill will and against your inclination. I realize, moreover, that perhaps it was the lack of courage of one fellow on the rack, the want of money of another, the want of friends of a third, and finally the biased sentence of the judge that have been the cause of your not receiving the justice to which you were entitled. Now all this prompts and even compels me to perform on your behalf the task for which I was sent into the world, and for which I became a knight-errant, and to which end I vowed to succor the needy and help those who are oppressed by the powerful. But as it is prudent not to do by evil means what can be done by fair, I wish to entreat these gentleman, your guardians and the commissary, to be kind enough to loose you and let you go in peace, for there will be plenty of men to serve the king of worthier occasions; it seems to me a harsh thing to make slaves of those whom God and nature made free. What is more, gentlemen of the guard,” added Don Quixote, “these unfortunate creatures have done nothing against you yourselves. Let each man be answerable for his own sins; there is a God in Heaven who does not fail to punish the wicked nor to reward the good. It is not right that honest men should be executioners of others when they have nothing to do with the case. ……” (Don Quixote p. 215-216, Walter Starkie, Signet Classic, Febuary 2001)
 
 
 
“แม้นพวกเจ้าถูกตัดสินควรแก่โทษ ทว่า พวกเจ้าหาได้ยินดีในทัณฑ์ที่ต้องไปรับนั้นไม่ พวกเจ้าจำฝืนใจเดินทางไปยังเรือหลวง คงเนื่องมาแต่ฅนหนึ่งนั้นตาขาวจนยอมเผยความจริง อีกฅนหนึ่งไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ส่วนอีกฅนไม่มีเส้นสาย หรือท้ายที่สุดอาจเพียงด้วยเหตุตระลาการพิเคราะห์ผิด จนทำให้พวกเจ้าตกอยู่ในชะตากรรม แลมิได้รับความเป็นธรรมอันควร มูลเหตุทุกประการกระจ่างแจ้งในใจข้า บอกกล่าวข้า เรียกร้องแลบัญชาให้ข้าสำแดงต่อพวกเจ้าให้ล่วงรู้ความประสงค์ที่สวรรค์เบื้องบนส่งข้ามายังโลก แลดลบันดาลให้ข้าปฏิญาณตนเป็นอัศวิน ข้าจักทำตามคำสัตย์ที่ข้าให้ไว้ คือปกป้องผู้อ่อนแอ ช่วยเหลือผู้ถูกข่มเหง กระนั้นก็ดี ข้ารู้ว่าคุณสมบัติอันประเสริฐประการหนึ่งคือความสุขุม จึงมิพึงใช้กำลังถ้ายังมีหนทางอื่น ดังนั้น ข้าจึงใคร่ขอกล่าวคำวิงวอนต่อผู้คุมทั้งหลายว่า โปรดปลดเครื่องพันธนาการแลปล่อยนักโทษทั้งปวงเป็นอิสระเถิด ด้วยว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีผู้เต็มใจรับใช้พระองค์อยู่แล้ว แลข้ามิอาจฝืนใจตนให้ยอมรับว่ามนุษย์ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานอิสระเสรีให้ตามธรรมชาตินั้น จะต้องมาตกเป็นทาสของผู้หนึ่งผู้ใด” ดอนกิโฆเต้ขยายความต่อไปว่า “ใช่แต่เท่านั้น ผู้คุมทั้งหลาย นักโทษที่น่าเวทนาพวกนี้มิได้กระทำความผิดต่อท่านแม้แต่น้อย ทุกฅนย่อมได้รับผลกรรมของตนในโลกหน้า พระผู้เป็นเจ้าผู้สถิต ณ สรวงสวรรค์ ย่อมมิทรงละเว้นลงโทษผู้กระทำความชั่ว แลมิละเลยผู้ประพฤติชอบ จึงมิบังควรที่มนุษย์ผู้มีเกียรติจะวางตนประหนึ่งราชมัลลงทัณฑ์มนุษย์ด้วยกัน ทั้งที่ตนมิได้มิส่วนได้ส่วนเสียแม้สักน้อย….” (ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน น. 232, สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, สำนักพิมพ์ผีเสื้อ, 2549)
 
 
 
ในโลกของความเป็นจริง ความบ้าคือพฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึก คือนิยามของพฤติกรรมที่ไม่มีเหตุผลหรือไม่อาจเข้าใจได้ด้วยสำนึกปรกติ นอกจากนี้ ความบ้ายังอาจหมายถึงการไม่อาจสื่อสาร ความไม่สามารถในการสื่อสาร แต่ความบ้าทั้งหมดที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง (ตามความเข้าใจของโลกแห่งความปรกติ) มักเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียวเสมอ ความบ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเพียงคนเดียว แม้คนบ้าอาจจะมาอยู่รวมกันได้ในโรงพยาบาลหรือที่ไหนสักแห่ง แต่ความบ้าก็ยังคงสถิตในโลกแห่งปัจเจกอยู่เช่นนั้น
 
ในเรื่องดอน กิโฆเต้ ความบ้าของดอน กิโฆเต้นั้นสถิตแนบแน่นอยู่ในโลกของนิยายน้ำเน่าเกี่ยวกับอัศวินพเนจร ซึ่งทำให้เขามองสิ่งต่าง ๆ ระหว่างเดินทางประกอบวีรกรรมผิดเพี้ยนไป ตัวละครหลักอีกตัวที่ชื่อว่า ซานโช่ ปันซ่า เป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านรู้ว่า ยักษ์ที่ดอน กิโฆเต้โจมตีนั้นคือกังหันลม และกองทัพที่ดอน กิโฆเต้ควบม้าเข้าโรมรันนั้นคือฝูงแกะ ผู้อ่านจึงรับรู้ความบ้าของดอน กิโฆเต้ผ่านคำบรรยายของผู้เขียน และจากปากคำของซานโช่
 
หากเราเชื่อว่า ความบ้าคือความไม่สามารถใช้เหตุผล โลกของคนบ้าเป็นโลกที่อยู่นอกเหนือโลกของเหตุผล ทำไมเล่าซานโช่จึงยังยอมติดตามดอน กิโฆเต้ ทั้งที่เขาได้เห็นแล้วว่ากังหันลมก็คือกังหันลมและมิอาจเป็นยักษ์ไปได้ และฝูงแกะย่อมเป็นฝูงแกะ หาใช่กองทัพของกษัตริย์องค์ใด
 
ในขณะที่ดอน กิโฆเต้คือคนบ้าผู้ติดอยู่ในโลกของนิยายอัศวิน ซานโช่ ปันซ่ากลับเป็นเพียงชาวบ้านที่ไม่เคยอ่านนิยายเหล่านั้นแม้แต่น้อย ซานโช่จึงไร้เดียงสาอย่างสิ้นเชิงในโลกแห่ง Chivalry ทว่าสิ่งที่โน้มน้าวให้ซานโช่ ปันซ่ายินยอมติดตามดอน กิโฆเต้ด้วยศรัทธาหวังว่าวันหนึ่งเขาจะได้ครอบครองดินแดนที่มีน้ำล้อมรอบก็คือ “ความสามารถในการใช้เหตุผลของดอน กิโฆเต้” ต่างหาก
 
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ดอน กิโฆเต้แก้ต่างและโน้มน้าวให้ซานโช่เข้าใจโลกแห่งอัศวิน และความบ้าหรือความผิดเพี้ยนทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะดอน กิโฆเต้มองเห็นกังหันลมเป็นยักษ์ หากแต่เป็นเพราะซานโช่มองไม่เห็นความจริงที่อยู่เบื้องหลังหมอกควันแห่งคุณไสย์ต่างหาก
 
ดังนี้แล้ว โลกของคนบ้าและโลกของเหตุผล จึงหาได้อยู่ไกลกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ ความบ้าและเหตุผลไม่ได้เป็นสิ่งตรงกันข้าม ทว่าความมีเหตุผลอย่างยิ่ง และยึดมั่นในเหตุผลจนไม่ฟังสิ่งอื่นใดกลับเป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนบ้า ระหว่างเดินทางผจญภัย วีรกรรมของดอน กิโฆเต้สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้ผู้อื่นไม่น้อย และซานโช่ ปันซ่าก็เฝ้าเตือนดอน กิโฆเต้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นขบวนพระที่เขามองเห็นเป็นพ่อมด ฝูงแกะที่เขามองเห็นเป็นกองทัพ หรืออ่างทองเหลืองของช่างตัดผมที่เขามองเห็นเป็นหมวกเกราะของกษัตริย์มัมบรีโน่ และในการกล่าวเตือนดอน กิโฆเต้ทุกครั้ง ผมเห็นว่าครั้งที่น่าสนใจที่สุดคือตอนที่ซานโช่ ปันซ่าเตือนดอน กิโฆเต้เมื่อเขาจะเข้าโจมตีขบวนผู้คุมที่กำลังคุมนักโทษอาญาแผ่นดินไปเป็นทาสฝีพาย ดังบทสนทนาต่อไปนี้
 
 
 
เมื่อซานโช่เห็นภาพดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า
 
“จักต้องเป็นนักโทษที่ถูกตัดสินโทษเป็นทาสฝีพายของพระเจ้าแผ่นดิน แลเดินทางไปลงเรือหลวงแน่แท้”
 
“ถูกบังคับกระนั้นรึ” ดอนกิโฆเต้ถาม “เป็นฉันใดไฉนนี่ มีหรือพระเจ้าแผ่นดินจะทรงบังคับให้ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำสิ่งที่ฅนผู้นั้นไม่ปรารถนา”
 
“ข้ามิได้ว่าดังนั้น” ซานโช่ตอบ “แต่ฅนพวกนี้คงถูกลงโทษบังคับให้เป็นทาสฝีพายให้หลวง ด้วยเหตุกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่”
 
“กล่าวคือ ไม่ว่าจะถูกพาไปด้วยเหตุใด ก็ถือว่าถูกบังคับให้ไป ย่อมมิใช่ด้วยใจสมัครนั้นแล”
 
“ใช่แล้วขอรับ”
 
“เมื่อเป็นดังนี้ ก็ต้องตามหลักแห่งอัศวินที่ว่า ‘พึงปราบภัยพาล อภิบาลผู้อ่อนแอ’” ดอนกิโฆเต้ตอบ
 
“โปรดคิดดูดี ๆ ก่อนนายท่าน” ซานโช่ทักท้วง “ด้วยว่าความเที่ยงธรรมอันหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินนั้น จะเป็นผู้บีบบังคับหักหาญฅนเหล่านั้นก็หาไม่ ทว่า เป็นผลมาแต่โทษที่พวกเขาได้รับด้วยเหตุกระทำผิดต่างหาก”
 
 
 
แน่นอนว่าสิ่งที่ซานโช่พูดย่อมเป็นตัวแทนของสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์ของคนปรกติทั่วไป ทว่าในที่สุดดอน กิโฆเต้ก็โจมตีผู้คุม และปลดปล่อยนักโทษ ด้วยเหตุผลที่ซึ่งผมยกมากล่าวไว้ก่อนหน้านี้ (สังเกตส่วนที่ผมเน้นเอาไว้)
 
เมื่อเหตุผลและความบ้ามิได้เป็นสิ่งที่อยู่คนละโลก หากแต่ยังอาจผนึกแน่นเป็นโลกเดียวกันดังโลกของดอน กิโฆเต้ ดังนั้นแล้วความปรกติสุขคืออะไร ในเมื่อทั้งซานโช่ ตัวละครอีกหลายคน และอาจจะรวมถึงผู้อ่านก็มองเห็นว่าเหตุผลของดอน กิโฆเต้เป็นสิ่งที่น่ารับฟัง ในเมื่อดอน กิโฆเต้เป็นคนมีเหตุมีผลแล้วเขาก็ยังกลายเป็นคนบ้าไปได้ ฉะนั้น คนไม่บ้า หรือคนปรกติ จึงมิได้หมายถึงความมีเหตุมีผลเสมอไป
 
เมื่อเราพิจารณาข้ามความบ้าในฐานะปัจเจกชนไปสู่ความเป็นสังคม แน่แท้ทีเดียวว่าความมีเหตุมีผลไม่ได้เท่ากับหรือหมายถึงความเป็นปรกติสุข
 
ในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม คนบ้าจึงถูกขีดอาณาเขตออกไปด้วยเหตุผลหลัก ๆ สองข้อ คือ หนึ่ง คนบ้าอาจทำร้ายคนอื่น และสอง คนบ้าอาจทำร้ายตนเอง และทั้งสองข้อไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายคนอื่นหรือตัวเองแปลออกมาได้ความหมายเดียวว่า ทำลายความปรกติสุขลงไป ความปรกติสุขซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกันโดยสงบ มีระเบียบแบบแผนแห่งการอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ซึ่งอาจจะทำให้สังคมล่มจมลงไป เช่นนั้น การที่ตำรวจต้องคอยกล่อมคนเมายาที่เอามีดจี้คอตนเองนั้น ย่อมมิใช่เพราะตำรวจเป็นห่วงในชีวิตของคนผู้นั้น หากแต่เป็นเพราะ “การทำร้ายตัวเอง” เป็นสิ่งที่จะกระทบกระเทือน “ความเป็นปรกติสุข” ของสังคมอารยะนั่นเอง
 
สังคมที่ปรกติสุข จึงไม่ได้หมายถึงสังคมของคนดี ปราศจากซึ่งคนบ้า และย่อมไม่ได้หมายถึงสังคมที่คนทุกคนมีเหตุมีผล หากแต่ตรงกันข้าม สังคมที่ปรกติสุขกลับกลายเป็นสังคมที่ผู้คนต้องไม่ยึดมั่นในเหตุผลของตนจนไม่ฟังเหตุผลของคนอื่น กล่าวได้อีกทางว่า สังคมอันปรกติสุขไม่ใช่สังคมที่มีความสามารถในการใช้เหตุผล แต่เป็นสังคมที่มีความสามารถในการละทิ้งเหตุผลต่างหาก การละทิ้งเหตุผลของตน ยอมรับในเหตุผลที่แตกต่าง ในอีกทางหนึ่งก็คือความสามารถในการอยู่ร่วมกัน คือความสามารถที่จะระงับการปะทะกันของเหตุผลที่แตกต่าง ซึ่งจะนำไปสู่การพังทลายของระเบียบในการอยู่ร่วมกัน ในแง่นี้ ความสามารถในการเป็น “คนปรกติ” จึงหมายถึงความไม่ยึดเหตุผล มากกว่าความมีเหตุผล
 
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังอยู่ในสภาพเกือบจะสูญเสียระเบียบในการยอมรับเหตุผลอื่น ข่าวชายคนหนึ่งทุบพระพรหมถูกรุมประชาทัณฑ์จนตายก็ปรากฏขึ้นอย่างบังเอิญ (ยิ่ง)
 
รูปเคารพ, อันเป็นสิ่งซึ่งคนจำนวนมากและโลกสมัยใหม่มองเห็นเป็นความงมงายไร้เหตุผลในขณะที่ก็มีคนอีกจำนวนมากปกป้องและบูชา, เป็นเหตุแห่งความตายของชายผู้นี้
 
หากความบ้าหมายถึงความไม่สามารถที่จะสื่อสาร ในนิยายเรื่องดอน กิโฆเต้ เรามีผู้เขียนและซานโช่คอยอธิบายให้เราเข้าใจโลกของดอน กิโฆเต้ แต่ในโลกของความเป็นจริงที่ไม่มีซานโช่ ปันซ่า หลายกรณีเราอาจจะมีจิตแพทย์ทำหน้าที่ดังกล่าว อีกหลายกรณีเราก็อาจจะมีญาติของคนบ้าช่วยไขความกระจ่าง ในกรณีที่ปราศจากผู้ใดเป็นทูตแห่งโลกปัจเจกนั้น อย่างน้อยสามัญสำนึกแห่งความเป็นอารยะ (ที่เรามักกล่าวอ้าง) ก็ยังเป็นเส้นที่กำหนดให้เราไม่ถือสาหาความคนบ้า แม้แต่ในสังคมไทยเองก็มีสำนวนเก่าที่ว่า “อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา”
 
ทว่าข่าวหน้าหนึ่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ก็ทำให้ประวัติศาสตร์ของสังคมไทยต้องบันทึกไว้ว่า ประเทศไทย ณ พ.ศ. 2549 อันเป็นสังคมซึ่งพาตัวเองเข้าสู่โลกาภิวัฒน์ เรียกตนเองว่าสังคมสมัยใหม่ และมีนายกรัฐมนตรีที่เรียกตัวเองว่าอัศวินดิจิตอล ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เมื่อมีคนคนหนึ่งถือฆ้อนเข้าทุบทำลายรูปเคารพที่ให้โชคลาภบันดาลสุขแก่ผู้คน คนคนนั้นก็ถูกรุมประชาทัณฑ์จนตาย หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็รีบเร่งบูรณะสร้างรูปเคารพนี้ให้กลับมาใหม่ภายในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อบูรณะเสร็จสิ้นนายกรัฐมนตรีมาจุดธูปเปิดงานด้วยตัวเอง ไม่มีใครกล่าวถึงคนที่ถูกฆ่า ทุกคนบอกเพียงว่า “เขาเป็นคนบ้า”
 
ในสังคมอารยะ เส้นของความอารยะได้ยกโทษให้กับคนบ้าในสิ่งที่เขาทำ ก็เนื่องเพราะคนบ้าได้ถูกยกไว้ในตำแหน่งแห่งที่ของผู้บริสุทธิ์ อันเนื่องมาจากโลกแห่งเหตุผลของเขาฟั่นเฟือนไปจากโลกเหตุผล (ของการอยู่ร่วมกัน) ในความเป็นจริง นักโทษที่เป็นคนบ้าย่อมถูกแยกแยะออกจากนักโทษซึ่งสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ เช่นเดียวกับที่เด็กและเยาวชนซึ่งกระทำผิดถูกแยกออกจากผู้ใหญ่ ก็ด้วย “ความไม่เข้าใจสิ่งผิดสิ่งถูก” ในเมื่อคนผู้นั้นยังไม่เข้าใจ “การกระทำผิด” เขาจึง “ไม่สามารถกระทำผิด”
 
สังคมสมัยใหม่ไม่เอาผิดคนบ้าเพราะเข้าใจว่าคนบ้านั้น “แตกต่าง” จากคนปรกติ
 
 
 
ปีที่ผ่านมา วงการวรรณกรรมสเปนชักชวนนานาประเทศเข้าร่วมเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติให้กับวรรณกรรมเรื่อง ดอน กิโฆเต้ ในวาระที่นิยายเรื่องนี้มีอายุครบ 400 ปี
 
ดอน กิโฆเต้ ของ เซร์บันเตส เป็นนิยายที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1605 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงอันสำคัญยิ่งของบรรณพิภพ (แปลว่าโลกวรรณกรรม) เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดนวัตกรรมของการเขียนร้อยแก้วอย่างสำคัญ และส่งผลให้รูปแบบการเขียนร้อยแก้วขึ้นมาเป็นรูปแบบหลักของงานวรรณกรรมแทนที่งานเขียนร้อยกรอง โดยนัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ที่รูปแบบการเขียนนิยายสมัยใหม่ซึ่งนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “นิยาย” หรือ novel ในปัจจุบัน
 
ดอน กิโฆเต้ เป็นเรื่องราวของขุนนางปลดเกษียนคนหนึ่งที่ติดนิยายอัศวินงอมแงมเสียจนฟั่นเฟือนหลงคิดว่าตนเองเป็นอัศวินพเนจร ออกเดินทางประกอบวีรกรรมต่าง ๆ ตามหลักการของอัศวิน (Chivalric Code)
 
หลักการของอัศวินคือมรรควิถีปฏิบัติซึ่งสามารถสืบสาวกลับไปได้ถึงศตวรรณที่ 9 และ 10 ระบบคุณค่าแบบ Chivalry เฟื่องฟูอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 12 และ 13 แบบแผนแห่งอัศวินนี้มีบทบาทอย่างยิ่งในช่วงสงครามครูเสด หลักการอัศวินเป็นเครื่องมือของอัศวินฝ่ายคริสเตียนในการควบคุมเหล่านักรบที่เรียกว่า Crudsades
 
ในช่วงเวลาแห่งความไร้ระเบียบและสงครามของยุคกลาง กองทัพติดอาวุธเหยียบย่ำไปทุกหย่อมย่าน หลักการอัศวินก็เปรียบเสมือนระบบศีลธรรมหลักในการปกป้องเด็ก ผู้หญิง และคนแก่จากกองกำลังเหล่านั้น และเมื่อถึงการสิ้นสุดของยุคกลาง (Middle Ages) หลักการนี้ก็เสื่อมถอยโรยราไปพร้อมกัน กลายเป็นเพียงหลักศีลธรรมของชนชั้นสูง และนิยายอ่านเล่นในช่วงเริ่มต้นของยุค Renaissance และนั่นก็คือช่วงเวลาที่ Don Quixote ถือกำเนิดขึ้น
 
โลกในยุคสมัยของดอน กิโฆเต้นั้น คือช่วงเวลาที่จักรวรรดิสเปนขยายอำนาจไปตลอดทะเลแคริบเบียน หมู่เกาะอินดิส และอเมริกากลางทั้งหมด เป็นช่วงเวลาที่นักรบของจักรวรรดิสเปนเอาชนะนักรบแห่งจักรวรรดิแอซแทค (Aztecs) และอินคา (Inca) ด้วยปืน ม้า และเชื้อโรค เป็นช่วงเวลาแห่งความรู้และการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ และเป็นช่วงเวลาซึ่งปราศจากอัศวินพเนจร เว้นแต่ในนิยายโรแมนติกน้ำเน่าเกี่ยวกับการผจญภัยของอัศวิน
 
ในทางวรรณกรรม นิยายเรื่อง ดอน กิโฆเต้ นี้นับเป็นวรรณกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่เฉพาะในอาณาเขตของภาษาสเปนเท่านั้น ดอน กิโฆเต้ ได้รับฉันทานุมัติให้เป็นหนังสือวรรณกรรมที่ดีที่สุดในโลก เมื่อครั้งสถาบันโนเบลส่งจดหมายสอบถามไปยังนักเขียนที่โดดเด่นจำนวน 100 คนทั่วโลก แต่นี่ไม่ใช่ความสลักสำคัญที่สุด ความหมายที่แท้จริงอยู่ที่หนังสือเรื่อง ดอน กิโฆเต้ ของ เซร์บันเตส เล่มนี้ เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า นิยาย หรือ Novel อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน บรรดานักวรรณคดีศึกษาทั่วโลกต่างจึงยกให้ ดอน กิโฆเต้ เป็นเพชรน้ำเอกอันเจิดจรัสในช่วงก่อร่างสร้างตัวขึ้นของวรรณกรรมสมัยใหม่ (modern literature) บางสำนักยกให้ ดอน กิโฆเต้ เป็นนิยายเรื่องแรกของโลก
 
สำหรับนักเขียน นักอ่าน นักวรรณกรรมทั่วโลก ต่างล้วนไร้ข้อกังขาต่อ ดอน กิโฆเต้ แห่ง ลามันช่า ของเซร์บันเตส นักเขียนผู้ซึ่งร่วมยุคร่วมสมัยและตายในวันเดียวกับเชคสเปียร์
 
ดอน กิโฆเต้ ฉบับภาษาไทย เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระ 400 ปี ของนิยายเล่มนี้
 
นิยายซึ่งผ่านกาลเวลา 400 ปี เพิ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในปี พ.ศ. 2549 นี้ ปี พ.ศ. 2549 หรือ ปี ค.ศ. 2006 เป็นเวลาซึ่งโลกได้หมุนผ่านยุคสมัยใหม่ (Modern Age) และกำลังเดินเข้าสู่การก่อร่างสร้างตัวของสิ่ง (อะไรก็ไม่รู้) ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังยุคสมัยใหม่
 
ในโลกยุคสมัยใหม่นี้ สังคมมนุษย์สถาปนาความเป็นอารยะ (civilization) ขึ้น และสังคมไทยเองก็สถาปนา “ความศิวิไลซ์” ขึ้นเพื่อเดินไปด้วยกันกับโลกสมัยใหม่
 
ในโลก “ศิวิไลซ์” หรืออารยะนี้เองที่ “ความบ้า” ในนิยายเรื่องดอน กิโฆเต้ ได้รับการตีความครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จบ ขณะเดียวกัน สังคมไทย (ที่กำลังพ้นสมัยใหม่) ก็เฉลิมฉลองการแปลนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 400 ปี ด้วยการสังหาร “คนบ้า” คนหนึ่ง
 
เหตุการณ์สังหารคนบ้าในสังคมไทยครั้งนี้ยัง irony ยิ่งกว่านิยายเรื่องใด ๆ เมื่อเหตุแห่งการสังหารคือการทุบทำลายรูปเคารพที่ความเป็นอารยะ (ศิวิไลซ์) บอกว่าเป็นความงมงาย ก่อให้เกิดคำถามอันย้อนแย้งขึ้นว่า ระหว่างคนที่ทุบทำลายรูปเคารพในสังคมซึ่งอวดอ้างอารยะ กับสังคมอารยะซึ่งสังหาร “คนบ้า” ที่ทำลายรูปเคารพ ใครวิปริตผิดมนุษย์กว่ากัน?
 
ในโลกของสังคม ความบ้าคือพฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึก หากใครสักคนหนึ่งกระทำสิ่งใดที่ผิดแผกไปจากสามัญสำนึกของสังคม กระทำสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจและยอมรับได้ สังคมจะเรียกใครคนนั้นว่า “คนบ้า” ในโลกสมัยใหม่ สังคมโลกกำหนดหลักการแห่งความเป็นอารยะขึ้น เส้นแห่งความอารยะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญของสังคมนั้น ทั้งในทางความรู้ จิตวิญญาณ และมนุษยธรรม สังคมอารยะเชื่อว่าตัวเองรู้จัก/เข้าใจความบ้า ดีกว่าสังคมบุพกาล สังคมอารยะจึงกำหนดแบบแผนการปฏิบัติต่อคนบ้าได้เหมาะสมกว่า ในโลกของสังคมอารยะ สังคมใดที่ลงโทษเอาผิดคนบ้า โลกสมัยใหม่จะเรียกสังคมนั้นว่า “สังคมวิปริต” เนื่องจาก แม้ว่าสิ่งที่คนบ้าทำนั้นอาจจะผิด แต่สังคมที่โกรธแค้นคนบ้าจนถึงแก่เอาชีวิตนั้นกลับบ้าคลั่งและป่วยไข้ยิ่งกว่า
 
เมื่อคนเพียงคนเดียวบ้า สังคมก็เข้าจัดการและควบคุมความบ้าของเขา ความบ้าในโลกเฉพาะของปัจเจกนั้น แม้จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย แต่ก็ไม่เคยก่อให้เกิดจลาจลจนสังคมต้องล่มจม แต่หากความบ้าไม่ได้เป็นสมบัติของคนเพียงคนเดียว แต่เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม หากว่าในสังคมนี้ มีคนไม่กี่คนที่มีสติสัมปชัญญะดี ขณะที่คนส่วนใหญ่บ้า ใครจะบอกให้คนส่วนใหญ่เชื่อได้ว่าพวกเขาบ้า ใครจะห้ามพวกเขาไว้จากการกระทำอันวิปริตผิดมนุษย์ และใครจะสามารถขวางกั้นสังคมนี้จากหนทางเดินไปสู่ความต่ำช้าสามานย์ หากมีใครหาญกล้ากระทำสิ่งดังนั้น สังคมก็จะเรียกเขาว่าคนบ้า และเข้าจัดการและควบคุมความบ้าของเขา
 
ขอบคุณเรื่องราวจาก onopen
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,278,003 ครั้ง