แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

สถาปัตยกรรมแห่งการควบคุม (2)

 

 
‘ตารางเวลา’ เป็นหนึ่งในแบบแผนควบคุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากการแปรสภาพเวลาให้กลายเป็น ‘พื้นที่’ ที่สามารถตัดแบ่งแยกย่อยลงไป มิแชล ฟูโกต์ เห็นว่า ตารางเวลาเป็นมรดกเก่าแก่ที่ตกทอดมาจากรูปแบบการดำเนินวัตรปฏิบัติของนักบวช การกำหนดจังหวะ การบังคับให้ทำหน้าที่ตามกำหนด และการควบคุมวัฏจักรการทำซ้ำ เป็นวิธีการหลักๆ ของการจัดสรรการใช้เวลาที่เราเห็นได้ทั้งในโรงเรียน โรงงาน ค่ายทหาร และแม้แต่โรงพยาบาล ซึ่งต่างก็มีตารางเวลาเป็นสิ่งที่กำหนดควบคุมกิจกรรม
 
อย่างไรก็ดี ฟูโกต์ได้ชี้ให้เราเห็นถึงความแตกต่างประการหนึ่ง ระหว่างตารางเวลาในแบบดั้งเดิมกับแบบใหม่ (หรือที่ปรากฏในสังคมแห่งระเบียบวินัย) ก็คือ ความละเอียดในการซอยแบ่งเวลา ที่แบบใหม่ละเอียดถี่ยิบกว่าเดิม คือมีการตีตารางแยกย่อยจากชั่วโมงเป็นนาที และจากนาทีเป็นวินาที ดังที่ปรากฏให้เห็นก่อนในกองทัพ ที่ใช้กับการจัดชุดพลปืน ซึ่งประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ตารางเวลาควบคุมก็คือ การทำให้เกิดจิตวิสัยในการหันมาจดจ่อ และตระหนักถึงกิจกรรมต่างๆ ในทุกห้วงเวลา อย่างปฏิเสธมิได้ อีกทั้งตารางเวลายังเป็นเครื่องมือชนิดเดียวที่ทำให้ปัจเจกทั้งหลายเลิกตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำ หน้าที่รับผิดชอบ และการทำงานอะไรซ้ำๆ อย่างเป็นวัฏจักรวงจร หรือพูดในภาษาแบบเก่าก็คือ ทำให้ปัจเจกยอมรับกับการถูกขูดรีดในทุกๆ ขณะจิต
 
การทำอะไรในกรอบเวลาที่กำหนด หรือการบรรลุผลสำเร็จด้วยความรวดเร็ว จึงกลายเป็นคุณค่าใหม่ หรือคุณธรรมประการหนึ่ง สำหรับสังคมแห่งระเบียบวินัยแล้วเส้นทางต่อเนื่องของเวลาที่เชื่อมโยงปัจเจกเข้ากับกระบวนการฝึกหัด ไม่ต่างไปจากเส้นเชือกที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นกระบอก ซึ่งเราอาจกล่าวสรุปใจความทั้งหมดด้วยถ้อยคำของฟูโกต์ที่ว่า “พัฒนาการของเทคนิคยุคใหม่ในยุคคลาสสิคที่จะใช้ควบคุมเวลาของปัจเจกบุคคล กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเวลา ร่างกาย และพละกำลัง เอื้ออำนวยการสั่งสมเพิ่มพูนระยะเวลา และการแปรเคลื่อนของเวลาที่ล่วงไปให้กลับเป็นผลกำไรหรือผลประโยชน์ที่ทวีขึ้นเสมอ เทคนิคใหม่นี้มุ่งหาวิธีที่จะแปรเวลาของปัจเจกบุคคลให้กลายเป็นทุน แล้วสั่งสมไว้ในแต่ละคน ในร่างกาย ในกำลัง ในความสามารถของคนเหล่านั้น เพื่อที่จะนำมาใช้สอยและควบคุม กล่าวโดยสรุปคือ เทคนิคใหม่ดังกล่าวแสวงหากรรมวิธีที่จะจัดระบบระเบียบแก่เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด... ระเบียบวินัยซึ่งได้ทำการแยกแยะพื้นที่ แบ่งซอย และจัดเรียงกิจกรรมเสียใหม่นั้น ยังมีบทบาทเป็นเครื่องมือสำหรับสะสม แปรเวลาให้เป็นทุน อีกด้วย”(๘)
 
ปัจฉิมบท อนาคต และสังคมแห่งการควบคุม
 
สิ่งที่เรากล่าวไปแล้วในบทก่อนๆ เป็นแนวคิดที่มิแชล ฟูโกต์ได้เสนอให้เห็นถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่สังคมแห่งระเบียบวินัยสถาปนาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ‘การปิดล้อม’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน ซึ่งทำให้ปัจเจกคุ้นเคยกับการดำรงอยู่ในพื้นที่ปิดแบบต่างๆ โดยเริ่มจากครอบครัว จากนั้นก็เป็นโรงเรียน ค่ายฝึกทหาร และโรงงาน ซึ่งในระหว่างนั้นปัจเจกมีสิทธิที่จะเข้าโรงพยาบาล หรือเรือนจำได้โดยตลอด
 
‘ตารางเวลา’ ที่แปรสภาพเวลาให้กลายเป็นทุนสะสมในตัวบุคคล แม้จะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า สังคมแห่งระเบียบวินัยในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา แต่ทว่าโครงการในการควบคุม-กำกับ แบบเดียวกับสถาปัตยกรรมสรรพทัศน์ (Panopticon) ที่ใช้เป็นศูนย์บัญชาการ หอสังเกตการณ์ในเรือนจำสมัยใหม่ ยังคงดำเนินต่อไป
 
Panopticon
 
นี่เป็นจุดเปลี่ยนผ่าน เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ที่สังคมแบบองค์อธิปัตย์กำลังล่วงก้าวไปสู่สังคมแห่งระเบียบวินัย (เมื่อระบบการควบคุมการผลิตมีความสำคัญกว่าระบบการจัดเก็บอากร เมื่อความเป็นเจ้าแห่งชีวิตของความก้าวหน้าทางแพทย์มีบทบาทมากกว่าผู้กำหนดโทษตายของระบอบกษัตริย์) ต่างก็เพียงแค่ฟูโกต์ซึ่งเป็นผู้เริ่มมองเห็นนัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลงนี้ จบชีวิตลงเสียก่อนที่เขาจะนำพาแนวความคิดเชื่อมต่อไปยังโครงการในอนาคต
 
บทความในส่วนท้ายนี้ จึงอุทิศให้แก่การวิเคราะห์ ‘สังคมแห่งการควบคุม’ ที่น่าจะเป็นวิกฤตการณ์อย่างใหม่ที่กำลังเกิดกับเราทุกคน
 
ความแตกต่างประการแรกสุด ระหว่าง ‘สังคมแห่งระเบียบวินัย’ และ ‘สังคมแห่งการควบคุม’ ก็คือ การก้าวเข้าสู่สถาบันต่างๆ ภายในสังคมแห่งระเบียบวินัยมีจุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนในตัวเอง อย่างการก้าวออกจากครอบครัว เข้าสู่ระบบการศึกษา การเลื่อนชั้นในโรงเรียน การเข้าฝึกเป็นทหาร และการทำงานโรงงาน ทุกอย่างมีอาณาเขต ห้วงเวลา และแบบแผนในการปฏิบัติที่กำหนดตายตัว ในขณะที่กระบวนการทั้งหลายในสังคมแห่งการควบคุมจะไม่มีวันสิ้นสุดในตัวเอง อย่างเช่น การฝึกอบรมพนักงาน ในองค์กรที่พลิกเปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้กลับเป็นโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนพนักงานส่วนใหญ่ล้วนไม่มีทางเลือก การอบรมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การทำงานที่ส่งผลต่อ ‘ศักยภาพในตัวบุคคล’ ซึ่งจะต้องถูกประเมินวัดโดยตลอด
 
เช่นเดียวกัน ความไม่คงตัวของการเป็นพนักงาน นักเรียน หรือแม้แต่ในความหมายของ ‘ผู้ต้องขัง’ ช่วยปิดบังอำพราง ‘อำนาจ’ ในการจัดการแรงงานทั้งหลาย (ในฐานะของทรัพยากรในองค์กร) ได้อย่างแนบเนียนมากยิ่งขึ้น ‘อำนาจ’ ไม่จำเป็นต้องเปิดเปลือยตัวเองเพื่อบังคับ ควบคุมปัจเจกอีกต่อไป การแข่งขันด้วยผลตอบแทนจะเป็นทั้งแส้ที่เฆี่ยนตีและปลอกคอไฟฟ้าที่ทำหน้าที่กำกับดูแลปัจเจกเหล่านั้นอย่างเคร่งครัดเข้มงวด
 
ดังที่จิลส์ เดอเลอซกล่าวไว้ว่า “โรงงานได้สถาปนาปัจเจกให้เป็นบุคคลที่เพิ่มค่าตอบแทนสองเท่าแก่นายจ้าง...ทว่าองค์กรเสนอการแก้ลำที่ฉูดฉาดกว่า...ด้วยแรงจูงใจที่ทำให้ปัจเจกแต่ละคนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน...หลักเกณฑ์แห่ง ‘ผลตอบแทนตามความสามารถ’ จึงเย้ายวนแม้กระทั่งกระทรวงการศึกษา จริงๆ แล้ว องค์กรเพิ่งจะเข้ามาแทนที่โรงงาน หากมันก็ได้เปลี่ยนการอบรมไม่สิ้นสุดแทนโรงเรียน การควบคุมอย่างต่อเนื่องแทนการสอบวัดผล...”
 
ประการต่อมา ถึงแม้สังคมแห่งระเบียบวินัยจะทำการจัดการและควบคุมมนุษย์ได้แม้ในระดับรายละเอียด หากมันก็ห้ามหรือระงับไม่ให้มนุษย์รวมตัวกัน หรือแข็งขืนต่อต้านไม่ได้ การอยู่รวมกันภายใต้พื้นที่ที่ถูกโอบล้อมจึงเป็นหนทางเดียวกันกับการก่อหวอด หรือประท้วงนัดหยุดงาน ในขณะที่โอกาสของการแข็งขืนต่อต้านในสังคมแห่งการควบคุมกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการที่องค์กรเริ่มเรียนรู้ที่จะลดบทบาทความสำคัญของปัจเจกและมวลชนลงพร้อมๆ กันโดยลำดับ การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างปัจเจกกับคู่ปัจเจก หรือปัจเจกกับมวลชน เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนนี่เป็นช่วงเวลาที่สอดพ้องกับระบบทุนนิยมที่เรารู้จักในศตวรรษที่ ๑๙ กำลังกลายสภาพเพื่อประสานรวมกับ ‘การตลาด’ ที่เป็นเหมือนจิตวิญญาณขององค์กรทั้งหมดทั้งมวลบนโลก
 
“ทุนนิยมไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการผลิตอีกต่อไป เหมือนเช่นที่มันผลักไสการผลิตไปให้ประเทศโลกที่สาม สำหรับงานถักทอที่รูปแบบซับซ้อน การหลอมโลหะ หรือผลิตน้ำมัน มันเป็นระบบทุนนิยมในรูปของการออกคำสั่งควบคุมการผลิตขั้นสูง มันไม่จำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบ หรือขายสินค้าอีกต่อไป ทว่าซื้อสินค้า และสิ่งที่ประกอบสำเร็จนั้น สิ่งที่มันต้องการจะขายคือ บริการ ส่วนสิ่งที่มันต้องการจะซื้อคือ หุ้น ไม่มีระบบทุนนิยมสำหรับการผลิตอีกต่อไป หรือก็แต่ทุนนิยมสำหรับสินค้า ที่มีไว้เพื่อการขายทำกำไร หรือเพื่อการตลาด”
 
ประการสุดท้าย มนุษย์ในสังคมแห่งการควบคุมไม่ได้ถูกกักขัง หรือจำกัดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกแล้ว หากมนุษย์เหล่านั้นถูกจำกัดโดยดอกเบี้ย ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า ทุนนิยมได้ทำให้เกิดคนยากจนที่มีจำนวนมากถึง ๓ ใน ๔ ของประชากรทั้งโลก แน่นอนยากจนเกินกว่าใครจะเป็นเก็บดอกเบี้ยกับคนเหล่านั้นด้วยซ้ำไป เราอาจสรุปลักษณะสำคัญของสังคมแห่งการควบคุม (ที่หมายความถึงอนาคตของเรา) ด้วยคำของเดอเลอซที่ว่า “การควบคุมจึงไม่ใช่การต่อรองกับการบ่อนเซาะพรมแดนช้าๆ หากแต่เป็นการต่อรองกับการระเบิดอย่างรุนแรงใจกลางบ้านเมืองคร่ำคร่าหรือกระท่อมของคนยากจน” ซึ่งทำให้เราเริ่มมองเห็นภาพภัยสยองที่เคลื่อนใกล้เข้ามาได้ชัดเจนมากขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งก็คือ ขณะที่โครงการของสังคมแห่งการควบคุมยังคงดำเนินต่อไปในโลกตะวันตก แต่โครงการควบคุมในระดับท้องถิ่น หรือในบ้านเรา กลับมีรูปแบบทางสังคมชนิดที่ผสมผสานกันอยู่ทั้ง ๓ แบบ คือเป็นทั้งสังคมแบบองค์อธิปัตย์ สังคมแห่งระเบียบวินัย และสังคมแห่งการควบคุม
 
แม้ว่าเราจะไม่เหลือพื้นที่มากพอจะพิจารณา แต่กระนั้นเราก็ขอตั้งฉายานามให้กับสังคมของเราที่มีลักษณะแปลกเด่นนี้ว่า ‘สังคมแห่งความจงรักภักดี’ เพื่อว่าโอกาสหน้าเราจะได้ทำการพิจารณากันต่อในรายละเอียด
 
กิตติพล สรัคคานนท์
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,553 ครั้ง