แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

สถาปัตยกรรมแห่งการควบคุม

 

 
สำหรับในทุกวันนี้ การใช้แนวคิดในเรื่องของ ‘อำนาจ’ พิจารณาปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่แปลก หรือเป็นนามธรรมเกินไปอีกแล้ว เพราะแม้แต่ตัวบทที่วิจารณ์การเมืองในแง่ที่เป็นปฏิฐานนิยม หรือประเภทที่ให้ความสำคัญเฉพาะสิ่งที่ประจักษ์ได้นั้น ก็ยังยอมรับเอามโนทัศน์ของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส มิแชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มาปรับใช้ในการวิเคราะห์อยู่เนืองๆ
 
ถ้าเราเปรียบเทียบง่ายๆ กับยุค โลกหนังสือ ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ฟูโกต์นั้นก็คงจะไม่ต่างไปจากนักปรัชญาอย่าง ฌ็อง-ปอล ซาร์ตส์ (Jean-Paul Sartre) หรือ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะแนวทางความคิดของเขาเข้าถึงจิตใจคนร่วมยุคร่วมสมัย และสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมในชั่วขณะที่เป็นอยู่ได้อย่างลึกซึ้งมีพลัง
 
 มิแชล ฟูโกต์
 
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นฟูโกต์? หรือมโนทัศน์ของเขามีความสำคัญอย่างไร? เหตุใดเราจึงต้องนำเสนอทฤษฎีความคิดดังกล่าว ณ ที่นี้? เพื่อไขข้อข้องใจและเชื่อมเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยง ขอตอบคำถามแยกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้
 
ประการแรก มิแชล ฟูโกต์ เป็นนักปรัชญาร่วมสมัยคนแรกๆ ที่ได้ให้แง่ค้นพบลักษณะสำคัญทางสังคม ๒ รูปแบบ คือ สังคมแบบองค์อธิปัตย์ และสังคมแห่งระเบียบวินัย (อันหลังเป็นผลผลิตที่เกิดจากสังคมแบบแรก) ซึ่งสังคมทั้ง ๒ แบบนี้มีความใกล้ชิดและเกี่ยวโยงผูกพันกับสังคมสมัยใหม่ที่เราอยู่อย่างสนิทแนบแน่น (รายละเอียดในเรื่องนี้เราจะพิจารณากันต่อไป)
 
ฟูโกต์มองเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงสำคัญในรัชสมัยของนโปเลียน (ศตวรรษ ๑๘) ซึ่งสังคมแห่งระเบียบวินัยได้สถาปนาการขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกๆ ดังตัวบทตอนหนึ่งที่ว่า “แน่นอนว่า โลกแห่งรายละเอียดนี้ นโปเลียนมิได้เป็นผู้ค้นพบ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าได้ทรงเข้าไปจัดระบบระเบียบให้กับมัน และประสงค์จะจัดวางอุปกรณ์กลไกแห่งอำนาจรอบกายพระองค์เพื่อให้ทรงรับรู้ไปถึงเหตุอันยิบย่อยที่สุดที่อุบัติขึ้นในรัฐซึ่งทรงปกครอง นโปเลียนประสงค์ที่จะใช้ระเบียบวินัยอันเข้มงวดที่ได้สถาปนาขึ้นเป็นเครื่องช่วยให้สามารถ ‘โอบรัดเครื่องจักรกลมหึมานี้ไว้ทั้งหมดโดยไม่ปล่อยให้รายละเอียดเล็กน้อยใดๆ เล็ดรอดไปได้เลย’ การเฝ้าสังเกตรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน พร้อมกับการให้ความสำคัญทางการเมืองต่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะควบคุมและใช้งานมนุษย์ ได้ผุดขึ้นมาให้เห็นตลอดยุคคลาสสิก นำมาซึ่งเทคนิคทั้งปวง พร้อมด้วยกระบวนวิธีและกระบวนความรู้ กระบวนการพรรณนา กระบวนสูตรสำเร็จ และกระบวนข้อมูล อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ตามแนวคิดมนุษยนิยมสมัยใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากรายละเอียดจุกจิกทั้งหลายทั้งปวงนี้นั่นเอง”(๑)
 
บทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ของฟูโกต์เป็นที่โจษขานอย่างมากในวงวิชาการ ไม่เฉพาะในฝรั่งเศส และแน่นอนว่า แทบจะไม่มีใครล้มล้าง หรือโต้แย้งข้อเสนอของเขาอันนี้ได้เลย จิลส์ เดอเลอซ (Gilles Deleuze) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นเพื่อนและเพื่อนร่วมแนวทางความคิดที่มีความใกล้ชิดกับฟูโกต์ กล่าวว่า “การวิเคราะห์ของเขา (ฟูโกต์) นั้นสร้างการตีความที่ชวนให้เคลือบคลุมสำหรับผู้อ่านหลายๆ คนที่คิดว่า งานชิ้นนี้ (Surveiller et punir) เป็นเหมือนคำสั่งเสีย ซึ่งก็เป็นที่ประจักษ์แจ้งอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ ฟูโกต์ไม่เคยเชื่อในเรื่องนี้ และพูดไว้ชัดเจนว่า สังคมแห่งระเบียบวินัยนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เขากระจ่างชัดในความคิดที่ว่า เรากำลังล่วงก้าวเข้าสู่รูปแบบทางสังคมใหม่ ซึ่งแน่นอนแม้จะคงสภาพเศษซากของสังคมระเบียบวินัยไปอีกหลายปี แต่ก็เป็นที่แน่ใจได้ว่า มันเป็นรูปแบบทางสังคมใหม่ ที่ควรจะเรียกด้วยคำของวิลเลียม เบอร์โรห์ (William S. Burroughs) ซึ่งฟูโกต์ยกย่องชื่นชมเบอร์โรห์อย่างมากก็คือ-สังคมแห่งการควบคุม”(๒)
 
จิลส์ เดอเลอซ
 
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า แม้ฟูโกต์จะทำหน้าที่เป็นผู้สร้างอรรถาธิบายให้แก่สังคมแห่งระเบียบวินัย ที่เป็นเหมือนหลักหมายหนึ่งของยุคสมัยใหม่ แต่เขากลับมีความเชื่อลึกๆ ว่า สังคมดังกล่าวมีวิวัฒนาการ และได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปแล้ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ใครที่หยิบยืมมโนทัศน์ของฟูโกต์ไปใช้อธิบายอะไร จำเป็นต้องระลึกอยู่เสมอว่า เครื่องมือในการศึกษาของฟูโกต์นั้นเป็นเครื่องมือ ‘เฉพาะกาล’ ที่ทำให้เราเข้าใจลักษณะแนวคิดและการควบคุมที่ ณ เวลานี้ มิได้จำกัดอยู่ภายในพื้นที่ หรืออาณาบริเวณที่ปิดล้อมอีกต่อไป
 
เราอาจจะสรุปด้วยถ้อยคำของเดอเลอซว่า “เราควรที่จะจับตาดูแผนโครงที่พัฒนาขึ้นในอีกสี่สิบหรือห้าสิบปีถัดไป...ที่น่าสนใจยิ่งว่า อัตลักษณ์ของโรงเรียนและวิชาชีพที่จะแปรเปลี่ยนไปเป็นการฝึกฝนที่คงรูปขึ้นมานั้นเป็นอย่างไร นี่เป็นอนาคตของเรา ซึ่งมันไม่ได้เป็นการนำพาเอาเด็กๆ ไปใส่ไว้ในสถานที่คุมขังอีกต่อไป คุณไม่สามารถคุมขังผู้คนที่อยู่บนถนน แต่คุณกำลังปรับขยายความหมายของการควบคุม ผมไม่ได้พูดว่า นี่เป็นจุดหมายของถนนที่เรากำลังมุ่งไป แต่ผู้คนจำนวนมากสามารถท่องเที่ยวไปพร้อมกับความรู้สึกว่าเป็น ‘อิสระ’ จากการจำกัดคุมขัง ขณะที่แท้จริงถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ นี่คืออนาคตของเรา”(๓)
 
ประการถัดมา ฟูโกต์ได้ทำการสาธิตให้เราเห็นว่า สถาบันทางสังคมสมัยใหม่ อย่างเช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน และคุก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมแห่งระเบียบวินัย อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อการเข้าไปจัดการและสร้างกฎเกณฑ์ควบคุมกำกับปัจเจกบุคคล ที่เป็นความปรารถนาลึกๆ ของรัฐ หรือผู้ได้เปรียบทางสังคมที่แปรสภาพให้ ‘พลเมือง’ กลายมาเป็นทรัพยากรประเภทหนึ่งที่ต้องเข้ามาจัดการ หรือดึงเอาประโยชน์ออกมาให้มากที่สุด
 
‘อำนาจ’ ในความหมายของฟูโกต์ จึงไม่ใช่แค่อำนาจในเชิงกดขี่ เหมือนเช่น อำนาจที่แสดงออกในสังคมแบบองค์อธิปัตย์ แต่ทว่าเป็นไปในลักษณะของการเข้าไปควบคุม ผ่านกระบวนการสร้างบรรทัดฐาน ค่านิยมทางสังคม โดยสังคมแห่งระเบียบวินัยมีเครื่องมือที่เรียกว่า ‘การฝึกฝน’ ที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของเรา ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากที่เราผ่านพ้นสถาบันทางสังคมต่างๆ ไปแล้ว สิ่งที่ติดตัวเราไปในทุกที่ก็คือ ‘อำนาจในระดับจุลฟิสิคส์’ ที่ทำหน้าที่ควบคุม-กำหนดแม้กระทั่งรายละเอียดของการแสดงออก
 
ประการสุดท้าย เรากำลังอยู่ในยุคสมัย ที่ทฤษฎีและการปฏิบัติไม่ได้แบ่งแยกจากกันอย่างเด็ดขาดอีกต่อไป ทฤษฎีไม่ใช่สารบบและการเรียบเรียงงานที่อยู่ในความคิด ทว่ามันเป็น ‘เครื่องมือ’ (ที่ไม่ใช่การอุปมาอุปไมย) ซึ่งทำให้ปฏิบัติการและกระบวนการที่เกิดขึ้นบนโลกแห่งความเป็นจริงดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นการศึกษาแนวความคิดจึงมีทั้งส่วนที่เป็นภาคทฤษฎีและปฏิบัติในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอนว่า มิแชล ฟูโกต์ยังเป็นเจ้าของแนวคิดในเรื่องการควบคุมจัดการด้วยพื้นที่ ที่ยังคงแข็งแรงและมีนัยสำคัญมากที่สุดคนหนึ่ง ณ เวลานี้
 
อำนาจ, พื้นที่ และการเมืองในระดับจุลฟิสิคส์
 
กล่าวได้ว่า พื้นที่กับอำนาจเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่กัน มันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ซึมลึกแผ่ซ่านอยู่ในทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจ ตั้งแต่นาทีแรกที่เราลุกขึ้น ก้าวเท้าออกจากเตียงนอน เข้าห้องน้ำ สวมเสื้อผ้า ขึ้นรถโดยสาร นั่งอยู่ในคอกสำนักงาน หรือกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือ ในทุกการจัดการ และสร้างระเบียบให้แก่ปัจเจกบุคคล ทั้งหมดสิ้นล้วนอิงอยู่กับการจัดสรรอำนาจในรูปของพื้นที่แทบทั้งสิ้น
 
มิแชล ฟูโกต์ เสนอแนวคิดว่า ‘พื้นที่’ แรกสุดที่ ‘อำนาจ’ เข้าถึงก่อนก็คือ ‘ร่างกาย’ ในทุกสังคมร่างกายตกอยู่ในบ่วงของอำนาจสารพัน ทั้งที่เป็นเรื่องของการห้าม การบีบบังคับ หรือสร้างเงื่อนไขผูกมัด เพียงแต่เราเพิ่งจะค้นพบวิธีในการจัดการแบบใหม่ในช่วงสองถึงสามศตวรรษที่ผ่านมานี้เอง อำนาจในรูปแบบนี้ไม่ได้พิจารณาร่างกายในฐานะองค์รวมอีกต่อไป หากมันเริ่มมองเห็นชิ้นส่วนภายในที่สามารถเข้าไป ‘แบ่งแยก’ และ ‘ปกครอง’ เพื่อจัดระเบียบ หรือควบคุมกันในระดับของรายละเอียด
 
ฟูโกต์กล่าวว่า “อันที่จริงกรรมวิธีอันหลากหลายของระเบียบวินัยนั้นปรากฏขึ้นมานานแล้ว ไม่ว่าในอาราม ในกองทัพ หรือโรงงานช่างฝีมือ แต่ระหว่างช่วงศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ ระเบียบวินัยแบบใหม่ตามที่แจกแจงมาได้กลายเป็นสูตรทั่วไปสำหรับการใช้อำนาจควบคุม ระเบียบวินัยนี้มีความแตกต่างไปจากทาสในอดีต เพราะมิได้อิงอยู่บนพื้นฐานของการยึดครองเป็นเจ้าของร่างกาย จะว่าไปแล้ว ระเบียบวินัยดังกล่าวมีความสง่างามมากกว่า ตรงที่ไม่ต้องใช้การควบคุมที่สิ้นเปลืองและรุนแรงเช่นระบบทาส”(๔)
 
อย่างไรก็ดีฟูโกต์มองเห็นว่า การสถาปนาของสังคมแห่งระเบียบวินัยได้สร้างแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่บางอย่างขึ้นมา อาทิเช่น ‘การปิดล้อม’ ที่เป็นการนำเอาสิ่งที่กระจัดกระจายและยุ่งเยิงมาอยู่รวมกันในพื้นที่หนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วก็คือการทำให้คนจำนวนมากที่ปราศจากระบบระเบียบสามารถอยู่รวมกันได้ ด้วยกฎเกณฑ์ที่เกิดจากการจัดสรรพื้นที่ ตัวอย่างเช่น โรงเรียนกินนอนที่รับเอาแบบแผนของนักบวชมาใช้ หรือเห็นได้ชัดกว่า ก็ในกรณีของค่ายทหารที่เริ่มมีการควบคุมและจำกัดอาณาบริเวณมากขึ้น มีการวางเขตแนว ล้อมรั้ว หรือทำกำแพงป้องกัน พร้อมกับควบคุมกองทหารให้อยู่ในระเบียบปฏิบัติ หรือข้อบังคับภายในค่าย
 
ยุทธศาสตร์การปิดล้อมทำให้เกิดกรอบสองชนิดซ้อนทับกัน กรอบแรกคือกรอบที่เกิดจากการจำกัดพื้นที่ทางกายภาพของปัจเจกบุคคล และกรอบถัดมาก็คือการทำให้บุคคลตกอยู่ภายใต้การคุมเข้มของระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดมากขึ้นจากการปิดล้อม ซึ่งผลในทางตรงก็คือ ระเบียบวินัยในรูปของอำนาจสามารถเข้าไปควบคุมได้ถึงรายละเอียดของการกระทำ วัตรปฏิบัติต่างๆ และโดยเฉพาะการจำกัดไม่ให้ความสับสนวุ่นวาย สามารถแพร่กระจายออกไปนอกพื้นที่ นอกเหนือจากนั้นแล้วการปิดล้อมยังส่งผลโดยตรงต่อระบบอุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตทั้งหลาย การจำกัดพื้นที่ หรือขอบเขตการทำงานทำให้เกิดโรงงานที่สามารถกำหนดและควบคุมแรงงานได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รูปแบบของโรงงานเหล่านี้ยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมจริงๆ ที่มีการเปิดปิดประตูทางเข้าออกเป็นเวลา หรือสำนักงานสมัยใหม่ที่มีการจัดพื้นที่ปิดล้อมภายในหน่วยงาน
 
แนวคิดในอีกขั้นหนึ่งของการสร้างระเบียบวินัย ถัดจากการปิดล้อมก็คือ การซอยแบ่งพื้นที่ออกเป็นหน่วยย่อยๆ ฟูโกต์เรียกแบบวิธีดังกล่าวว่า ‘การตีตาราง’ ที่ทำให้ปัจเจกบุคคลได้รู้จักตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น เพราะระบบตารางยังทำให้มองเห็น หรือเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของแต่ละตำแหน่งในขณะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็ลดทอนความแตกต่างหลากหลายนั้นให้อยู่ในรูปหน่วยย่อยของพื้นที่ คล้ายกับช่องตารางในเกมหมากรุกที่การกำหนด หรือการควบคุมทั้งหมดอยู่ภายใต้ระบบคู่ลำดับ (coordinate)
 
การตีตารางจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เป็นการจัดระเบียบพื้นที่ในเชิงวิเคราะห์ เพราะมันทำให้เราสามารถระบุบอกได้ว่าใครอยู่ ใครขาด ใครมีความตั้งใจ หรือใครเกียจคร้าน ซึ่งนำไปสู่แนวคิดถัดจากนั้นคือ ‘การจัดพื้นที่ตามประโยชน์ใช้สอย’ ที่มุ่งเน้นการแสวงหาคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุดที่เกิดกับพื้นที่หนึ่งๆ เหมือนเช่นที่ฟูโกต์กล่าวไว้ว่า “กระบวนการเช่นนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลทหารและโรงพยาบาลประจำเมืองท่า...พลุกพล่านไปด้วยการสัญจรไปมาของสินค้า ของทหารเกณฑ์ประเภทสมัครใจและถูกบังคับ ของกะลาสีที่ขึ้นฝั่งและออกจากฝั่ง และโรคร้ายกับโรคระบาดนานา จึงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยการหนีทหารและการลักลอบค้าของเถื่อนและการแพร่เชื้อ เปรียบได้กับสี่แยกอันเกลื่อนกล่นด้วยภยันตรายของสิ่งต้องห้ามที่ไหลเวียนสวนกันไปมา โรงพยาบาลประจำเมืองท่าเป็นสถานที่สำหรับให้การรักษาพยาบาลก็จริงอยู่ แต่เพื่อให้การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี โรงพยาบาลดังกล่าวก็ต้องทำหน้าที่เป็นกระชอนกลั่นกรอง และเป็นเครื่องมือกำหนดตำแหน่งแห่งที่ เพื่อให้สามารถควบคุมความเคลื่อนไหว และความแออัดยัดเยียดนั้น โดยแยกแยะกรณีของคนเจ็บป่วย ออกจากกรณีของผู้ต้องอาญา การดูแลเกี่ยวข้องกับโรคร้ายและโรคระบาดในเชิงการแพทย์จึงดำเนินควบคู่ไปกับการควบคุมด้านอื่นๆ เช่นด้านกำลังพลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหนีทัพ ด้านภาษีอากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ด้านการบริหารราชการสำหรับการรักษาโรค การปันส่วน การหายสาบสูญ อัตราการหายจากโรค การตาย การแกล้งป่วย เป็นต้น”(๕)
 
ในขณะที่ถ้าเป็นโรงงาน การจัดแบ่งพื้นที่ตามประโยชน์ใช้สอย จะเป็นไปในลักษณะของการแจกจ่ายและกำหนดตำแหน่งงาน การจัดพื้นที่คือการวางตัวบุคคล และเครื่องมือต่างๆ ที่ต้องใช้ในกระบวนการผลิต ระเบียบวินัยที่เกิดขึ้นจึงเป็นเครื่องสะท้อนผลผลิต และประสิทธิภาพของการดำเนินงาน เพียงแต่พื้นที่ที่อำนาจในรูปของระเบียบวินัยสร้างขึ้นนั้น มิได้สิ้นสุดลงที่อาณาเขต หรือพรมแดนที่มันปิดล้อม แต่ทว่ากินความรวมไปถึงลำดับชั้น หรือ ‘อันดับ’ ที่กำหนดให้ตำแหน่งแห่งต่างๆ มีความสำคัญแตกต่างกัน
 
เห็นได้ชัดก็ในกรณีของโรงเรียนที่การเรียงแถวจัดที่นั่งเป็นไปอย่างสอดพ้องกับความสามารถของนักเรียน อันดับอาจถูกสลับสับเปลี่ยนไปโดยตลอด โดยเกณฑ์ของการประเมินวัดในที่นี้อาจจะใช้ทั้งอายุ ความประพฤติ และความรู้ เป็นสำคัญ ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของอันดับในช่องตารางได้อย่างชัดเจน แนวคิดในการแบ่งแยกพื้นที่ ด้วยการปิดล้อม การตีตาราง การแบ่งแยกพื้นที่ตามประโยชน์ใช้สอย จนมาถึงการจัดอันดับ ทำให้เรามองเห็นการเกิดขึ้นใหม่ของพื้นที่ในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะในทางสถาปัตยกรรม การคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย หรือการบังคับบัญชา ดังเช่นที่ฟูโกต์กล่าวว่า “พื้นที่อันซับซ้อนนี้ทำหน้าที่ตรึงบางสิ่งบางอย่างไว้ขณะเดียวกับที่เอื้อให้บางสิ่งบางอย่างได้ไหลเวียนไปมา ทั้งแบ่งซอยสิ่งต่างๆ เป็นหน่วยย่อยและสร้างความเชื่อมโยงในเชิงปฏิบัติการ ทั้งยืนยันว่า ปัจเจกบุคคลจะเชื่อฟังอีกทั้งช่วยประหยัดเวลาและพลังการเคลื่อนไหว พื้นที่แห่งระเบียบวินัยเป็นที่แบบประสมประสาน เป็นทั้งพื้นที่ในความเป็นจริงซึ่งกำหนดแบบแผนการจัดวางอาคาร ห้องหับ เครื่องเรือน และเป็นพื้นที่ในมโนคติไปด้วยเพราะว่าการระบุคุณลักษณะ การประเมินคุณค่า และการบังคับบัญชาตามลำดับชั้นได้ถูกฉายลงไปบนแบบแผนดังกล่าว”(๖)
 
แน่นอนว่า อุดมคติสูงสุดของแนวคิดในสังคมแห่งระเบียบวินัย ก็คือการจัดสร้างพื้นที่ หรือ ‘สถานที่’ ที่สามารถจับสังเกตความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาขึ้นมา หรือกระทั่งสามารถเปลี่ยนแปลง ‘เวลา’ ให้กลายเป็นพื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ในโลกปัจจุบัน พื้นที่-เวลา จัดเป็นทรัพยากรใหม่ที่เรายอมให้ ‘อำนาจ’ เข้าไปทำการจัดแบ่ง หรือกะเกณฑ์ เพื่อควบคุมเหมือนเช่นพื้นที่ชนิดอื่นๆ ซึ่งเราอาจกล่าวได้ในอีกทางหนึ่งว่า ‘เวลา’ ทำให้เราจดจ่อและรู้สึกถึงบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ตลอด ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว
 
พื้นที่-เวลา, ความสับสน และทุน
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า ‘พื้นที่’ และ ‘เวลา’ ในความหมายหลักๆ หรือในบริบททางปรัชญานั้น หมายความถึง ๒ แกนสำคัญที่ดำรงอยู่ในจักรวาล อย่างแบ่งแยกเด็ดขาดจากกัน มาตั้งแต่ก่อนการถือกำเนิดของทุกสรรพสิ่งบนโลก หรือบางทัศนะก็มองว่า มีมาก่อนการเกิดกลีภพ (Chaos) ด้วยซ้ำไป
 
ภาพความคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกพื้นที่และเวลาออกจากกันถูกทำให้เป็นวิทยาศาตร์มากขึ้นก็ในยุคของนิวตัน-ไลบ์นิทซ์ ที่ซึ่งเวลาในวิชาฟิสิกส์เริ่มมีบทบาทไปพร้อมๆ กับความรู้ทางคณิตศาสตร์ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชากลศาสตร์) พีชคณิตและฟิสิกส์ตัดแบ่งตีตารางให้กับเวลาออกเป็นหน่วยๆ ซึ่งก็เป็น ‘เวลาในเชิงปริมาณ’ ในแบบที่เรารู้จัก หรือมองเห็นบนแผงหน้าปัดนาฬิกานั่นเอง
 
แต่ถ้าย้อนกลับไปอ่านบทสนทนา Timaeus (๗) ของเพลโต (Plato) ที่เขียนขึ้นเมื่อราวห้าร้อยปีก่อนคริสตกาล เราก็จะพบว่ามุมมองที่ว่า ‘เวลา’ เป็นผลผลิตมาจากตัวเลข หรือระบบคณิตศาสตร์นั้น มีมาเนิ่นนานแล้ว ดังใจความตอนหนึ่งของบทสนทนานี้ที่ว่า “ในยามที่พระบิดา หรือพระผู้สร้างมองเห็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ท่านสร้างขึ้นเคลื่อนไหวและมีชีวิต จินตภาพแห่งความสร้างสรรค์ที่ไม่สิ้นสุดของปวงเทพทำให้ท่านรู้สึกรื่นรมย์ และในความชื่นชมโสมนัสนั้นเอง ท่านได้ตัดสินใจที่จะสร้างสิ่งเหล่านั้นจากต้นแบบที่มีขึ้นมาอีกเรื่อยๆ และกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้ก็ได้ทำให้ท่านกำหนดให้จักรวาลกว้างไกลออกไปไม่สิ้นสุด เหมือนที่มันควรจะเป็น แม้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในอุดมคติ ชั่วเวลานั้นจะหมายถึงการคงอยู่ต่อไปชั่วกาลนาน แต่การสละคุณลักษณะนี้ให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นท่านจึงแก้ปัญหาด้วยการย้ายจินตนภาพนั้นไปวางไว้บนสรวงสวรรค์ ท่านสร้างให้มันมีลักษณะที่ไม่สิ้นสุด ทว่าเคลื่อนไหวด้วยระบบตัวเลข...จินตภาพนี้เองที่เราเรียกว่า เวลา ไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน เดือน ปี ก่อนหน้าการเกิดของสรวงสวรรค์ เมื่อท่านสร้างสวรรค์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงเกิดขึ้นมาพร้อมกัน...อดีต อนาคต คือประเภทของเวลา...ที่ถอดแบบมาจากความไม่สิ้นสุด และถูกแก้ไขด้วยระบบตัวเลข...”
 
แนวความคิดทั้งหมดเป็นสิ่งเดียวกันกับที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ใน Physica ว่า “เวลานั้นก็คือระบบตัวเลขชนิดหนึ่ง” การจัดแบ่งเวลาในรูปของพื้นที่ เศษส่วนแยกย่อยจึงอาจเรียกได้ว่า เป็นความฝัน และความพยายามที่เราได้ริเริ่มขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่การใช้ศักยภาพของเวลาในรูปของพื้นที่ หรือทรัพยาการชนิดหนึ่ง เพิ่งประสบความสำเร็จก็เมื่อไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมานี้เอง
 
( มีต่อนะจ๊ะ )
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,778 ครั้ง