แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

รูปเงาแหว่งวิ่นของเซนต์การ์ตา (2)

 

5.
 
หากว่า การ์ตาคือนักบุญแห่งยุคสมัย นักบุญที่แท้จริง แล้วนักบุญจะไปเที่ยวซ่องโสเภณีได้หรือ ไม่ ? เมื่อบรอดตีพิมพ์บันทึกของคาฟคาเขาได้เซ็นเซอร์บางส่วนทิ้งไป เขามิเพียงขจัดเรื่องราวที่พาดพิงเกี่ยวกับโสเภณีออกไปเท่านั้น ยังรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศออกไปด้วย
 
คาฟคาวิทยามักจะลังเลที่จะเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความสามารถในการสืบพันธุ์ของคาฟคาเสมอ แต่ในทางตรงข้ามกลับปลาบปลื้มที่จะได้โต้เถียงพูดคุยเกี่ยวกับอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอันเป็นบุคลิกเฉพาะของพระผู้มาไถ่บาป นั่นเป็นเหตุให้คาฟคากลับกลายเป็นนักบุญอุปถัมถ์แห่งโรคประสาทมาเป็นเวลายาวนาน รวมไปถึงฐานะของนักบุญอุปถัมถ์แห่งความคลุ้มคลั่ง ซึ่งทั้งแปรปรวน อ่อนแอ และหดหู่ (ในหนังของออร์สัน เวลล์ เค.กรีดร้องอย่างคุ้มคลั่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนิยายของคาฟคาคลุ้มคลั่งน้อยที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรมทั้งหลายทั้งปวง)
 
นักเขียนชีวประวัติมิได้ล่วงรู้สิ่งใดเลยเกี่ยวกับเพศรสอันละเอียดอ่อนกับภรรยาของตัวพวกเขาเอง แต่พวกเขากลับคิดว่าตัวเองรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวของสเตนดาห์ล (Stendhal) และโฟล์คเนอร์ (Faulk ner)
 
สำหรับตัวของคาฟคาผมยิ่งมิกล้าทำเป็นสู่รู้แต่อย่างใด ชีวิตกามารมณ์ในสมัยเขาคงจะมิได้ง่าย ดาย และคล้ายคลึงกับสมัยเราสักเท่าไรนัก เด็กสาวในสมัยนั้นคงจะมิยอมมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเป็นแน่ สำหรับหนุ่มโสดมีทางเลือกที่เป็นไปได้เพียงสองทาง ทางหนึ่งก็คือ แต่งงานกับหญิงสาวจากตระกูลดีๆ หรือหญิงสาวชนชั้นล่างอย่างพวกพนักงานขายของ สาวใช้ ส่วนอีกทางหนึ่งก็อาศัยหญิงโสเภณี
 
ฉากแห่งจินตนาการในนิยายของบรอดวาดขึ้นจากทางเลือกสายแรก นั่นก็คือการ แต่งงาน รูปแบบทางกามารมณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความปลาบปลื้มเป็นที่สุด ความโรแมนติก (ในที่นี้หมายถึงลีลาการลักลอบคบชู้ อัตวินิบาตกรรม และความหึงหวงราวกับโรคร้ายพยาธิเกาะกิน) และมิมีการแตะต้องสัมผัสเรื่องเพศแต่อย่างใด
 
พวกผู้หญิงมักจะมีความเชื่อผิดๆว่าผู้ชายดีๆพึงพอใจแค่การยึดครองเป็นเจ้าของทางกายภาพ มันเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งซึ่งมิได้สำคัญไปกว่าความรู้สึกอย่าง ผู้หญิงคนนี้รักฉัน เธอถึงได้โอนอ่อนผ่อนตามตัวฉัน ไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ล้วนแล้วแต่ต้องการจะชนะความรักความเมตตาจากพวกผู้หญิงทั้งสิ้น (จาก...อาณาจักรอาบเสน่ห์แห่งความรัก)
 
จินตนาการทางกามารมณ์ในนิยายของคาฟคากลับผิดแผกแตกต่างไปในทางตรงกันข้าม มันวาดขึ้นอย่างเกือบจะเฉพาะเจาะจงจากต้นกำเนิดอื่น
 
ผมเดินผ่านซ่องโสเภณีไปราวกับมันเป็นบ้านของสุดที่รัก (บันทึก 1910 , ประโยคนี้ถูกเซ็นเซอร์โดยบรอด)
 
ด้วยความชํ่าชองชำนิชำนาญเหมือนเช่นพวกเขาจำแนกแยกแยะยุทธวิธีของความรัก นิยายในศตวรรษที่สิบเก้าหลีกเลี่ยงเรื่องทางเพศ และซ่อนเร้นวัตรปฏิบัติของมันไว้อย่างแนบเนียน ช่วงทศวรรษแรกในศตวรรษของพวกเราเซ็กส์ได้เผยร่างออกจากเมฆหมอกกิเลสความปรารถนาโรแมนติก คาฟคาเป็นคนแรก (ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมถึงจอยซ์อีกผู้หนึ่ง) ที่เปิดเผยมันในนิยายของเขา เขาได้เปิดโปงเรื่องทางเพศออก มามิใช่เพียงเพื่อเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับแวดวงพวกรักอิสระกลุ่มเล็กๆ (เหมือนเช่นในศตวรรษที่สิบแปด) หากแต่เพื่อให้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความจริงพื้นฐานสำหรับชีวิตทุกผู้ทุกคน
 
คาฟคาได้เปิดโปงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ในแง่มุมต่างๆของเซ็กส์ อย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่างเรื่องทางเพศกับความรัก ความแปลกหน้าของผู้อื่นซึ่งเป็นเงื่อนไขทางสภาวะสำหรับเรื่องทางเพศ ตลอด จนความกำกวมคลุมเครือตามธรรมชาติของเรื่องทางเพศซึ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกตะขิดตะขวงใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งที่มันช่างหยุมหยิมไร้สาระ หากแต่ก็มิควรประมาทพลังอันน่าตื่นตกใจของมัน เป็นต้น
 
บรอดเป็นแค่เพียงพวกโรแมนติก ในทางตรงกันข้ามตามความเชื่อของผม ผมได้สังเกตพบว่ารากแก้วนิยายของคาฟคาเป็นแบบแอนตี้โรแมนติกอย่างแจ่มชัด มันปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วทุกที่ แม้กระทั่งในวิถี ทางที่เขามองดูสังคมเช่นเดียวกับวิถีทางที่เขาก่อร่างสร้างประโยคขึ้นมา หากแต่ต้นตอของมันจะตัองเกี่ยว ข้องกับวิสัยทัศน์เรื่องทางเพศของคาฟคา เป็นแน่
 
 
 
6.
 
หนุ่มน้อยคาร์ล รอสส์มานน์ (Karl Rossmann ตัวเอกจากนิยายเรื่องอเมริกา) ถูกส่งตัวออกจากบ้านของพ่อแม่ไปยังอเมริกา เพราะอุบัติเหตุทางเพศที่เขาก่อกับสาวใช้ ผู้ซึ่งล่อลวงเขาให้ทำเธอตั้งครรภ์ ก่อน ที่ทั้งสองจะมีเพศสัมพันธ์กัน หล่อนอุทานออกมาว่า
 
คาร์ล โอ คาร์ลของฉัน! จากนั้นหล่อนก็ครางกระเส่า...ในขณะที่เขามองสิ่งใดไม่เห็นไปครู่หนึ่ง และรู้สึกอึดอัดกระสับกระส่ายอยู่ท่ามกลางเตียงนอนอันอบอุ่นซึ่งหล่อนกำลังนอนแผ่หลารอรับความปรารถนาจากตัวเขา...
 
จากนั้นหล่อนก็เขย่าตัวเขาเบาๆ พลางเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจของเขาเต้น และยื่นหน้า อกเข้าหาให้เขาได้ยินเสียงหัวใจของหล่อนเช่นกัน จากนั้นหล่อนก็ ยื่นมือคว้าระหว่างขาของ เขาอย่างหยาบคายเป็นสัญญาณเริ่มให้หัว และคอของคาร์ลโยกกระหนํ่าขึ้นลงกับหมอน จากนั้นหล่อนก็ยกก้นของหล่อนขึ้นรับตัวเขาหลายต่อหลายครั้ง - เขารู้สึกว่าหล่อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาและนั่นเป็นเหตุว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกเหมือนถูกพิชิตไปด้วยความต้องการล้นหลั่ง
 
การมีเพศสัมพันธ์ในชั่วระยะเวลาสั้นๆดังกล่าวข้างต้นเป็นสาเหตุสำคัญให้ทุกสิ่งทุกอย่างในนิยายเรื่องนี้น่าติดตาม เมื่อตระหนักว่าชะตากรรมของพวกเราถูกกำหนดโดยอะไรบางอย่างที่ดูหมือนจะไม่ค่อยมีสาระเท่าใดนักยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่ หากแต่ความไร้สาระที่ไม่ได้คาดหมายเมื่อถูกเปิดเผยออกมาก็เท่ากับเป็นบ่อเกิดของเรื่องน่าขำนั่นเอง
 
คาฟคาเป็นคนแรกที่ให้คำจำกัดความด้านที่น่าขำของความโศกเศร้า
 
ด้านที่น่าขำของเซ็กส์เป็นความคิดไม่อาจยอมรับได้ทั้งจากพวกพิวริแทนเคร่งครัด ศิลธรรม และพวกนีโอลิเบอร์ทีนส์รักอิสระ ผมคิดว่าดี.เฮช.ลอเรนซ์ (D.H.Lawrence) กวีกามเทพผู้ชํ่าชองกามกรีฑาได้พยายามแปรเปลี่ยนบุคลิกลักษณะตามธรรมชาติของเรื่องทางเพศให้กลับกลายเป็นถ้อยคำสละสลวยงดงามในชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ (Lady Chatterley ่s Lover) หนังสือที่เขาแต่ง
 
หากแต่เรื่องทางเพศในรูปแบบของถ้อยคำสละสลวยกลับยิ่งน่าขำกว่าบรรดาถ้อยคำสั่นไหวอา รมณ์ความรู้สึกในศตวรรษก่อนหน้านั้นเสียอีก มณีหยาดแสงในเรื่องกามารมณ์ของนิยายเรื่องอเมริกาก็คือ บรูเนลดา (Brunelda) หล่อนเป็นตัวละครที่ต้องตาต้องใจของเฟรเดริกโก เฟลลินี (Federico Fellini) เป็นอันมาก เขาฝันที่จะสร้างหนังเรื่องอเมริกามาเป็นเวลาเนิ่นนานทีเดียว ในหนังเรื่องอินเตอร์วิสต้า (Intervista) มีฉากหนึ่งที่โชว์ให้เห็นถึงการคัดเลือกตัวแสดงโครงการในฝันของเขา บรรดาผู้สมัครพากันมาคัดเลือกเป็น บรูเนลดากันอย่างไม่น่าเชื่อ หล่อนเป็นผู้หญิงที่เฟลลินีบรรจงคัดสรรอย่างลิงโลดเป็นที่สุด
 
(ผมขอยํ้าอีกครั้ง : ความลิงโลดเป็นที่สุดชนิดเดียวกับตัวของคาฟคา คาฟคาไม่เคยต้องทนระทมขมขื่นเพื่อพวกเรา! เขาเริงรื่นเพื่อพวกเราต่างหาก)
 
บรูเนลดา นักร้องแต่เก่าก่อน ผู้หญิงอ่อนแอขี้โรค ซึ่งมีโรคเก๊าต์เกาะกินที่ขา บรูเนล ดากับมืออวบอ้วนเล็กๆ คางสองชั้น และไขมันมากมายไร้ขอบเขต บรูเนลดานั่งแยกขาออก จากกันด้วยท่วงท่าพอ เหมาะ หลังจากเหนื่อยล้าและผ่อนพักหลายต่อหลายครั้ง จากนั้นหล่อนก็โน้มกายลงโยงปลายถุงน่องด้านบน บรูเนลดายกชุดของหล่อนขึ้น พลางใช้ชายเสื้อซับนํ้าตาให้กับโรบินสัน (Robinson) บรููเนลดาไม่สามารถปีนบันไดสองสามขั้นโดยไม่หอบหายใจ
 
ช่างน่าประทับใจจริงๆ โรบินสันอุทานออกมาอย่างไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตว่า โอ พระเจ้า โอ พระเจ้า ผู้หญิงอะไรกัน ! หล่อนช่างสวยบาดใจเสียจริง ! บรูเนลดายืนเปลือยกายอยู่ในอ่างอาบนํ้า พึมพำพรํ่าบ่นขณะที่เดลมาร์เช (Delamarche) กำลังขัดสีฉวีวรรณให้กับตัวของหล่อน บรูเนลดาเอนกายนอนอยู่ในอ่างอาบนํ้าใบเดิม ใช้กำปั้นทุบนํ้าแตกกระจายด้วยอารมณ์เกรี้ยวโกรธ บรูเนลดาผู้ซึ่งต้องใช้ผู้ชายถึงสองคนนานถึงสองชั่วโมงจึงจะลงจากบันได และขึ้นไปอยู่บนรถเข็นคันที่คาร์ลจะนำหล่อนข่้ามเมืองไปยังสถานที่เร้นลับอันอาจจะเป็นซ่องก็เป็นได้ บรูเนลดาในรถเข็นภายใต้ผ้าคลุมปกปิดมิดชิดเสียจนตำรวจเข้าใจว่า หล่อนคือกระสอบมันฝรั่ง
 
สิ่งที่แปลกใหม่เกี่ยวกับภาพอันแสนจะอัปลักษณ์เหล่านี้ก็คือมันมีเสน่ห์ชวนให้หลง ใหล ถึงจะเป็นเสน่ห์ผิดธรรมดา เสน่ห์อันน่าหัวเราะเยาะ มันก็ยังคงเป็นเสน่ห์ชวนให้หลงใหลเฝ้าติดตามอยู่ดี บรูเนลดาคืออสุรกายแห่งเซ็กส์บนพรมแดนระหว่างความน่าขยะแขยงกับความน่าตื่นเต้น ในขณะที่บรรดามนุษมนาทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่กรีดร้องเรียกหาไม่เพียงแค่ความตลกขบขำเท่านั้น (แน่นอน พวกมันน่าขำ เซ็กส์นั้นน่าขำ !)
 
นี่คือความเป็นจริง มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนอย่างบรอดผู้บูชาเพศตรงข้ามอย่างโรแมนติก และเฝ้าครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าการมีเพศสัมพันธ์มิใช่ความเป็นจริงเป็นแต่เพียงสัญลักษณ์ของความรู้สึกจะมองไม่เห็นความเป็นจริงในเรื่องดังกล่าวเกี่ยวกับตัวของบรูเนลดา หล่อนมิได้เป็นสิ่งอื่นใดนอกจากรูปเงาพร่าเลือนของประสบการณ์ความเป็นจริงเป็น เพียงคำจำกัดความของการลงทัณฑ์อันเหี้ยมโหดต่อผู้หนึ่งผู้ใด...ซึ่งมิได้ก้าวไปตามเส้นทางแห่งความถูกต้องดีงาม
 
 
 
7.
 
ฉากกามารมณ์อันบรรเจิดที่สุดเท่าที่คาฟคาเคยเขียนมาอยู่ในบททที่สามของนิยายเรื่องปราสาท มันเป็นฉากเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ระหว่างเค.กับฟรีดา (Frieda) หลังจากได้พบแม่สาวน้อยผมกระเซอะกระ เซิงสีบลอนด์เป็นครั้งแรกยังไม่ทันจะได้ชั่วโมงหนึ่ง เขาก็สวมกอดหล่อนที่ด้านหลังบาร์ท่ามกลางฟองเบียร์เรี่ยราด และสิ่งโสโครกบนพื้นห้อง สิ่งโสโครกโดยเนื้อหาสาระแล้ว มันมิได้แตกต่างจากเซ็กส์แต่อย่างใดเลย
 
หากแต่หลังจากนั้นยังไม่ทันเท่าไรในย่อหน้าเดียวกัน เสียงของคาฟคากลับแปรเปลี่ยนไปเป็นลีลาของบทกวีแห่งเซ็กส์
 
โมงยามเคลื่อนคล้อยผันผ่านไป โมงยามแห่งลมหายใจเดียวกัน เสียงใจเต้นระรั่ว เป็นจังหวะเดียวกัน โมงยามซึ่งเค.มีความรู้สึกอยู่ตลอดว่ากำลังหลงหายหรือไม่ก็กำลังก้าวเข้าไปในโลกแปลกประ หลาดที่ไม่เคยมีใครก่อนหน้าตัว เขาเคยเหยียบย่างมาก่อน โลก แปลกประหลาดซึ่งอบอวลไปด้วยอากาศที่มีองค์ประกอบผิดจากอากาศที่เขาเคยคุ้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็อาจอึดอัดด้วยความแปลกประหลาดท่าม กลางเมฆหมอกลวงล่อใจไร้สาระ พวกเขาคงมิอาจทำสิ่งใดได้นอกจากก้าวไปก้าวไปมิต่างจากผู้คนหลงทาง
 
ฉากการเสพสังวาสดังกล่าวข้างต้นแสดงออกโดยอุปมาอุปไมยเหมือนเช่น การเหยียบย่างไปมาภายใต้ท้องฟ้าอันแปลกประหลาด แน่นอนว่าการเหยียบย่างครั้งนี้มิใช่สิ่งที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามมันส่งผลกระทบต่อตัวเรา มันเชื้อเชิญให้เราก้าวต่อไป เพราะมันทำให้เรามัวเมา มันมีก็แต่ความงดงาม
 
ประโยคต่อไปกล่าวว่าเขารู้สึกสุขเหลือแสนที่ได้ตระกองกอดฟรีดาอยู่ในวงแขน สุขทั้งๆที่มีความวิตกกังวลในเวลาเดียวกัน เพราะเขารู้สึกว่าหากฟรีดาจากไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้รับก็จะจากไป จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าความรักได้ไหม ? คงจะไม่ได้เพราะมันมิใช่ความรักแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่ถูกเนรเทศ และหมดสิทธิในการครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง หากผู้หญิงตัวน้อยๆไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าซึ่งเขากำลังตระ กองกอดท่ามกลางฟองเบียร์เรี่ยราดจะกลับกลายมีความหมายเท่ากับห้วงจักรวาลของตัวเขาแล้ว - ความรักก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้
 
 
 
8.
 
ในหนังสือคำประกาศของลัทธิเหนือจริง (Manifesto of Surrealism) อังเดร เบรตอง (Andre Breton) ได้กล่าวอะไรบางอย่างกี่ยวกับศิลปะแห่งนิยายไว้ เขาวิพากษ์ว่าเหตุที่ทำให้นิยายนั้นมีฐานะซวดเซไม่มั่น คงเป็นเพราะมันทั้งธรรมดาทั้งซํ้าซากไร้ชีวิตชีวา และมีทุกสิ่งทุกอย่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบทกวี นอก จากนั้นเขายังเย้ยหยันต่อถึงความหมายคำจำกัดความของมัน และผลทางจิตวิทยาที่น่าเหน็ดหน่ายของมัน คำวิจารณ์นิยายดังกล่าวตามต่ออย่างทันทีทันใดด้วยการสรรเสริญถึงจินตนาการความฝัน และจบด้วยคำ พูดที่ว่า
 
ผมเชื่อในสภาวะหลอมรวมสองสิ่งคือความฝันและความเป็นจริงซึ่งดูเหมือนจะขัด แย้งกันอย่างสิ้นเชิงจนกลับกลายมาเป็นความจริงสมบูรณ์แบบ หรือจะเรียกว่าความเหนือจริงก็ยังได้
 
หากว่ามองในมุมกลับกันสภาวะหลอมรวมระหว่างความฝันและความเป็นจริง (fusion of dream and reality) ซึ่งสาวกลัทธิเหนือจริงอ้างถึงโดยมิเคยล่วงรู้ถึงกรรมวิธีที่จะนำมันมาสร้างสรรค์เป็นผลงานวรรณ กรรมชิ้นยิ่งใหญ่ได้ปรากฎชัดในนิยายของคาฟคา วรรณศิลป์ประเภทที่พวกเขาดูถูกดูแคลนในทศวรรษก่อนหน้านั้นนานแล้ว
 
มันมิใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายหรือให้คำจำกัดความจินตนาการของคาฟคาซึ่งทำให้ พวกเราเคลิบ เคลิ้มหลงใหล หากเราจะสรรเสริญคาฟคาในแบบที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ถ้อยคำที่ว่าสภาวะหลอมรวมระหว่างความฝันและความเป็นจริงก็คือความกระจ่างแจ้งนั่นเอง
 
หรือถ้าจะยกย่องในแบบที่สาวกลัทธิเหนือจริงเป็นปลื้ม ก็ต้องยกตัวอย่างถึงความงดงามเมื่อได้พบเห็นผลงานศิลปะของลอเทียร์มอนต์ (Lautr่eamont) ซึ่งประกอบขึ้นมาจากร่ม และจักรเย็บผ้ากับตาของตัว เอง สิ่งของสองอย่างยิ่งผิดแผกแตกต่างกันมากเท่าไร มนต์วิเศษยิ่งเจิดจ้าสว่างไสวเมื่อมันมาประกอบเข้าด้วยกัน
 
ผมอยากจะเรียกปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นว่าบทกวีแห่งความประหลาดใจ หรืองดงามด้วยความฉงนสน เท่ห์อย่างต่อเนื่อง หรือไม่ก็เป็นการใช้คุณลักษณะของความอึดอัดอับทึบมาเป็นมาตรฐานวัดคุณค่า อาทิเช่น จินตนาการอันอับทึบ ความอึดอัดจากการเผชิญหน้าโดยไม่ได้คาดหมาย ดังเช่น ฉากการมีเพศสัม พันธ์ระหว่างเค.กับฟรีดาที่ผมได้เคยกล่าวถึงก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความอึดอัดน่าวิงเวียน ไม่ว่าจะเป็นประ โยคสั้นๆ หรือประโยคยาวเหยียดเต็มหน้า ตลอดจนเรื่องราวบอกเล่าถึงการค้นพบมีประสบการณ์อย่างแจ่มชัดสมบูรณ์แบบสามส่วนเกี่ยวเนื่องกัน (สามเส้าแห่งเซ็กส์) ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความรู้สึกตะลึงพรึงเพริดในทันทีทันใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็คือความงดงามมืดทึบแปลกประหลาดที่ทั้งสัมผัสได้ และกระตุ้นกิเลสความปรารถนาในแบบที่เรียกกันว่าความโสโครกนั่นเอง
 
ทั้งสามบทจากนิยายของคาฟคาล้วนแล้วแต่คือวังวนแห่งสิ่งที่ไม่ได้คาดหมายทั้ง สิ้น กระเแสคลื่นเวียนวนค่อยๆทะยอยเข้ามาทีละลูก นับจากฉากการเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรกระหว่างเค.กับฟรีดาที่โรง แรม บทสนทนาไม่ธรรมดาอันชี้ชวนให้เห็นถึงการโอ้โลมลวงล่อซึ่งแลดูเสแสร้ง เพราะการปรากฏตัวของบุคคลที่สาม (โอกา Olga) สถานการณ์เด่นๆ อย่างเรื่องรูที่บานประตู (แม้ว่าจะเป็นสถานการณ์เฟือๆซํ้าๆซากๆ หากแต่ก็ยังดีที่มันพอจะเป็นได้) ซึ่งเค.แอบมองเห็นแคลมม์(Klamm) กำลังนอนหลับหลังโต๊ะ กลุ่มคนใช้กำลังเต้นรำกับโอกา ความโหดเหี้ยมอย่างน่าประหลาดใจของฟรีดาเมื่อหล่อนไล่หวดพวกนั้น ด้วยแส้ ทำให้พวกนั้นทั้งประหลาดใจทั้งตื่นกลัวจนต้องยอมให้หล่อน การมาถึงของเจ้าของโรงแรมทำให้เค.ต้องเอนกายนอนราบซ่อนอยู่หลังบาร์ ครั้นเมื่อฟรีดามาถึง และพบว่าเค. กำลังแอบอยู่กับพื้นห้อง หล่อนก็ไม่ได้บอกให้เจ้าของโรงแรมรู้ (ในขณะเดียวกันหล่อนก็ใช้ปลายเท้าลูบไล้หน้าอกของเค.อย่างทะนุถนอม)
 
กิจกรรมทางเพศถูกสอดแทรกด้วยเสียงเรียกของแคลมม์ ผู้ซึ่งเพิ่งตื่นขึ้นจากทางด้านนอกบานประ ตู และฟรีดาก็ตะโกนสวนกลับมาอย่างไม่แยแสว่า ฉันกำลังอยู่กับเจ้าหน้าที่รังวัด ! ในขณะเดียวกันเหนือร่างของคนทั้งสอง (เหตุการณ์ในตอนนี้ความน่าเชื่อถือดูจะด้อยลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ) มีพนักงานผู้ช่วยสองคนนั่งอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์ พวกนั้นจ้องมองการกระทำของเค.กับฟรีดาอยู่ตลอดเวลา
 
 
 
9.
 
บางทีพนักงานผู้ช่วยสองคนจากปราสาทอาจจะมีลีลาในแบบบทกวีมากที่สุดเท่าที่ คาฟคาเคยเขียนมาก็เป็นได้ มันแสดงให้เห็นถึงจินตนาการสุดแสนจะวิเศษของเขา
 
พวกนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ประหลาดใจมิรู้สิ้นสุดเท่านั้นยังเปี่ยมไปด้วยความหมายแฝงเร้น พวกนั้นเป็นทั้งนักแบล็คเมล์อันน่าเวทนา และน่าคลื่นไส้ขยะแขยงไปในเวลาเดียวกัน หากแต่พวกเขาก็ยังเป็นตัวแทนของความทันสมัยอันน่าเกรงขามของจักรวาลปราสาท พวกเขาเป็นทั้งตำรวจ ผู้สื่อข่าวปาปาราซซี่ และตัวการสร้างหายนะให้กับชีวิตส่วนตัว
 
พวกเขายังเป็นฝูงชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งเดินผ่านไปมาบนเวทีในฐานะนักแอบมอง และปรา กฏตัวอย่างเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ตลอดนิยายทั้งเรื่องด้วยฉากเซ็กส์กระดำกระด่างขมุกขมัวในลีลาสํ่าส่อนน่าขบขันแบบคาฟคา
 
แต่ที่เหนืออื่นใดนวัตกรรมของพนักงานผู้ช่วยสองคนเหมือนเช่นคานงัดเรื่องราวทั้งหมดให้ดีดกระ ดอนเข้าสู่ดินแดนซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างทั้งจริงและไม่จริงทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้อย่างน่าแปลกประ หลาดไปในเวลาเดียวกัน ในบทที่สิบสองเมื่อเค. ฟรีดา และพนักงานผู้ช่วยสองคนช่วยกันเปลี่ยนห้อง เรียนโรงเรียนประถมให้เป็นห้องนอนเพื่อจะพักแรมร่วมกัน พวกคุณครูและนักเรียนก็ก้้าวเข้ามาในทันที ทันใดอย่างไม่น่าเชื่อราวกับพนักงานดูแลทำความสะอาดเริ่มปฏิบัติกิจในห้องนำ้ตอนเช้า ขณะที่พวกของเค.แต่ง ตัวกันหลังผ้าห่ม ซึ่งขึงอยู่บนราวคู่ขนาน ในขณะที่พวกเด็กๆจ้องมอง อมยิ้มขบขันอย่างสงสัยอยากรู้อยากเห็น (แอบมองดูพวกเขา) มันยิ่งกว่าการได้พบเห็นร่มกับจักรเย็บเผ้ากับตาตัวเองเสียอีก
 
มันเป็นการได้ประสบพบเห็นสถานที่ซึ่งดูเหมือนจะไม่ลงรอยกันสองสถานที่พร้อมกันคือทั้งห้อง เรียนโรงเรียนประถม และห้องนอนอันน่าฉงนสงสัย
 
ฉากซึ่งเต็มไปด้วยลีลาน่าขบขันแบบบทกวีฉากนี้ (มันควรจะถูกนำไปไว้เป็นรายชื่อแรกๆของหนัง สือรวบรวมนิยายสมัยใหม่) มิได้รับการใส่ใจแต่อย่างใดเลยในยุคสมัยของคาฟคาไม่แยแสอย่างสิ้นเชิง ผมเน้นในที่นี้ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงรากฐานตามธรรมชาติในการปฏิวัติสุนทรียศาสตร์แบบคาฟคา
 
ผมยังจำบทสนทนาเมื่อยี่สิบที่แล้วได้อย่างแม่นยำ การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (Gabriel Garc่ia Ma่rquez) บอกกับผมว่า คาฟคาเป็นคนแสดงให้เขาเห็นว่าเป็นได้้ที่จะเขียนอีกวิถีทางหนึ่ง
 
อีกวิถีทางหนึ่งหมายถึง แหวกพรมแดนของความซํ้าซากจำเจ มิใช่หลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง (เหมือนเช่นพวกโรแมนติกทำกัน) หากแต่ต้องทราบซึ้งเข้าใจมันให้มากขึ้น เหตุเพราะการเข้าใจในโลกแห่งความเป็นจริงคือคำจำกัดความส่วนหนึ่งของนิยาย หากแต่เราจะทั้งเข้าใจทั้งยุ่งเกี่ยวกับเกมแห่งความเฟื่องฝันด้้วยในเวลาเดียวกันได้อย่างไร ? เราจะวิเคราะห์โลกอย่างเคร่งเครียดจริงจังไปพร้อมๆกับมีอิสระปราศจากพันธะในห้วงนึกสนุกสนานได้อย่างไร ? เราจะรวบรวมเป้าหมายซึ่งผิดกันอย่างสิ้นเชิงร่วมเรียงเคียงคู่ได้อย่างไร ?
 
คาฟคาสามารถปะติดปะต่อชิ้นส่วนแตกต่างเช่นนี้ได้อย่างหมดจด เขาเป็นผู้ทะ ลวงผ่านกำแพงแห่งความซํ้าซากจำเจ หลายต่อหลายผู้คนได้ตามติดทะลวงผ่านกำแพงไปเหมือนเช่นตัวเขา ทั้งเฟลลินี มาเกซ ฟูเอนเตส (Fuentes) รัชดี (Rushdie) และอื่นๆ อีกมากมาย
 
ช่างหัวเซนต์การ์ตาเถอะ ! เพียงแค่รูปเงาแหว่งวิ่นของเขาก็ได้จำกัดมุมมองเกี่ยวกับสุดยอดกวีนักเขียนนิยายผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของพวกเราไว่้อย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว /.
 
 
 
 
ตัดตอนจาก Testaments Betrayed โดย มิลาน กุนเดอร่า Milan Kundera
 
จิตติ พัวสุทธิ ถอดความ — ทีมงาน Underground Buleteen
 
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร a day weekly ปีที่ 1 ฉบับที่ 37-39
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,278,105 ครั้ง