แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

รูปเงาแหว่งวิ่นของเซนต์การ์ตา

 

 
 
 
มิลาน กุนเดอร่า
 
 
1.
 
ภาพลักษณ์ของตัวคาฟคาอันเป็นรับรู้กันอย่างกว้างขวางในทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากนิยายเรื่องหนึ่งทั้งสิ้น แม็กซ์ บรอด Max Brod) ป็นผู้ที่เขียนมันขึ้นและตีพิมพ์ออกมาในปี 1926 ไม่นานเท่าใดนักหลังจากคาฟคาลาลับโลกนี้ไป นิยายเรื่องดังกล่าว มีชื่อว่า อาณาจักรอาบเสน่ห์แห่งความรัก The Enchanted Kingdom of Love (Zauberreich der Liebe) นิยายที่เปรียบประดุจกุญแจหลักไขที่มาทั้งหลายทั้งปวงของตัวคาฟคาเรื่องนี้บอกเล่าถึงเรื่องราวของโนวี่(Nowy)ตัวเอกนักเขียนเยอรมันซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงปรากอันเป็นภาพเสมือนของตัวบรอดเอง (เขารายล้อมลุ่มหลงด้วยหญิงมากหน้าหลายตา และเป็นที่ริษยาจากเหล่าปัญญาชน)
 
โนวี่/บรอดลักลอบเป็นชู้กับภรรยาของชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งภายหลังได้ใช้เล่ห์อุบายชั่วร้ายทำให้เขาถูกส่งไปพำนักอยู่ในคุกถึงสี่ปี เราได้ถูกเสือกไสผลักดันให้เข้าไปสู่เรื่องราวที่เรียงร้อยเข้าหากันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ (อย่างเช่น ตัวละครพบกันบนเรือเดินสมุทรในท้องทะเล บนทางเดินแถบท่าเรือไฮฟา และตามท้องถนนในกรุงเวียนนา) ตลอดจนเป็นประจักษ์พยานในการต่อสู้ระหว่างความดี (ตัวของโนวี่ และชู้รัก) กับความชั่ว (สามีของชู้รักที่ตํ่าช้าเลวทรามเสียจนสมควรจะถูกภรรยาสวมเขา และบรรดานักวิจารณ์ที่พร้อม ใจกันสับนิยายเรื่องนี้เสียจนแหลกเละ) เจ็บปวดไปกับเรื่องราวประโลมโลกย์ที่พลิกตลบกลับหัวกลับหาง (นางเอกของเราฆ่าตัวตาย เพราะมิอาจฝืนทนยอมรับชีวิตซึ่งถูกตอกตรึงระหว่างชู้รักกับสามี) และเลื่อมใสในจิตวิญญาณอันเปราะบางอ่อนไหวของโนวี่/บรอดผู้ที่มักจะหน้ามืดเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง
 
นิยายเรื่องนี้คงจะถูกลืมเลือนไปก่อนที่มันจะถูกเขียนออกมา หากไม่เป็นเพราะตัวละครอย่างการ์ตา การ์ตาเป็นเพื่อนสนิทของโนวี่ และยังเป็นภาพจำลองมาจากตัวของคาฟคา ถ้าปราศจากกุญแจสำคัญดอกนี้ ตัวละครดังกล่าวก็จะตกอยู่ในฐานะตัวละครที่ไม่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมทันที
 
การ์ตาถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นนักบุญแห่งยุคสมัย (saint of our time) นอกเหนือจากฐานะของนักบุญแล้วเรื่องราวอื่นๆในชีวิตเขาเราแทบจะไม่ได้รับรู้แต่อย่างใดเลย ยกเว้นก็แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่โนวี่/บรอดมีปัญหาในเรื่องของความรัก เขามักจะมาขอคำปรึกษาจากเพื่อนสนิทคนนี้เสมอ ทั้งที่เพื่อนผู้มีฐานะของนักบุญคนนี้มิได้มีประสบการณ์ในเรื่องดังว่ามากพอจะผ่อนคลายทุกข์ร้อนของเขาแต่อย่างใด
 
ช่างเป็นเรื่องตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วเสียนี่กระไร ภาพลักษณ์ทั้งหลายทั้งปวงของตัวคาฟคา ตลอด จนชะตากรรมของผลงานหลังจากเขาลาลับโลกนี้ไปได้ปฎิสนธิขึ้ินมาและถูกฟูมฟักเป็นครั้งแรกในนิยายขยะๆดาษดื่นสามัญน่าขบขันเรื่องนี้ ทั้งที่มันยืนอยู่ในด้านตรงกันข้ามกับศิลปะของคาฟคาอย่างสิ้นเชิง
 
 
 
2.
 
การ์ตาถูกจำกัดความในนิยายเรื่องดังกล่าวว่าเป็น นักบุญแห่งยุคสมัย นักบุญที่แท้จริง นอกจากนั้นยังถูกกล่าวถึงอีกว่า บางทีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดที่สุดของเขาก็คือ เขายังคงความเป็นตัวของตัวเอง และมีอิสระได้อยู่เสมอ เขาช่างมีคุณลักษณะเหมือนเช่นนักบุญ มิต่างจากที่ปรากฎในเรื่องราวทางเทววิทยาแต่อย่างใด หากแต่เมื่อสำรวจลึกลงไปแล้ว เขานั้นใกล้ชิดเกี่ยวเนื่องกับบรรดานักบุญทั้งหลายทั้งปวง และมีรูปเค้าเช่นนั้นด้วยตัวของเขาเอง
 
เขาต้องการจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความบริสุทธิ์ไร้ราคีสมบูรณ์แบบ บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรก็เป็นได้ . . .
 
คำว่า นักบุญ อย่างนักบุญทางเทววิทยา บริสุทธิ์ไร้ราคี มิเพียงหมดจดงดงามด้วยศิลปะทางการใช้ถ้อยคำเท่านั้น มันยังได้ถ่ายทอดความหมายตามตัวอักษรออกมาตามจริงอีกด้วย ในบรรดาศาสดาพยา กรณ์ผู้สัญจรไปมาบนพื้นโลก เขาเป็นคนที่เงียบขรึมที่สุด บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาขาดซึ่งบางสิ่งบาง อย่าง อย่างเช่นความมั่นใจในตัวเองก็เป็นได้ หากว่าเขามีมัน เขาจะกลับกลายเป็นเช่นมัคคุเทศก์นำทางให้กับมวลมนุษยชาติ แต่ก็มิมิีทางจะเป็นเช่นนั้นได้ เขามิเคยเทศนาสั่งสอนต่อหน้าฝูงชนหรือสานุศิษย์ เหมือนเช่นพระพุทธเจ้า พระเยซู และโมเสส เขาไม่เคยสั่งสอนด้วยวิธีการเช่นนั้น เขายังคงสงวนท่าที
 
เหตุที่เป็นเช่นนั้นหรือเป็นเพราะเขามองเห็นบางสิ่งบางอย่างในห้วงแห่งความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ลึกซึ้งกว่าทั้งสามท่านที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ? หรือเป็นเพราะสิ่งที่เขาแบกรับนั้นยากเข็ญเกินกว่าสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้ามุ่งหมาย ? หรือเป็นเพราะหากเขาประสบผลสำเร็จ มันจะเป็นข้อสรุปของทุกสิ่งทุกอย่าง ?
 
หรือตัวอย่างเช่น บรรดาศาสดาแห่งนานาศาสนาล้วนแล้วแต่น่าเลื่อมใสทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามท่าม กลางท่านทั้งหลายดูเหมือนจะมีเล่าจื๊อเพียงผู้เดียวที่หลบเร้นอยู่ภายใต้หลืบเงา และการ์ตาก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งกระทำเช่นนั้น
 
การ์ตาถูกนำเสนอในฐานะของใครบางคนซึ่งมีความสามารถทางด้านการเขียน โนวี่ตกลงยอมเป็นผู้รับมรดกผลงานทางวรรณกรรมให้กับการ์ตา การ์ตาเป็นผู้ที่ร้องขอให้โนวีทำเช่นนั้นด้วยตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขแปลกประหลาดข้อหนึ่ง นั่นคือผลงานทุกชิ้นจะต้องถูกทำลายทิ้ง และโนวี่เชื่อว่าเหตุผลเบืื้องหลังความปรารถนาครั้งสุดท้ายนั้น มิใช่เพราะการ์ตาต้องการจะประกาศศาสนาใหม่ หากแต่เป็นเพราะเขาต้อง การแค่จะสืบทอดความเชื่อความศรัทธาของตัวเขา . . . เขาคาดหวังผลสูงสุดยอดเพื่อตัวของเขาเอง หากว่าเขาทำมันไม่สำเร็จ ผลงานเขียนของเขา(ซึ่งจะช่วยส่งให้เขาปีนป่ายถึงจุดสูงสุด)ก็จะไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด
 
อย่างไรก็ตาม โนวี่/บรอดยังคงมิได้เห็นพ้องกับความปรารถนาของเพื่อนเขาเท่าใดนัก ในมุมมองของเขาผลงานเขียนของการ์ตาคล้ายกับงานทดลอง มิต่างจากงานเขียนหยาบๆซึ่งนำเสนอภาพผิดแปลกมิมีใครเหมือนต่อหน้าต่อตามนุษย์เดินดินธรรมดา
 
ใช่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นเช่นดังเขากล่าวออกมา
 
 
 
3.
 
หากมิใช่เป็นเพราะบรอด ทุกวันนี้เราอาจจะไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของคาฟคา หลังจากเพื่อนรักของเขาลาลับโลกนี้ไป บรอดได้จัดพิมพ์ผลงานเขียนนิยายสามเรื่องของคาฟคาออกมา แต่ก็มิมีผลตอบรับอย่างใดเลยจากสาธารณชน เขาจึงตระหนักได้ในทันทีว่าการจะสถาปนาผลงานของคาฟคาให้เป็นที่ยอมรับนั้นจะ ต้องทำสงครามอย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน การสถาปนาเนื้อหนังของผลงานหมายความว่าจะต้องนำ เสนอมัน ตีความมัน บรอดจึงระดมยิงเปิดแนวรบโจมตีหลายหลากอย่างต่อเนื่อง
 
อย่างเช่น บทนำในนิยายเรื่อง คดีความ (The Trial ปี 1925) ในนิยายเรื่อง ปราสาท (The Castle ปี1926) ในนิยายเรื่องอเมริกา (Amerika ปี 1927) ในเรื่องสั้นขนาดยาว คำจำกัดความของการต่อสู้ดิ้นรน (Description of a Struggle ปี1936) ในรวมบันทึกและจดหมาย (ปี 1937) ในรวมเรื่องสั้น (ปี1946) ในหนังสือ ชื่อ บทสนทนา (Conversations) โดย กุสตาฟ จานัช (Gustav Janouch) ปี 1952 และบทละครที่ดัดแปลงจากนิยายอย่าง ปราสาท (ปี 1953) และ อเมริกา (ปี 1957)
 
นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดยังมีหนังสือสำคัญที่เขียนขึ้นจากการตีความอีกสี่เล่ม (โปรดสังเกตชื่อของหนังสือให้ดี) ชีวประวัติของฟรันซ คาฟคา (Franz Kafka : A Biography) ปี 1937 ความเชื่อ และคำสอนของฟรันซ คาฟคา (The Faith and Teachings of Franz Kafka) ปี 1946 ฟรันซ คาฟคา ผู้เผยให้เห็นซึ่งหนทาง (Franz Kafka, He Who Shows the Way ) ปี 1951 ความอาดูรสูญสิ้น และการรอดพ้นจากบาปในผลงานของฟรันซ คาฟคา (Des pair and Salvation in the Work of Franz Kafka) ปี 1959
 
จากข้อเขียนทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาแล้ว ภาพลักษณ์คร่าวๆของตัวคาฟคาที่ปรากฏในนิยาย อาณาจักรอาบเสน่ห์แห่งความรักล้วนแล้วแต่ถูกตอกยํ้าและพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น คาฟคานั้นหรือก็คือนักขบคิดทางศาสนา (der religi ่o่่่se Denker) ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงเขาจะมิเคยก่อร่างสร้างระ บบคิดทางปรัชญา และมุมมองเกี่ยวกับโลกทางศาสนาอย่างเป็นระบบก็ตาม
 
ถึงกระนั้นเราก็สามารถสรุปโดยพื้นฐานได้จากผลงานเขียนหลากหลายทั้งคติพจน์ คำพังเพย โดย เฉพาะอย่างยิ่งจากบทกวี จดหมาย บันทึก หรือแม้แต่จากวิถีทางในการใช้ชีวิตของเขา (จากทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง) ...
 
นั่นก็หมายความว่าส่วนที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับคาฟคามิอาจเป็นที่เข้าอกเข้าใจได้เลย หากปราศจากสองสิ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างกันในผลงานเขียนของเขาอย่าง (1) คติพจน์ คำพังเพย (2) เรื่องเล่างานเขียน(นิยาย เรื่องสั้น เกร็ดย่อย)
 
ในคติพจน์คำพังเพย คาฟคาสาธยายถ้อยคำประเสริฐ(das positive Wort) แก่มวลมนุษยชาติ อีกทั้งความเชื่อ ความศรัทธา เสียงเพรียกเรียกร้องอันเข้มงวดจริงจังต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกนามให้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวพวกเขา
 
ในนิยายและเรื่องสั้น เขาแจกแจงการลงทัณฑ์อันเหี้ยมโหดต่อผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมิปรารถนาจะได้ยินได้ฟังถ้อยคำเช่นว่า (das Wort) ตลอดจนมิได้ก้าวไปตามเส้นทางแห่งความถูกต้องดีงาม
 
โปรดสังเกตการแบ่งแยกตามลำดับขั้น ส่วนบน : ชีวิตของคาฟคาคือแบบอย่างที่ควรปฎิบัติตาม ส่วนกลาง : คติพจน์คำพังเพย และ ถ้อยคำรำพึงรำพันอันแฝงไปด้วยหลักปรัชญาที่ปรากฎในสมุดบันทึก ส่วนล่าง : เรื่องเล่างานเขียน
 
บรอดคือปัญญาชนที่เต็มไปด้วยพลังอย่างเหลือเชื่อ เขาคือสุภาพบุรุษผู้มิเคยย่นย่อที่จะก่อสง ครามเพื่อผู้อื่น แม้ว่าการปกป้องของเขาจะดูนุ่มนวลอบอุ่น แต่มันก็ไม่น่าแยแสสนใจเท่าใดนัก ปัญหาหลักเพียงข้อเดียวของเขาก็คือความรอบรู้ในเรื่องศิลปะ มนุษย์ผู้เต็มไปด้วยความคิดอย่างเขากลับไม่ได้เข้าอกเข้าใจเรื่องรูปแบบเอาเสียเลย ช่างน่าเศร้า นิยายของเขา (อุตส่าห์เขียนมันออกมาถึงยี่สิบเรื่อง) ล้วนแล้ว แต่ดาษดื่นสามัญ และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศิลปะสมัยใหม่ (modern art)
 
ถ้าเช่นนั้นเหตุใดกันเล่าคาฟคาจึงได้ถูกอกถูกใจตัวบรอดเป็นหนักหนา ? ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะเลิกโปรดปรานเพื่อนสนิทเพราะเขาเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์งานเขียนเลวๆออกมาหรือเปล่า? เพียงแต่ชายผู้ซึ่งสร้างสรรค์งานเขียนเลวๆคนนั้นกลับอันตรายยิ่งขึ้น เมื่อเขาเริ่มคิดจะจัดพิมพ์ผล งานของเพื่อนกวี สมมุติว่ามีนักวิจารณ์อันทรงอิทธิพลคนหนึ่งซึ่งชำนิชำนาญในผลงานของปิกาสโซ หาก แต่ตัวเขามิได้มีความรู้ความเข้าใจในศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ (impressionists) เลยสักน้อยนิด คุณว่าชายคนดังกล่าวจะพูดถึงภาพวาดของปิกาสโซ่อย่างไร ?
 
บางทีอาจจะเป็นอย่างเดียวกับที่บรอดให้คำจำกัดความนิยายของคาฟคาว่า แจกแจงการลงทัณฑ์อันเหี้ยมโหดต่อผู้หนึ่งผู้ใด . . . ซึ่งมิได้ก้าวไปตามเส้นทางแห่งความถูกต้องดีงามก็เป็นได้
 
 
 
4.
 
ในขณะที่แม็กซ บรอดได้สร้างสรรค์ภาพลักษณ์ของคาฟคา และผลงานของตัวเขาเองนั้น เขาได้สร้างสรรค์คาฟคาวิทยา(Kafkology) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน แม้ว่านักคาฟคาวิทยาจะก้าวเดินห่างออกไปจากบิดาผู้ให้กำเนิดสักเท่าใดก็ตาม พวกเขาก็มิมีวันก้าวพ้นไปจากอาณาจักรที่พวกเขาก่อร่างสร้างขึ้นมา แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเนื้อหาเกลื่อนกลาดดาษดา คาฟคาวิทยากลับประดิษฐ์ประดอยได้แต่ข้อเขียนหลาย หลากมิรู้จักจบสิ้นจากหัวข้อถกเถียงอภิปรายเหมือนๆกันจากการเดาสุ่มเหมือนๆกันซึ่งรังแต่จะมิได้เกี่ยว ข้องผูกพันกับผลงานของคาฟคามากขึ้นทุกที
 
มันป้อนปรนเปรอก็แต่ตัวของมันเองด้วยคำนำ คำตาม ข้อสังเกต ชีวประวัติ เอกสารสำคัญ ตลอด จนคำบรรยาย และวิทยานิพนธ์รอบรั้วมหาวิทยาลัย คาฟคาวิทยาได้ให้กำเนิด และฟูมฟักก็แต่ภาพลักษณ์คาฟคาในแบบของตัวมันเองเท่านั้น
 
ถ้าจะพูดให้ตรงจุดก็คือสำหรับนักเขียนที่ผู้อ่านทั้งหลายรู้จักกันในนามของคาฟคานั้นมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของคาฟคาแต่อย่างใด เป็นแค่ภาพลักษณ์ที่พวกนักคาฟคาวิทยาวาดขึ้นมาทั้งสิ้น
 
แต่นั้นมิได้หมายความว่างานเขียนทุกชิ้นซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของคาฟคาจะเป็นคาฟคาวิทยาไปเสียทั้งหมด ถ้าเช่นนั้นเราจะจำกัดความคำว่าคาฟคาวิทยาได้อย่างไร ?
 
เราทำได้โดยการให้เหตุผลแบบกำปั้นทุบดินว่า คาฟคาวิทยาคือวาทกรรมในการวาดภาพลักษณ์ของคาฟคาขึ้นมา นั่นหมายถึงการทดแทนตัวตนที่แท้จริงของคาฟคาด้วยภาพลักษณ์ที่วาดขึ้นมา อย่างเช่น
 
1) จากการศึกษาตัวอย่างที่บรอดยกขึ้นมา เราจะเห็นว่าคาฟคาวิทยาตรวจสอบหนังสือของคาฟคามิใช่ในฐานะของบริบทต่อเนื่องยาวนาน (large context) ในหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรม (ในที่นี้หมายถึงประวัติศาสตร์วรรณกรรมยุโรป) หากแต่ส่วนมากมักจะพิจารณามันในฐานะบริบทย่อยเฉพาะเจาะจง (micro context) ของชีวประวัติ
 
ในเอกสารชิ้นหนึ่งโบอิสเดฟเฟร์ (Boisdeffre) และอัลเบเรส (Alb่ere่s) อ้างว่า พรู๊สต์ (Proust) ได้ปฏิ เสธศิลปะการอธิบายในฐานะของชีวประวัติอย่างสิ้นเชิง และยังกล่าวอีกว่าคาฟคาเป็นข้อยกเว้นอย่างหนึ่งในกรณีดังกล่าว หนังสือของเขามิอาจแยกจากตัวตนของเขา แม้ว่าเขาจะถูกเรียกว่า โจเซฟ เค. โรฮัน แซมซา พนักงานสำรวจรังวัด เบนเดมันน์ โจเซฟินนักร้องหนู ศิลปินแห่งความหิว หรือ นักกายกรรมชิงช้าโหน ตัวเอกในหนังสือของเขาล้วนแล้วแต่มิได้เป็นใครอื่นนอกจากตัวของคาฟคานั่นเอง
 
โดยทั่วไปแล้วชีวประวัติเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจตัวของผลงาน ส่วนที่แย่ในกรณีของคาฟคาก็คือมีเพียงความหมายจากผลงานเท่านั้นที่จะไขทำความเข้าใจชีวประวัติของตัวเขา
 
2) จากตัวอย่างของบรอด ในอุ้งมือของพวกนักคาฟคาวิทยาชีวประวัติของคาฟคากลับกลายเป็นวรรณกรรมสาขาชีวประวัตินักบุญ ดังเช่น เมื่อครั้งที่โรมัน คารสต์ (Roman Karst) จบการบรรยายของเขาในงานสัมนาอันโด่งดังในปี 1963 ที่เชคโกสโลวาเกีย ด้วยการหลุดปากออกมาว่า ฟรันซ คาฟคามีชีวิตอยู่อย่างระทมทุกข์เพื่อพวกเรา !
 
วรรณกรรมสาขาชีวประวัตินักบุญมีรูปแบบหลายหลากผิดแผกแตกต่างกันออกไป อย่าง เช่น แบบฆราวาสทางศาสนา (ความโดดเดี่ยวทำให้คาฟคามีฐานะของพระผู้มาไถ่บาป ) แบบฝ่ายซ้าย (คาฟคา กระเสือกกระสนจะเข้าร่วมประชุมกลุ่มอนาคิสต์และสนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับการปฎิวัติในปี 1917 ตามคำอ้างอิงซึ่งได้ยินกันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการพิสูจน์อย่างใดเลย) แบบตำรับตำราสำหรับทุกโบสถ์ทุกนิกาย (บทสนทนากับคาฟคา โดย กุสตาฟ จานัช ) แบบวัตรปฏิบัติในการเซ่นสรวงบูชาสำหรับบรรดาเหล่านัก บุญ (คาฟคามีความปรารถนาที่จะให้ทำลายผลงานทั้งหมดของเขา)
 
3) จากตัวอย่างของบรอด คาฟคาวิทยาได้เสือกไสคาฟคาจากอาณาจักรแห่งสุนทรียศาสตร์อย่างอย่างระบบ อย่างเช่น จำกัดความว่าเขาเป็นนักขบคิดทางศาสนา หรือในฐานะฝ่ายซ้ายเขาคือนักประท้วงต่อต้านศิลปะ ผู้ซึ่งต้องการให้ห้องสมุดในอุดมคติมีแต่หนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมหรือเครื่องกล ตลอดจนประกาศทางกฏหมายเท่านั้น (จากหนังสือของเดอลูซ Deleuze และกัวทาลี่ Guattari )
 
คาฟคาวิทยามิเคยเหนื่อยหน่ายระย่น ย่อที่จะสืบสาวเชื่อมโยงเขากับนักปรัชญาอย่างคีร์เคการ์ด(Kierkegaard) หรือนิตเช (Nietzsche) แต่กลับละเลยเหล่านักเขียน และกวีอย่างสิ้นเชิง
 
แม้กระทั่งในบทความที่เขียนขึ้นโดยกามูส์ (Camus) เขายังวิพากษ์วิจารณ์ว่าคาฟคาไม่ควรจะถูกพิจารณาในฐานะนักเขียนนิยาย แต่ควรจะถูกพิจารณาในฐานะของนักปรัชญาในงานเขียนส่วนใหญ่
 
ในกรณีนี้คาฟคาเองก็ไม่มีข้อยกเว้นควรจะถูกพินิจพิจารณาเป็นพิเศษด้วยมุมมองเช่นว่า ดังตัว อย่างที่จะสังเกตได้จากบทความเกี่ยวกับคาฟคาที่โรเจอร์ การาวดี้ (Roger Garaudy) เขียนขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นมาร์กซิสต์อยู่ เขาอ้างอิงถึงจดหมายของคาฟคาถึงห้าสิบสี่ครั้ง สมุดบันทึกสี่สิบห้าครั้ง บทสนทนาโดยจานัชสามสิบห้าครั้ง เรื่องสั้นยี่สิบครั้ง คดีความห้าครั้ง ปราสาทสี่ครั้ง อเมริกาไม่เลยสักครั้ง
 
4) จากตัวอย่างของบรอด คาฟคาวิทยาละเลยความมีอยู่ของศิลปะสมัยใหม่ ราวกับว่าคาฟคามิได้เป็นผู้คนร่วมสมัยเดียวกับสุดยอดนักคิดค้นประดิษฐ์กรรมอย่างสตราวินสกี้ (Starvinsky) เวเบิร์น (Webern) บาต็อก (Bato่k) อปอลลิแนร์(Apllinaire) มูซิล (Musil) จอยซ์ (Joyce) ปิกาสโซ (Picasso) บาร์ค (Braque) ซึ่งล้วนแล้วแต่กำเนิดมาในระหว่างปี 1880 ถึงปี 1883 ทั้งสิ้น
 
ครั้นถึงยุค 1950 เมื่อใครบางคนตั้งสมมุติฐานว่าคาฟคาเกี่ยวดองกับเบ็คเกต (Beckett) บรอดถึงกับออกมาต่อต้านอย่างทันควันว่า เซนต์การ์ตามิมีทางที่จะไปเกี่ยวข้องกับอะไรที่เสื่อมทรามเช่นนั้น !
 
5) คาฟคาวิทยานั้นมิใช่การวิจารณ์วรรณกรรม (มันมิเคยประเมินคุณค่าผลงานโดยตรง อย่างเช่น ความคลุมเครือในสิ่งที่เห็น และเป็นอยู่ของผลงานที่ปรากฏออกมา นวัตกรรมทางสุนทรียศาสตร์ในแง่ที่มันส่งผลต่อวิวัฒนาการของศิลปะ เป็นต้น)
 
คาฟคาวิทยาเป็นเพียงแค่การตีความอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น สัญลักษณ์ต่างๆนาๆที่พบเห็นในนิยายของคาฟคาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางศาสนาทั้งสิ้น (บรอดตีความว่าปราสาทหมายถึงพระผู้เป็นเจ้า นักกายกรรมชิงช้าโหนหมายถึงผู้แสวงบุญซึ่งใฝ่หาไขว่คว้าสรวงสวรรค์ เป็นต้น) หรือไม่ก็ตีความในแง่ของจิตวิทยา ตีความแบบลัทธิเอ็กซิสตองเชียนลิสต์ และตีความ แบบมาร์กซิสต์ (นักกายกรรมชิงช้าโหนคือสัญญลักษณ์ของการปฏิวัติ เพราะว่าเขาปฏิเสธมิยอมลงมาแตะต้องผืนดิน) ตีความแบบการเมือง (เหมือนเช่นออร์สัน เวลล์ Orson Wells ทำในหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องปราสาท)
 
คาฟคาวิทยามิเคยมองนิยายของคาฟคาในฐานะของโลกแห่งความเป็นจริงที่ถูกปรับเปลี่ยนไปโดยจินตนาการไร้ขอบเขต มันเป็นแค่เพียงผลงานที่ปิดล็อคด้วยรหัสทางศาสนา และสามารถปลดล็อคออกได้ด้วยอุปมาอุปไมยทางปรัชญา
 
 
มีต่อนะจ๊ะ
แนะนำเมื่อ 27ก.ย. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,551 ครั้ง