แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ย้อนรอย "ศิลปะเพื่อชีวิต" กับ "น้าหงา คาราวาน"

 

 
คุยบางคำกับ "น้าหงา คาราวาน" สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ใหญ่สถาบันเพลงเพื่อชีวิต เพื่อค้นหารากเหง้าของแนวทางศิลปะ "เพื่อชีวิต" และหนทางคลี่คลายต่อไปในอนาคต
 
ความหมายและมุมมองในการสร้างสรรค์งานศิลปะของศิลปินเปลี่ยนแปรไปตามยุคสมัย จาก "ศิลปะเพื่อศิลปะ" -  "ศิลปะเพื่อชีวิต" จนถึงปัจจุบันที่กระแสเงินตราภิวัฒน์ที่ "เงิน" มีอิทธิพลต่อการทำงานศิลปะ กลายเป็นยุคสมัยของการตั้งคำถามว่า หรือนี่คือยุคของ "ศิลปะเพื่อชีวิต (และความร่ำรวย) ของศิลปิน" 
 
คุยบางคำกับ "น้าหงา คาราวาน" สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ใหญ่สถาบันเพลงเพื่อชีวิต เพื่อค้นหารากเหง้าของแนวทางศิลปะ "เพื่อชีวิต" และหนทางคลี่คลายต่อไปในอนาคต 
 
 
จุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะของ "น้าหงา คาราวาน"
 
ถ้าย้อนไปสำหรับการเริ่มต้นก็คงเป็นวัยหนุ่ม ตั้งแต่ 18-19 แล้ว สนใจวงการหนังสือนะครับไม่ใช่ด้านดนตรี ก็คงเริ่มจากการอ่านหนังสือ อ่านมากๆ ติดนิยายว่างั้นเถอะ แต่ก็ไม่ได้อ่านมากไปกว่าคนอื่น คิดว่าอ่านน้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป อ่านพวกเรื่องยาว นวนิยายของบ้านเรา ตั้งแต่ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ น้อย อินทนนท์ พนมเทียน วรรณกรรมเหล่านี้จะยาวมาก เล่มใหญ่ๆ เป็นสิบๆ เล่มเลย ใครอ่านได้ยาวขนาดนั้นก็ถือว่าแจ๋ว เราก็อ่าน อ่านเพราะติดเรื่อง ไม่ใช่ว่าสนใจในรสของวรรณกรรม ก็เริ่มต้นมาจากอย่างนั้น
 
ต่อมาก็ยกฐานะตัวเองมาหน่อย อ่านเรื่องสั้น อ่านมนัส จรรยงค์ อะไรพวกนี้ ต่อมาก็มาเจอลาว คำหอม ก็คือพี่คำสิงห์ ศรีนอก ช่วงนั้นผมก็เริ่มเขียนหนังสือด้วย ลองผิดลองถูก ในที่สุดก็มีโอกาสเรื่องสั้นได้ลงตีพิมพ์ แล้วก็มีพวกกลอนที่เขียนประจำอยู่แล้ว มีชมรมนักกลอนที่ใต้สะพานพุทธสมัยโน้น ชมรมจักรวาลกวี มีอ่านกลอนออกอากาศ ก็ไปมั่วๆ กับเขา ได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างนเรศ นโรปกรณ์ แล้วก็เขียนเรื่องสั้น ทำหนังสือพิมพ์ เริ่มต้นอย่างนั้น คืออยู่วงการหนังสือ ทำหนังสือด้วย ทั้งรายเดือน รายปักษ์ รายสัปดาห์ เขียนส่งตามนิตยสารต่างๆ
 
เรื่องสั้นที่น่าจะเป็นการตั้งต้นคือมีโอกาสได้ลงสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ผ่านบรรณาธิการฝีมือดีคนหนึ่งคือคุณประมูล อุณหธูป ซึ่งถือว่าเป็นบรรณาธิการที่เข้มสำหรับนักเขียน ถ้าผ่านตรงนี้ได้ก็คือสอบผ่าน ต่อมาก็เลยเขียนมากขึ้นเป็นอาชีพ เรื่องหนึ่งได้ 300 บาทซึ่งก็ถือว่ามากสมัยผม ก็ใช้ชีวิตแบบนักเขียน
 
 
 
ด้านงานดนตรี
 
เพราะว่ามีกลุ่มวรรณกรรมเกิดขึ้น แล้วผมก็อยู่กลุ่มวรรณกรรม มีกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยที่มีสุวรรณี สุคนธา มีขรรค์ชัย บุญปาน สุจิตต์ วงษ์เทศ มนัส สัตยารักษ์ ณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนรุ่นใหญ่ทั้งนั้น ตัวเองเป็นเด็กก็เลยถัดมาอยู่กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวด้วย อยู่สองกลุ่มเลย กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวจะมีธรรมศาสตร์เป็นแกน พวกวินัย อุกฤษณ์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี วิทยากร เชียงกูล ซึ่งคนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดของคนหนุ่มสาวสมัยโน้น ก็เป็นอีกกลุ่มที่ผมมั่วๆ อยู่ด้วย 
 
พอทำหนังสือ หน้าที่เราคือเขียนภาพประกอบ ทำเลย์เอาท์อะไรพวกนี้ เฝ้าโรงพิมพ์ สมัยโน้นมีโรงพิมพ์ฉับแกระอยู่ ไม่ใช่เป็นระบบคอมพิวเตอร์เหมือนสมัยนี้ มันมีกลิ่นอายของหมึกพิมพ์ มีกองกระดาษ มีการตัดเล่ม เย็บเล่ม มีกลิ่นอายความรู้สึก กว่าหนังสือจะออกมาเป็นเล่มมันเหมือนปั้นมากับมือ
 
จากกลุ่มวรรณกรรมก็มาสนใจด้านดนตรี ฟังเพลง ยุคนั้นก็มีเดอะ บีทเทิล เพลงรุ่นฮิปปี้ วู๊ดสต๊อก เพลงต่อต้านสงคราม บ๊อบ ดีแลน หลายๆ คนของตะวันตกนะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังพื้นบ้านไปด้วย ตัวเองชอบหมอลำ เพลงเจรียง อะไรพวกนี้อยู่แล้ว ถ้าทำงานด้านดนตรีก็อยากจะเอาสองอย่างมาบวกกัน ก็คือเอาตะวันตกกับตะวันออกมาแมทช์กัน นั่นคือหลักในการทำงาน เพลงคาราวานยุคแรกจะเป็นแบบนี้ มีลักษณะพื้นบ้านผสมกับคอร์ดกีตาร์อารมณ์แบบฝรั่ง...ฝรั่งบวกไทยว่างั้นเถอะ ในการทำดนตรีก็ยึดหลักนั้นมาตลอด
 
 
ที่มาของคำว่า "เพื่อชีวิต" 
 
คือจิตร ภูมิศักดิ์ เขียนหนังสือที่แปลมาจากการไปบรรยายของเหมา เจ๋อ ตุง เรียกว่า "ว่าด้วยวรรณคดี" หมายถึงการบรรยายของเหมาเกี่ยวกับพวกวรรณกรรม งานศิลปะ ที่เมืองเยียนอาน ก็เลยเรียกว่า "เรื่องวรรณคดีที่เยียนอาน" พูดเรื่องศิลปะเพื่ออะไร ศิลปะรับใช้ใคร 
 
พอจิตร ภูมิศักดิ์ แปลการปาฐกถาของเหมาครั้งนั้นออกมา ก็เลยกลายเป็นทฤษฎีนำร่อง เกิดคำว่า "เพื่อชีวิต" ขึ้นมา ความจริงจะเรียกว่าอะไรก็ได้ แต่เมื่อจิตร ภูมิศักดิ์ใช้คำว่าเพื่อชีวิต ก็เลยเป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิต แล้วก็มีงานเขียนออกมา กลุ่มทำละครก็เป็นละครเพื่อชีวิต  เราทำเพลงก็เลยกลายเป็นเพลงเพื่อชีวิต เพลงที่มีแนวโน้มต่อสู้เพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็กลายเป็นเพลงเพื่อชีวิต เริ่มต้นจากวรรณกรรมเพื่อชีวิต 
 
 
"เพื่อชีวิต" กับสังคมการเมือง
 
คือพอสนใจเพลงแล้วมีขบวนการตอนแรกเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ลงชื่อร่วมกันหนึ่งร้อยคนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เอาบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม เราเป็นนักเขียนพอจะมีชื่อเสียง เราก็ลงชื่อลงไปเป็นหนึ่งในร้อยคนน่าจะลำดับที่ห้าสิบกว่าๆ เสนอชื่อในช่วงนั้นก็ถือว่าอันตราย รัฐบาลก็เพ่งเล็ง จากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นการต่อสู้จากม๊อบนักศึกษารามคำแหงที่ถูกไล่ออกเพราะทำหนังสือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของมหาวิทยาลัย อธิการบดีตอนนั้นก็เลยไล่นักศึกษาพวกนี้ออก ก็เป็นชนวนให้มีม๊อบ มีเดินขบวน 
 
ก่อนหน้านี้ก็มีอีกหลายขบวนเราก็ร่วมด้วยตลอด ตั้งแต่ขึ้นค่ารถเมล์มาแล้ว เรื่องค่าครองชีพ แล้วก็มีเรื่องกฎหมาย ประสบการณ์เหล่านี้ค่อยๆ สร้างนักเดินขบวนมีชื่อเสียงขึ้นมาหลายๆ คน อย่างธีรยุทธ บุญมี ต่อต้านการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น เราก็ร่วมด้วยตลอด แล้วก็ต่อต้านสงครามเวียดนามด้วย 
 
จนกระทั่งเกิดเรื่องราวของคนเดือนตุลา ก็เลยมีบทเพลงเข้ามา เพลงเพื่อชีวิตเกิดขึ้นในช่วงนี้ มันมีหนังสือชื่อ "วรรณกรรมเพื่อชีวิต" เกิดขึ้นช่วงนี้้
 
 
พุดถึงกระแสดนตรีเพื่อชีวิตจนถึงปัจจุบัน 
 
ไม่ต้องอื่นไกลนับอายุวงคาราวานก็แล้วกัน เพราะคาราวานได้ชื่อว่าเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตวงแรก ไม่ใช่เพลงแรกนะครับ เป็นดนตรีเพื่อชีวิตวงประกอบกันขึ้นเป็นวง 4-5 คน คาราวานตั้งปี 2517 แต่ 2516 เราก็ร้องเพลงเพื่อชีวิตกันแล้ว ถ้าเข้าปี 2557 คาราวานก็ 40 ปี
 
แต่ละช่วงทศวรรษที่ผ่านไป 10 ปี 20 ปี 30 ปี แน่นอนที่สุดมันไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเพลงเพื่อชีวิตก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จะให้เด็กสมัยนี้มาแต่งเพลงร้องเพลงเหมือนที่เราแต่งในสมัยเกือบ 40 ปีที่แล้วคงไม่ใช่ เราต้องเปิดใจรับตรงนี้
 
นับย้อนไปตั้งแต่คาราบาวมาจุดประกายในเรื่องธุรกิจ เพลงเพื่อชีวิตก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ อะไรก็แล้วแต่ที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ เป็นสิ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ แฮมเมอร์ โฮป เกิดขึ้นมาก็มีแนวทางของเขาเอง จะเป็นเพื่อชีวิตในมาตรฐานไหนก็แล้วแต่เราต้องให้สิทธิเขาตรงนั้น ผมยังถือว่ายังเป็นสายทางเพื่อชีวิตที่ยังยาวนานต่อเนื่องกันอยู่ ก็ยังใส่เสื้อเพื่อชีวิตกันอยู่ ก็ต้องดูพัฒนาการเขาจนกระทั่งเราสามารถประมวลได้ว่าขบวนการทั้งหมดมันเกิดมาอย่างไรและพัฒนาไปอย่างไรทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบ ทางด้านผลกระทบต่อสังคมโดยวงกว้าง 
 
 
พรุ่งนี้ของ "เพื่อชีวิต"
 
ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกกับวงการเพลงเพื่อชีวิต จะเกิดอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องตามดูวิวัฒนาการของเขา แน่นอนปฏิเสธไม่ได้ว่ารากเหง้าของเขาอาจจะมาจากคำว่าเพื่อชีวิต แต่จะเติบโตต่อไปเป็นอะไรผมก็สุดที่จะคาดเดา บางคนอาจจะเรียกตัวเองว่าเพื่อชีวิต แต่งตัวเพื่อชีวิต แต่เนื้อหาไปทางไหนก็ไม่รู้ อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทั่งมีคำว่า "ลูกทุ่งเพื่อชีวิต" เราก็ต้องยอมรับตรงนี้ ก็ยังดีที่เขาเอาคำนี้ไปใช้ แสดงว่าเขายังให้เกียรติกับเพลงเพื่อชีวิต เพราะรากเหง้าคนทำลูกทุ่งเพื่อชีวิตที่เด่นๆ อย่างอาจารย์สลา คุณวุฒิ ก็ดี คุณวสุ ห้าวหาญ นักเขียนเพลงใหม่ๆ คุณสิงห์เฒ่าก็ดี ก็มีรากเหง้ามาจากเป็นนักดนตรีเพื่อชีวิตทั้งนั้นเลย เขาก็เลยให้เกียรติเอาคำว่าเพื่อชีวิตมาผสมเข้าไปเป็นลูกทุ่งเพื่อชีวิต ผมไม่ปฏิเสธตรงนี้ 
 
ถ้าเทียบกับสวนหย่อม ผมก็ถือว่า "เพื่อชีวิต" เป็นพันธุ์ไม้ที่เกิดแล้วในวงการ แต่ก่อนไม่มีคำนี้ ก็เพิ่งมามีตอนพวกเราทำ แต่ในที่สุดคำๆ นี้ก็ได้รับการยอมรับไปถึงลูกถึงหลานผมก็โอเค เราก็ต้องดูมันต่อไป 
 
...
 
หมายเหตุ : เพลงเจรียง คือเพลงพื้นบ้านกลุ่มวัฒนธรรมเจรียงกันตรึม ที่นิยมร้องเล่นกันในแถบจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับเขมร ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีษะเกษ สามารถร้องเล่นได้ทุกโอกาส ไม่จำกัดฤดูหรือเทศกาล
 
โดย : ชาธิป สุวรรณทอง
แนะนำเมื่อ 29ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,619 ครั้ง