แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

'ทพ.สม อิศรภักดี' นักเขียนใหม่วัย 90 ปีกับหนังสือเล่มแรก

 

 
นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก กับการถือกำเนิดของนักเขียนหน้าใหม่วัย 90 ปี ที่มีดีกรีเป็นถึงทันตแพทย์ประจำพระองค์
 
 
 นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในแวดวงคนทำหนังสือ กับการถือกำเนิดของนักเขียนหน้าใหม่วัย 90 ปี ที่มีดีกรีเป็นถึงทันตแพทย์ประจำพระองค์ใน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7) ผู้มีนามว่า ทันตแพทย์สม อิศรภักดี กับผลงานเล่มแรกที่ชื่อ ‘ผมเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2’ โดยจัดพิมพ์และวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ ครั้งที่ผ่านมา 
 
  ‘ผมเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2’ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เพิงพเยีย ขณะที่บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น คุณโดม วุฒิชัย นักเขียนหนุ่มใหญ่ซึ่งมีผลงานตีพิมพ์ออกมาแล้วหลายเล่ม หมายรวมถึงหนังสือที่ได้รับการประทับตราว่าเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลอย่าง ‘ห่างไกลไม่ห่างกัน’ ‘ควันไฟสายรุ้ง’ และ ‘เดินทางข้างใน’ รวมถึงงานเขียนคอลัมน์ ‘ริมรั้วหัวใจ’ ซึ่งเขียนเป็นประจำอยู่ในนิตยสารขวัญเรือนมาช้านานจนกลายเป็นที่รู้จักของนักอ่านอย่างแพร่หลายนั่นเอง
 
  และเพราะคอลัมน์ ‘ริมรั้วหัวใจ’ นี่แหละ ที่ทำให้ โดม วุฒิชัย ได้โคจรไปพบกับ ทันตแพทย์สม อิศรภักดี อย่างไม่น่าเชื่อ โดยผ่านทาง คุณพรรณา ชุ่มบัวทอง เลขานุการของ ทพ.สม ซึ่งเป็นแฟนนักอ่านของโดม วุฒิชัยเอง
 
  ‘การอ่านหนังสือนำมาซึ่งมิตรภาพ’ เป็นคำกล่าวที่ไม่ได้ดูเกินจริงแต่อย่างใด ด้วยเป็นที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในแวดวงวรรณกรรมไทยสม่ำเสมอ
 
 แฟนนักอ่านคอลัมน์ ‘ริมรั้วหัวใจ’ ของ โดม ย่อมทราบดีว่าเขาเป็นนักเดินทาง ด้วยเหตุนี้ เมื่อครั้งที่เขามีโอกาสได้ไปเยือนเชียงใหม่ราว 4 ปีที่แล้ว คุณพรรณา ชุ่มบัวทอง จึงให้การต้อนรับพร้อมพาเขาไปรู้จักกับบ้านหลังงามที่มีชื่อว่า ‘บ้านผ่อดอยใน’ ซึ่งตั้งอยู่บนดอยโป่งแยง อำเภอแม่ริม โดยมีเจ้าของเป็นชายชราวัย 86 ปีผู้มีความจำเป็นเลิศ
 
 ทพ.สม อิศรภักดี เจ้าของบ้านให้การต้อนรับโดม วุฒิชัย เป็นอย่างดี นอกจากจะไม่ถือเนื้อถือตัวแล้ว ท่านยังให้เกียรติคู่สนทนาอย่างที่ไม่อาจหาได้ง่ายนักในผู้ซึ่งมีคุณวุฒิและวัยวุฒิอยู่ในระดับเดียวกันกับคุณหมอ
 
 สำหรับเบื้องหลังชีวิต ทพ.สม นั้นเป็นบุตรของ พระอรรถวสิทธิ์สุธี (เชย อิศรภักดี) ซึ่งเป็นต้นตระกูล “อิศรภักดี”  รวมถึงมีหลานๆ เป็นหม่อมเจ้ารวมด้วยกันทั้งหมด 5 คน หนึ่งในนั้น คือ หม่อมเจ้าชาตรี  เฉลิมยุคล ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีในวงการภาพยนตร์ไทย
 
  โดมซึ่งเกิดความประทับใจในตัวทันตแพทย์สม มีโอกาสได้มาเยี่ยมมาเยือนผู้ที่เขาเรียกว่า ‘คุณลุง’ ตาม คุณพรรณา เรียกขานแล้วแต่โอกาสอำนวยหลายครั้งหลังจากพบกันครั้งแรก โดยการพบปะแต่ละครั้ง ‘คุณลุง’ มักมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายถ่ายทอดให้โดมฟัง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้โดมเอ่ยกับ ‘คุณลุง’ ว่า ท่านน่าจะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นตัวอักษรเพื่อเป็นวิทยาทานกับคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ จนกลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้
 
 ‘ผมเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2’ เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ในทุกช่วงวัยของ ทันตแพทย์สม อิศรภักดี ตั้งแต่สมัยวัยเด็กจนกระทั่งเติบใหญ่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ทันตแพทย์สมเริ่มต้นเรียนหนังสือชั้นประถมที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส และโรงเรียนวัดสระเกศ ก่อนเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนมัธยมหอวัง จบแล้วจึงเข้าเรียนต่อเตรียมอุดม และอุดมศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
  หลังจากนั้นเรียนต่อด้านทันตแพทย์ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ แล้วจึงบินไปศึกษาต่อที่ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และโลมาลินด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์สอนในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเพื่อนรุ่นน้องอย่าง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ช่วย ม.ร.ว.สมัครสมาน ตำแหน่งรองราชเลขาฯ ใน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
 
  ด้วยเหตุที่ฝีมือการทำฟันของ ทพ.สมเป็นที่น่าพอใจแก่ ม.ร.ว.สมัครสมาน จึงส่งผลให้ ทพ.แพทย์สม ได้รับโอกาสในการถวายการรักษาพระทนต์ประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จวบจนสิ้นพระชนม์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ ทพ.สม มิอาจลืมได้
 
 ‘ผมเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2’ ของ ทันตแพทย์สม อิศรภักดี รวบรวมเรื่องเล่าขนาดสั้นจำนวน 45 เรื่องไว้ด้วยกัน โดยแต่ละเรื่องฉายให้เห็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตได้อย่างแจ่มชัด และถ่ายทอดเรื่องเล่าเหล่านั้นออกมาอย่างมีศิลปะ และ ชวนให้คนรุ่นใหม่ๆ กระหายใคร่รู้กับข้อมูลที่ได้รับจากประสบการณ์ตรงของท่านอย่างยิ่ง
 
  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2485 ที่สถานีวิทยุของกรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ปัจจุบัน) ซึ่งมีให้รับฟังกันเพียงสถานีเดียวไม่มุ่งเน้นเรื่องข่าวสาร แต่กลับมุ่งเน้นในเรื่องของการโฆษณารัฐบาลเหมือนกับการโฆษณาสินค้าในยุคนี้  ประชาชนจึงไม่ต้องตกอยู่ในภาวะตึงเครียดเพราะเสพข่าวน้ำท่วมมากเกินไป หรือเรื่องการกำเนิดโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวาระเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปีโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในยุคนั้นถือว่าศาลาเฉลิมกรุงเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีความทันสมัยและทัดเทียมกับโรงภาพยนตร์ทั่วโลก โดยภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำมาฉายคือเรื่อง ‘คิงคอง’ เป็นภาพยนตร์ขาว-ดำซึ่งใช้เสียงในฟิล์ม นับเป็นความแปลกใหม่ในสังคมยุคนั้นที่ผู้คนต้องแห่แหนพากันไปดู ทั้งๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่องว่านักแสดงพูดอะไร เหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ผู้คนยุคนี้ไม่เคยผ่านตาอย่างแน่นอน  ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาวิถีชีวิตของคนในยุคทั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วิถีชีวิตซึ่งถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของคนไทย
 
   หนังสือ "ผมเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2" เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ณ บ้านผ่อดอยใน และเพื่อเป็นการให้คุณผู้อ่านได้รู้จักกับตัวตนของ ทพ.สม อิศรภักดี ต่อไปนี้จึงเป็นการพูดคุยที่จะทำให้ผู้อ่านได้สัมผัสโลกทัศน์ของนักเขียนวัย 90 ปีมากขึ้น
 
0เท่าที่ทราบ ขณะทำต้นฉบับ คุณลุงใช้วิธีบอกเล่าโดยให้คุณพรรณาเป็นคนจด ก่อนนำมาทำเป็นหนังสือทำมือ แล้วจึงพัฒนาไปสู่บล็อกแก๊งที่ชื่อ ‘บ้านผ่อดอยใน’? 
 
  “เท่าที่คุณถามมาตามข้อหนึ่งทุกอย่างถูกต้องแล้วครับ”
 
0คุณลุงใช้เวลาเรียบเรียงนานแค่ไหนคะ กับ 45 เรื่องที่ปรากฏในเล่ม?
 
 “ผมใช้เวลาเรียบเรียงมาเป็นเวลาสี่ปี คือผมไม่ได้คิดไว้แต่แรกว่าจะพิมพ์ขาย จึงเขียนตามสบาย เพื่อลงในบล็อกเพื่อไม่ให้ขาดระยะ ผมนำไปลงในบล็อกประมาณหนึ่งเรื่องต่อเดือน”
 
0ใน 45 เรื่องประทับใจเรื่องไหนมากที่สุดและเพราะอะไร?
 
 “ผมประทับใจเรื่องเชลล์ชวนชิมมากที่สุด เพราะผมได้มีโอกาสกล่าวถึง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ และโยงไปถึงได้มีโอกาสถวายการรักษาพระทนต์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีในรัชกาลที่ 7 ซึ่งผมถือเป็นเกียรติอย่างสูง”
 
0ภายในเล่มมีเรื่องราวที่พูดถึงสามก๊ก แสดงว่าโดยพื้นฐานคุณลุงเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว?
 
  “เมื่อก่อนสงคราม และเมื่ออายุได้ 16-17 ปี ผมได้อ่านสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบ ยาขอบเล่าตัวละครในเรื่องสามก๊กเป็นคนๆ ไป เรื่องแรกที่ยาขอบเขียนถึงตัวละครคือ กวนอู การอ่านเรื่องกวนอูทำให้ผมติดตามตัวละครทุกตัวที่ยาขอบเขียนออกมา ผมเคยอ่านฉบับของพระยาพระคลัง (หน) รู้สึกไม่สนุก ตอนหลังมีภาพยนตร์เรื่องสามก๊ก เข้าใจว่าถ่ายทำในประเทศจีน โดยบริษัทภาพยนตร์จีน ผมดูครั้งแรกจาก โทรทัศน์ ภายหลังมีวีดิโอเทปขาย ผมจึงซื้อมาหนึ่งชุดและเปิดดูบ่อยๆ”
 
0ทราบมาว่า หนังสือ ‘ผมเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2’ นอกจากวางจำหน่าย และแจกจ่ายตามห้องสมุดแล้ว ส่วนหนึ่งผลิตขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานศพของคุณลุงเอง พอจะบอกเหตุผลได้ไหม?
 
  “คนสมัยก่อนเวลามีฌาปนกิจ เขามักจะมีหนังสือมาแจก คนที่เลือกหนังสือมาแจกมักจะเป็นคนอื่น ผมอยากจะเลือกของผมเองตั้งแต่ก่อนตาย จึงเขียนเรื่องราวที่พบเห็นมาในชีวิตออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้”
 
 
 
 0ดูเหมือนคุณลุงยังมีเรื่องราวที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดอีกมาก ในอนาคต คิดจะทำเล่มต่อไปหรือไม่?
 
  “ผมยังคิดจะออกหนังสืออีกสักเล่ม”
 
0ทราบมาว่าคุณลุงเป็นคนที่มีสุขภาพดีมาก ไม่เจ็บป่วยเหมือนคนสูงอายุทั่วไป คุณลุงมีเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพอย่างไร?
 
  “ผมเคยอธิบายให้คนที่สุขภาพไม่ดีว่าเขาเป็นคนที่โชคร้าย ส่วนคนอายุยืนและมีสุขภาพดีเป็นผู้ที่โชคดี ตัวผมเองมีโรคของคนแก่เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเส้นเลือดก็สูงด้วย หมอพบความผิดปกตินี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว และห้ามผมไม่ให้กินหลายอย่าง เช่น ห้ามไม่ให้กินน้ำตาล แม้แต่กาแฟก็ให้ใช้น้ำตาลปลอม ผมลองทำดูแล้วรู้สึกว่าถ้าปฏิบัติตามนั้น ผมคงตายเสียก่อน ผมก็เลยกินอย่างธรรมดาแล้วก็เลิกนึกถึงที่หมอสั่งห้ามไว้ ผมสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 30 ตอนที่หมอห้ามผมไม่ให้สูบบุหรี่ ซึ่งผมสูบมาแล้ว 30 ปี ผมก็เลยสูบต่อมาเรื่อยๆ มาเลิกได้เมื่ออายุ 80 กว่า สาเหตุที่เลิกก็เพราะหาที่สูบไม่ค่อยได้ เช่นในสนามบินและบนเครื่องบินก็สูบไม่ได้ ในภัตตาคารก็สูบไม่ได้ แม้แต่บ้านตนเองก็สูบไม่ได้ ต้องออกไปสูบข้างนอกบ้าน มีเพื่อนผมคนหนึ่งเขามีโรคคล้ายๆ กับผม เขาจะเคร่งครัดเรื่องอาหารมาก ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็กินไม่ได้ รสชาติแบบนี้กินไม่ได้ ผมบอกเขาว่าอายุขนาดนี้แล้ว กินก็ตาย ไม่กินก็ตาย แต่เขาไม่เชื่อผม”
 
0อยากให้คุณลุงฝากถึงคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกับคุณลุง ?
 
  “ความจริงผมยังไม่มีคุณวุฒิพอที่จะแนะนำ เพราะผมเองที่เขียนออกมาได้ก็เพราะตั้งใจทำหนังสือไว้สำหรับงานฌาปนกิจของผมเอง เมื่อเรื่องผ่านมาจนกลายเป็นพิมพ์หนังสือออกขาย ผมก็ขอแนะนำว่าเขียนอะไรที่ตัวมีประสบการณ์มากที่สุด เช่น คนที่เป็นทหารก็คงจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทหารอยู่มาก คนที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็คงจะมีเรื่องของการปกครองที่ได้ผล ผมเชื่อว่าคนทุกคนย่อมมีประสบการณ์ตั้งแต่เล็กจนอายุเท่าผมหรือเกือบเท่าผม ถ้าเขียนออกมาอาจจะได้รับความสนใจ”
 
...................
 
 หลังบทสัมภาษณ์ คุณลุงสม หรือ ทพ.สม อิศรภักดี จบลง ผู้เขียนอดที่จะหันกลับไปมองตัวเองไม่ได้ว่า ขณะที่อายุของ คุณลุงสม มากกว่าผู้เขียนเกินกว่า 4 รอบ แต่ในเรื่องของความตั้งใจผลิตผลงานของตัวเองออกมาเป็นรูปเล่มแล้ว ผู้เขียนเองยังไม่มีความสามารถทัดเทียมเท่าครึ่งหนึ่งของท่านเลย 
 
  นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนอีกบทหนึ่ง กับวลีเด็ดที่ว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หากคุณมีความตั้งมั่นที่จะเป็นนักเขียน คุณย่อมทำมันได้แน่นอน ดุจเดียวกับที่ทันตแพทย์สม อิศรภักดี วัย 90 ปีทำมาแล้ว
 
โดย : กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ
แนะนำเมื่อ 29ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,149,866 ครั้ง