แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

บทสรุปที่ไม่มีบทสรุป กรณี "ซีเอ็ด-นายอินทร์"

 

 
สถานการณ์ในแวดวงหนังสือช่วงนี้ คงจะไม่มีเรื่องอะไรร้อนระอุเกินไปกว่ากรณี “ซีเอ็ด-นายอินทร์”
 
สถานการณ์ในแวดวงหนังสือช่วงนี้ คงจะไม่มีเรื่องอะไรร้อนระอุเกินไปกว่าเรื่องที่ “ซีเอ็ดกับนายอินทร์” สองยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสือบ้านเรา ได้ส่งจดหมายน้อยไปยังหลายสำนักพิมพ์และสายส่งเพื่อแจ้งว่า  จะขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าDistribution Center Fee (DC) อีก 1 % ของราคาปก ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าธรรมเนียมใหม่อีก 1 % เข้ามาในระบบการจัดจำหน่าย โดยให้เป็นการเก็บตามมูลค่าราคาค้าปลีก ซึ่งข้ออ้างหลักๆ ก็เพราะค่าใช้จ่ายในการบริหารงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรงงาน 300 บาทต่อวัน จึงทำให้มีความจำเป็นในการขอขึ้นค่าธรรมเนียม
 
 แต่หลังจากที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ได้รับจดหมาย ข่าวนี้จึงแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว จนทำให้ นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ในฐานะอุปนายกฝ่ายในประเทศของ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้ออกจดหมายแจ้งผลการประชุมของสมาคมฯ โดยใช้คำว่า ‘มีมติ’ รวม 3 ประการอันได้แก่
 
 1. ให้ยกเลิกจดหมายเวียนของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์และร้านนายอินทร์ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
 
 2. เชิญเพื่อนสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมรับฟังการเสวนาในเวทีกลาง เรื่อง ‘โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต’ ในวันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14.00 น. ณ ห้อง Meeting Room 3 และ 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 
 3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC ตลอดจนแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการส่งมอบและรับคืนสินค้าระหว่างสำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือ ภายใน 1 เดือน โดยมี นายเสน่ห์ ดงยะโสภา เลขาธิการสมาคมฯ เป็นประธาน และมีนายทองนาค เพ็งชนะ, นายถนัด ไทยปิ่นณรงค์, น.ส.ศรีนวล ก้อนศิลา, นายวินัย ชาติอนันต์, น.ส.จิตรา อุเทนโภคา, น.ส.ฐาปนี โปร่งรัศมี และนายปัณณธร ไชยบุญเรือง เป็นอนุกรรมการ
 
..............................
 
 
 วันนี้เลยวันที่  1 สิงหาคมมาอาทิตย์กว่าแล้ว แม้เหตุการณ์ที่สร้างความประหวั่นใจให้แก่คนทำหนังสือทั้งหลายจะยังไม่เกิดขึ้น...แต่กระแสการต่อต้านผ่านการแสดงความคิดเห็นและการเคลื่อนไหวของคนในวงการหนังสือกลับรุนแรงมากขึ้น
 
 โดยสาเหตุสำคัญคือ “การเคลื่อนไหวอย่างจริงจังของเครือข่ายต่างๆ” โดยเฉพาะภาคส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจหนังสือ ทั้งผู้ผลิต ผู้อ่าน รวมถึงสื่อมวลชน
 
 เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเนื่องจากมองเหตุการณ์ในทิศทางเดียวกันว่า นี่คือการจับมือกันฮั้วเพื่อจะได้เงินกินเปล่าของสองค่ายยักษ์ ในธุรกิจหนังสือ  ธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะอันแตกต่างจากการขายไข่ ผงซักฟอก หรือบะหมี่สำเร็จรูปทั่วไป ท่ามกลางกระแสโฆษณา “กรุงเทพ เมืองหนังสือโลก” ที่กำลังโหมกระหน่ำในทุกสื่อเพื่อเตรียมรับตำแหน่งในปี 2556
 
 
เหตุแห่งความขัดแย้ง
 
 ซีเอ็ด ยูเคชั่น  (ร้านหนังสือซีเอ็ด) และอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ (ร้านหนังสือนายอินทร์) แจ้งถ้อยคำผ่านจดหมายมายังสำนักพิมพ์ต่างๆ  โดยอธิบายว่าสาเหตุที่จำเป็นจะต้องขึ้นค่ากระจายสินค้าด้วยระบบปฏิบัติดังกล่าว  เป็นเพราะนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลที่ส่งผลให้ต้นทุน ภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
 
 “สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาลปรับค่าจ้างแรงงานเป็นขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้ส่งผลกระทบในธุรกิจทุกสาขารวมถึงธุรกิจค้าปลีกหนังสือ เพราะทั้งสองบริษัทต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้พนักงานทุกส่วนจาก 215  บาทต่อวัน เป็น 300 บาท หรือเพิ่มขึ้น  39.5% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  2555 ทำให้บริษัทต้องรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2%
 
 เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกไม่ให้ซบเซา จึงขอความสนับสนุนจากสำนักพิมพ์และบริษัทจัดจำหน่ายให้ช่วยค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เพิ่มขึ้นมา โดยการจ่ายค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า (DC) ในอัตราร้อยละ 1 จากมูลค่าส่งสินค้าราคาปกของทุกใบส่งสินค้าตั้งแต่ 1 สิงหาคม และในเดือนมีนาคม 2556 อาจมีความจำเป็นต้องขึ้นค่า DC เพิ่มอีก เพราะนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำจะเกิดขึ้นในทุกจังหวัดตามนโยบายรัฐบาล”
 
 หลังจดหมายฉบับนี้เผยแพร่ออกไป หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความชอบธรรม  โดยเฉพาะเมื่อมีจดหมายเปิดผนึกจาก เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ เจ้าสำนักสามัญชนได้เผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมใจความที่ว่า
 
 “หนังสือที่เราเห็นๆ วางขายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้น หน้าร้านอาศัยกินเปอร์เซ็นต์จากเล่มที่ขายได้ เล่มใดขายไม่ได้ ก็ไม่คิดตังค์จากสำนักพิมพ์หรือสายส่งแต่ประการใด ข้อปฏิบัติดังกล่าวยังคงอยู่ แต่ซีเอ็ดกับอมรินทร์ ต้องการเรียกเก็บตังค์กินเปล่าเพิ่มอีก 1% ของยอดส่งสินค้าฝากขาย โดยผิวเผิน อาจดูเหมือนเป็นตัวเลขไม่สูงเท่าไร แต่ถ้าพิจารณาจากมูลค่าปกหนังสือที่ผลิตกันในช่วงปีปัจจุบัน ซึ่งมีการประเมินกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่าสามหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป เช่นนี้แล้ว และหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของยอดดังกล่าวที่จะไหลเข้ากระเป๋าของสองบริษัทมหาชนอย่างมากมาย”
 
 เกี่ยวกับประเด็นนี้นั้นวชิระมองว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขยายสาขาที่มีมาตลอดต่อเนื่อง ก็สะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่า ผลประกอบการธุรกิจด้านนี้เป็นเช่นไร ซึ่งสิ่งที่เขาวิเคราะห์ว่าจะตามมาหลังจากนี้คือ
 
 “หากสำนักพิมพ์หรือสายส่งใดไม่ยอมรับเงื่อนไข ก็ไม่มีสิทธิ์ส่งหนังสือมาวางขายในร้านซีเอ็ดกับนายอินทร์ ลำพังหนังสือที่พวกเขาผลิตเองก็เหลือเฟือ แทบไม่มีที่วางขายอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้นั้นถ้าธุรกิจร้านหนังสือในบ้านเราไม่ถูกผูกขาดด้วยอำนาจเงินลงทุนที่เหนือกว่า หายนะอันจะเกิดแก่สำนักพิมพ์ทั่วไป และผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย อาจยังมาไม่ถึง ความหลากหลายทางชีวภาพของหนังสือก็ยังพอมีอยู่
 
 ถ้าสำนักพิมพ์ยอมรับเงื่อนไข ก็เท่ากับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยปริยาย  ซึ่งค่าใช้จ่ายที่งอกเพิ่มขึ้นฉับพลันทันทีนี้จะหาจากที่ไหน หากไม่ไปแอบขึ้นราคา ขูดรีดเอาจากผู้อ่านให้มาช่วยกันจ่ายเงินกินเปล่าแก่ซีเอ็ดและอมรินทร์ แต่ยิ่งขึ้นราคามากเท่าไร ใช่ว่าจะช่วยให้หนังสือขายได้มากขึ้นเสียที่ไหน ส่วนใหญ่เป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
 
  ทว่าการเพิ่มต้นทุนการอ่าน โดยผลักภาระให้ผู้อ่านต้องมาร่วมแบกรับเคราะห์กรรมเช่นนั้น ยิ่งพลอยส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่กระเป๋าของสองเจ้านี้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะตัวเลขหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากค่ากระจายสินค้านั้น ผูกติดสนิทแน่นอยู่กับราคาหนังสือโดยตรง”
 
แรงเหวี่ยงของคลื่นใต้น้ำ
 
 หลังจากกระแสความขัดแย้งเริ่มกระจายมากขึ้น และส่งคำถามไปยัง “สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย” ในฐานะ “คนกลาง” ว่าจะตัดสินใจกับสภาวะที่เกิดขึ้นนี้เช่นไร
 
 นอกจากคำตอบอย่างมีมติว่า ให้ยกเลิกจดหมายการแจ้งเรียกเก็บค่าDCฉบับดังกล่าวไปก่อน  แล้วนั้นก็ยังรวมไปถึงการจัดให้มีการเสวนาเรื่อง "โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต" ขึ้น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 55 ที่ผ่านมา  ณ ห้อง Meeting Room 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่าDCขึ้นด้วย
 
 ในวันเสวนานอกจาก 5 ท่านบนเวทีคือ คือ  วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT), ทนง โชติสรยุทธ์  กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), ถนัด  ไทยปิ่นณรงค์  กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด, จิตรา อุเทนโพคา ประธานชมรมส่งเสริมการจัดจำหน่ายหนังสือ และปัญจรัตน์ สุหฤทดำรง กรรมการผู้จัดการบริษัท อี.ไอ.สแควร์ พับลิชชิ่ง จำกัด แล้วนั้น...ยังกลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ที่มารวมตัวกันได้มากมากกว่า 240 รายชื่ออีกด้วย ซึ่งถือว่ามากกว่าตอนประชุมสามัญประจำปีของทางสมาคมฯ ซะด้วยซ้ำ
 
 โดยมีสำนักพิมพ์  ร้านหนังสือ และบริษัทสายส่งหลายแห่ง  อาทิ รหัสคดี, สยามอินเตอร์, มติชน, สามัญชน, โพสต์พับลิชชิ่ง,ไต้ฝุ่น, แสงดาว  เป็นต้น โดยตั้งใจมาเพื่อฟังคำตอบจากสองยักษ์ และแสดงทัศนะอย่างเต็มที่โดยเฉพาะจากการสัมมนาในครั้งนี้
 
 ทนง โชติสรยุทธ์  กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า....
 
 สิ่งที่ซีเอ็ดเผชิญอยู่ตอนนี้คือรายรับจากการขายและกำไรขั้นต้นจากสินค้าขายลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าจ้าง ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าสินค้าสูญหาย 1-3%จากยอดขาย  ค่าเสื่อมราคา ค่าถุงและปกพลาสติก ค่าใช้จ่ายจากน้ำรั่ว น้ำท่วม ไฟไหม้ ก่อการร้าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ล้วนแต่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ค่าจ้างมีผลกระทบกับร้านหนังสือมากนั้น เป็นเพราะค้าปลีกและlogistic  ใช้บุคลากรที่อิงจากค่าแรงขั้นต่ำเป็นส่วนใหญ่
 
 “หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ 5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้น ยกเว้น สำนักพิมพ์ที่ส่งมูลค่าปกน้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระบบปกติที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหนังสือ ไม่เช่นนั้นร้านหนังสือจะอยู่ไม่ได้ แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่ายก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน 
 
 สิ่งที่ยกมานั้นค่ายอื่นทำอยู่แล้ว เรื่องนี้ สุดท้ายแล้วหากซีเอ็ดกับอมรินทร์ไม่ได้ขึ้นค่าDC แล้วขอถามกลับว่าที่เจ้าอื่นเรียกเก็บไปแล้วจะทำอย่างไร และหากไม่ให้ขึ้นจริงๆ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯก็ต้องหาทางออกเรื่องค่าใช้จ่ายให้ด้วย
ทุกคนต้องหาทางอยู่รอดให้ได้ระดับหนึ่ง เราเองพยายามช่วยแก้ปัญหาที่ผ่านมาด้วยตัวเองมาตลอด ตอนนี้เรามีปัญหา คงมีสำนักพิมพ์ไม่น้อยเข้าใจ”
 
 ขณะที่ ถนัด  ไทยปิ่นณรงค์  กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ แต่ก็ต้องขยายสาขาเพื่อรักษามาร์เก็ตแชร์  เพราะทุกวันนี้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหนังสือเป็นออนไลน์มากขึ้น ทำให้ยอดขายไม่โต  ทางบริษัทพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนตั้งแต่เดือนเมษายน ทั้งปรับบุคลากรและปรับวิธีการทำงาน รวมทั้งปัญหาจากค่าเช่าพื้นที่ซึ่งราคาเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดย 1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณ เพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น
 
 หลังได้ฟังคำอธิบายจากทั้งสองค่ายใหญ่ คำถามในห้องประชุมนั้นกลับดังเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง ไม่ว่าจะเป็น เวียง-วชิระ บัวสนธิ์, เรืองเดช จันทรคีรี, รวี  สิริอิสสระนันท์ และตัวแทนสำนักพิมพ์อีกหลายรายต่างคว้าไมค์มาเพื่อตั้งคำถามและเปิดเผยถึงข้อแคลงใจต่างๆ
 
 เริ่มจากค่า DC ที่ทางทนงกล่าวถึงนั้น มีการเปิดเผยว่าจริงๆ แล้วค่ายอื่น เก็บค่า  DC จากยอดขาย ไม่ใช่การเก็บจากยอดส่งดังที่สองบริษัทแจ้งมา
 
 เรืองเดช จันทรคีรี บอกว่า ส่วนตัวแล้วชื่นชมทนงมาตลอด แต่ครั้งนี้รู้สึกผิดหวังมาก โดยเฉพาะเมื่อนึกย้อนไปถึงรายงานประจำปีของซีเอ็ดที่กล่าวว่าปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีกำไรเพิ่มจาก 5000 ล้านบาท เป็น 6000 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่มอีก 60 สาขา จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำอย่างนี้กับคนทำหนังสือด้วยกัน คนที่ทำหนังสืออย่างเดียวมาตลอดชีวิต หากซีเอ็ดและอมรินทร์ลำบากมากนักขอเสนอว่าอย่าเพิ่งขยายสาขาเลย
 
 ทางด้าน รวี อิสสระนันท์ กล่าวว่าการเก็บค่า DC 1%ของการวางนั้น มีความหมายอย่างชัดเจนว่าเป็นการเก็บค่าวางหนังสือในร้าน ในวันแรกที่ซีเอ็ดและนายอินทร์เปิดร้านหนังสือนั้นก็ใช้ระบบฝากขายมาตลอด  คือขายก่อนแล้วจ่ายทีหลังจนสามารถขยายสาขาเป็นร้อยๆ สาขา เป็นการเติบโตบนระบบเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในวันที่ใหญ่โตแล้ว
 
 “สงสัยอย่างยิ่งว่าค่าlogistic จริงๆ ควรจะเป็นต้นทุนของผู้จัดจำหน่ายหรือร้านหนังสือกันแน่ เพราะนี่เป็นธุรกิจคนละประเภท เมื่อสองรายนี้ขยายสาขาทำให้ต้องมีDCของตัวเอง ทำไมไม่จัดการตรงนั้น ปัญหาคือเพราะคุณสวมหมวกสองใบรึเปล่า เป็นผู้จัดจำหน่ายและเป็นร้านหนังสือด้วย มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ควบทั้งสองอย่าง ปัญหาที่ระบบจัดจำหน่ายในไทยไร้ประสิทธิภาพ ก็เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนตรงนี้ ถ้าตั้งใจทำร้านอย่างเดียว ทั้งวงการพร้อมจะช่วยอยู่แล้ว
 
 และเมื่อการขยายสาขาเป็นการตัดสินใจของคุณเอง ดังนั้นก็ต้องบริหารต้นทุนด้วยตัวเองให้บาลานซ์ ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ควรผลักภาระต้นทุน หรือไม่ก็เจรจากับสายส่งให้ส่งที่สาขาเลย เพียงแต่อาจต้องให้คำแนะนำสายส่งต่างๆ เพื่อจะได้วางหมวกอีกใบ และเป็นร้านหนังสือมืออาชีพอย่างที่หวัง”
ขณะที่ดอนเวียง หรือ เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ หลังจากการนั่งฟังตั้งแต่ต้น ก็ตั้งคำถามแบบจัดหนักให้ทั้งสองค่ายใหญ่ว่ามีความจำเป็นประการใดถึงต้องทำเรื่องนี้
 
 “คุณทนงพูดจาแปลกๆ...สำหรับผม เจ๊ง แต่ขยายสาขาเรื่อยๆ ผมฟังแล้วผมก็งงๆ มันมีด้วยเหรอครับในแง่ของการประกอบการธุรกิจ พล็อตอย่างนี้ถ้าใครอ่านวรรณกรรมจะรู้ว่ามันไม่สมจริง จึงเรียนตามตรงๆ ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เลิกไปเถอะครับ จะได้ไม่ต้องลำบากทางธุรกิจ”
 
 พร้อมกันนี้วชิระยังตั้งคำถามถึงซีเอ็ดและอมรินทร์สองข้อด้วยกันคือ
 
 1. การเรียกเก็บครั้งนี้ เรียกเก็บหนังสือทุกประเภทใช่หรือไม่?
 
 2.เป็นการเรียกเก็บในทุกสำนักพิมพ์อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?
 
 และจากคำถามดังกล่าว ทนง โชติสรยุทธ์  ยืนยันว่าเรียกเก็บในทุกประเภท  และโดยความตั้งใจแล้วจะเรียกเก็บทุกสำนักพิมพ์โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แต่บางคนอาจพร้อม บางคนอาจไม่พร้อมซึ่งจะต้องคุยในอีกขั้นหนึ่ง
 
  ในส่วนจุดยืนของคนกลางในวันนี้อย่างสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯนั้น วรพันธ์ โลกิตสถาพร ในฐานะนายกสมาคมฯก็ยืนยันกับบรรดาสมาชิกและคนในแวดวงหนังสือในวันนั้นว่า
 
 “สมาคมฯไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บค่า DC เพราะไม่ใช่ทางออก เป็นการถ่ายเทต้นทุน ถ้าปล่อยไปเรื่อยจะมีคนตาย ตายแล้วจะตายทั้งระบบ จึงต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูล หวังว่าจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างต้องช่วยกัน และกลับมาสำรวจสภาวะของแต่ละคนบนพื้นฐานที่เป็นจริง”
 
 นี่เป็นบรรยากาศแห่งการโต้แย้งทางความคิด ซึ่งตลอดเวลา 5 ชั่วโมง ในงานเสวนา "โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต" เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหานี้  แต่ก็ยังเหมือนอยู่ในม่านหมอกที่พร่ามัวและไม่มีความชัดเจนใดๆ เกิดขึ้น
 
บทสรุปที่ไม่มีบทสรุป
 
 หลังจากการจัดงานเสวนาในวันนั้นแล้ว ใช่ว่าแรงกระเพื่อมจะลดลง ตรงกันข้ามกลับขยายขอบเขตออกไป โดยมีภาคประชาสังคมส่วนอื่นๆ กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย เช่น
 
  “แถลงการณ์คัดค้านกรณีร้านหนังสือซีเอ็ดและนายอินทร์ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า 1%” จาก “เครือค่ายนิสิตนักศึกษาและประชาชนผู้รักการอ่าน” ที่เริ่มมีผู้ทยอยลงชื่อกันมากขึ้นในสถานะของ “นักอ่าน” ที่คิดว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ
 
 “แถลงการณ์คัดค้าน กรณีซีเอ็ดและนายอินทร์ เรียกเก็บ 1%” จากฝ่ายของสำนักพิมพ์ โดยมีตัวตั้งตัวตีเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์งานคุณภาพ อย่าง ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์อ่าน, นิวัติ พุทธประสาท บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม,ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการสำนักหนังสือไต้ฝุ่น, ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน  ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์สมมติ ซึ่งก็มีหลายรายชื่อที่ลงชื่อเห็นด้วยในสถานะของ “สำนักพิมพ์”
 
 นอกจากนี้แล้ว...ล่าสุดเรื่องก็ไปไกลถึงขั้นที่ “คณะอนุกรรมาธิการการเมืองและสื่อสารมวลชน รัฐสภา” ขอเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 14 สิงหาคม เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภาอีกด้วย ก่อนที่จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่าDC ครั้งที่ 2 ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 15 สิงหาคม 55 นี้ หลังจากที่ครั้งแรกยังหาทางออกร่วมกันไม่เจอ
 
 ส่วนบทสรุปอันแท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้น... โปรดติดตามได้ในภาคต่อๆ ไปด้วยใจระทึกตึ๊กๆ ตั๊กๆ!
 
โดย : ปีกนกสีขาว
แนะนำเมื่อ 29ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,277,957 ครั้ง