แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

'มวจ.' ปฐมบทเครื่องหมายมาตรฐานวรรณกรรม

 

 
หลายร้อยปีแล้วที่คนไทยมีหนังสืออ่าน แต่จะกี่มากน้อยที่เป็นหนังสือดี
 
ดี...ในความยอมรับของสากล ดี...ในคุณค่าแห่งวรรณกรรม แม้สถิติจากสถาบันใดๆ บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือเท่าไรก็ตาม ทว่า อ่านอะไรกัน?
 
 อาจไม่มีบทบัญญัติชัดเจนว่าหนังสือแบบใดเป็นหนังสือดี และไม่มีเงื่อนไขตายตัวว่าหนังสือแบบใดคือหนังสือไม่ดี ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงกันต่อมาว่าหนังสือใดคือหนังสือดีที่ควรอ่าน
 
 สำหรับผู้คร่ำหวอดในวงการวรรณกรรม ส่วนมากอาจตอบกว้างๆ ได้ว่า หนังสือดีคือหนังสือที่มีคุณค่า มีพลัง มีวรรณศิลป์ สร้างแรงกระเพื่อมแก่สังคมได้ ฯลฯ แต่จนแล้วจนรอดก็ขึ้นกับดุลพินิจส่วนบุคคลนั่นเอง
 
 เมื่อกล่าวถึงดุลพินิจ ก็พาให้นึกถึงคำหนึ่งคำซึ่งเกี่ยวพันกับการตัดสินว่าวรรณกรรมเล่มใดดีหรือไม่ดีมาช้านาน นั่นคือ 'รสนิยม'
 
 อย่าเพิ่งคิดว่ารสนิยมเป็นเรื่องไร้เหตุผลหรือจับต้องไม่ได้ มีวรรณกรรมและนักเขียนมากมายกำเนิดและเติบโตจาก 'รสนิยม' มานักต่อนักแล้ว อันเห็นได้ชัดเจน เช่น รางวัลช่อการะเกด ซึ่งตัดสินจากรสนิยมของบรรณาธิการ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ล้วนๆ เป็นต้น
 
 แต่รสนิยมที่ดีต้องอาศัยระยะเวลาสะสม บ่มกลั่น กระทั่งตกผลึก มิเช่นนั้น 'รสนิยม' อาจเป็น 'รสไม่นิยม' ก็ได้
 
 -1-
 
 ในบรรณพิภพไทยมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ทั้งบรรณาธิการ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน บรรดายอดฝีมือเหล่านี้หากสะสมประสบการณ์ไว้มากพอ ย่อมรู้แจ้งแทงตลอดว่าหนังสือดีเป็นอย่างไร แต่ก็มีคนอีกมาก (อาจมากกว่าครึ่งประเทศ) ที่ยังสับสน อะไรดี...อะไรไม่ดี จนส่งผลให้วรรณกรรมชั้นดี (บางเรื่องถือเป็นชั้นเลิศ) ไม่เป็นที่นิยม และค่อยๆ ถูกฆ่าตัดตอน สูญพันธุ์ไปจากบรรณพิภพ
 
 เมื่อมีคนไม่เข้าใจ จึงมียอดฝีมือกลุ่มหนึ่งขันอาสาผลิตหนังสือดี พร้อมตีตรา การันตีด้วยว่า "เล่มนี้ดีจริง!" และจากแนวความคิดนี้เอง จึงเป็นที่มาของ มวจ. เครื่องหมายมาตรฐานวรรณกรรมพิมพ์จำกัด มาตรฐานแห่งบรรณพิภพไทยขึ้น
 
 เรืองเดช จันทรคีรี แห่งสโมสรหนังสือรหัสคดี คือหนึ่งในแกนนำที่หมายมั่นว่าจะพาบรรณพิภพไทยไปสู่มาตรฐานเหนือกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเรืองเดชเห็นทิศทางของวรรณกรรมดีค่อยๆ ตายทุกเมื่อเชื่อวัน เขาต้องการให้วรรณกรรมต้องห้ามกลายเป็นวรรณกรรมต้องหา ให้คนรุ่นเก่าโหยหาและคนรุ่นใหม่ก็แสวงหา
 
 "หนทางที่ผมพอจะนึกออกเท่าที่สติปัญญาอันน้อยนิดของผมจะคิดขึ้นมาได้ คือ ตรา มวจ.ภาษาอังกฤษยังไม่ได้ตั้ง เป็นเครื่องหมายทางการค้าเลย เพราะเราทำขายไม่ใช่ทำแจก"
 
 เรืองเดชอธิบายว่า มวจ.เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและคุณค่าของหนังสือ เครื่องหมาย มวจ.จะเป็นเครื่องหมายรับรองให้ผู้อ่านมั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าด้านเนื้อหา มีคุณภาพด้านงานบรรณาธิการ และการผลิต ซึ่งคุณค่าและคุณภาพทำให้สำนักพิมพ์และร้านหนังสือเล็กๆ ขายหนังสือนั้นได้มากขึ้น
 
 ทว่า ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แวดวงธุรกิจหนังสือบ้านเรายังอ้างอิงชื่อสำนักพิมพ์มากกว่าสิ่งอื่นใด สำนักพิมพ์ใหญ่จึงครองตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้คุณภาพหนังสือบางเล่ม (หรือหลายเล่ม) ของสำนักพิมพ์ใหญ่อาจไม่ใหญ่ตาม
 
 "เครื่องหมายรับรองคุณภาพในลักษณะนี้มีฐานะเหนือกว่าชื่อยี่ห้อแต่ละเจ้า หากทำดีๆ คือ มีฐานะเหนือกว่าชื่อสำนักพิมพ์ เป็นแบรนด์ร่วม เหนือกว่าป้ายโฆษณา รณรงค์ แนะนำ"
 
 ดูเหมือนตรา มวจ.จะไม่ใช่แค่ตราประทับหน้าปกหนังสือธรรมดาเสียแล้ว
 
 เพราะ มวจ.จะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางวรรณกรรมหลายอย่าง อาทิ ส่งเสริมระบบบรรณาธิการ นำร่องนโยบายไม่ลดราคาหนังสือ เชื่อมประสานระหว่างร้านหนังสืออิสระกับสำนักพิมพ์อิสระ
 
 "มวจ.สนับสนุนนโยบายไม่ลดราคาหนังสือใหม่ สำนักพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือในหลายประเทศได้ตกลงกันว่าขายหนังสือออกใหม่ในราคาตายตัว ข้อตกลงนี้ทำให้การขายหนังสือแข่งกันที่ตัวหนังสือจริงๆ แทนที่จะมาแข่งขันกันด้วยกลยุทธ์ลดราคา...
 
 ...มวจ.สนับสนุนระบบงานบรรณาธิการ สิ่งที่เป็นคุณค่า คือเนื้อหาของหนังสือประกอบกับงานบรรณาธิการ บุคคลสำคัญสูงสุดในการผลิตวรรณกรรมแต่ละเรื่องคือบรรณาธิการนั่นเอง มวจ.จึงมีทำเนียบบรรณาธิการซึ่งตอนนี้ผมกับเวียง (วชิระ บัวสนธิ์) คิดตั้งขึ้นเอง มีทั้งหมด 13 คน จะเพิ่มขึ้นอีกได้ในอนาคตเพราะสิ่งที่เราคิดขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเราทำงานกันสองคน ให้คิดทำกัน 100 หรือ 200 สำนักพิมพ์ แต่ต้องเริ่มจากสำนักพิมพ์ที่หนึ่งก่อน"
 
 -2-
 
 ปัจจุบันตลาดวรรณกรรมภาพรวมอาจใหญ่โต แต่เมื่อแบ่งชั้นกัน วรรณกรรมดีกลับกลายเป็นชนกลุ่มน้อย แทบไม่มีที่ยืน มิหนำซ้ำผู้เสพงานวรรณกรรมดีก็ยิ่งมีน้อย วรรณกรรมดีจึงกลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (limited) แต่แง่ดีแนวทางของ มวจ.ก็เหมาะกับตลาดแบบจำกัดนี้ที่สุด
 
 "ข้อดีอย่างหนึ่งของตลาดเฉพาะกลุ่ม คือ คู่แข่งน้อย เพราะตลาดเล็ก คนส่วนมากไม่สนใจ มันเล็กมาก ขายหนังสือ 2,000 เล่ม เขาไม่สนใจ เขาสนใจจะขายเป็นหมื่นเล่ม ดังนั้นหากเราค้นพบแนวหนังสือที่เป็นแนวถนัด ทางของตัวเอง ตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้อ่านของเราได้ เราก็จะเป็นผู้นำตลาด" เจ้าสำนักรหัสคดี กล่าว
 
 "ยิ่งเล็กยิ่งคู่แข่งน้อย หนังสือที่ใครไม่ทำเราควรจะทำนะ แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดเฉพาะกลุ่มจำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ว่าตลาดนั้นมีกำลังซื้อพอจะทำให้ธุรกิจอยู่รอด พอที่จะเติบโตได้หรือไม่ หัวใจของธุรกิจคืออยู่รอด และเติบโตด้วยนะ ไม่ใช่เติบโตเฉยๆ แต่พวกเราอยู่รอดเฉยๆ ก็เก่งแล้วนะครับ ไม่ต้องเติบโตเลยนะ (ฮา)"
 
 เรืองเดชบอกว่า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และคุณภาพดี คือ กุญแจสำหรับไขประตูสู่ความสำเร็จในธุรกิจแบบเฉพาะกลุ่ม การตลาดอย่างที่ มวจ.ทำ สร้างความแตกต่างเหนือความแตกต่างขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง และสร้างกระแสขึ้นมาในตลาด ซึ่งการตลาดแบบนี้ยังเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ที่เป็นปัจเจกมากได้ด้วย
 
 "พวกนี้ไม่ค่อยเชื่อใคร เขาจะบอกว่าเขาเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็แต่งตัวแบบเกาหลีหรือญี่ปุ่น (ฮา) ผมก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอิสระแบบไหน เราจะขาย มวจ.ให้กับพวกนี้แหละ"
 
 จะกล่าวถึงแต่ข้อดีก็กระไรอยู่ เพราะข้อเสียของตลาดเฉพาะกลุ่มก็มีเช่นกัน และค่อนข้างสำคัญมากด้วย คือ เรื่องเงินทุนมาก ตลาดเฉพาะกลุ่มขนานแท้ต้องลงทุนทั้งการตลาดและทำบรรจุภัณฑ์ที่พิเศษสุด
 
 "หนังสือของ มวจ.เป็น Limited Edition ที่มีคุณค่าที่แท้จริง แต่ละเรื่องมีความแตกต่างที่ไม่ต้องสร้างขึ้น และมีจำนวนจำกัดด้วยผู้ประสงค์ที่น้อยด้วยตัวของมันเอง ไม่เหมือนกับนาฬิกา เขาไม่ได้เป็น Limited เลย เขาขายดี เป็นสินค้าตลาด แต่พอมีบอลยูโรก็พิมพ์ฉลากใหม่แล้วบอกว่ามีแค่พันอันนะ นี่ไม่ใช่ นี่เป็นแค่กลยุทธ์การตลาด"
 
 -3-
 
 จะจำกัด (limited) ทั้งที มวจ.ไม่ทำเล่นแน่นอน จึงชูจุดเด่นที่หลายคนต้องอึ้งกิมกี่ เพราะหนังสือของ มวจ.พิมพ์น้อย ไม่พิมพ์ซ้ำ อยากอ่านต้องจอง
 
 เรืองเดชเล่าว่า "พิมพ์จำกัดคือพิมพ์น้อยกว่าหนังสือประเภทอื่น หรือเมื่อเทียบกับหนังสือขายดี ตัวเลขที่เราคิดกันคือ ไม่เกิน 1,500 เล่ม เพราะเดี๋ยวนี้พิมพ์กัน 2,000 เล่มเป็นพื้นฐาน เอาให้น้อยกว่าก็ 1,500 เล่ม น้อยกว่านี้ก็ได้ แต่อย่าเกิน 1,500 เล่ม ใครเกินไม่ใช่ มวจ.เป็นของปลอม"
 
 1,500 เล่มเป็นตัวเลขที่เรืองเดชคาดว่าจะควบคุมให้หนังสือมีคุณภาพได้ เหมาะกับตลาดกลุ่มเล็ก ซึ่งถ้าขายในระยะเวลาน้อยจะทำให้คุ้มกับการลงทุน แต่ก็มีเงื่อนไขหลายอย่าง อาทิ หนังสือที่มีเครื่องหมาย มวจ.ต้องเป็นหนังสือฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก ระยะแรกต้องเป็นเรื่องแปลที่ไม่เคยเป็นภาษาไทยมาก่อน แต่ก็มีข้อย่อยอีกว่า หนังสือที่ขาดคราวจากตลาดนานเกินกว่า 20 ปี หรือ หนังสือที่พิมพ์ในวาระพิเศษของผู้เขียน เช่น ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล หรือ วาระพิเศษของการตีพิมพ์เล่มนั้นเอง เช่น 50 ปีของการตีพิมพ์ก็เอามาพิมพ์ใหม่ หรือ เป็นหนังสือที่พิมพ์ในลักษณะหนังสือสานต่อหนังสือ เช่น วรรณมาลัย
 
 "นี่เป็นเกณฑ์กำหนดเรื่องเวลาเท่านั้น ยังมีเกณฑ์กำหนดเรื่องอื่นๆ อีก 
 
 หนึ่ง แน่นอน ทุกเล่มต้องมีเครื่องหมาย มวจ.อยู่บนหน้าปก 
 
 สอง ทุกเล่มมีหมายเลขกำกับว่าเป็นเล่มที่เท่าไรของจำนวนที่พิมพ์ทั้งหมด เช่น 1/1,500 ต่อไปทำเก่งๆ ก็จะมีการจองเลขสวย เช่น 999 หนังสือเลขตองก็จะเป็นสองเท่าตัวของปกตินะ 
 
 สาม ทุกเล่ม ผู้เขียนหรือผู้แปล บรรณาธิการต้องลงลายมือชื่อด้วยตัวเอง ด้วยน้ำหมึก 
 
 สี่ เมื่อจำหน่ายจ่ายแจกหมดแล้ว จะต้องไม่มีการพิมพ์ซ้ำในรูปแบบเดิม พิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นได้นะ เดี๋ยวจะถูกต่อว่า"
 
 คล้ายว่าวิธีการดังกล่าวจะสุดโต่ง แต่หากทำสำเร็จหนังสือเหล่านี้จะเป็นหนังสือหายากทันที เรืองเดชบอกว่าราคาจะสูงขึ้นตามระยะเวลา เหมาะกับนักสะสมหนังสือซื้อไปเก็บไว้ภาคภูมิใจ หรือเก็งราคา ปกติหนังสือหายากของนักสะสมเป็นหนังสือเก่า แต่หนังสือของ มวจ.เป็นหนังสือหายากตั้งแต่พิมพ์เสร็จทันที
 
 เมื่อพิมพ์น้อย...พิมพ์จำกัด...ใครใคร่อ่านหนังสือของ มวจ.ย่อมยากสักหน่อย ผู้อ่านต้องสั่งซื้อล่วงหน้า ซึ่งเป็นวิธีผูกสัมพันธ์กับผู้อ่านตั้งแต่ยังไม่พิมพ์
 
 "สำนักพิมพ์จะประชาสัมพันธ์โครงการพิมพ์หนังสือแต่ละเรื่องว่ามันดีอย่างไรถึงเอามาพิมพ์ ราคาหน้าปกเท่าไร จะวางตลาดเมื่อไร เมื่อทำถึงขั้นตอนพร้อมจะเข้าโรงพิมพ์ ควรมีหน้าตาหรือให้เขาอ่านบทแรกหรือคำนำก็ได้ เปิดโอกาสให้ผู้อ่านจองซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าปก ผู้อ่านต้องชำระเงินก่อน สำนักพิมพ์ไม่ควรบอกจำนวนพิมพ์ก่อนการจองซื้อนะ บอกต่อเมื่อทราบยอดจองแล้ว จะได้ขาดทุนน้อยลง"
 
 แนวคิดสุดโต่งนี้อาจเหมือนเลื่อนลอย ทำไม่ได้จริง แต่ วชิระ บัวสนธิ์ แห่งสำนักพิมพ์สามัญชนก็ลบคำสบประมาทโดยส่งหนังสือวรรณกรรมเรื่องแรกในนาม มวจ.ออกสู่สาธารณะ...อีกไม่นาน
 
 "ผมจะทดลองทำสักเล่มหนึ่ง ไหนๆ ก็มีโครงการ มวจ.จะไปให้ชาวบ้านชาวเมืองทำก็กระไรอยู่"
 
 สำหรับวรรณกรรม มวจ.เรื่องแรกนี้คือวรรณกรรมคลาสสิกของโลก ชื่อว่า 'สีแดงกับสีดำ' แปลโดย อ.อำพัน โอตระกูล ซึ่งเสียชีวิตกะทันหันหลังจากแปลนิยายเรื่องนี้เสร็จไม่นาน จวบจนวันนี้ก็เกือบ 20 ปีกว่าจะได้ตีพิมพ์
 
 "ได้โปรดเถิดครับ ขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่ามาลากเกี่ยวกับไอ้พวกสีเหลืองสีแดงโดยเด็ดขาด อย่าตีความโดยเด็ดขาด ไม่เกี่ยวกันด้วยประการทั้งปวง เป็นชื่อนิยายที่ถือเป็นวรรณกรรมคลาสสิกสำคัญอีกเล่มหนึ่งของโลก ผู้เขียนเป็นนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ สตองดาล นิยายเล่มนี้พูดตามภาษาผม มันดีโคตรๆ คุณซื้อไปอ่าน มีความสุข อย่างไรก็คุ้ม ซื้อเก็บๆ ไว้ไปขายต่อ มันเท่ ผมไม่ได้พิมพ์สุ่มสี่สุ่มห้านะ ผมพิมพ์น้อยนะ บอกไว้ก่อนนะ จะมีใบรับประกัน เวลาตกทุกข์ได้ยากก็เอาเล่มนี้ไปขายต่อ ราคามันก็จะขึ้น จริงๆ นะ ผมเล็งไว้นะ ยังไงราคาต้องขึ้น ถ้าไม่ขึ้น เดี๋ยวผมจะขอร้องให้พี่ๆ ช่วยกันปั่นราคา (ฮา)"
 
 แม้วันนี้ตรา มวจ.ของจริงจะยังรอผู้ส่งผลงานเข้าประกวด (รายละเอียดที่ http://www.facebook.com/StandardLimitedEdition) แต่เชื่อว่ามีหนังสือชั้นดีรอประทับตรานี้มากมาย เพื่อส่งต่อไปถึงมือผู้อ่าน และในที่สุดจะช่วยพัฒนาสติปัญญาคนให้พัฒนาประเทศนี้ได้
 
 อย่างน้อย...สติปัญญาอันเกิดจากหนังสือดี ย่อมมีมาตรฐานเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
 
โดย : ปริญญา ชาวสมุน
แนะนำเมื่อ 29ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,833,596 ครั้ง