แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ทางรอดสำนักพิมพ์เล็ก แสงสลัวอันสดใสที่ปลายอุโมงค์?

 

 
ภาพอันคึกคักในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกครั้ง อาจทำให้เชื่อว่าวงการหนังสือบ้านเรากำลังเฟื่องฟู แต่แท้จริง ไม่ใช่เลย...
 
 ภาพอันคึกคักในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกครั้ง อาจทำให้เชื่อว่าวงการหนังสือบ้านเรากำลังเฟื่องฟู คนไทยอ่านหนังสือมาก ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับหนังสือกำลังเจริญรุ่งเรือง ทว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย มายาคติ ก็คือ มายาคติวันยังค่ำ สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ทยอยตายไปน่าจะเป็นเงาสะท้อนอันแจ่มชัดที่สุดสำหรับบรรณพิภพนี้
 
 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือหรือในร้านหนังสือขนาดใหญ่สะท้อนอะไร
 
 "คนไทยอ่านหนังสือมาก...ธุรกิจหนังสือเติบโตดี...ร้านหนังสืออยู่ดีกินดี...หรือประเทศไทยกำลังจะพัฒนา"
 
 คำตอบเหล่านี้คงผุดพรายในหัวของหลายคน ไม่แปลก เพราะสิ่งที่ปรากฏก็บอกเช่นนั้น แต่เชื่อเถิดว่าสายตาไม่เห็นความจริงเสมอไป บ่อยครั้งที่สายตาพร่าเลือนด้วยม่านมายาหรือถูกหมอกควันของ 'ระบบ' บดบัง
 
 ปรากฏการณ์พร่าเลือนในบรรณพิภพไทยมีมาช้านานแล้ว หลายคนรู้ หลายคนทราบ แต่ไม่คิดแก้ไข ในทางกลับกัน มีบางคนพยายามแก้ไข แต่ขาดพละกำลัง สุดท้ายก็ทำได้เพียงประคับประคองและป่าวร้องให้ประชากรบรรณพิภพหันมาสนใจ ร่วมกันแก้ปัญหาที่ใครๆ ก็คิดว่าเล็กๆ อย่างจริงจังเสียที
 
 -1-
 
 "...ปัญหาเล็กๆ ถ้าเรามองดูในมุมกว้าง ก็จะเป็นปัญหาเล็กนิดเดียว ถ้าเราแก้ปัญหาเล็กๆ นี้ไม่ได้ เราอย่าได้ไปหวังจะแก้ปัญหาระบบหนังสือของชาติได้สำเร็จ จุดเล็กๆ นี้แหละ เป็นจุดเป็น จุดตาย ของระบบหนังสือเมืองไทยจุดหนึ่งด้วย
 
 คุณเรืองเดชเคยส่งข้อความถึงผมว่า ได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ สิบกว่าปี พอจะประกาศได้ว่าภายในสามปีข้างหน้าสำนักพิมพ์เล็กๆ จะตาย ในขณะที่ร้านหนังสือเล็กๆ ก็จะตายหมด สิ่งนี้เป็นลางบอกเหตุว่าท้ายที่สุดประเทศไทยอาจตายด้วย เพราะอีกสามปีข้างหน้า อาเซียนจะเข้ามา อีกสามปีข้างหน้าสำนักพิมพ์เล็กๆ จะตาย ร้านหนังสือเล็กๆ จะตาย ที่เหลือรอด คือ ร้านหนังสือใหญ่ๆ อย่าคิดนะว่าร้านหนังสือใหญ่ๆ จะมีเฉพาะของคนไทยอย่างเดียว เพราะอาเซียนเปิดให้ใครก็ได้มาขายหนังสือ และจะขายอย่างไรก็ได้ ถ้าเผื่อมีการครอบงำตลาดหนังสือเมืองไทยทั้งหมด มันจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย รัฐบาลเคยคิดถึงปัญหานี้ไหมครับ ไม่เคย ไม่มีใครเห็นปัญหาใหญ่ซึ่งซ่อนอยู่ในจุดเล็กๆ เมื่อสำนักพิมพ์เล็กๆ ตาย ร้านหนังสือเล็กๆ ตาย สติปัญญาที่เกิดจากนักเขียนเล็กๆ ก็ตายหมด แต่อย่าลืมนะว่าสติปัญญาที่เกิดจากนักเขียนเล็กๆ นั้นมักจะเป็นสติปัญญาใหญ่ ประเทศไทยไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ผมพยายามพูดเรื่องนี้เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว และพยายามพูดให้รัฐบาลฟังทุกรัฐบาล..."
 
 นี่คือ บางส่วนจากถ้อยแถลงของ มกุฏ อรฤดี ในงานประชุมเครือข่ายสำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็ก เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2555 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่หน เขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพูดถึงปัญหาของระบบหนังสือไทย บางคนเบือนหน้าหนีเพราะมองเป็นเรื่องซ้ำซาก แต่ถ้าหากปัญหาถูกแก้ไขแล้วบรรณาธิการใหญ่คนนี้จะพูดเรื่องเดิมๆ อีกทำไม...จริงไหม
 
 มกุฏ พยายามบอกอะไร 'ระบบหนังสือของชาติ หายนะของสำนักพิมพ์เล็กๆ หายนะของร้านหนังสือเล็กๆ หายนะของนักเขียนเล็กๆ รัฐบาล รัฐบาล และรัฐบาล'
 
 ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันคล้ายเกมโดมิโน อย่างหนึ่งล้มอีกอย่างก็ล้มตาม มีเพียงผู้คุมเกมเท่านั้นที่ยังแสยะยิ้มขณะมองเห็นหายนะขององคาพยพนี้
 
 แต่คงไม่ยุติธรรมแน่หากยัดเยียดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ ทว่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็พอจะอธิบายได้ด้วยเหตุและผล
 
 ไม่ต่างจากที่ มกุฏ อรฤดี กล่าวไว้สักเท่าไร เพราะ ปกป้อง จันวิทย์ นักคิดและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวไว้ในงานเดียวกันถึงปรากฏการณ์ในงานสัปดาห์หนังสือว่าแท้จริงแล้วหนังสือขายดีจริงหรือ หากขายดี ทำไมสำนักพิมพ์เล็กๆ จริงอยู่ไม่รอด
 
 เขาตั้งข้อสังเกตว่าธุรกิจหนังสือที่ดูคล้ายเติบโต อาจโตแต่ปริมาณ คือ มีหนังสือเยอะขึ้น ทว่า เชิงคุณภาพอาจไม่ใช่
 
 "คนซื้อหนังสือในงานหนังสือ ซื้อไปอ่านหรือเปล่า ซื้ออะไรกันไป เป็นหนังสือแบบใด ผมเห็นข้อมูลปีก่อน หนังสืออันดับหนึ่ง คือ วรรณกรรม แต่ว่าวรรณกรรมที่ขายดีที่สุดตามข้อมูลซีเอ็ดอาจไม่ใช่วรรณกรรมที่ดี เราอยู่ในธุรกิจที่เค้กยังก้อนเล็ก แต่เค้กโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วเค้กนี้ไปอยู่ในมือใคร มันแบ่งกันทั่วถึงไหมหรือไปกระจุกตัวอยู่กับสำนักพิมพ์ขนาดยักษ์เท่านั้น"
 
 ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยแบ่งผู้เล่นในธุรกิจหนังสือเป็น 4 กลุ่ม หนึ่ง ผู้นำตลาด เรียกว่ารายยักษ์ ประมาณ 8 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ รายใหญ่ประมาณ 25 ราย ครองส่วนแบ่ง 32 เปอร์เซ็นต์ ขนาดกลาง 45 ราย ครองส่วนแบ่ง 19 เปอร์เซ็นต์ และขนาดเล็กอีก 320 ราย แย่งชิงส่วนแบ่ง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ และมีข้อมูลว่ารายยักษ์จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนรายเล็กนับวันจะอ่อนเปลี้ยลง
 
 อ.ปกป้อง บอกว่า ธุรกิจหนังสือเป็นธุรกิจที่เจ๊งตั้งแต่เริ่ม เพราะไม่แน่นอน เสี่ยงมาก เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นทางกายภาพ แต่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จำเป็นต่อจิตวิญญาณ ต่อสมอง
 
 "ถ้ามองหนังสือผ่านแว่นตาของเศรษฐศาสตร์ หนังสือไม่ใช่สินค้าทั่วไปในตลาด แต่เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม ทางปัญญา หนังสือดีมีประโยชน์มาก แต่อาจไม่มีมูลค่าเป็นเงินมากก็ได้ แม้คนอ่านหนังสือคนเดียวแต่สังคมได้ประโยชน์ไปด้วย สังคมได้คนมีคุณภาพมากขึ้น หนังสือกระจายประโยชน์ต่อสังคมมาก"
 
 ดังนั้น จึงมีคนพยายามผลิตหนังสือดีเพื่อเป็นต้นทุนสังคม ทว่าพวกเขาต้องแบกรับภาระหนักอึ้งโดยไม่มีใครช่วยเหลือ อันที่จริงเสาหลักของระบบเศรษฐกิจต้องประกอบด้วยตลาด รัฐ และชุมชน ช่วยกันค้ำยันระบบไม่ให้พังทลาย แต่ก็อีกนั่นละ ระบบบ้านเราไม่เป็นระบบ
 
 รัฐ คือคนกลางที่มีอำนาจควบคุมทุกฝ่ายได้ ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร รัฐจึงต้องหาข้อยุติให้ได้ อ.ปกป้อง ตั้งคำถามว่าเอาเข้าจริงรัฐเป็นกลางหรือเปล่า สมมติว่ารัฐเป็นกลาง แล้วกฎหมายที่เป็นประโยชน์สูงสุดของสังคม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งคืออะไร เพราะวงการธุรกิจหนังสือถูกผูกขาดโดยสำนักพิมพ์รายยักษ์มาช้านาน
 
 ที่ผ่านมา รัฐไทยไม่ใส่ใจแก้ความล้มเหลวของตลาด ทั้งๆ ที่รัฐมีศักยภาพมากพอ รัฐสนับสนุนวงการหนังสือได้อย่างชอบธรรม เพราะหนังสือมีผลประโยชน์ต่อสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องผลิตหนังสือเอง เพราะผู้ผลิตเดิมก็ทำได้ดีอยู่แล้ว รัฐเพียงส่งเสริมปัจจัยอื่นๆ เช่น ลดต้นทุน ขยายตลาดและส่งเสริมผู้ผลิตขนาดเล็ก
 
 สำหรับชุมชน ณ ที่นี้หมายถึง กลุ่มคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กัน ชอบคล้ายๆ กัน มีอุดมการณ์เหมือนกัน ทำงานอย่างเป็นเครือข่าย มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ที่ผ่านมา สำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็กไม่รวมกันตัวกัน หากรวมตัวกันได้จะเกิดกลไกทางสังคม อย่างที่ อ.ปกป้อง บอกไว้ เช่น กลไกกำกับกันเอง กลไกลงโทษกันเอง เรียนรู้ระหว่างกัน ใครรอด ใครไม่รอด เพราะอะไร
 
 "ความอยู่รอดของธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็กขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างสถาบันทั้งสาม ตลาดโดยตัวเองไปไหนไม่ได้ไกลหรอก รัฐเองก็ไม่มีข้อมูลพอหรอก ไม่รู้ดี รัฐต้องเสริมช่องว่างกระจายความเป็นธรรม ชุมชนมีส่วนเสริมช่องว่าง ดูแลกันเอง ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน"
 
 -2-
 
 บรรดาหนังสือทั่วทั้งบรรณพิภพ บางประเภทขายดิบขายดี แต่ยังมีหนังสืออีกหลายประเภทที่ขายไม่ได้ หนึ่งในนั้น คือ  วรรณกรรม แม้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสือขายดีที่สุดในงานสัปดาห์หนังสือ แต่ถ้าจำแนกกันตามจริงแล้ว วรรณกรรมขนานแท้หรือที่เรียกว่าหนังสือซีเรียสไม่มีทางติดโผหนังสือขายดีแน่นอน ทั้งนี้ อาจเพราะระบบตลาดไม่เสรีก็เป็นได้
 
 รวี สิริอิสสระนันท์ แห่งวารสารหนังสือใต้ดิน อธิบายธุรกิจหนังสือไว้อย่างน่าสนใจ ว่า การพิมพ์หนังสือเป็นได้ทั้งกิจกรรมและธุรกิจ ขึ้นอยู่กับใครตีความ หากเป็นผู้พิมพ์หนังสือซีเรียสส่วนมากมองเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองแรงปรารถนาทางปัญญา ไม่หวังผลสำเร็จทางธุรกิจ (เพราะหวังยาก)
 
 แต่อีกมุมหนึ่งก็มีผู้พิมพ์มากมายมองหนังสือเป็นธุรกิจ มองหนังสือเป็นสินค้า ซึ่งรวีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง "ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือหนังสือไม่ใช่สินค้า การมองหนังสือเป็นสินค้านำไปสู่ความเข้าใจผิด"
 
 รวี อธิบายว่า การมองหนังสือเป็นสินค้า คือ การมุ่งขายหนังสือในฐานะวัตถุทางการค้า โดยยึดยอดขายเป็นศูนย์กลาง เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะการทำหนังสือไม่ใช่สินค้า สิ่งที่คนซื้อหนังสือต้องการไม่ได้อยู่ในหนังสือทั้งหมด ไม่อยู่ที่หมึก กระดาษ หรือแม้แต่เนื้อหาในหนังสือ ไม่ใช่ทั้งหมดที่คนอ่านต้องการจริงๆ สิ่งที่นำมาใช้จริงๆ อาจมีแค่ 2 ย่อหน้าเท่านั้น หลายแง่มุมที่คิดได้ มาจากการอ่าน ไม่ได้อยู่ในหนังสือ
 
 ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ โครงสร้างการขายปลีกของไทยเป็นแบบแนวดิ่ง ร้านหนังสือเจ้าหลักเป็นทั้งสำนักพิมพ์และเป็นผู้จัดจำหน่ายด้วย ซึ่งในระบบตลาดเสรีการทำธุรกิจแนวดิ่งต้องถูกควบคุม แต่ประเทศไทยไม่มี
 
 "ในต่างประเทศร้านหนังสือคือร้านหนังสือ ไม่เปิดเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นธุรกิจคนละประเภท โครงสร้างแบบแนวดิ่งจะทำให้แรงผลักดันการขายหนังสือมาจากผู้พิมพ์เป็นหลัก นี่เป็นโครงสร้างการขายปลีกของเรา ไม่มีผู้จัดจำหน่ายอาชีพ ไม่มีร้านหนังสืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน"
 
 มิหนำซ้ำระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของบ้านเรายังเป็นระบบทุนอุปถัมภ์ เป็นระบบที่ใช้สายสัมพันธ์ รวี บอกว่าระบบของไทย คือ การขอและให้สัมปทานแบบเส้นสาย ไม่ใช่ความสามารถการผลิตแล้วนำไปแข่งขันในตลาดเสรี
 
 "ที่พูดกันว่าประเทศนี้เป็นทุนนิยมเสรี บ้าหรือเปล่า ประเทศนี้เป็นระบบทุนนิยมเสรีตั้งแต่เมื่อไร ในสังคมเต็มไปด้วยการแทรกแซง เต็มไปด้วยการอุดหนุน ไม่มีความสามารถในการแข่งขันตามทฤษฎีอยู่จริง"
 
 -3-
 
 ถกเรื่องปัญหาจนบางคนเริ่มเหนื่อยหน่ายระทดท้อ แต่ถ้าหากจับจุดได้ และรู้ว่าตลาดของหนังสือตนเป็นอย่างไร แค่ซื้อใจนักอ่านก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหมือนที่ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนมือฉมังซึ่งสวมหัวโขนหลายใบ ทั้งนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ เคล็ด (ไม่) ลับของ วินทร์ คือสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างสำนักพิมพ์กับผู้อ่าน หรือนักเขียนกับผู้อ่าน วิธีนี้เหมาะยิ่งนักสำหรับหนังสือที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม
 
 นอกจากนี้นักเขียนคนดังยังเปิดเผยอีกด้วยว่า "นักอ่านในเมืองไทยเป็นแบบปากต่อปาก ถ้ารักษาดีๆ ก็อยู่ได้"
 
 หากยังไม่หนำใจ ต้องการกำลังใจจากผู้ผลิตที่ล้มแล้วลุกได้ ชนิดเจ็บมาเยอะ...ปวดมาเยอะ...ต้องพบกับบรรณาธิการและนักเขียนคนนี้ เอก อัคคี ด้วยไฟแรงซึ่งคุกรุ่นตลอด 16 ปีที่ทำงานที่สยามอินเตอร์บุ๊ค วันหนึ่งเขายอมขายทรัพย์สินเพื่อออกไปโบยบินสู่น่านฟ้าบรรณพิภพ แต่จะร่อนลมได้นานแค่ไหน หรือต้องหล่นมาเจ็บหนัก เจ้าของนามปากกา Mr.QC มีคำตอบ
 
 "ผมอยู่สยามอินเตอร์บุ๊คมา 16 ปี ก็เกิดอาการของขึ้น อยากทำสำนักพิมพ์ของตัวเองแล้ว ก็ไปลาออก เอาบ้านไปจำนอง ได้เงินมาล้านกว่าบาท อยากทดลอง ผมเคยอยู่ร้านหนังสือมาก่อน เป็นพนักงานขาย ต่อมาได้เขียนหนังสือเรื่อง 'ใครๆ ก็อยากเปิดร้านหนังสือ' ใช้นามปากกา Mr.QC ขายดีก็เลยคิดว่าตัวเองเอาอยู่ จนทุกวันนี้ ก็ยังเป็นหนี้อยู่
 
 พอได้เงินมาก็ทำสำนักพิมพ์เล็กๆ เจ้านายบอก คิดดีแล้วหรือ ผมก็บอกว่าอยู่มา 16 ปี มีเครือข่าย สายส่งรู้จักหมด โรงพิมพ์ก็รู้จัก เจ๊งครับ พอเรามาทำเองทุกอย่างมีต้นทุน ค่าออกแบบปก จัดรูปเล่ม ตรวจทานอักษร ค่าโรงพิมพ์ ยิ่งเป็นวรรณกรรม เราต้องทำใจว่าจะขายไม่ได้ ในโลกธุรกิจหนังสือเป็นโลกสองโลกในใบเดียวกัน ธุรกิจหนังสือเป็นอุตสาหกรรม โลกวรรณกรรมเป็นโลกของคนตัวเล็กๆ ที่มีความสุขในเรื่องเล็กๆ ที่ตัวเองชอบ เพราะฉะนั้นอย่าไปโวยวายในโลก mass ที่เป็นธุรกิจใหญ่ ผมทำมาประมาณปีกว่า เจ้านายก็เรียกกลับ พอใจหรือยัง เงินหมดแล้วใช่ไหม ก็กลับมาบริหารสำนักพิมพ์ในเครือสยามอินเตอร์บุ๊ค
 
 สำนักพิมพ์เล็ก ถ้าคนที่อยากทำก็ทำได้ แต่เราต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ด้วย และต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ดี อะไรทำเองได้ก็ทำ ตรวจทานเองได้ก็ตรวจ เขียนเองได้ยิ่งดี ถ้าไม่ฝันจะเข้าตลาดหุ้นก็ขอให้โชคดีครับ"
 
 ปิดท้ายด้วยกำลังใจจากบรรณาธิการมากฝีมือ เรืองเดช จันทรคีรี แต่ไม่รับปากว่าจะสร้างกำลังใจหรือทิ่มแทงใจจนเลือดไหลซิบๆ
 
 เรืองเดช บอกว่า "มี 3 ทาง คือ เลิกเลย เลิกไปทำอาชีพอื่น สอง อย่าเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก คุณต้องไปหาทุนใหญ่มาทำสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ แต่ถ้าใหญ่ไม่จริงตอนนี้ก็อาจจะเจ็บหนัก เว้นเสียแต่ว่า สาม มีระบบคนใหญ่เอื้อคนเล็กๆ แต่มันไม่ใช่ระบบ ระบบในประเทศไทยคือจะกินคนเดียว สวมหมวกก็สวมหลายชั้น เพราะคนอ่านหนังสือคนไทยน้อย เขาจึงต้องหากำไรจากหลายๆ ชั้น แต่ถ้าคนไทยอ่านหนังสือเยอะเขาก็อาจไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้"
 
 แม้แสงไฟที่ปลายอุโมงค์จะไม่สว่างไสวมากนัก แต่ประกายแสงเพียงเล็กน้อยก็มากพอจะนำทางสู่หมุดหมายแห่งความสำเร็จได้ แค่เล็งสายตาไปยังประกายแสงนั้นแล้วเดินหน้าต่อ จะแสงสลัวหรือสดใสก็กำลังรอนักเดินทางในความมืดที่ปลายอุโมงค์เหมือนกัน
 
โดย ปริญญา ชาวสมุน
http://www.bangkokbiznews.com
แนะนำเมื่อ 29ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,277,928 ครั้ง