แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

มหาตมา คานธี: รักคนที่เขาเกลียดเราดีกว่า

 

 
ผมเคยคิดว่า ‘อหิงสา’ คือยี่ห้อยาหม่อง
 
แต่หลังจากโตขึ้น รูหูพอจะได้ยินได้ฟังอะไรมากขึ้นบ้างตามอายุที่พูนพอก ผมมักจะสดับรับเสียงใส่รูหูทั้งสองเป็นคำคล้องจองติดกันราวกับฝาแฝดที่ยังไม่มีหมอมาผ่าให้แยกออกจากกัน สองคำนั้นคือคำว่า ‘อหิงสา-อโหสิ’
 
นิสัยไม่ค่อยดีอีกอย่างของผมคือ ไม่ค่อยยอมเปิดหาความหมายจากพจนานุกรมสักเท่าไหร่ แต่ชอบหาความหมายของคำที่ไม่เข้าใจตามหน้าหนังสือต่างๆ มากกว่า
 
ข้อแย่คือ ช้า, แต่ข้อดีคือ มักจะเจออะไรนอกเหนือจากคำที่หาอยู่เป็นประจำ
 
วันหนึ่งวันนั้น (ท่านผู้อ่านไม่ควรถามว่าวันไหน เพราะผมไม่ได้กะบันทึกไว้เป็นหลักฐานเอาไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง ยิ่งสำหรับท่านผู้อ่านผมยิ่งไม่คิดจะบันทึกไว้เข้าไปใหญ่) ผมเกิดอยาก
 
รู้จักคำว่า ‘อหิงสา’ ขึ้นมา แน่นอนว่า ไม่มีชายหนุ่มผู้ไหนที่ควรค่าแก่การโผเข้าใส่แล้วซบลงบนอกเท่ากับชายชาวอินเดีย หัวเหม่ง วางแว่นตากลมไว้บนจมูกงุ้มคนนี้...มหาตมา คานธี
 
ผมได้รู้จักท่านผ่านการทรานสเลทของ อ.กรุณา- อ.เรืองอุไร กุศลาสัย ในหนังสือเล่มหนาชื่อว่า “โลกทั้งผองพี่น้องกัน”
 
เป็นหนังสือที่มีพลังเปลี่ยนความคิดและจิตใจของคนร้ายให้กลายเป็นดีได้
 
อะแฮ่ม...กระผมก็เป็นตัวอย่างที่ดีคนหนึ่ง :D
 
แน่นอนว่าผมไม่ผิดหวัง ได้พบเจอความหมายของคำว่า ‘อหิงสา’ สมใจ แถมยังได้อะไรติดหัวกลับมาให้ขบ+คิดอีกมากมายหลายประเด็น
 
ผมเพิ่งรู้วันนั้นเองว่า
 
“การไม่ใช้ความรุนแรง เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์มี อหิงสามีอำนาจยิ่งกว่าศัสตราวุธใดๆ ที่มนุษย์จะคิดค้นได้”
 
หลังจากนั้นผมก็ได้ลองนำ ‘พลัง’ นี้ไปใช้ ซึ่งปรากฏว่าได้ผล
 
ทุกครั้งที่ท่านผู้ปกครองของผมอ้าปากด่าว่าสิ่งใด ผม (ซึ่งขณะนั้นยังละอ่อนวัยยิ่ง) ก็พยายามกระทำตัวเลียนแบบมหาตมา คานธี ด้วยวิธีนิ่งเงียบและรับฟังโดยไม่ถกเถียงใดๆ ไม่นานไฟที่ลุกโหมกระพือแผดแดงเดือดก็ถูกดับลงด้วยน้ำหลายอึกใหญ่ที่ถูกซดลงไปในลำคอ
 
ท่านแม่และท่านพ่อ คอแห้งและขี้เกียจบ่นว่า เพราะเห็นว่าไม่น่าสนุก ลูกมันไม่ยอมเถียงกลับเลยซักแอะ หลังจากผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาหลายครั้ง ผมก็เริ่มเชื่อมั่นในวิถีอหิงสา
 
ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ผมเองก็ไม่ต่างกับที่คานธีได้เขียนเอาไว้ว่า
 
“ข้าพเจ้านั้นมิใช่สามารถเอาชนะความโกรธของตนเองได้เสมอไป เป็นแต่เพียงว่าข้าพเจ้ามักจะควบคุมความโกรธได้เสมอ”
 
และนี่คือสิ่งสำคัญ ถ้าเราจะอยู่ด้วยกัน (กรุณาร้องตามทำนองเพลง) อย่างที่พี่คานธีบอก เราอาจไม่จำเป็นต้องเอาชนะคะคานกับความโกรธได้อย่างหมดจดเหมือนผงซักฟอกลอกคราบสกปรก เพียงแต่เราควบคุมมันไม่ให้อาละวาดฟาดงวงฟาดงาใส่คู่กรณีก็น่าจะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย และ...เมื่อเวลาผ่านไป ความโกรธก็จะหายต๋อมไปราวกับไม่เคยแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกัน
 
แต่ไม่เท่านั้น, พี่คานธียังบอกอีกว่า
 
“การรักและมีเมตตาเฉพาะแก่ผู้ที่รักเราเท่านั้น ไม่ใช่อหิงสา การรักและมีเมตตาแก่ผู้ที่เกลียดเรา นั่นแหละคืออหิงสา”
 
โอ้โหพี่ อันนี้ยากไม่ใช่เล่น
 
การที่จะให้เรากัดฟันนั่งกำหมัดโดยไม่ยัดใส่ใบหน้าของศัตรูที่เยาะเย้ยแยกยิ้มยียวนกวนบาทาตรงหน้าเรา มันไม่ใช่อะไรที่จะทำกันง่ายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปากลิงผู้หิวโหย
 
ยิ่งในดีกรีที่มากขึ้น หากบุคคลผู้นั้นเกลียดเราขนาดที่ด่าว่าเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง เราจะยังทนฟังทนได้ยิน ได้อีกหรือ?
 
แน่นอนว่า หากเราถือเอาตัวเองเป็นใหญ่ สำคัญตัวเองว่าเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ ใครโกรธใครเกลียดก็โกรธเคืองคิดแค้น พอมีแค้นก็ต้องล้าง ปัญหาตรงหน้ามันก็ย่อมใหญ่กว่าที่คิด ใหญ่กว่าที่มันเป็นจริง
 
ทั้งที่จริง, คำพูดไม่ดี และความโกรธเกลียดทั้งหลายจากฝ่ายตรงข้ามอาจไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไร หากเราแกล้งทำไม่สนใจและนั่งนิ่งยิ้มให้ ลองดูว่าเขาจะทนเกลียดเราไปได้สักแค่ไหน
 
คนเราจะใช้ความรุนแรงกับอีกฝ่ายได้นานแค่ไหนกัน ถ้าคนคนนั้นไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมาให้รุกเร้าสืบสาวต่อไป
 
ขนาดกองทัพอังกฤษผู้เกรียงไกรยังพ่ายแพ้ต่อวิถีอหิงสาของมหาตมา คานธี มาแล้ว
 
...
 
เมื่อไม่สนใจ, คำพูดไม่ดี และความเกลียดชังเหล่านั้นก็จะหดเหลือแค่ตุ่มแผลจากยุงตัวจิ๋ว
 
ซึ่งตุ่มเล็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้รักษายากเย็นอะไรนักหนา
 
แค่เปิดฝาแล้วลงมือทายาหม่องยี่ห้อ ‘อหิงสา’
 
ไม่ช้า ตุ่มก็ยุบ.
 
โดย นิ้วกลม
แนะนำเมื่อ 28ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,150,047 ครั้ง