แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย

 

 
หากพิจารณาเพียงผิวเผิน หนังสือก็เป็นสินค้าประเภทหนึ่ง แต่แท้ที่จริง หนังสือมีความแตกต่างจากสินค้าเพื่อการบริโภคทั่วไปตรงที่เป็นสินค้าที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและปัญญา หนังสือดีมีมูลค่าใช้สอยที่เป็นประโยชน์ และประโยชน์ที่ว่าไม่ได้ตกอยู่กับตัวคนอ่านเองเท่านั้น แต่สร้างประโยชน์ต่อสังคมอีกทอดหนึ่งด้วย
 
หากผู้คนในสังคมอ่านหนังสือมาก ฉลาดรอบรู้ขึ้นมาก คน – ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะแรงงาน ผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้กำหนดนโยบาย หรือพลเมือง – ก็มีคุณภาพมากขึ้น สังคมย่อมมีคุณภาพมากขึ้นตามไปด้วย นักเศรษฐศาสตร์เรียกกิจกรรมที่มีลักษณะเช่นนี้ว่าส่งผลกระทบภายนอกด้านบวก (Positive Externality) ซึ่งหมายถึง กิจกรรมที่การผลิตหรือการบริโภคไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะต่อตัวผู้ผลิตหรือผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น แต่สังคมส่วนรวมได้ประโยชน์ด้วยพร้อมกัน
 
บางคนอาจจะไม่ได้มองหนังสือเป็นแค่สินค้าเพื่อการบริโภคด้วยซ้ำ แต่มองการซื้อหนังสือเหมือนเป็น “การลงทุน” เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น เป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น เพิ่มศักยภาพในการทำงาน ทำให้เราเก่งขึ้น มีฝีมือขึ้น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้ตัวคนอ่านในอนาคตได้ด้วย
 
ในปัจจุบัน วงการหนังสือก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ที่ระบบทุนนิยมหรือระบบตลาดเข้ามามีอิทธิพลครอบงำมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดหนังสือขยายตัวมากขึ้นทุกปี จากข้อมูล “ที่สุดในธุรกิจหนังสือ ปี 2552” ซึ่งรวบรวมโดยบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน) พบว่า ในปี 2552 มีหนังสือออกใหม่ที่ขอ ISBN จากหอสมุดแห่งชาติประมาณ 26,745 ปก ในจำนวนนี้เข้าร้านหนังสือ(ซีเอ็ดบุ๊คเซนเตอร์) 13,624 ปก เฉลี่ยแล้วมีหนังสือออกใหม่วันละ 37 เล่ม และแนวโน้มการเติบโตอยู่ในระดับใกล้เคียงกันนี้มาตลอด 10 ปีหลัง
 
จากข้อมูลพื้นฐานดังกล่าว คำถามตามมาที่น่าสนใจคือ
 
หนึ่ง ตลาดหนังสือที่ว่าเติบโตขึ้นเป็นหนังสือประเภทใด ผู้ผลิตนิยมผลิตหนังสืออะไร เป็นหนังสือที่ให้ปัญญามากน้อยเพียงใด
 
สอง คนซื้อนิยมซื้อหนังสืออะไร เพราะอะไร ซื้อแล้วได้อ่านหนังสือหรือไม่
 
สาม การกระจายผลได้หรือส่วนเกินจากตลาดหนังสือที่เติบโตขึ้น เป็นไปอย่างเป็นธรรมระหว่างตัวละครต่างๆ ในตลาดหนังสือ (นักเขียน สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือ) เพียงไร อย่างไร เค้กส่วนใหญ่ตกอยู่กับใคร ผลได้จากความเฟื่องฟูของธุรกิจหนังสือกระจุกตัวอยู่แต่กับผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งมีอำนาจในตลาดหนังสือมากและประกอบธุรกิจครบวงจรเท่านั้นหรือไม่ ขณะที่ชีวิตของผู้ผลิตรายเล็กหรือผู้ผลิตอิสระกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ อย่างไร
 
ลำพังการดูตัวเลขในภาพรวม อาจจะยังไม่เพียงพอในการสรุปว่า สถานการณ์ของธุรกิจหนังสือในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้น่าพอใจแล้ว หากควรพิจารณาประเด็นปลีกย่อยข้างต้นว่า หนังสือประเภทใดเติบโต ใครเติบโต และตลาดหนังสือภายใต้ระบบทุนนิยมไทยตอบสนองเชิงปัญญาหรือไม่ อย่างไร
 
บทบาทของรัฐในธุรกิจหนังสือ
 
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสนอว่า สำหรับสินค้าที่ส่งผลกระทบภายนอกด้านบวกต่อสังคมไม่ว่าจะในแง่การผลิตหรือการบริโภค รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทสนับสนุนเพื่อให้มีการผลิตและการบริโภคจำนวนมาก เพราะสังคมจะได้ประโยชน์ไปด้วยพร้อมกัน หากรัฐบาลไม่เข้ามามีบทบาทสนับสนุนอย่างเหมาะสม ราคาสินค้าจะอยู่ในระดับสูงเกินไป ซึ่งกีดกันการเข้าถึงของผู้บริโภค ผู้คนในสังคมจะอ่านหนังสือน้อยเกินไปกว่าระดับที่สังคมได้ประโยชน์สูงสุด
 
ตรรกะที่รัฐบาลควรจะเข้ามาสนับสนุนวงการหนังสือ เป็นตรรกะที่ใกล้เคียงกันกับการเข้ามาลงทุนในมหาวิทยาลัยรัฐและโรงพยาบาลรัฐ แต่วิธีไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้ามาเป็นผู้ผลิตหนังสือเสียเอง เพราะผู้ผลิตเอกชนในตลาดมีจำนวนมากแล้ว ทำหน้าที่ได้ดี และโครงสร้างตลาดก็มีการแข่งขันในระดับที่น่าพอใจ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนของทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้ตลาดหนังสือขยายตัวมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษีอย่างการลดภาษีกระดาษ หรือการอนุญาตให้นำรายจ่ายซื้อหนังสือไปหักลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น โจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้หนังสือราคาถูกลง ให้คนเข้าถึงตลาดหนังสือได้มากขึ้น
 
นอกจากนั้น โจทย์สำคัญอีกโจทย์หนึ่งคือ ทำอย่างไรให้หนังสือประเภทที่ “ตลาดไม่ทำงาน” สามารถอยู่ได้ภายใต้ระบบตลาดด้วย หนังสือประเภทนี้คือ เหล่าหนังสือดีมีคุณภาพให้ปัญญา แต่ขายยากหรือขายไม่ได้ เพราะไม่เป็นที่นิยมของตลาดทั่วไป
 
ไม่ใช่ว่าใครทำหนังสือดี ต้องเจ๊งทุกรายไป เพราะตลาดไม่อ่าน ตลาดสนใจหนังสือแบบอื่น เช่น หนังสือแฉชีวิตรักส่วนตัว หนังสือที่เป็นสินค้าทอล์คออฟเดอะทาวน์ แต่ตลาดมักไม่ค่อยเห็นค่าของหนังสือดีมีคุณภาพให้ปัญญา ทำอย่างไรให้หนังสือประเภทหลังอยู่รอดได้ด้วย มิพักต้องพูดถึงว่า สำนักพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือดีมีคุณภาพจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มคนทำหนังสือขนาดเล็กและอิสระ แต่กลับต้องแบกรับภาระทางการเงินอย่างหนัก
 
ในประเด็นนี้ ภาครัฐอาจเข้ามาช่วยเรื่องการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เช่น ใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนรัฐหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ มีส่วนร่วมในการให้ทุนสนับสนุนผู้ผลิตรายเล็กที่ผลิตหนังสือดีมีคุณค่า หรือการันตีรับซื้อหนังสือจำนวนหนึ่งเมื่อผลิตแล้วเสร็จ
 
ตลาดหนังสือมีผู้เล่นหลายระดับ การสนับสนุนจึงควรพิจารณาจากสองมิติคือ ขนาดของผู้ประกอบการ และประเภทของหนังสือที่ควรสนับสนุน สำหรับผู้ผลิตรายใหญ่ซึ่งมีสายป่านยาว มีกำลังทุนมากเพียงพอ และมีกลไกที่ครบวงจร และ/หรือ สำหรับหนังสือประเภทที่ตลาดทำงานได้ดีอยู่แล้ว อาจไม่ใช่เป้าหมายหลักของการสนับสนุน
 
มาตรการสนับสนุนวงการหนังสือหลายมาตรการไม่ใช่เรื่องใหม่ เราได้ยินกันมานาน แต่แทบไม่มีความคืบหน้า เป็นเพียงคำพูดสวยหรูเท่านั้น วงการหนังสือควรกดดันผลักดันกันไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความช่วยเหลืออีกหลายมาตรการ เช่น การให้ทุนสนับสนุนผู้ผลิตหนังสือดี อาจฟังดูดีในเชิงหลักการ แต่พอปฏิบัติจริงในสังคมไทย อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
 
หากให้อำนาจการตัดสินใจอยู่กับฝ่ายรัฐ มาตรการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐเข้าใจวงการหนังสือมากน้อยเพียงใด รู้จักตัวละครในตลาดมากน้อยเพียงใด รสนิยมของภาครัฐเป็นอย่างไร กระบวนการช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ กระบวนการจัดสรรทุนสนับสนุนเป็นอย่างไร ใครเป็นกรรมการ กรรมการมีที่มาอย่างไร ใครเป็นผู้มีสิทธิยื่นขอทุน เฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเท่านั้นหรือไม่ ขอทุนทำหนังสือประเภทใดได้บ้าง แล้วจะนิยามเรื่องต่างๆ กันอย่างไร ไม่ว่านิยามของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก หรือนิยามของหนังสือดีมีคุณภาพ
 
ประเด็นเหล่านี้เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม และเป็นช่องทางสำหรับการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเรียนรู้ว่าไม่ควรไว้ใจองค์ความรู้และรสนิยมของภาครัฐเรื่องหนังสือ (และวัฒนธรรมอื่นๆ) เท่าใดนัก
 
คำถามรากฐานของธุรกิจหนังสือ
 
พ้นไปจากเรื่องบทบาทของภาครัฐที่กล่าวถึงแล้ว ปัจจัยเชิง “วัฒนธรรม” ก็ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจหนังสือ คำถามรากฐานคือ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการอ่านหรือไม่ เป็นสังคมที่ผู้คนแสวงหาความรู้ด้วยการอ่านหรือไม่ หรือคนไทยหาความรู้และข้อมูลด้วยการฟังการพูดคุยเป็นหลัก แต่ไม่อ่านหนังสือ
 
ประเด็นนี้โยงไปถึงคำถามที่ว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่คาดหวังหรือต้องการอะไรจากการอ่าน ทำไมพวกเขาจึงคาดหวังหรือต้องการเช่นนั้น สาเหตุแห่งความล้มเหลวของวงการหนังสือที่ผ่านมาเป็นเพราะผู้อ่านไม่มีตัวเลือก ไม่มีหนังสือดีพอในตลาด หรือเป็นเพราะวัฒนธรรมการอ่านที่ถูกปลูกฝังกันมาทำให้สนใจอ่านแต่หนังสือแบบพิมพ์นิยมหรือประชานิยมเป็นหลัก หรือว่าเอาเข้าจริง คนอ่านเขาไม่ได้คิดอยากจะซื้อหนังสือ แต่มองหนังสือเป็นเพียงแค่สินค้า มีหน้าที่ให้ความบันเทิง อยากซื้อเรื่องราวข่าวฉาว อยากซื้อสิ่งของที่ถูกพูดถึง อยากก้าวทันแฟชั่น อยากซื้อเพื่อให้พูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง หรืออยากซื้อเพราะใครๆก็ซื้อกัน
 
หากวัฒนธรรมการอ่านเป็นดังประการหลังๆ ตลาดหนังสือจริงๆ ที่เป็นหนังสือดีมีคุณภาพ คงอยู่อย่างลำบาก จะให้รัฐบาลช่วยเหลือมากเพียงใดก็คงถมไม่มีวันเต็ม
 
มิใช่ว่าจะกล่าวโทษคนอ่านแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝั่งคนทำหนังสือเองก็ต้องตั้งคำถามตนเองเช่นกันว่า ได้วางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองไว้อย่างไร อยากทำหนังสือเพื่อขาย แสวงหากำไรเป็นสรณะ หรืออยากทำหนังสือเพื่อสร้างความรู้สร้างปัญญาแก่สังคม, ต้องการเพียงแค่เอาใจสังคม เดินไปเท่าที่สังคมไปถึง หรือต้องการมีบทบาทก้าวนำ ชี้นำ หรือเปลี่ยนแปลงสังคม
 
โดยรวมแล้ว ตลาดหนังสือในปัจจุบันจึงเป็นความบิดเบี้ยวของทั้งฝ่ายผู้บริโภคและผู้ผลิต รวมถึงภาครัฐด้วย
 
เพิ่มความหลากหลาย – ขยายตลาดหนังสือ
 
โจทย์ใหญ่ของวงการหนังสือไทยในปัจจุบันอีกประการหนึ่งก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตรายเล็กหรือผู้ผลิตอิสระที่ทำหนังสือดีแต่ตลาดไม่นิยม/ประชาไม่นิยม อยู่ได้ในตลาด ที่ผ่านมา เราปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามยถากรรม แบกอุดมคติและภาระจนหลังแอ่น หมดแรงเมื่อใดก็เลิกทำกันไป หรือไม่ก็ต้องวิ่งหาเงินด้วยสารพัดวิธีเพื่อมาทำหนังสือที่เขารัก
 
ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในเชิงโครงสร้าง ผ่านการออกแบบระบบภาษี ระบบให้ทุนสนับสนุน ระบบสินเชื่อราคาถูก ฯลฯ ที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตหนังสือดีมีคุณภาพ โจทย์หลักคือ จะออกแบบกฎกติกาอย่างไรให้ตลาดหนังสือมีความหลากหลาย ให้ตลาดหนังสือดีมีคุณค่าทางปัญญาคงอยู่ได้  และให้ผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กหรือผู้ผลิตหนังสืออิสระอยู่ได้
 
ผมอยากเห็นตลาดหนังสือที่มีความหลากหลาย มีทางเลือกให้ผู้อ่านที่มีความหลากหลายเช่นกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าตลาดหนังสือควรจะมีแต่หนังสือคุณภาพเข้มข้น สูงส่งทางปัญญา ต้องปีนบันไดกันขึ้นไปอ่านอยู่บนหอคอยเท่านั้น หรือไม่ใช่ว่าจะดูถูกหนังสือประชานิยมทั้งหลาย ผมเพียงแต่จะบอกว่า ในฐานะคนอ่าน เราอยากอ่านหนังสือที่หลากหลาย ตอบสนองรสนิยมคนหลายๆประเภท ตอบสนองความสนใจหรือการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ใครอยากอ่านอะไรแนวไหนก็มีให้เลือกอ่าน ซึ่งโครงสร้างตลาดหนังสือในปัจจุบันไม่ได้มีคุณลักษณะเช่นนี้ เพราะนับวันกลับยิ่งทำลายความหลากหลาย ไม่มีพื้นที่ให้หนังสือบางประเภท(หรือหลายประเภท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือดีมีคุณภาพ
 
เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ทำอย่างไรที่จะให้ตลาดหนังสือมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก ผมคิดว่าตลาดหนังสือยังเติบโตได้อีกมาก ยอดพิมพ์หนังสือปกติทั่วไปประมาณ 2,000-3,000 เล่ม ผมคิดว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม ตลาดหนังสือไทยควรจะใหญ่ขึ้นได้อีก ซึ่งจะทำให้นักเขียนอยู่ได้มากขึ้นจากค่าลิขสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น สำนักพิมพ์ก็อยู่ได้มากขึ้นจากการขาย โจทย์ใหญ่คือจะทำให้เค้กทั้งก้อนใหญ่ขึ้นได้อย่างไร นอกเหนือจากโจทย์เรื่องจะแบ่งเค้กกันอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงได้อย่างไร ซึ่งได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้ว
 
วิธีทำให้เค้กทั้งก้อนใหญ่ขึ้นคงไปหวังพึ่งภาครัฐเป็นหลักไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมการหาแสวงความรู้ด้วยการอ่านของผู้บริโภคมากกว่า รวมถึงกระบวนการศึกษาหาความรู้ของระบบการศึกษาไทยด้วย
 
ทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
 
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหนังสือทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ประเด็นสำคัญที่ผมย้ำเสมอคือ ในกรณีของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก สำนักพิมพ์คุณภาพ นักเขียนคุณภาพ แต่ไม่ขายจะอยู่อย่างไร ข้อมูลของบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน) ปี 2552 ชี้ว่า ประเภทของหนังสือที่พิมพ์ออกมามากที่สุด คนซื้อมากที่สุด และเติบโตมากที่สุด คือหนังสือวรรณกรรม น่าสนใจว่าวรรณกรรมที่ว่าคือวรรณกรรมลักษณะใด หากมิใช่วรรณกรรมวัยรุ่นหรือวรรณกรรมแปลชื่อดัง สภาพการณ์อาจจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ความเฟื่องฟูดังกล่าวคงไม่ใช่วรรณกรรมในความหมายที่คอหนังสือเข้าใจ ดังเช่น หนังสือชุดวรรณกรรมไทยของแพรวสำนักพิมพ์ภายใต้การดูแลของจตุพล บุญพรัด วรรณกรรมของสำนักพิมพ์สามัญชนของเวียง วชิระ บัวสนธ์ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมของนิวัต พุทธประสาท หรือกวีนิพนธ์ของสำนักพิมพ์ชายขอบของสฤณี อาชวานันทกุล ฯลฯ เป็นแน่
 
เรามักฝากความหวังของวงการหนังสือกับคน เรียกร้องให้คนทำหนังสือดี เรียกร้องให้คนอ่านหนังสือดี แต่เราไม่ค่อยตั้งความหวังไว้กับระบบ วงการหนังสือไทยรอแต่คนดีกับคนบ้า ที่กล้าทำอะไรสวนตลาด โจทย์สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้ระบบขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง หวังพึ่งแค่รัฐไม่ได้ มิหนำซ้ำถ้าภาครัฐมีบทบาทสูงในเชิงกำกับดูแลว่า หนังสือเล่มไหนดี เล่มไหนไม่ดี ผมก็มองด้วยสายตากริ่งเกรงว่า ภาครัฐมีปัญญาตัดสินเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะจากบทบาทที่ผ่านมาสะท้อนว่าภาครัฐไม่มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาเรื่องศิลปวัฒนธรรมมากนัก
 
ทางออกที่ยั่งยืนกว่าควรย้อนกลับมายังวงการหนังสือด้วยกันเอง ว่าทั้งวงการจะช่วยกันขับเคลื่อนระบบให้ตลาดหนังสือทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น ชุมชนคนหนังสือร่วมมือกันแข็งขันขึ้นได้อย่างไร สำนักพิมพ์ใหญ่ บริษัทใหญ่หลายแห่งพูดถึงเรื่องซีเอสอาร์ แต่ซีเอสอาร์ของหลายบริษัทที่ทำกันมาเป็นซีเอสอาร์ปลายทาง เช่น นำหนังสือไปบริจาคบ้าง แต่ซีเอสอาร์แท้ๆ ที่ต้นทางก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เช่น ปีหนึ่งช่วยแบ่งสรรเงินสักก้อนมาพิมพ์หนังสือดีๆ ที่คิดว่าขายไม่ได้ง่ายๆในตลาด แต่มีคุณค่าสูง บ้างจะได้ไหม
 
หรือจะใช้โมเดลให้คนในวงการหนังสือร่วมกันลงขันตั้งกองทุนเงินสนับสนุนการจัดทำหนังสือดี จะมีสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพก็ได้ หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในวงการหนังสือเป็นเจ้าภาพก็ได้ รัฐบาลจะช่วยสมทบเงินส่วนหนึ่งในอัตราส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเงินลงขันของเอกชนก็ว่ากัน สมาชิกของสมาคมอาจจะช่วยสมทบลงขันกันตามกำลังความสามารถและศรัทธา แล้วให้คนในวงการหนังสือบริหารจัดการเงินก้อนนี้กันเอง ตั้งคณะกรรมการกองทุน กรรมการอาจจะมาจากตัวแทนผู้ลงขันรายใหญ่จำนวนหนึ่ง มีตัวแทนภาครัฐอยู่ได้บ้าง ตัวแทนผู้ผลิตขนาดเล็ก และมีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งในหมู่สมาชิกด้วยกันเอง มีหน้าที่พิจารณาให้ทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือดีมีคุณค่าที่ตลาดไม่ทำงาน
 
การดูแลกันเองของวงการหนังสือน่าจะดีกว่าการให้รัฐบาลมากำกับดูแล เพราะจริงๆ แล้วรัฐบาลไม่เข้าใจหรอกว่า วงการหนังสือเป็นอย่างไร ต้องให้คนในวงการหนังสือมาดูแลและช่วยเหลือกันเองเป็นหลัก แต่ถามกลับว่าผู้ผลิตรายใหญ่ทุนหนายินดีเสียสละไหมในเรื่องกองทุน สมาคมผู้ผลิตฯ มีศักยภาพพอในการจัดการหรือไม่ คนในธุรกิจหนังสือพร้อมที่จะดูแลจัดการกันเองหรือยัง สามารถสรรหาคณะกรรมการที่น่าเชื่อถือกันเองได้ไหม
 
นี่เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของคนในวงการหนังสือด้วยกันเอง
 
ร้านหนังสือทางเลือก
 
นอกจากโจทย์หลักที่ตั้งไว้ในช่วงต้นว่า ทำอย่างไรให้กลุ่มคนทำหนังสือทางเลือกที่มีคุณภาพอยู่รอดได้ท่ามกลางคลื่นลมทุนนิยมแล้ว อีกโจทย์หนึ่งที่สำคัญมากคือ ทำอย่างไรให้ร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กหรือร้านหนังสือทางเลือกอยู่รอดได้
 
แม้ร้านหนังสือมีอยู่จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นร้านเชนสโตร์ที่มีอำนาจต่อรองสูง สำหรับร้านใหญ่ยักษ์บางเจ้า หลายคนไม่กล้าเรียกว่าเป็น “ร้านหนังสือ” เพราะมันไม่มีจิตวิญญาณร้านหนังสือ ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่เอาหนังสือในฐานะสินค้าชิ้นหนึ่งมาวางขาย คนขายไม่อ่านหนังสือ ไม่รู้จักหนังสือ จนวางหนังสือผิดที่ผิดทางไปหมด
 
วีรกรรมคลาสสิกที่เคยพบเจอในร้านหนังสือทุนหนาเหล่านี้ เช่น การวางหนังสือ ‘เห็นถั่วงอกเป็นดอกบัว’ หนังสือวิพากษ์ระบอบทักษิณของพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หรือหนังสือ ‘คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ’ หนังสือเศรษฐศาสตร์การเมืองของผมเอง ไว้ในหมวดเกษตรกรรม!
 
ยิ่งถ้าร้านเชนสโตร์ใหญ่ๆ เลือกวางแต่หนังสือที่ขายได้ขายดีตลาดนิยม ก็จะยิ่งกระทบคนทำหนังสือรายเล็กหรือคนทำหนังสือคุณภาพมากขึ้นไปอีก เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่จะ “ขายได้” หรือเปล่าเลย ขอแค่โอกาสให้ “ได้ขาย” ก่อน หลายเจ้าทำหนังสือเสร็จแล้วก็ยังไม่มีที่วางขาย บางร้านเห็นว่าขายยากเกินก็ไม่สั่งมาขาย หรือถ้าได้วางขาย (สักร้านละ 3-5 เล่มก็ดีใจกันสุดๆ แล้ว) ก็โชว์ปกขายได้ 1-2 สัปดาห์ ต่อมาก็ถูกหันสันขาย และโยกย้ายสู่พื้นที่ห่างไกลจากหน้าร้าน จนสุดท้ายก็เข้าสต็อกหลังร้าน แล้วคนทำหนังสือจะอยู่อย่างไร ถ้าหนังสือไม่ถูกวางให้คนอ่านได้มองเห็นและหยิบชม
 
งานสัปดาห์หนังสือจึงมีความสำคัญมากสำหรับคนทำหนังสือ เพราะได้เงินสดไปยืดลมหายใจทำหนังสือต่อ คนทำหนังสือเลยต้องแห่ขายหนังสือในงาน ปีหนึ่งมุ่งทำนา 2 ครั้ง (ตามศัพท์ของภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่ง openbooks) นาปีสำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเดือนมีนา-เมษา นาปรังสำหรับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติเดือนตุลา คนซื้อก็แห่มาซื้อลดราคาในงาน คนซื้อหนังสือตามร้านยิ่งน้อยลง ร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กที่ไม่ใช่เชนสไตร์ก็อยู่กันยากลำบากขึ้น
 
ปัจจุบันร้านหนังสือเล็กๆ ที่มีจิตวิญญาณร้านหนังสือ มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก อำนาจต่อรองต่ำ เผชิญค่าเช่าราคาแพง ตลาดหนังสือก็เล็กแค่นี้ ลดราคาสู้งานหนังสือก็ไม่ได้ เจ้าของร้านหนังสือจะอยู่อย่างไร ในประเทศที่คิดค่าเช่าร้านหนังสือเท่ากับร้านอาหารหรือร้านขายเสื้อผ้า ในประเทศที่ระบบธุรกิจหนังสือเดินได้ด้วยงานหนังสือปีละ 2 ครั้ง
 
คนทำร้านหนังสือก็ต้องขายกาแฟ อาหาร ขนม มาหารายได้เสริมกันไป ฝ่ายคนทำหนังสือก็ต้องอาศัยการออกเดินสายขายหนังสือตามงานสัมมนา งานอภิปราย และงานหนังสือเล็กๆ น้อยๆ ทั่วทุกพื้นที่ เพื่อหาเงินสดมาทำหนังสือต่อไป ดังเช่นโมเดลของชมรมหนังสือสัญจร ซึ่งสำนักพิมพ์ทางเลือกต่างๆ เช่น ฟ้าเดียวกัน อ่าน สามัญชน เวย์ ไบโอสโคป ไต้ฝุ่น สมมติ ฯลฯ รวมตัวกัน
 
หากท่านผู้อ่านต้องการช่วยส่งเสริมสร้างสรรค์ธุรกิจหนังสือให้สมดุลและยั่งยืนขึ้นก็โปรดช่วยซื้อหนังสือตามร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กโดยตรง ร้านทางเลือกเหล่านี้เปิดพื้นที่วางขายหนังสือดีมีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และดำเนินกิจการโดยคนรักหนังสือ เรียกว่าได้ช่วยทั้งคนทำหนังสือดีและคนขายหนังสือดีไปด้วยพร้อมกัน
 
ร้านเหล่านี้ในกรุงเทพมหานคร เช่น ร้านหนังสือเดินทาง (ผ่านฟ้า) ร้านประตูสีฟ้า (เอกมัย) ร้านก็องดิด (คอกวัว) ร้านศึกษิตสยาม (วัดราชบพิธ) ร้านริมขอบฟ้า (ราชดำเนิน) เป็นต้น ส่วนในต่างจังหวัด เช่น ร้านหนัง(สือ)2521 (ภูเก็ต) ร้านคาโมเมะ (นครราชสีมา) ร้านเล่า (อ.เมือง เชียงใหม่) ร้านสามัญชน (อ.หางดง เชียงใหม่) ร้านเอกาลิเต้ (ลำปาง) ร้านฟิลาเดลเฟีย (อุบลราชธานี) เป็นต้น
 
บทบาทของสมาคมนักเขียน
 
ที่ผ่านมา สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์แก่วงการมากมาย เช่น การอบรมการเขียน การสัมมนานักเขียน การยกย่องเชิดชูนักเขียนอาวุโส กิจกรรมพบปะนักอ่าน ฯลฯ ซึ่งผมรู้สึกเคารพนับถือทีมผู้บริหารสมาคมที่เสียสละมาทำงานส่วนรวมเพื่อพัฒนาวงการ
 
แต่ผมอยากให้สมาคมฯ ให้ความสนใจเรื่องการออกแบบ-ผลักดัน-เคลื่อนไหวในเชิงระบบมากขึ้น โดยเฉพาะทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิประโยชน์ของนักเขียนหรือเป็นตัวกลางในการรวมกลุ่มนักเขียนเพื่อต่อรองแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียนให้เป็นธรรมมากขึ้น กล่าวคือ ทำหน้าที่คล้ายจะเป็นสหภาพนักเขียนมากขึ้น (ในแง่นี้ อาจรวมถึง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการผลิตอื่นๆ ด้วย เช่น พนักงานพิสูจน์อักษร พนักงานออกแบบ พนักงานจัดหน้า บรรณาธิการเล่ม เป็นต้น)
 
ตัวอย่างของประเด็นที่น่าจะผลักดันเคลื่อนไหว เช่น เรื่องค่าลิขสิทธิ์การเขียนหรือการแปล ซึ่งเราเคยได้ยินข่าวว่าบางสำนักพิมพ์เริ่มอยากจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามยอดขาย ไม่ใช่ยอดพิมพ์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือหากจ่ายตามยอดพิมพ์ ควรมีจำนวนพิมพ์ขั้นต่ำที่ใช้เป็นฐานการคำนวณค่าลิขสิทธิ์ผู้เขียนหรือไม่ หรือทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับเรื่องร้องเรียนและมีส่วนในการร่วมจัดการกรณีที่สำนักพิมพ์จ่ายค่าต้นฉบับนักเขียนช้ามาก หรือเบี้ยวไม่จ่ายเงิน หรือมีการกำหนดสัญญาไม่เป็นธรรม กระทั่งการออกแบบระบบสวัสดิการของนักเขียน เป็นต้น
 
หมายเหตุ: บทความชุด “มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม, 11 พฤศจิกายน และ 9 ธันวาคม 2553
แนะนำเมื่อ 28ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,869,785 ครั้ง