แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

identity

 

 
อีกไม่กี่ปีคำพิพากษาก็จะมีอายุครบสามทศวรรษแล้ว   เป็นที่น่าชื่นชม และใคร่ครวญอยู่ไม่น้อยว่า เหตุใดนิยายเรื่องนี้ถึงกระทบใจนักอ่านชาวไทยนัก   ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานได้ถึงสามสิบปี   ทั้งที่ในปัจจุบัน จะหาชนบทแบบในนิยาย และใครบางคนเช่นฟักยากเต็มทน   ในภาพยนตร์เรื่องไอ้ฟัก ผู้กำกับเพิ่มฉากหนึ่งซึ่งไม่มีในนิยาย คือฉากที่ไฟฟ้ามาถึงหมู่บ้าน   ผมชอบฉากนี้มาก เพราะมันบ่งบอกช่วงเวลาของเหตุการณ์ในคำพิพากษา ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อของยุคดั้งเดิม (pre-modern) และยุคสมัยใหม่ (modern) ในประเทศไทย   ที่บอกว่าสมัยนี้ไม่มีใครเป็นแบบไอ้ฟักอีกต่อไปแล้ว   เพราะถ้าเกิดมีใครต้องสงสัยว่าเอาแม่เลี้ยงมาทำเมีย อย่างมากชาวบ้านก็คงซุบซินนินทากัน และสรุปว่า “เรื่องของเขา”   การที่อัตลักษณ์ของบุคคลในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ส่วนตัว (เช่นครัวเรือน) ถูกแยกจากกันเช่นนี้เองคือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่
 
 
Identity โดยมิลาน คุนเดอรา (มีข่าวแว่วๆ ว่าขณะนี้สำนักพิมพ์กำมะหยี่ ได้ซื้อลิขสิทธิ์ เตรียมการแปล และจัดพิมพ์อยู่) คือนิยายขนาดสั้น ว่าด้วยการสูญเสีย และค้นหาอัตลักษณ์ภายในตะเข็บยุคสมัยใหม่ตอนปลาย และหลังสมัยใหม่ (postmodern) ซึ่งอยู่ถัดจากคำพิพากษาไปอีกยุคหนึ่ง   ตัวเอกสองคนคือฌองมาร์ก และแชนเทลเป็นคู่รักที่อาศัยอยู่ในปารีส   ฌองมาร์กถูกหลอกหลอนด้วยเหตุการณ์อันแสนจะเล็กน้อย เมื่อเขาจำผู้หญิงคนอื่นสลับกับคนรักของตัวเอง ส่วนแชนเทลต้องการจะรู้ตัวตนของ C.D.B. บุรุษลึกลับผู้ส่งจดหมายรักมาหาเธอ   ปริศนาของ C.D.B. นำไปสู่ความระหองระแหง และการผจญภัยของคนทั้งคู่ในลอนดอน
 
 
เมื่อเริ่มยุคสมัยใหม่ อัตลักษณ์คือ “ใบหน้าที่แท้จริง” ซึ่งถูกแบ่งแยกจาก “หัวโขน” ที่เราสวมใส่เฉพาะเวลาจำเป็น   แชนเทลกล่าวกับคนรักว่า “ฉันมีสองหน้า…เมื่ออยู่กับเธอ ฉันสวมหน้าทะเล้น เมื่ออยู่ในที่ทำงาน ฉันสวมหน้าเคร่งขรึม”   เมื่อสิบ ยี่สิบปีที่แล้ว หัวโขนคือสิ่งที่สังคมไทยประณาม เพราะมันหมายถึงความไม่จริงใจ (ครูใหญ่ในคำพิพากษา คือตัวอย่างของคนใส่หัวโขน ซึ่งเล่นบท “ผู้ร้าย”) แต่ปัจจุบันเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นว่า ใครจะเป็นอย่างไรในครัวเรือนก็ “เรื่องของเขา” ขอให้เป็นคนดีในสังคมก็พอแล้ว   จึงบังเกิดวาทกรรมจำพวก ผู้นำที่ดีต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน   กระนั้นก็ตามแนทเทเนียล ฮอว์ธอร์น นักเขียนชาวอเมริกันกล่าวว่า “คนที่สวมหน้ากากอยู่บ่อยๆ   ย่อมหลงลืมเข้าสักวันว่าใบหน้าไหนคือใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองกันแน่” ซึ่งนั่นคือสิ่งที่แชนเทลหวาดกลัวยิ่ง   เธอกล่าวกับฌองมาร์กว่า “สักวันหนึ่งฉันจะเหลือแค่ใบหน้าเดียว ใบหน้าที่ด้อยกว่า ใบหน้าอันเคร่งขรึม เมื่อถึงวันนั้น เธอ (ฌองมาร์ก) จะยังรักฉันอยู่ไหม”   อีกนัยหนึ่ง แชนเทลกลัวว่าพื้นที่ส่วนตัวของเธอ และคนรักจะถูกรุกรานโดยพื้นที่สาธารณะ   นี่คือภัยพิบัติซึ่งคุกคามคนในยุคเริ่มต้นหลังสมัยใหม่   คุนเดอราตัวอย่างมากมายของการสูญเสียพื้นที่ส่วนตัว เช่นกล้องอัลตราซาวน์จับภาพเด็กทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์   พื้นที่ส่วนตัวของปัจเจกถูกรุกรานก่อนที่เขาจะได้รับอัตลักษณ์ หรือเกิดขึ้นมาเสียอีก   (คุนเดอราเขียน Identity ในปี 1996 ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่าเขาจะมองปรากฎการณ์ Reality TV ในปัจจุบันอย่างไร)
 
 
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพื้นที่ส่วนตัวถูกพื้นที่สาธารณะรุกรานหนักเข้า   ปฏิกิริยาแรกคือการย่นย่อพื้นที่ส่วนตัวให้มีขนาดเล็กลงยิ่งกว่าเดิม และปลอดภัยจากสายตาสอดส่องของโลกภายนอก ซึ่งก็คือการนิยามอัตลักษณ์ไม่ใช่ที่ร่างกาย หรือครัวเรือน (อันเป็นรูปธรรมซึ่งมองเห็น สัมผัส และถูกรุกรานได้) แต่ที่จิตวิญญาณ หรือความคิด (ซึ่งเป็นนามธรรม)   สมัยเรียนหนังสือ ฌองมาร์กเคยมีความตั้งใจอยากเป็นหมอ แต่เขาสอบไม่ผ่านโรงเรียนแพทย์ เนื่องจากชายหนุ่ม “ทนเห็นร่างกายมนุษย์ไม่ได้”   เขาเฝ้าถามตัวเองว่า “ร่างกายจะสามารถเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณซึ่งอาศัยอยู่ภายในได้อย่างไร”   กล่าวคือฌองมาร์กได้ตระหนักแล้วว่ามีบางสิ่งซึ่งอยู่ลึกลงไปในร่างกาย นั่นคือจิตวิญญาณ   ในฉากแรกของ Identity คู่รักนัดเจอกันที่โรงแรมริมชายหาด   ฌองมาร์กมาถึงโรงแรมภายหลังแชนเทล ระหว่างที่เธอกำลังเดินเล่นอยู่   เขาออกไปตามหาเธอ และเมื่อทั้งคู่พบกัน แชนเทลบ่นกับฌองมาร์กว่า “ผู้ชายไม่ยอมหันมามองฉันอีกต่อไปแล้ว” โดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจให้น้ำเสียงออกมาขมขื่น หรือเศร้าสร้อยแม้แต่น้อย   เป็นฌองมาร์กเสียเองที่ขมขื่น เขาอยากจะถามเธอกลับไปว่าแล้วตัวเขาเล่า ซึ่งเฝ้าตามหาเธอเสียแทบแย่ แต่แทนที่จะพูดเช่นนั้น ชายหนุ่มกลับย้อนคำถามเธอด้วยคำพูดไร้แก่นสาร   สังเกตว่าแม้แต่ในบทสนทนาระหว่างคู่รัก (ซึ่งน่าจะอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว) ก็ยังมีระยะห่างระหว่างสิ่งที่ทั้งสองคิด และแสดงออก  
 
 
อัตลักษณ์แบบดั้งเดิม (เช่นอัตลักษณ์ของชาวบ้านในคำพิพากษา) คืออัตลักษณ์แบบ superego เป็นอัตลักษณ์ที่วัดคุณค่ามนุษย์ผ่านศีลธรรม ขนมธรรมเนียม และบรรทัดฐานจากภายนอก   อัตลักษณ์เช่นนี้ตอบสนองกับความเชื่อในยุคก่อนสมัยใหม่ ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อรับใช้เป้าหมายอื่นที่อยู่นอกเหนือไปจากตัวของเราเอง (ได้แก่พระผู้เป็นเจ้า สวรรค์ หรือการหลุดพ้นสังสารวัฏ)   อัตลักษณ์ในยุคสมัยใหม่ (เช่นอัตลักษณ์ของครูใหญ่ในคำพิพากษา) คืออัตลักษณ์แบบ id  เมื่อบุคคลพยายามแยกตัวเอง สร้างพื้นที่เล็กๆ ส่วนตัว เริ่มจากภายในครัวเรือน ที่ตัวของเขาเอง และสุดท้ายลงลึกถึงภายในร่างกาย ซึ่งไม่อาจถูกรุกรานโดยโลกภายนอกได้ เนื่องจากมันเป็นพื้นที่นามธรรม   และท้ายสุด ในยุคหลังสมัยใหม่ ยิ่งพื้นที่ส่วนตัวหดแคบเข้า ยิ่งปัจเจกรู้สึกว่าตนถูกรุกรานโดยสิ่งแวดล้อมเท่าใด ก็ยิ่งจึงเกิดปรากฏการณ์น่าสนใจ คือการกระจายออกของอัตลักษณ์ หรืออัตลักษณ์แบบ ego
 
 
ฌองมาร์ก และแชนเทลคือตัวอย่างบุคคลผู้สูญเสียความสามารถในการสร้างอัตลักษณ์ด้วยตัวเอง   ในขั้นแรกสุด ทั้งคู่ต้องอาศัยกันและกัน    ในตอนจบของนิยาย แชนเทลทะเลาะกับฌองมาร์ก เธอขึ้นรถไฟ หนีไปลอนดอน เมื่ออยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมใหม่ อยู่ดีๆ แชนเทลก็หลงลืมชื่อของตัวเอง    สิ่งที่หล่อนพยายามทำคือนึกภาพชายที่ตนรัก และพยายามนึกภาพว่าคนๆ นั้นขยับปาก และเรียกหล่อนว่าอย่างไร   แชนเทลอาศัยฌองมาร์กเป็นผู้กำหนดอัตลักษณ์ให้กับเธอ   ขณะเดียวกัน ฌองมาร์กกล่าวไว้ตอนต้นของนิยายว่า “ประโยชน์เดียวของมิตรภาพ คือเราจะได้ใช้เพื่อนสนิท เป็นกระจกส่องดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราในอดีต”   F. เพื่อนของฌองมาร์ก คือผู้ที่ช่วยให้เขาระลึกอัตลักษณ์ของตัวเองได้ และการตายของ F. ก็เป็นจุดเริ่มต้นการสูญเสียอัตลักษณ์ของชายหนุ่มเช่นกัน   ไม่ใช่แค่คู่รัก เพื่อนสนิท หรือคนใกล้ตัวเท่านั้น มนุษย์ในยุคหลังสมัยใหม่ ต้องอาศัยทั้งสังคม มาเป็นกระจกส่องดูเงา   ดังเช่นแชนเทลผู้ชอบนึกภาพตัวหล่อนเป็นดอกกุหลาบส่งกลิ่นหอม ให้ผู้ชายมากหน้าหลายตามาดอมดม   การที่หล่อนตระหนักว่า “ผู้ชายไม่ยอมหันมามองฉันอีกต่อไปแล้ว” ก็คือการสูญเสียอัตลักษณ์ของหญิงสาว
 
 
เอกฮาร์ต โทลเลเขียนใน The New Earth ว่า มนุษย์เราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อละอัตตา (ego)   ความสุขคือการรู้จักตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยสังคม หรือผู้อื่น   ในภาษาของคุนเดอรา นั่นคือการตัดอัตลักษณ์แบบ ego ทิ้ง   คุนเดอราจบ Identity อย่างสุขสันต์ เมื่อคู่รักคืนสู่อ้อมแขนกันและกัน ยิ่งกว่านั้น เมื่อคู่รักคืนสู่สายตากันและกัน เมื่อฌองมาร์กมองเห็นแชนเทล และแชนเทลมองเห็นฌองมาร์ก   นั่นอาจไม่ใช่การละอัตตาเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัยคนนอก หรือจดหมายนิรนาม   แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ คนเราต้องเติบโต และผ่านอุปสรรคอะไรบ้าง
 
 
 
นั่นคือคำถามซึ่งคุนเดอราฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน
 
 
ภาณุ ตรัยเวช
 
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,149,841 ครั้ง