แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง

 

 
คุณกำลังจะเริ่มอ่านบทวิจารณ์ผลงานชิ้นเอกของอิตาโล คัลวิโน If on a Winter’s Night a Traveler ทำใจให้สบาย ตั้งสมาธิ   ปรับเก้าอี้นั่งให้ผ่อนคลายที่สุด อย่าชิดจอคอมพิวเตอร์จนเกินไป จะทำให้เสียสายตา หรืออย่าห่างออกมามากขนาดนั้น เดี๋ยวต้องนั่งเพ่งนั่งเล็ง ปวดศีรษะเปล่าๆ   ปิดไฟล์เสียงที่โหลดค้างไว้ด้วย   เปลี่ยนสถานะ msn ให้เป็น offline แล้วหรือยัง จะได้ไม่มีใครมารบกวน
 
เอาล่ะ นักอ่าน! คุณพร้อมแล้วใช่ไหม ที่จะหายเข้าไปในบทวิจารณ์ชิ้นนี้   ใช่แล้ว คุณคือนักอ่าน ในประเทศไทยที่แม้แต่นักเขียนยังไม่ยอมอ่านหนังสือ คุณเป็นคนหนึ่งซึ่งไม่เพียงแค่อ่านนิยายของนักเขียนชาวอิตาลี แต่ยังติดตามบทวิจารณ์ชิ้นนี้ด้วย   คุณคงมีความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้สินะ แต่คุณก็ยังอยากรับรู้ความคิดเห็นอื่นๆ ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากที่คุณมี   หรือไม่คุณก็แค่สนใจว่าหนนี้ผู้วิจารณ์จะอวดฉลาดโดยหยิบยกทฤษฎีของนักปรัชญาท่านไหนมาจับต้องวรรณกรรมอีก
 
แต่เดี๋ยวก่อน! คุณอ่าน If on a Winter’s Night a Traveler แล้วหรือยัง   ถ้าคุณกลัวอ่านภาษาอิตาลีหรืออังกฤษไม่รู้ความ คุณนันธวรรณ์ ชาญประเสริฐได้แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาแล้ว ในชื่อไทยว่า หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์หนังสือยามเช้า ไปหามาอ่านซะ   ยังอีก! เอาล่ะไม่เป็นไร อะลุ่มอล่วยกันก็ได้   อย่างไรเสียหน้าที่หนึ่งของบทวิจารณ์ก็คือช่วยคุณตัดสินใจว่าควรจะเสียเวลาและทรัพย์สินไปกับหนังสือ ภาพยนต์ ละคร หรืองานศิลปะสักชิ้นหรือไม่
 
เอ๊ะ! หรือว่าคุณเป็นหนึ่งในนักอ่านจอมปลอม เป็นพวกเขาเหล่านั้นที่อ่านบทวิจารณ์หนังสือเพียงเพื่อจะได้ไปบอกใครต่อใคร ไปให้สัมภาษณ์นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ว่าอ่านหนังสือเล่มโตๆ เล่มนั้นทั้งเล่มจบแล้ว   
 
ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะ “ทุกแง่มุมของชีวิตคือการปลอมแปลง คือของเก๋”   
 
 
หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง เล่าเรื่องราวปลอมๆ ของรักสี่เส้า ระหว่างผู้ชายสามคนผู้หลงรักลูดมิลลา นักอ่านหญิง   ทั้งสามได้แก่ไซลาส แฟลนเนอรี นักเขียนชาวไอริสผู้หมดพลังความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากเขาตั้งจุดมุ่งหมายที่ใหญ่เกินตัว “เขียนสิ่งซึ่งรอคอยที่จะถูกเขียน เล่าเรื่องราวซึ่งไม่เคยมีใครเล่ามาก่อน”   ผู้ชายคนที่สองคือเออเมส มารานา นักต้มตุ๋น เขาเดินทางไปทั่วโลก ตั้งกลุ่มผู้ก่อการร้ายซึ่งขโมย ปลอมแปลง และเผยแพร่หนังสือ ร่วมมือกับผู้นำเผด็จการเพื่อนำเข้าและส่งออกหนังสือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน   ความปรารถนาของมารานาคือแสดงให้ลูดมิลลาเห็นว่า “เบื้องหลังหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรคือความว่างเปล่า สถานะที่แท้จริงของโลกใบนี้คือของเก๋ ของลอกเลียน ความเข้าใจผิด และความจอมปลอม”  และผู้ชายคนสุดท้าย ตัวเอกของนิยายก็คือคุณ! [1]   ใช่แล้ว คุณนักอ่านจอมปลอม ผู้กระโดดข้ามนิยายเล่มหนึ่งไปยังอีกเล่มหนึ่ง เพื่อค้นหานิยายสมบูรณ์แบบ โดยหารู้ไม่ว่า “ความสมบูรณ์แบบไม่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวหรือโดยบังเอิญ…ธรรมชาติของสรรพสิ่งจะปรากฎขึ้นก็ต่อเมื่อมันถูกแยกส่วนแล้วเท่านั้น[2]”   สุดท้ายจนแล้วจนรอด นักอ่านจอมปลอมอย่างคุณเลยอ่านหนังสือไม่จบเลยสักเล่ม 
 
ดังนั้นวิธีอ่านหนังสือสักเล่มที่ดีที่สุดคือไม่ต้องไปอ่านมันเลย
ในทำนองเดียวกันสุดยอดของการเขียนคือการลบ ลบล้างตัวตนของผู้เขียนให้หมดสิ้น[3]   หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง มีจุดเริ่มต้นของนิยายถึงสิบเอ็ดจุดด้วยกัน   แฟลนเนอรีเรียกจุดเริ่มต้นเหล่านี้ว่า Incipit เป็นภาษาฝรั่งเศษแปลว่า “นำไปสู่”   หนึ่งในนั้นคือจุดเริ่มต้นจริงๆ และอีกสิบจุดคือจุดเริ่มต้นของนิยายที่ซ้อนอยู่ในนิยายของคัลวิโนอีกที   นักเขียนทุกคนรู้ดีว่า Incipit คือส่วนที่เขียนยากสุดแล้ว   เนื่องจากคาลวิโนสามารถเขียนมันขึ้นมาได้ถึง 11 แบบ เลยทำให้ หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นนิยายแห่งการสร้างสรรค์   แต่ขณะเดียวกัน นอกจากคำว่า ‘เขียน’ และ ‘อ่าน’ อีกคำหนึ่งซึ่งปรากฎบ่อยสุดคือ ‘ลบ’   แฟลนเนอรีเชื่อว่าจะเขียนสุดยอดนิยายได้ ก็ต่อเมื่อเขาลบล้างตัวเองออกไปจนหมด   ความเชื่อนี้ยิ่งถูกตอกย้ำเมื่อเขาได้พบกับลูดมิลลา   เธอคือนักอ่านหญิงที่เขาแอบชื่นชมผ่านกล้องส่องทางไกล   ในสายตาของลูดมิลลา แฟลนเนอรีเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาสามัญ คนที่เธอหลงรักคือสุ้มเสียงของแฟลนเนอรีในนิยาย   ความขมขื่นอันน่าขบขันคือแทนที่การเขียนจะช่วยให้ผู้เขียนและผู้อ่านใกล้ชิดกัน มันกลับยิ่งสร้างกำแพงระหว่างแฟลนเนอรีและลูดมิลลา 
 
 
เฉกเช่นเดียวกัน มารานา นักต้มตุ๋นใช้การปลอมแปลงเพื่อลบล้างความน่าเชื่อถือของสุ่มเสียงในนิยาย (รวมไปถึงสุ้มเสียงหรือคำสั่งของจอมเผด็จการ)   จุดไคลแมกซ์ของหากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง คือโลกที่กลายเป็นกระดาษขาวอันว่างเปล่า ภายหลังสรรพสิ่งถูกทำลายสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้คน ความศิวิไลซ์ ป่าเขา หรือมหาสมุทร   แต่อะไรเล่าที่รอคอยคุณอยู่ในโลกที่ขาวสะอาดนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นการสร้างใหม่ แต่เป็นการสร้างใหม่อันเปลืองเปล่า เนื่องจากสิ่งที่ถูกสร้างอาจไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่ถูกทำลายเลยแม้แต่น้อย   กล่าวคือ ในท้ายที่สุดแม้แต่ความหมายของการลบก็ยังถูกลบหายไป
 
 
ถ้าทราบประวัติของคัลวิโน จะรู้ว่าเขาเคยเข้าร่วมขบวนการของฝ่ายซ้ายต่อสู้กับเผด็จการ   หากเมื่อสงครามโลกสงบลง คัลวิโนกลับพบว่าความเชื่อและปรัชญาของตนเข้ากับลัทธิสังคมนิยมไม่ได้อีกต่อไป จึงค่อยๆ ฉากตัวเองออกมา   ในแง่นี้ “ตัวร้าย” ของ หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง ก็คือสิ่งที่คาลวิโนในวัยหนุ่มต่อต้านนั่นเอง ได้แก่มือที่มองไม่เห็นขององค์กรต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัย หรือกองทัพที่คอยขัดขวางไม่ให้คุณได้อ่านหนังสือจนจบ   โลกสีขาวก็คือโลกในฝันของนักต่อสู้เพื่อสังคม เพราะนั่นคือโลกที่สถาบันต่างๆ ได้ถูกลบล้าง ทำลายจนหมดสิ้น   กระนั้นก็ตาม นี่กลับเป็นเพียงความฝันอันว่างเปล่า เพราะเมื่อถึงเวลาสร้างใหม่ สิ่งที่ถูกสร้างก็ออกมาเหมือนกับสิ่งที่ถูกทำลายลงไป   เฉกเช่นเดียวกับรัฐคอมมิวนิสต์ที่ป่าเถื่อนและบ้าอำนาจพอๆ กับรัฐเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์   เฉกเช่นเดียวกับคัลวิโนที่ฝันสลายกับลัทธิสังคมนิยม
 
 
 
ทั้งที่ทั้งนั้นเพราะโฉมหน้าแห่งอำนาจในโลกหลังสมัยใหม่ ไม่ใช่แบบที่นักต่อสู้วาดภาพกันเอาไว้ช่วงต้นศตวรรษที่ 20   โลกหลังสมัยใหม่คือโลกแห่งอำนาจที่ไร้ศูนย์กลาง   แม้แต่ในประเทศเผด็จการ อำนาจที่ใช้ปกครองก็เป็นของเก๋   ขนาดผู้นำเบ็ดเสร็จนิยมยังต้องอาศัยคนอย่างมารานาขนถ่ายหนังสือต้องห้ามเข้าออกประเทศเป็นครั้งคราว เนื่องจาก “การกดขี่ข่มเหงต้องปล่อยให้เหยื่อมีช่วงเวลาหยุดพักหายใจบ้าง”   ท้ายที่สุดก็เป็นมือที่มองไม่เห็นที่ช่วยตามหาหนังสือต่างๆ ที่คุณยังอ่านไม่จบมาประเคนให้   อำนาจและสิ่งก่อสร้างบรรดามีกลายเป็นหมอกควันสมดังคำทำนายของมาร์กซ์[4] หากว่านั่นต่างหากเล่าคือความแข็งแกร่งอันแท้จริงของโลกทุนในยุคหลังสมัยใหม่
 
อะไรคือบทบาทของนักอ่าน นักเขียน และสำนักพิมพ์ในการตามล่าหาความจริงในโลกที่สัจธรรมคือความเท็จ อะไรคือบทบาทของนักต่อสู้เพื่อสังคมในโลกที่อำนาจคือมีรากฐานมาจากของเก๋
 
นั่นคือคำถามซึ่งคัลวิโนฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน
 
 
[1] คนรักสามคนของลูดมิลลาคือตัวแทนของ “สามศักดิ์สิทธิ์” ในแวดวงน้ำหมึกได้แก่นักเขียน นักอ่าน และสำนักพิมพ์   มารานา ผู้ปลอมแปลงหนังสือคือตัวแทนของสำนักพิมพ์ ผู้มีหน้าที่ผลิต (แต่ไม่ได้เขียน) และแพร่กระจายหนังสือ
 
[2] โลธาเรีย พี่สาวของลูดมิลลา สร้างสมองกลอัจฉริยะที่สามารถ “แยกส่วน” หนังสือโดยการเอาคำที่ใช้ในนิยายแต่ละเล่มมาจัดวางเปรียบเทียบกันว่า คำไหนถูกนำมาใช้บ่อยสุด บ่อยเป็นอันดับสอง และรองๆ ลงมา   โลธาเรียเชื่อว่า เพียงแค่มองรายชื่อคำที่ถูกแยกย่อยก็สามารถเข้าใจและมองเห็น “ธรรมชาติ” ของหนังสือได้
 
[3] ที่สุดของการสร้างสรรค์คือการทำลาย ประโยคนี้ไม่ใช่ปริศนาเซนแต่มาจาก Civilization and Its Discontents ของฟรอยด์
 
[4] “All that is solid melts into air.” จาก คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์ ของมาร์ก หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชื่อเดียวกันนี้โดย Marshall Berman
 
ภาณุ ตรัยเวช
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,150,086 ครั้ง