แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

The Savage Mind

 

 
 
คลอด เลวี-สเตราส์ เพิ่งเสียชีวิตไปในวันที่ 30 ตุลาคม 2009 ที่ผ่านมานี้เอง   อีกแค่ไม่กี่วัน แกก็จะมีอายุครบ 101 ปีพอดี   บิดาแห่งมานุษยวิทยาแผนใหม่ผู้นี้เกิดในปีค.ศ. 1908 ซึ่งก็เท่ากับว่าแกได้เห็นมาหมดแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกทั้งสองครั้ง การปฏิวัติรัสเซีย สงครามเวียดนาม สงครามเย็น การส่งจรวดไปเยือนดวงจันทร์ การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของคอมมิวนิสต์ การเกิดของอินเตอร์เน็ต 911 สงครามอิรัก ประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐ ฯลฯ   ในแวดวงวิชาการมีมุกตลกว่า ขณะที่นักปรัชญาคนอื่น แม้ลาโลกไปแล้ว ก็ยังทิ้งทฤษฎีของตนเอาไว้เบื้องหลัง แต่เลวี-สเตราส์เป็นนักปรัชญาเพียงคนเดียวที่ แม้ว่าทฤษฎีของแกจะลาโลก (คือเสื่อมความนิยม) ไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งตัวแกเอาไว้เบื้องหลัง[1]    
 
ทฤษฎีที่ว่านี้คือโครงสร้างนิยม   ถึงแม้เลวี-สเตราส์จะเป็นนักมานุษยวิทยา แต่โครงสร้างนิยมเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลอย่างมากในแทบทุกวงการ   ลากองผนวกมันเข้ากับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์   อัลธูแซร์ดัดแปลงมันไปใช้กับมาร์กซิส   และเมื่อรวมโครงสร้างนิยมเข้ากับสัญศาสตร์ก็จะได้วรรณกรรมวิจารณ์แผนใหม่[2]
 
                อะไรคือโครงสร้างนิยม “เมื่อเราพิจารณาแต่ละปัจเจกชิ้นส่วน มันอาจดูสุ่มมั่ว ไร้แก่นสาร   แต่เมื่อพิจารณาทุกส่วนรวมกัน ระบบจะดูปะติดปะต่อกันขึ้นมาทันที”   เราไม่อาจเข้าใจปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งเดี่ยวๆ ได้ มีแต่ต้องเอาปรากฏการณ์นั้นมาอ้างอิงกับปรากฏการณ์อื่นๆ ที่อยู่รายล้อม จึงจะเกิดเป็นภาพรวม   ถ้าให้ยกตัวอย่างจากวิชาคณิตศาสตร์   ถ้าอาจารย์พละดึงเอาเด็กชั้นประถมหนึ่ง สอง สาม ถึงหกมาชั้นละคน และวัดส่วนสูง   ตัวเลขที่ได้จะไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเด็กบางคนอาจสูงหรือเตี้ยผิดอายุ   แต่ถ้าอาจารย์พละวัดความสูงเด็กทั้งชั้นแล้วหาค่าเฉลี่ย ก็จะพบว่าเด็กประถมหกโดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าประถมห้า ซึ่งสูงกว่าประถมสี่ และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ   ภาพรวมที่เกิดขึ้นก็คือกฏทางชีวภาพว่าเด็กยิ่งอายุมากเท่าไหร่ ความสูงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 
                เลวี-สเตราส์กล่าวว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ “สร้างสรรค์กระบวนการและผลลัพท์ในลักษณะของเหตุการณ์ โดยอาศัยโครงสร้างซึ่งมาจากการคิดใคร่ครวญของนักวิทยาศาสตร์   โครงสร้างดังกล่าวนั้นได้แก่ทฤษฎีและสมมติฐานนั่นเอง”   พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ นักวิทยาศาสตร์มักจะสร้างทฤษฎีขึ้นมาก่อน แล้วค่อยใช้ทฤษฎีอธิบายข้อสังเกตทางสถิติ (หรือทางโครงสร้างนิยม)   ซึ่งตรงข้ามกับมายาคติ (Myth) ที่ “ผลิตโครงสร้างโดยเอาเหตุการณ์หรือเศษซากของเหตุการณ์มาประกอบเข้าหากัน”[3]   ใน The Savage Mind เลวี-สเตราส์วิเคราะห์วัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปออสเตรเลียเพื่อค้นหาโครงสร้างสากล ไม่เพียงแต่เฉพาะในหมู่ชนเผ่าพื้นเมืองเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลกด้วย
 
                หัวข้อวิจัยของเลวี-สเตราส์คือหัวข้อเดียวกันกับของฟรอยด์ใน Totem and Taboo   นั่นก็คือมายาคติของสัตว์เครื่องหมาย (Totem) ในทวีปออสเตรเลีย   น่าขบคิดดีเหมือนกันว่าเหตุใดประเด็นนี้ถึงได้ดึงดูดปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ได้ถึงสองคน   สาเหตุก็น่าจะมาจากความเชื่อว่าชนเผ่าออสเตรเลียเป็นมนุษย์ที่ยังคงรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างบรรพบุรุษเอาไว้   พวกเขาจึงเสมือนเป็นกล้องส่องอดีตให้มนุษย์เราเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเอง   การที่วัฒนธรรมสัตว์เครื่องหมายไปปรากฎอยู่ในหมู่ชาวอินเดียแดงของทวีปอเมริกายิ่งตอกย้ำความเชื่อตรงนี้
 
                ชาวพื้นเมืองออสเตรเลียจะมีสัตว์เครื่องหมายประจำตัว ซึ่งนำไปสู่กฎข้อห้ามต่างๆ   ที่สำคัญสุดสองข้อคือ 1) ชายหญิงที่มีสัตว์เครื่องหมายเดียวกัน ห้ามแต่งงานหรือเพศสัมพันธ์กัน และ 2) ชนเผ่าพื้นเมืองไม่สามารถล่าหรือบริโภคสัตว์เครื่องหมายของตัวเองได้   ถ้าเจาะลึกลงไป แต่ละเผ่าก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เช่น บางเผ่าตั้งชื่อสมาชิกตามอย่างสัตว์เครื่องหมาย   บางเผ่าใช้วิธีสืบทอดสัตว์เครื่องหมายผ่านทางบิดา บางเผ่าผ่านทางมารดา   สำหรับกฎข้อห้ามสองข้อนั้น บางเผ่าก็ปฏิบัติตามแค่ข้อใดข้อหนึ่ง หรือบางเผ่าก็กลับหัวกลับหาง บังคับสมาชิกให้ล่าเฉพาะสัตว์เครื่องหมายของตัวเองเท่านั้น
 
                ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม เลวี-สเตราส์มองหาจุดที่เชื่อมต่อกัน   ขณะที่เผ่ามอทลาฟให้ความสำคัญกับการเกิด โดยสัตว์เครื่องหมายจะถูกกำหนดทันทีที่ทารกถือกำเนิดขึ้นมา เผ่าลิฟูให้ความสำคัญกับการตาย และเป็นผู้เฒ่าผู้แก่กำหนดสัญลักษณ์เผ่าให้ลูกหลาน   จากจุดตั้งต้นตรงนี้ เมื่อเปรียบเทียบทั้งโครงสร้างของประเพณีระหว่างมอทลาฟและลิฟู (แทนที่จะเอาประเพณีเดี่ยวๆ มาสัมพัทธ์กัน) เราจะเห็นสองระบบซึ่งเป็นส่วนกลับของกันและกันอย่างสมบูรณ์   (อันนี้ถือว่าเป็นการวิเคราะห์ทางโครงสร้างที่คลาสสิคมากๆ เพราะเป็นการหาความเหมือนที่ซ่อนอยู่ในความแตกต่างอันผิวเผิน   ทฤษฎีสัญศาสตร์จะเน้นหนักไปทางด้านนี้)   เลวี-สเตราส์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Transformation คือการเปลี่ยนแปลงของวิถีประชาจากวัฒนธรรมหนึ่งไปยังอีกวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างเดิม
 
                บิดาแห่งมานุษยวิทยาไปไกลกว่านี้อีกก้าวหนึ่ง   เขาวิเคราะห์ “สัตว์เครื่องหมาย” ในประเทศอินเดีย โดยแต่ละเผ่าจะเรียกตัวเองตามอย่างผลผลิตประจำเผ่า เช่น เผ่าเครื่องทองเหลือง เผ่าผ้าไหม เผ่าเครื่องประดับ เผ่ามีดพร้า[4]   การแต่งงานหรือแลกเปลี่ยนผู้หญิงข้ามเผ่าจึงถูกแทนที่ด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งนี่ก็คือการแบ่งหน้าที่การผลิตตามอย่างความเชื่อของลัทธิทุนนิยมนั่นเอง[5]   “ทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติและสินค้าที่มนุษย์ผลิตขึ้นมา ล้วนแล้วแต่เป็นชุดตัวแปรที่มนุษย์ใช้ผนวกขั้วตรงข้ามระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม”   กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นกลวิธีของชนเผ่าพื้นเมืองที่ใช้ธรรมชาติเป็นสัตว์เครื่องหมาย หรือของมนุษย์ยุคใหม่ที่ใช้สินค้า ทั้งสองกลวิธีก็คือการผสานประโยชน์ให้วัฒนธรรมอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้
 
                ความแตกต่างระหว่างมนุษย์สมัยใหม่และมนุษย์ชนเผ่าคือ พวกเราให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์   เราใช้ประวัติศาสตร์อธิบายที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเกิดขึ้นตามลำดับเวลา (Diachronic)   ขณะที่มนุษย์ชนเผ่าสร้างมายาคติเพื่อรวมเอาอดีตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง (Synchronic)[6]   ตำนานของชนเผ่าไม่เหมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ใช้อธิบายว่าของแต่ชิ้นมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตำนาน ปัจจุบันก็ยังคงดำเนินอยู่   (ตัวอย่างที่ไม่ได้มาจาก The Savage Mind เช่น การห้ามกินวัวของผู้นับถือเจ้าแม่กวนอิม น่าจะเข้าทำนองข้อห้ามแบบ Synchronic เพราะลูกหลานรู้สึกว่าวัวตัวใดตัวหนึ่งที่เขากินเข้าไปอาจจะเป็นวัวศักดิ์สิทธิ์ในตำนานก็ได้   ลองเปรียบเทียบกับพิธีกรรมมิสซาของชาวคริสต์ดู   ขนมปังและไวน์ที่ผู้ศรัทธากินเข้าไปแทนเลือดเนื้อของพระเยซู และพิธีกรรมมีเป้าหมายคือการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต   นี่คือตัวอย่างแนวคิดแบบ Diachronic[7])
 
            ในความเห็นของผม จุดอ่อนที่สุดของ The Savage Mind คือการให้ความสำคัญกับการค้นหาโครงสร้างจนลืมครุ่นคิดหรือหาคำอธิบายกฎซึ่งครอบคลุมโครงสร้างนั้นๆ   ถ้าเป็นนักโครงสร้างนิยมอย่างถึงแก่นจริงๆ คงพูดว่ากฎก็คือโครงสร้างและโครงสร้างก็คือกฎ ไม่จำเป็นต้องสาวลึกไปกว่านั้น   สำหรับผู้สนใจกฎของสัตว์เครื่องหมาย หาอ่านเพิ่มเติมเอาได้จาก Totem and Taboo ของฟรอยด์
 
 
[8]
 
                แนวคิดโครงสร้างนิยมจะสามารถนำมาปรับใช้ในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างไร   ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ และเชื่อว่าอีกหลายปีข้างหน้า คนไทยจะได้ยินคำว่า “ยั่งยืน” (sustainable) อย่างหนาหู   “ยั่งยืน” เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิทยาแบบยั่งยืน หรือเศรษฐศาสตร์แบบยั่งยืน   “ยั่งยืน” ไม่ใช่สโลแกนหาเสียง ไม่ใช่คำพูดลอยๆ ที่เอาไว้ใช้แสดงความจงรักภักดี   ในหนังสือเล่มล่าสุดของนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ Hot, flat and crowded โธมัส ไฟรด์แมนกล่าวว่าวิกฤติในปัจจุบันต้องแก้ด้วยการมองทุกปัญหาอย่างพร้อมเพียง   ไม่ใช่แก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยแลกกับให้บางประเทศอดอยาก   ไม่ใช่แก้ไขปัญหาความอดอยาก โดยแลกกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจ   เศรษฐศาสตร์แบบยั่งยืนคือการมองทั้งโครงสร้าง มองภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับปัญหาความอดอยากและสิ่งแวดล้อม   การพัฒนาแบบยั่งยืน หรือการพัฒนาแบบโครงสร้างนิยมในเมืองไทยนั้นสมควรจะมีรูปแบบอันใด
 
นั่นคือคำถามซึ่งเลวี-สเตราส์ฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน
 
 
 
[1] อดไม่ได้ที่จะนึกถึงวาทะของวูดดี อัลเลน “ผมไม่อยากมีชีวิตอมตะผ่านผลงานของผม ผมอยากเป็นมีชีวิตอมตะด้วยการไม่ตาย”
 
 
[2] ถึงแม้ในทางวรรณกรรมวิจารณ์จะมีทฤษฎี “หลังโครงสร้างนิยม” แต่อาจารย์นพพรยืนยันว่าหลังโครงสร้างนิยมก็คือโครงสร้างนิยมนั่นแหละ ไม่ได้ต่อเติมหรือโค่นล้มแนวคิดของเลวี-สเตราส์   สำหรับผู้สนใจข้อถกเถียงตรงนี้ ขอแนะนำให้อ่าน ยอกอักษร ย้อนความคิด
 
[3] กรณี GT 200 นี่แหละ คือตัวอย่างการปะทะกันระหว่างวิทยาศาสตร์และมายาคติ   ฝ่ายที่บอกว่าอุปกรณ์นี้ใช้การได้ โดยไม่สนใจเลยว่าจะมีทฤษฎีอะไรมารับรองหรือเปล่า คือฝ่ายที่เชื่อในมายาคติของอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย (ราคาเหยียบล้าน)
 
[4] นึกถึงเมืองไทยขึ้นมาเลย การที่แต่ละหมู่บ้านแต่ละตำบลมีชื่อตามอย่างผลผลิตหรือพืชที่ขึ้นหนาแน่นในเขตนั้นๆ เช่นบ้านลาน บางลำพู บางกอก บางปูน ก็อาจจะเป็นชิ้นส่วนที่หลงเหลืออยู่ของวัฒนธรรมสัตว์เครื่องหมายในเมืองไทยก็ได้
 
[5] ดังนั้น “โครงสร้าง” ของสังคมมนุษย์อันนำมาซึ่งระบอบทุนนิยมนั้นมีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แล้ว ไม่ใช่นำเข้ามาจากตะวันตกเหมือนที่ “ปัญญาชน” คนไทยหลายคนชอบเอ่ยอ้าง   การจะวิพากษ์หรือพัฒนาระบอบทุนให้ไปไกลกว่านี้ได้ต้องเข้าใจและยอมรับความเป็นธรรมชาติของมันก่อน
 
[6] ศัพท์สองตัวนี้เลวี-สเตราส์ยืมมาจากเซอซัวร์   ที่จริงแล้ว Course in General Linguistics มีอิทธิพลอย่างมากกับ The Savage Mind ถึงขนาดถ้าเซอซัวร์ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งสัญศาสตร์ไปแล้ว แกคงพอแข่งกับเลวี-สเตราส์ในฐานะบิดาแห่งโครงสร้างนิยมได้สบายๆ
 
[7] อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าขบคิดคือมุมมองเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่างการเอาประวัติศาสตร์มาใช้อธิบายเส้นแบ่งดินแดน และการ “ปลุกผี” ประวัติศาสตร์ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้ขยับขยายเส้นแบ่งดินแดน
 
[8] ผมอ่านระหว่างบรรทัดเอาเองว่าเลวี-สเตราส์คงไม่ค่อยชอบ หรือไม่เห็นด้วยกับฟรอยด์เท่าไหร่นัก   เป็นไปได้หรือที่หนังสือสองร้อยกว่าหน้า พูดถึงหัวข้อเดียวกัน กระทั่งอ้างข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน แต่เลวี-สเตราส์เอ่ยชื่อฟรอยด์ออกมาสั้นๆ ครั้งเดียวตอนใกล้จะจบเล่ม   ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างนักมานุษยวิทยาโครงสร้างนิยมและนักจิตวิเคราะห์ทำให้ผมนึกถึงความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างนักวิจารณ์วรรณกรรมสายสัญศาสตร์และปฏิฐานนิยม (Positivism)   หาอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมได้จาก ยอกอักษร ย้อนความคิด  
 
ภาณุ ตรัยเวช
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,149,920 ครั้ง