แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ว่าด้วยการแนะนำแหล่งสารสนเทศพื้นฐาน (subject guides)

 

 
ข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ ในโลกนี้มีมากมายหลายหลาก หากต้องการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราสนใจ แต่ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาก่อน หลายคนอาจเริ่มต้นไม่ถูกว่าจะค้นหาอย่างไร หลายคนอาจบอกว่า ใช้ google หรือ wikipedia สิ แต่ปัญหาก็คือจะทราบอย่างไรว่า ข้อมูลเหล่านั้นน่าเชื่อถือเพียงพอ แต่ก่อนหน้าที่จะมี search engine ห้องสมุดมีบทบาทในการกลั่นกรองและแนะนำแหล่งข้อมูล/สารสนเทศที่น่าเชื่อถือ เหล่านั้นให้กับผู้ใช้ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า "subject guides"
 
(subject guides หรือการแนะนำแหล่งสารสนเทศพื้นฐาน ไม่มีการบัญญัติคำศัพท์ของคำว่า Subject guides ในภาษาไทยอย่างเป็นทางการ จึงขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์ อนึ่ง คำว่า การแนะนำแหล่งสารสนเทศ ยังสามารถอนุมานได้ถึง การแนะนำแหล่งสารสนเทศเพื่อการจัดหาจากผู้ใช้ด้วยเช่นกัน แต่ในบริบทของบทความชิ้นนี้ การแนะนำแหล่งสารสนเทศ หมายถึง การแนะนำจากผู้ปฏิบัติงานห้องสมุดไปสู่ผู้ใช้ในรูปของสิ่งพิมพ์ทั้งที่เป็น กระดาษและดิจิตอล   มีมาตั้งแต่ในยุค 1960s (Knapp, 1966) และเป็นที่นิยมในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและห้องสมุดเพื่อการวิจัย ผู้ใช้ห้องสมุดอาจจะเคยเห็น subject guides ที่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์ตามเคาน์เตอร์บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า (reference service) หรือบนเว็บไซต์ของห้องสมุด บางแห่งเรียกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ว่า research guides, pathfinderspathfinders ถูกเรียกเป็นครั้งแรกโดย Marie Canfield บรรณารักษ์จากห้องสมุดสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งเปรียบเทียบ pathfinders คล้ายว่าเป็นแผนที่ของทรัพยากรสารสนเทศพื้นฐานที่ให้บริการในห้องสมุด (Canfield, 1972)  หรือ reading list คำว่า reading list มักใช้ในบริบทของห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดโรงเรียน ผู้เขียนเลือกใช้คำว่า subject guides เนื่องจากเป็นคำที่นิยมใช้ในหมู่บรรณารักษ์ และมีระดับความเป็นศัพท์เฉพาะกลุ่ม (jargon) น้อยกว่าคำอื่น)
 
แนวคิดเรื่อง subject guides ถูกแตกหน่อต่อยอดออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคออนไลน์ หากใครที่ติดตามการพัฒนา web portal ในยุคแรก ๆ จะเห็นว่า แนวคิดในเรื่อง subject guides ถูกดัดแปลงมาให้อยู่ในรูปของไดเรคทอรี (directory) ที่จะต้องมีคนคัดสรรและแนะนำแหล่งสารสนเทศออนไลน์หัวข้อต่าง ๆ แต่ดูเหมือนว่า directory จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในแบบจำลองทางธุรกิจ ไม่ว่าจะทั้งในประเทศและต่างประเทศ (ตัวอย่างของ directoryแนะนำเฉพาะแหล่งสารสนเทศที่อยู่ในรูปออนไลน์  ที่เราพอจะยังเห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ DMOZ: Open Directory Project และ Internet Public Library)
 
งานวิจัยเชิงประเมินหลายชิ้้น ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า subject guides ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้เท่าที่ควร (Reeb & Gibbons, 2004) นอกจากนี้ การศึกษาเชิงความสามารถในการใช้งาน (usability) ก็พบว่าผู้ใช้ โดยเฉพาะที่เป็นนักเรียนนักศึกษา ไม่สามารถเลือกใช้ subject guides ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพได้ 
 
ในบริบทของไทย การทำ subject guides ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก มีห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในเมืองไทยเพียงไม่กี่แห่งที่พัฒนา subject guides ที่อยู่ในรูปออนไลน์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งตามห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดเฉพาะก็ตาม มีไม่เพียงกี่แห่งที่พัฒนาเรื่อง subject guide ออนไลน์เป็นรูปเป็นร่าง ผู้เขียนจึงอยากรวบรวมและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุปัจจัย ความท้าทาย ตลอดจนโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา subject guides ในห้องสมุด
 
วัตถุประสงค์ของ subject guides
 
วัตถุประสงค์ของการจัดทำ subject guides หลัก ๆ ก็เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เหล่าบรรดาผู้ใช้มือใหม่และผู้ใช้ขาจร (ต่อการวิจัยและข้อคำถามในสาขาวิชาต่าง ๆ) ได้เข้าถึงแหล่งสารสนเทศพื้นฐานที่มีให้บริการอยู่ในห้องสมุดผู้เขียน ตัวเอน เน้นให้เห็นคำสำคัญที่เป็นคุณลักษณะสำคัญของ subject guides   หากมองอย่างผิวเผินก็ดูเป็นกรอบแนวคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสนับสนุน เพื่อทำความเข้าใจกับชุมชนผู้ใช้เฉพาะห้องสมุดนั้น ๆ หากแต่ว่าตัววัตถุประสงค์ที่ได้รับการตกทอดทางความคิดมานี่เอง ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคด่านแรกของการนำ subject guides ไปใช้ให้ประสบความสำเร็จ
 
ประการแรก อรรถประโยชน์ (utility) ของ subject guides ที่มีต่อปัจเจกบุคคลนั้นมีระยะเวลาสั้น ๆ หากเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง subject guides ก็จะมีประโยชน์เพียงช่วงแรกของ learning curve เท่านั้น ในกรณีนี้ subject guides ก็เปรียบได้กับคู่มือติดตั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เมื่อผู้ใช้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งว่าจะทำอย่างไร คู่มือและ subject guides ก็หมดประโยชน์ จริงอยู่ subject guides ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนความจำได้ด้วย แต่กระนั้นมนุษย์เราเองก็ไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยการเตือนอยู่บ่อยครั้ง
 
นอกจากนี้ธรรมชาติของทรัพยากรและแหล่งสารสนเทศพื้นฐานที่มักถูกเลือกเข้าไปไว้ ใน subject guides อาทิ สารานุกรม พจนานุกรม หนังสือตำรา ก็มีส่วนสำคัญที่อาจทำให้ subject guide ขาดความมีชีวิตชีวา เนื่องจากหนังสือประเภทดังกล่าว (หมายถึง หนังสืออ้างอิง และตำราเรียน) ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาบ่อยครั้งนัก กอปรกับการจำกัดขอบเขตของ subject guide ให้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยู่ในห้องสมุดเท่านั้น อาจทำให้เนื้อหาของ subject guides ขาดความทันสมัย ทำให้ความน่าสนใจลดลง
 
ดูเหมือนว่า ห้องสมุดเองเป็นผู้ตีกรอบ subject guides ให้มีขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัดมาตั้งแต่ต้น แต่ในขณะเดียวกันก็คาดหวังและตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นห้องสมุดอาจะต้องปรับแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของการจัดทำ subject guides ให้มีความสมดุลย์และเป็นไปได้ 
 
ห้องสมุดที่มีข้อจำกัดในเชิง ทรัพยากร ก็อาจจะต้องลดความหวังลงและประเมินด้วยตัวชี้วัดที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ส่วนห้องสมุดที่พร้อมที่จะพัฒนาต่อ ก็อาจจะนำแนวคิด subject guides ออกนอกกรอบเดิม ๆ กำหนดโจทย์ของปัญหาให้กว้างขึ้น เช่น ทำอย่างไรจึงจะให้ subject guides ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้ที่นอกเหนือไปจากผู้ใช้หน้าใหม่ หรือทำให้ subject guides มีความเคลื่อนไหวและความทันสมัย ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสมบูรณ์และความน่าเชื่อถือของ subject guides ให้คงที่หรือดียิ่งขึ้น
 
ใครกันแน่ที่ใช้และได้ประโยชน์จากการทำ subject guides
 
 
ถึงแม้โดยภาพรวม subject guides จะถูกอ้างว่าออกแบบและพัฒนามาเพื่อผู้ใช้ แต่เมื่อ Jackson และ Pellack (2004) ไปทำการสำรวจความคิดเห็นบรรณารักษ์ตอบคำถามช่วยการค้นคว้าว่า การทำ subject guides คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงหรือไม่ บรรณารักษ์ส่วนใหญ่บอกว่า คุ้มค่า แต่คุ้มค่าเพราะว่า subject guides สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากร (staff development) ตลอดจนเป็นเครื่องมือช่วยสอนงานผู้ช่วยบรรณารักษ์ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นแหล่งอ้างอิงของบรรณารักษ์เมื่อไม่คุ้นกับสาขาวิชาของคำถามของผู้ใช้ 
 
นอกจากนี้ Reeb & Gibbons (2004) ยังบอกว่า การพัฒนา subject guides ยังเป็นการลดภาระงานอื่น ๆ ของบรรณารักษ์ด้วย เช่น ใช้ตอบคำถามง่าย ๆ ที่ถูกถามอยู่เป็นประจำ ใช้เป็นเครื่องมือช่วยแนะนำแนวทางการพัฒนาทรัพยากร (collection development - จัดหา ซ่อมแซม จำหน่ายออก) เป็นต้น ในห้องสมุดบางแห่ง การทำ subject guides ถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดความสามารถของบรรณารักษ์ ประกอบการประเมินเพื่อพิจารณาตำแหน่ง หน้าที่การงาน กลายเป็นว่า บรรณารักษ์มีแรงจูงใจในการทำ subject guides ที่เน้นไปที่ตนเองมากกว่าจะเป็นผู้ใช้ คำถามก็คือ เมื่อเป็นเช่นนั้น การออกแบบและจัดทำ subject guides จะเน้นผู้ใช้มากน้อยเพียงใด
 
การจัดแบ่งหัวข้อ subject guides
 
 
ปํญหาข้อใหญ่ที่ผู้เขียนเห็นว่ามีความสำคัญ ก็คือ การจัดแบ่งหัวข้อ subject guides ถึงแม้ว่าคำว่า subject guides จะทำให้หลายคนคงเดาไม่ยากว่า การจัดทำ subject guides นั้นคือการแบ่งตามหัวเรื่อง เช่น ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง วิทยาศาสตร์ เป็นต้น แต่แท้จริงแล้ว ก็ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวใด ๆ ดังนั้นห้องสมุดบางแห่งอาจใช้ประเภทของสื่อ (เช่น วารสารอิเล็กทรอนิกส์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ฐานข้อมูล เป็นต้น) เป็นตัวแบ่งเนื้อหาได้
 
โดยพื้นฐาน หากเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยหรือห้องสมุดวิจัย ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการแบ่งตามแต่ละคณะ/สาขาวิชา ด้วยเห็นว่าเหมาะกับภาระหน้าที่และการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้ อย่างไรก็ตามจากการสังเกตเกี่ยวกับการจัดแบ่งหัวข้อของ subject guides ตามเว็บไซต์ห้องสมุดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยส่วนใหญ่ มักจัดแบ่งหมวดหมู่โดยเน้นไปที่ประเภทของสื่อก่อน และบางแห่งตามด้วยหมวดหมู่หัวเรื่อง หรือสาขาวิชาทีหลัง จริงอยู่ที่การจัดการแบบนี้ นั้นง่ายต่อการจัดการของบรรณารักษ์และผู้ปฏิบัติงาน (เพราะผู้ปฏิบัติงานคุ้นเคยและทำงานกับคุณสมบัติของสื่อต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ) แต่คำถามสำคัญก็คือ การจัดแบ่งหัวข้อเช่นนี้ สนับสนุนความต้องการและพฤติกรรมการค้นและการใช้สารสนเทศของผู้ใช้จริงหรือไม่ 
 
สำหรับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและวิจัย ผู้เขียนขอจำแนกแนวทางการแบ่งหัวข้อ subject guides ตามภาระงานของผู้ใช้ของห้องสมุดมหาวิทยาลัย ได้แก่ การวิจัย และการเรียนการสอน
 
มีต่อนะจ๊ะ
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,425,120 ครั้ง