แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

การจัดการสารสนเทศและห้องสมุดในฐานะทรัพยากรส่วนรวม(2)

 

 

 
ถึงแม้ความคิดในการสร้างห้องสมุดจะเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสของความเท่าเทียมกันในสังคม ระบบเศรษฐกิจก็ทำให้การสร้างห้องสมุดนั้นเป็นไปในลักษณะบนลงล่าง กล่าวคือ ชนชั้นปกครอง หรือชนชั้นสูงเป็นคนเปิดโอกาสให้ชนชั้นล่างได้เข้าใช้ (อย่างจำกัด) เฉกเช่นเดียวกันกับการจัดการทรัพยากรส่วนรวมอื่น ๆ รัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นเวลาช้านาน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน รวมไปถึงองค์กรที่จัดเก็บ รวบรวม และเผยแพร่ความรู้ อย่างเช่น หน่วยงานวิจัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด เป็นต้น หากการศึกษาในระบบ คือ การป้อนความรู้จากครูสู่นักเรียน ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ก็เป็นแหล่งของการเสพความรู้ทางเลือก 
ในขณะที่ทรัพยากรส่วนรวมอื่น ๆ มีความเย้ายวน (appeal) และความเป็นไปได้ (potential) ในทางธุรกิจมากกว่า แม้แต่การศึกษาในระบบยังเป็นต้องตาต้องใจต่อกลไกตลาดมากกว่า ซึ่งทำให้เราเห็นสถาบันการศึกษาเอกชนเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ห้องสมุดโดด ๆ ก็ไม่เคยถูกจัดเข้าไปในสารบบของตลาดเลย คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงจะเป็นร้านหนังสือ แต่ด้วยหลักการจัดการทรัพย์สินส่วนตัวก็ยังทำให้การเข้าถึงร้านหนังสือยัง เป็นระบบที่จำกัดนัยว่า คนรวยก็ยังคงมีสิทธิ์เป็นเจ้าของความรู้ได้มากกว่าคนจน
ไม่นับห้องสมุดที่พ่วงเข้าไปในสถาบันการศึกษาในระบบ เนื่องห้องสมุดถูกลดบทบาทลงเป็นหน่วยงานย่อย หน้าที่ที่สำคัญนั้นเน้นสนับสนุนหน่วยงานแม่ มากกว่าการทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้โดยรวม (ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงห้องสมุดเฉพาะ (special library) เนื่องจากตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม) 
ในต่างประเทศ การจัดการห้องสมุดสาธารณะ (independent public library) นั้นเกิดขึ้นและดำเนินงานด้วยหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร เช่น มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศล จึงทำให้ห้องสมุดจำนวนมากมีลักษณะเป็นหน่วยงานอิสระ หากแต่ในประเทศไทย การจัดการห้องสมุดประชาชนยังตกอยู่ภายใต้กลไกของรัฐ แถมห้องสมุดหลายแห่งยังเป็นหน่วยงานในระดับรอง เช่น อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) การจัดงบประมาณก็เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ที่เป็นไปในลักษณะป้อนให้ (feed) มากกว่ากระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน และถูกผูกเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของรัฐ ทำให้ห้องสมุดไม่สามารถให้บริการสารสนเทศได้ตามที่ชุมชนต้องการได้อย่างแท้ จริง
ในระยะหลัง ๆ แนวคิดของการแปลงองค์กรของรัฐให้เป็นอิสระด้วยการผลักดันให้ออกนอกระบบ ราชการก็เข้ามาครอบคลุมองค์กรที่ให้เผยแพร่ความรู้ด้วยเช่นกัน ในที่นี้ก็คือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งยังมีกระแสของการต่อต้านทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน ตลอดจนความหวาดกลัวว่าจะถูกครอบงำโดยกลุ่มบุคคลใด กลุ่มบุคคลหนึ่ง
ในขณะเดียวกันแนวคิดของบริหารจัดการความรู้และสารสนเทศโดยชุมชนและเปิดเสรีก็ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ค่อย ๆ ถูกเลือนหายไปกับกระแสของผู้มีอำนาจกับตลาด จนล่าสุดต่างประเทศสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ก็ประกาศตัวเองที่จะนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ ในขณะเดียวกันบ้านไทยเราก็คงจะเป็นแนวคิดของมหาวิทยาลัยเปิด อย่างเช่น ม.ธรรมศาสตร์และการเมือง (อ่านเพิ่มเติม ชิตพงษ์ กิตตินราธร, 2552) มสธ. รามคำแหง หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่วนในทางห้องสมุด เราก็เริ่มเห็นห้องสมุดที่บริหารจัดการโดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น จริง ๆ ก็มีความพยายามในการผลักดันก่อนหน้านี้ แต่ด้วยในช่วงของการทดลองหรือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจก็ไม่ทราบ เลยทำให้ออกมาได้แค่ในรูปของที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน หลักการที่ผู้เขียนของใช้คำว่า "ห้องสมุดชุมชน" ก็คือ บริหารจัดการด้วยชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในชุมชนได้อย่างเท่า เทียมกัน มีการวางแผนกลยุทธ์ที่เน้นไปที่ชุมชนเป็นหลัก
ในขณะที่แนวคิดของห้องสมุดเสรี ใครใคร่เก็บเก็บ ใครใคร่ใช้ใช้ ใครใคร่จัดจัด ยังไม่เกิดขึ้นในรูปของห้องสมุดเชิงกายภาพ ทั้งนี้อาจจะเป็นการยากที่จะบริหารให้เกิดประสิทธิภาพ (เช่น การจัดเก็บที่ไม่เป็นระเบียบ การค้นหา) แต่ก็ดูเหมือนว่ามีปัจจัยสองประการที่จะทำให้การบริหารในระบบเสรีนั้นเป็นไป ได้ ประการแรกคือ เทคโนโลยี บทบาทของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด จะบอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีก็ไม่เชิงเสียทีเดียว แต่กระนั้นเทคโนโลยีสามารถที่จะทำให้แบบจำลองต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นได้ เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยในการจัดการสารสนเทศเหล่านี้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจัยที่สองนั้นเริ่มมาจากการที่แนวคิดในการ จัดการทรัพยากรส่วนรวมไม่ได้เน้นไปที่การสร้างหรือการก่อให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้เกิดความยั่งยืน (sustainable) ด้วย ดังนั้นการจัดการบริหารห้องสมุดในระบบใด ๆ ก็ตามก็จะต้องมีกลไกในการทำให้องค์กรดำเนินไปได้ โดยเฉพาะในเชิงการเงิน แบบจำลองที่นำมาใช้ก็มีหลายแบบ เช่น การใช้เงินภาษี การหาเงินทุนจากแหล่งภายนอก การเก็บเงินด้วยจากผู้ใช้โดยตรง ไม่ว่าจะด้วยจากระบบสมาชิก (ถ้าในสถาบันอุดมศึกษาก็อยู่ในรูปของ ค่าบำรุงรักษาห้องสมุด) หรือการเข้าใช้รายครั้ง เป็นต้น วิธีการเหล่านี้ต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งดูเหมือนว่าในบริบทของห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศยังไม่เคยมีการประเมิน อย่างเป็นจริงเป็นจัง ว่าแบบใดเกิดผลดี ผลเสียอย่างไร
จะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ห้องสมุดในฐานะองค์กรสาธารณะนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในระดับมหภาค ในขณะที่แนวคิดอื่นต่อจากนี้จะเริ่มเป็นการนำความเข้าใจในเชิงจุลภาคเข้าไป ใช้ในการจัดการ "ภายใน" ห้องสมุด
 
2. ห้องสมุดในฐานะคอลเลกชั่นร่วมกัน (shared collection)
ห้องสมุดเป็นที่จัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศจำนวนมาก ซึ่งโดยรวมแล้วเรียกว่า คอลเลกชั่น (collection) แน่นอนว่าคอลเลกชั่นเหล่านี้ก็คือ สารสนเทศซึ่งก็ถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมเช่นกัน ดังนั้นโดยหลักการ ในการจัดการคอลเลกชั่น ห้องสมุดก็ทำหน้าที่เหมือนกับตัวกลางในการจัดการทรัพยากรเหล่านี้ (เฉกเช่นเดียวกันกับรัฐจัดการหน่วยงานห้องสมุด) แต่ในบางแห่งการจัดการของห้องสมุดก็เลยเส้นแบ่งของความเป็นตัวกลาง ไปสู่ผู้ควบคุมและุคุ้มครอง และในที่สุดก็คิดว่าตนเป็นเจ้าของ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายมาก
ในทางทฤษฎีการจัดการคอลเลกชั่นของห้องสมุดก็จะต้องใช้แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหา (acquisition) ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีจำนวนเพียงพอ เพื่อให้สารสนเทศที่จัดหามาเกิดประโยชน์สูงสุด ห้องสมุดไม่ควรจะตกเป็นเครื่องมือกลุ่มบุคคลใด ๆ แม้แต่ทางราชการเอง ถึงแม้ห้องสมุดควรจะเป็นตัวเชื่อมต่อไปยังข้อมูลภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันห้องสมุดก็ควรจะจัดหาข้อมูลทางเลือกให้กับผู้ใช้ด้วย ในยุค 1960s ที่อุตสาหกรรมสารสนเทศในอเมริกาเริ่มเติบโต เหล่าบรรดาบริษัท ห้างร้านก็เริ่มวิพากษ์ว่าโครงการและหน่วยงานเกี่ยวกับการพิมพ์ของรัฐว่า ทำให้เกิดการผูกขาดของการผลิตสารสนเทศจากภาครัฐ และทำให้เกิดสารสนเทศทางเดียว จนทำให้รัฐต้องเริ่มกระจายการผลิตสารสนเทศออกไป (ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าเกิดขึ้นจากสองปัจจัย หนึ่ง คือ ความรู้ความสามารถ สอง คือ ระบบเศรษฐกิจโดยรวม) ดังนั้นโดยเป้าหมาย การจัดหาทรัพยากรห้องสมุดจึงควรจะเน้นไปที่ความหลากหลาย และครอบคลุมความรู้ สารสนเทศให้มากที่สุด โดยหนึ่งในหนทางที่จะทำให้เกิดการครอบคลุม ก็คือ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (resource sharing) ผ่านความร่วมมือและเครือข่ายสารสนเทศ
ในขณะเดียวกัน ในด้านการลงรายการ (cataloguing) และการจัดหมวดหมู่ (classification) ห้องสมุดควรจะเลือกหรือพัฒนาระบบให้รองรับและครอบคลุมสารสนเทศทุกประเภท ทุกรูปแบบ และเปิดโอกาสชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของสารสนเทศ (metadata) ได้เท่าเทียมกัน กรณีที่เป็นปัญหาล่าสุด เมื่อ Online Computer Library Center (OCLC) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา (ผลิตภัณฑ์ที่หลายคนน่าจะรู้จักก็คือ Worldcat หรือ First Search ในสมัยก่อน) ได้ออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้และถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบันว่าอาจจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงสารสนเทศ
นอกจากนี้ในเชิงการเข้าถึงทรัพยากร เราสามารถพิจารณาในเชิงการจัดชั้นด้วย ในระบบชุมชนหรือเสรี การจัดชั้นควรเปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีโอกาสได้เข้าไปเลือกได้อย่างเสรี หรือที่บรรณารักษ์ทั่วไปรู้จักกันในนามชั้นเปิด (open stack) สมัยก่อนผู้ใช้ไม่มีสิทธิเข้าไปหาหนังสือเองตามชั้น หลังจากนั้นเริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า การค้นพบหนังสือโดยบังเอิญ (serendipitous) จากการ browse ชั้นหนังสือเอง มีโอกาสที่ผู้ใช้จะพบข้อมูลที่ต้องการ และพึงพอใจกับสารสนเทศที่หามาได้มากกว่า การใช้ระบบชั้นปิดที่ผู้ใช้ต้องหาจากระบบค้นหาทรัพยากรจากระบบเท่านั้น (ไม่ว่าจะเป็นบัตรรายการหรือระบบคอมพิวเตอร์) ก็ตาม เจ้าหน้าที่ (หรือหุ่นยนต์) จะเป็นผู้ไปหยิบหนังสือหรือทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการมาให้ อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ระบบชั้นปิดก็ยังพบเห็นได้ทั่วไป แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เหตุผลส่วนใหญ่ก็เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรหรือขาดพื้นที่ในการให้ บริการ
 
3. ห้องสมุดในฐานะบริการสาธารณะ (public service)
อย่างที่ทราบกันดีว่า การบริการคืองานหน้าด่านของห้องสมุด เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องพูดถึงความสำคัญในเชิงเสรีภาพ แต่เมื่อเฉพาะเจาะจงในแต่ละงาน ก็อาจได้รายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน เริ่มต้นที่บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า ซึ่งเป็นบริการช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศ อันเป้าหมายสำคัญของการจัดการทรัพยากรส่วนรวม การให้บริการก็ควรเป็นไปให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งในที่นี้ทรัพยากรที่ต้องจัดการคือ เจ้าหน้าที่ การจัดคนเข้าปฏิบัติงานก็จะต้องรู้ว่าใครมีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร แล้วต้องใช้จำนวนคนเท่าใดจึงจะรองรับปริมาณคำถามที่เข้ามายังห้องสมุด
นอกจากนี้สำหรับการบริการยืมคืน การจัดการหลัก ๆ นั้นอยู่ที่การกำหนดนโยบายยืมคืนทรัพยากร หนังสือและทรัพยากรสารสนเทศในรูปกายภาพโดยมาก ไม่สามารถเข้าถึงได้พร้อมกัน ที่ห้องสมุดจะต้องกำหนดว่าใครสามารถยืมทรัพยากรได้นานเท่าไหร่ ยืมได้ครั้งละกี่เล่ม ในขณะเดียวกันก็มีกลไกในการบังคับใช้ ซึ่งโดยปรกติจะใช้ในลักษณะค่าปรับ 
อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตยที่สารสนเทศมีบทบาทในการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใสอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ แต่ประชาชนต้องรู้จักใช้สารสนเทศให้เป็นด้วย ในที่นี่หมายถึงการแยกแยะ วิเคราะห์ และสังเคราะห์สารสนเทศ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการรู้สารสนเทศ ดังนั้นห้องสมุดควรมีหน้าที่ในการเพิ่มพลังให้กับชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม ประชาชนควรมีความสามารถในการแยกแยะความจริงกับความเท็จ ข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น ข่าวลือกับเรื่องจริง เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มพลังให้กับผู้ใช้ดังกล่าวจึงผ่านบริการสอนการรู้สารสนเทศ (information literacy instruction)
นอกจากจะทำให้ผู้ใช้รู้จักเข้าถึง รู้จักเข้าใจแล้ว ห้องสมุดยังมีหน้าที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้มีทักษะในการผลิตและสร้างสรรค์ด้วย ห้องสมุดต้องเป็นผู้นำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สารสนเทศ โดยเฉพาะในสังคมที่ยังอาศัยกลไกของรัฐและตลาดในการผลิตและเผยแพร่สารสนเทศ อยู่มาก ถ้าประชาชนมีความรู้ ความสามารถและทักษะมากขึ้น สารสนเทศที่ถูกสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่ชุมชนรู้และต้องการอย่างแท้จริง กลไกของรัฐหรือการผูกขาดโดยเอกชนก็อาจไม่มีอำนาจมากเกินไป 
 
4. ห้องสมุดในฐานะพื้นที่ของพลเมือง (civic forum)
นับตั้งแต่วินาทีที่ Benjamin Franklin ได้เปิดต้อนรับสาธารณะให้สามารถเข้าใช้ห้องสมุดได้ ห้องสมุดประหนึ่งกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลดปล่อยพันธนการทางสิทธิ เสรีภาพในการเข้าถึงความรู้และสารสนเทศไปสู่สาธารณชน นอกจากนี้ห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศประเภทอื่น ๆ ยังเป็นสถานที่ปลอดความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาด้วย (ถึงแม้จะด้วยความจำกัด) นั่นหมายความว่า ห้องสมุดนั้นเป็นตัวแทนของสิทธิและเสรีภาพ
บทบาทหลักของห้องสมุดในสมัยก่อน คือ การรวบรวม จัดเก็บ และให้บริการเป็นหลัก แต่เมื่อมีความพยายามเปลี่ยนแนวคิดมาสู่ระบบชุมชนและระบบเสรี ห้องสมุดก็จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและเผยแพร่มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่นำไปปรับใช้ตามห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน ที่เน้นไปที่ส่งเสริมให้เกิดการสร้างความรู้ต่อ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีส่วนในการส่งเสริมความร่วมมือ (collaboration) ของคนในสังคม ชุมชน และลดผลกระทบที่มาจากการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ผลักดันมาจากกลุ่มคนที่ แสวงหาผลกำไร ดังนั้นในหลายที่จึงส่งเสริมให้ห้องสมุดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่ถกเถียงปัญหาสาธารณะ และแหล่งข้อมูลสำหรับชุมชน เช่น ข้อมูลสำหรับการเลือกตั้ง เป็นต้น
นอกจากนี้ในฐานะที่อินเตอร์เน็ตก็ เป็นพื้นที่สาธารณะอีกช่องทางหนึ่งของสังคม ดังนั้นในแนวความคิดเสรี ห้องสมุดจึงให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ผู้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ประหนึ่งเดียวกันกับการให้บริการหนังสือ และสื่อประเภทอื่น ๆ 
การนำแนวคิดโอเพนซอร์สมาประยุกต์ใช้ให้ห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นซอฟท์แวร์ หรือแนวความคิดห้องสมุด 2.0 เช่น วิกิพีเดีย บล๊อก เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม (social networking sites) เป็นต้น จึงมีความสำคัญต่อการปรับตัวของห้องสมุดให้เข้ากับแนวคิดเสรี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้บริการให้การแสดงความคิดเห็นได้อย่าง เสรี การใช้และเผยแพร่ซอฟท์แวร์โอเพนซอร์สก็จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ ของเสรีภาพในการใช้งาน นอกจากนี้การส่งเสริมให้อนุสัญญา (license) แบบเปิดเช่น ครีเอทีฟ คอมมอนส์ ก็จะส่งเสริมให้เกิดการผลิต และสร้างสรรค์ที่ไม่ทำให้สารสนเทศตกไปอยู่ในอำนาจของใครคนใดคนหนึ่งอย่างไม่ เป็นธรรม
 
แม้กระทั่งในเชิงวิชาการ ห้องสมุดวิจัย (research libraries) ที่มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาและความก้าวหน้าของศาสตร์และวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทั้งในเชิงการสอนและการวิจัย ในแนวคิดเสรี นอกเหนือจากจะต้องส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการด้วย ห้องสมุดยังต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใช้งานอย่างเท่าเทียมกันด้วย จึงเป็นที่มาของแนวคิดของวารสาร open access ซึ่งผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อเข้าถึง อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีการพิจารณาถึงแบบจำลองที่ดีที่สุดในการบริหาร จัดการ ซึ่งโดยมากดูเหมือนว่าค่าใช้จ่ายจะตกไปอยู่ที่ผู้ผลิต (ผู้เขียน) แทน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการพัฒนา digital repository ทั้งที่อยู่ในรูปของพื้นที่ส่วนรวม หรืออิงกับสถาบัน (institutioinal repository) ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้เป็นการเริ่มวงจรการผลิตที่เปิดเสรีให้กับผู้ใช้ มากขึ้น
 
5. ห้องสมุดในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม (cultural heritage)
หลายคนคงเคยได้ยินบทวิพากษ์ของนักประวัติศาสตร์ไทยอยู่เสมอ ๆ ว่าประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำ เราไม่เคยรู้ว่าประวัติศาสตร์ของตาสี ยายสาในเมืองไทยเป็นเช่นไรอย่างแท้จริง ทั้งนี้เป็นเพราะการเก็บรักษาความรู้ ข้อมูล สารสนเทศ และข้อเท็จจริงในบ้านเราเริ่มต้นและจำกัดอยู่เฉพาะชนชั้นนำ
ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้ หากการจัดเก็บ รวบรวมสารสนเทศไม่สามารถครอบคลุมคนทุกชนชั้น ทุกหมู่เหล่าได้ ประวัติศาสตร์ของสังคมก็จะเป็นประวัติของคนเฉพาะกลุ่มเช่นกัน ดังนั้นห้องสมุดควรสนับสนุนความแตกต่างหลากหลาย (diversity) ของทรัพยากร ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก ไม่ได้การันตีว่าข้อมูลที่ได้นั้นมีความหลากหลายและเป็นตัวแทนของคนทุกชน ชั้น ทุกหมู่เหล่าได้
ในขณะเดียวกันห้องสมุดก็ต้องหาวิธีการในการอนุรักษ์และรักษาสภาพสารสนเทศให้คง อยู่ต่อไปได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เพื่อให้คนรุ่นหลังหรือคนที่จะใช้ต่อได้มีเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เท่า เทียมกัน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่ห้องสมุดและหอจดหมายเหตุได้ทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่ แล้ว
ความท้าทายในการบริบทของห้องสมุด
1. ความยั่งยืน (sustainability)
ไม่ว่าจะใช้ระบบใดในการจัดการสารสนเทศและห้องสมุดในฐานะทรัพยากรส่วนรวม ต่างก็อยู่ที่การทำให้ดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน แบบจำลองของการสนับสนุนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย (ที่รัฐเป็นผู้ป้อนให้แต่เพียงฝ่ายเดียว) ทำให้การพัฒนาห้องสมุดเกิดความเฉื่อยชา และในที่สุดก็ไม่มีการใช้งาน ไร้คุณค่า ดังนั้นทางออกทางหนึ่งของการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อาจได้แก่ การกระตุ้นจากภาครัฐ หรือการกระตุ้นจากแหล่งทุนภายนอก ซึ่งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสถาบันบริการสารสนเทศ ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้อยู่ในรูปของโครงการ (project/program) มากขึ้น เพิ่มทักษะในการหารายได้จากแหล่งทุนภายนอก หรือแม้แต่ส่งเสริมธุรกรรมบางอย่าง ที่เอื้อประโยชน์ทั้งในเชิงการเงินและการใช้ห้องสมุด เช่น ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ เป็นต้น 
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาโดยหลักการ โดยเฉพาะเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ระบบแบบชุมชนและเสรีเต็มรูป มีการคาดการณ์ว่าจะทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงตนเองได้ ห้องสมุดก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อจัดหาทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยีอีกต่อไป ซึ่งเป็นการลดต้นทุนขั้นหนึ่ง
 
2. ตอบสนองความสนใจที่แตกต่าง
ในวงจรสารสนเทศ มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก การปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม โดยเฉพาะไปสู่ระบบชุมชนและระบบเสรี อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงผลเสียและผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น การจัดการเรื่อง open access ก็อาจทำให้ห้องสมุดเกิดข้อขัดแย้งกับสำนักพิมพ์ ในขณะเดียวกันการเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตและสร้างสรรค์ ห้องสมุดก็จะต้องเข้าไปประสานงานกับนักวิจัยและคณาจารย์เพื่อพัฒนาเข้าไป เป็นเนื้อหาทางวิชาการ ซึ่งการจะทำให้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายนั้นต้องใช้ความพยายามและทักษะในการ ต่อรอง ซึ่งในต่างประเทศ ทักษะในการต่อรองมีความสำคัญมากในระบบตลาด โดยเฉพาะการต่อรองอนุสัญญาของการเข้าถึงสารสนเทศ เช่น ฐานข้อมูล เป็นต้น
นอกจากนี้การเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบชุมชนและเสรี ทำให้ขอบเขตของการให้บริการของห้องสมุดขยายออกไป และบางครั้งก็ไปทับซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานอื่น จะเห็นได้ว่าแนวคิด information commons ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานดั้งเดิม เช่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ หน่วยงานด้านสื่อการเรียนการสอน หรือแม้กระทั่งศูนย์ส่งเสริมการเขียน (writing center) บรรณารักษ์ก็เพิ่มขีดความสามารถในการตอบคำถามเชิงเทคนิคได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถเข้าไปสอนในเรื่องของการผลิตและสร้างสรรค์ สารสนเทศได้ด้วย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการตกลงร่วมกันและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหน่วย งานอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามวงจรสารสนเทศ มักจะเป็นไปตามเชิงบทบาทและความสามารถ (capacity) เช่น ผู้ผลิต ผู้เผยแพร่ ผู้เก็บรักษา หรือผู้ใช้ ทั้งที่จริงแล้วบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ อาจมีได้มากกว่าหนึ่งบทบาท เช่น นักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ผลิต และเป็นผู้ใช้ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ห้องสมุด ก็เป็นผู้รวบรวมและผู้เก็บรักษา สำนักพิมพ์บางรายก็เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกบทบาทสามารถใช้ประโยชน์จากสารสนเทศได้เท่าเทียมกัน
 
3. เปิดได้ (แต่ไม่เสรี?)
ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและทรัพยากรก็ไม่อาจทำให้ห้องสมุดกายภาพตอบสนองทุก ความต้องการได้ ในขณะเดียวกันภายใต้กฏ ระเบียบ ขนมธรรมเนียม จริยธรรม และศีลธรรมของบางสังคม ก็ทำให้ห้องสมุดต้องจำกัดการเข้าถึงสารสนเทศบางประเภทด้วยตนเอง (self-censorship) 
ตราบใดที่ห้องสมุดยังอยู่ภายใต้ระบบรัฐและตลาด ตราบนั้นการแทรกแซงจากภายนอก (เช่น การเซ็นเซอร์ การขึ้นราคา) ก็ยังคงมีให้เห็นและสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนงานในห้องสมุด
ตราบ ใดที่ห้องสมุดถูกผูกติดกับการศึกษาในระบบ และระบบที่ใช้ก็ยังเป็นในลักษณะจากบนลงล่าง จากครูสู่นักเรียน จากผู้ใหญ่สู่เด็ก ตราบนั้นโอกาสที่เราจะได้สารสนเทศ ข้อมูลที่มีความหลากหลายก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด
ในขณะที่ข้อมูล ความรู้ สารสนเทศ เป็นทรัพย์สินสากล การผูกติดภาพของสารสนเทศกับวัฒนธรรมและสังคมหนึ่ง ๆ จะทำให้เกิดการติดขัดของการไหลเวียนสารสนเทศ ทำอย่างไรเราถึงจะเปิดทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนได้กว้างขวางขึ้น แม้จะมาจากสังคมที่อยู่ห่างไกลหรือพูดกันคนละภาษา
 
4. เทคโนโลยีช่วยได้ (ทั้งหมดจริงหรือ?)
ดังนั้นจากปัจจัยบ้างต้น ทำให้เราเห็นว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของห้องสมุดทางกายภาพไม่ว่าในสังคม ไหนก็ยังเป็น "พื้นที่ควบคุม" ไม่ใช่พื้นที่เปิดเหมือนอย่างอินเตอร์เน็ต 
การเปลี่ยนพื้นที่ของห้องสมุดเข้าสู่โลกออนไลน์ มีผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนผู้ใช้กว้างขึ้น ห้องสมุดไม่จำเป็นต้องตอบสนองชุมชนทางกายภาพเสมอไป แต่เริ่มหันมาตอบสนองชุมชนความความสนใจมากขึ้น บริการของห้องสมุดบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าเสมือน (virtual reference service) ก็ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับข้อจำกัดทางพื้นที่อีกต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ความร่วมมือกันระหว่างห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress) ห้องสมุดแห่งชาติอังกฤษ (British Library) และห้องสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย (National Library of Australia) ให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า 24 ชั่วโมง
หรือแม้กระทั่งการจัดการคอลเลกชั่นดิจิตอลก็ไม่มีขีดจำกัด ทางด้านกายภาพอีกต่อไป นึกถึงความยากง่ายแค่เพียงเราจะจัดหนังสือในบ้าน หลายคนไม่รู้จะจัดเรียงหนังสืออย่างไร จะจัดตามผู้แต่ง ก็กลัวว่าจะหาเรื่องที่คล้ายกันไม่เจอ หรือพอจัดตามเรื่องที่คล้ายกัน แต่ดันมีหนังสือที่ใหญ่เกินขนาด ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ในขณะที่สารสนเทศที่อยู่ในรูปดิจิตอล โดยหลักการสุดโต่ง (extreme) เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีการค้นคืน (information retrieval) ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าสารสนเทศนั้นถูกจัดเก็บอย่างไร เอาไปทิ้งไว้แถวไหน ขอเพียงให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้ ก็สามารถค้นหาสารสนเทศ (document) ที่ต้องการได้
นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำให้สื่อมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น การทำสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ หรือใช้ทรัพยากรสารสนเทศบนคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตก็ไม่ทำให้คุณภาพนั้น เปลี่ยนแปลง แต่ความท้าทายใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อสื่อดิจิตอลมีคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาที่ เรารู้จักกันดีในนามว่า interactive media ทำให้สารสนเทศไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่งอีกต่อไป ดังนั้นโจทย์ใหม่ก็คือ จะทำอย่างไรให้สามารถเก็บรักษาสื่อพลวัตเหล่านี้ให้ครอบถ้วน ครอบคลุมในทุกด้านและคงสภาพต่อไปในระยะยาว
ในขณะที่หลายคนอ้างว่าการ ใช้เทคโนโลยีทำให้เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมที่ สำคัญด้วย แต่ Lybarger (2008) โต้แย้งว่า จริง ๆ แล้วผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของห้องสมุดดิจิตอลก็มี และเรียกร้องให้หันไปหาแนวทางห้องสมุดเขียว (green librarianship) ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน
 
5. Change (as perception) is here?
สุดท้ายก็อยู่ที่การยอมรับและพร้อมรับมือกับเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบชุมชนหรืือระบบเสรีไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเพียง แต่เรื่องการจัดการพื้นที่ เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังไปถึงนโยบายและโครงสร้างด้วย โครงสร้างการบริหารงานก็จะแบบลง ในขณะเดียวกันก็จะเป็นในลักษณะกลุ่ม (group of interest) มากขึ้น (อ่านเพิ่มเติม Beagle, 1999) 
นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างแล้ว ยังหมายถึงวัฒนธรรมของการจัดการห้องสมุดโดยรวมสิ่งที่บรรณารักษ์ไทยได้รับ มรดกตกทอดมาจากรัฐและระบบราชการ คือ การป้อนให้ ทำให้การให้บริการอยู่ในลักษณะเชิงรับมากกว่าเชิงรุก เราจึงไม่ค่อยเห็นบทบาทของบรรณารักษ์มากนักในสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับนัก ข่าว หรือวิชาชีพด้านสารสนเทศอื่น ๆ เราไม่เคยได้ยินการเรียกร้องหรือปกป้องสิทธิเสรีภาพจากบรรณารักษ์ วิชาชีพไม่มีกลไกหรือกลยุทธ์ในเชิง advocacy ที่เป็นระบบ advocacy ที่ดูเหมือนจะเห็นเด่นชัดที่สุด คงจะเป็นเรื่องของการอ่านเท่านั้น เราไม่ค่อยเห็นบทบาทบรรณารักษ์ออกมาปกป้องในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หรือสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ (ในทางตรงกันข้ามกับถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการปิดกั้น)
 
ดังนั้น คำถามข้อใหญ่ก็คือ เมื่อต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน ปัจจัยอะไรคือทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
 
 
ขอบคุณเรื่องราวโดย ทรงพันธ์ เจิมประยงค์
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,425,595 ครั้ง